Stories

เกร็ก โอเดน : ดราฟท์เบอร์ 1 NBA ที่หายไป



ผมจะจำไว้ว่าผมคือผู้เล่นที่ห่วยแตกที่สุดในประวัติศาสตร์ NBA” … คำพูดนี้เกิดขึ้นจากดาวรุ่งอันดับ 1 ของวงการบาสเก็ตบอล
 

ไม่ใช่เรื่องน่ามหัศจรรย์อะไรที่คนเก่งมากๆในช่วงวัยรุ่นจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงาน

คุณอาจจะมีเพื่อนร่วมชั้นที่เรียนได้เกรด 4 ทุกเทอม แต่รู้ตัวอีกทีชีวิตกับประสบความสำเร็จน้อยกว่าพวกหัวโจกไม่เอาไหน ...  ที่กล่าวไว้เช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าและชี้นำว่าฝั่งไหนจะดีกว่ากัน เพียงแต่จะยืนยันให้เข้าใจถึงสัจธรรมที่เกิดขึ้นจริงกับมนุษย์มาเป็นพันๆปีนั่นก็คือ "เพราะชีวิต...คือความไม่แน่นอน" ดังเช่นเรื่องราวของ เกร็ก โอเดน อดีตดราฟต์เบอร์ 1 ของวงการบาสเก็ตบอล NBA ผู้นี้


Photo : https://nbaobserver.wordpress.com

เด็กหนุ่มวัย 9 ปีย้ายตามครอบครัวออกจากกรุงนิวยอร์ค มุ่งสู่อินเดียน่าเขาเหมือนกับเด็กวัยรุ่นผิวสีทั่วไปที่มีกีฬาอยู่ในหัวใจ และแน่นอนว่าเขาเลือกกีฬาที่ต้องการเพียงแค่แป้นและลูกบอลอย่าง บาสเก็ตบอล  ...แต่ที่แปลกจากคนอื่นๆ คือ เขาเก่งยิ่งกว่าใครๆแค่นั้นเอง

 

พุ่งทะยานในวัยกระทง

ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่กว่า 213 เซ็นติเมตร  เกร็ก สามารถเข้าสู่โรงเรียน ลอว์เรนซ์ นอร์ธ ไฮสคูล อินเดียน่าโพลิส และกลายเป็นดาวเด่นที่จัดจ้านในย่านนี้ทันทีด้วยการพิชิตคู่แข่งขันในรุ่นเดียวกันได้อย่างง่ายดาย


Photo : https://www.oregonlive.com

เขาคือ "เกรทเพลย์เยอร์" หรือผู้เล่นที่ดีที่สุดในระดับไฮสคูล ไม่ว่าจะเป็นการคว้าเเชมป์ในฐานะทีม และรางวัลในส่วนของบุคคล ไม่มีสิ่งใดเลยที่เขาได้ทำตกหล่นระหว่างทาง  ตีเป็นตัวเลขเน้นๆเป็นจำนวนถึง 14 ครั้งที่เขาคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมจากทุกรายการในรอบ 2 ปี นี่คือความสำเร็จที่ทำให้ใครหลายคนมองว่าเด็กคนนี้จะเขย่าวงการยัดห่วงตามรอยผู้เล่นระดับตำนานทั้งหลายก่อนหน้านี้

"โอเด็น จะเป็นสุดยอดผู้เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์ที่คุณสามารถให้เขาเป็นศูนย์กลางและสร้างทีมเพื่อเล่นร่วมกับเขาได้ ชื่อของเขาจะถูกพูดถึงไม่ต่างจาก บิล รัสเซล, เดวิด โรบินสัน, ฮาคีม โอลายูวอน และ แชค รับรองได้ว่า แหวน NBA จะต้องเต็มนิ้วทั้งสิบนิ้วของเขาได้สบายๆ" นี่คือทรรศนะจากผู้เจนเวทีการดราฟท์ผู้เล่นดาวรุ่งอย่าง โจนาธาน กิโวนี่

ทั้งหมดที่กล่าวไปทำให้เมื่อถึงวันที่เหล่าผู้เล่นจากทีมไฮสคูลจะได้มีชื่ออยู่ในการดราฟต์เข้าสู่ลีกอาชีพอย่าง NBA เกร็ก ที่เป็นเบอร์ 1 จาก โอไฮโอ ตกอยู่ท่ามกลางสปอตไลท์ร่วมกับ เควิน ดูแรนท์ สมอลล์ฟอร์เวิร์ดดาวรุ่งจากเท็กซัส ผู้ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในอีก 10 ปีให้หลัง ทั้งคว้าแหวนสองวงกับ โกลเดน สเตท วอริเออร์ส ในการเเข่งขัน NBA ในฤดูกาล 2017 และ 2018 ติดต่อกัน นอกจากนี้ยังคว้ารางวัล NBA ไฟนอล MVP 2 สมัยซ้อนเช่นกัน  

ท้ายที่สุดหลังจากช่วงเวลาแห่งการดราฟต์จบลง เกร็ก โอเด็น กลายเป็นเบอร์ 1 อย่างเป็นทางการ เพราะเขากลายเป็นดราฟต์แรกประจำปี 2007 หลังจาก พอร์ตแลนด์ เทรล เบลเซอร์ส เลือกความแข็งแกร่งและมองเห็นถึงความเรืองรองที่ เกร็ก จะนำมาสู่ทีมหลังจากนี้ ขณะที่คู่แข่งของ เกร็ก อย่าง ดูแรนท์ เป็นดราฟต์หมายเลข 2 ด้วยการย้ายไปอยู่กับ ซีแอตเทิล ซูเปอร์โซนิคส์

"ผมและเขา เราถูกเปรียบเทียบกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมจนถึงช่วงดราฟต์คลาส  เรา 2 คนถูกพูดชื่อ และเชื่อมโยงกันเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม" ดูเเรนท์ เผยถึงความเป็นคู่แข่งกันมาอย่างยาวนาน

ทว่าของจริงกำลังจะเริ่มขึ้นหลังจากนี้ เกร็ก จะได้ดวลกับเหล่าซูเปอร์สตาร์ที่เป็นโปสเตอร์ติดอยู่บนฝาห้องเขาตั้งแต่วัยเยาว์ เขาจะได้รู้สักทีว่าสมญานามที่ใครยกย่องให้เขาเป็น "ว่าที่ตำนาน" จะถูกสานต่อให้เป็นจริงหรือไม่ ในขณะที่ NBA ฤดูกาล 2007 กำลังใกล้จะเริ่มขึ้นในอีกอึดใจ

 

สังขารทำลายฝัน

ซีซั่นเดบิวต์ของ เกร็ก เริ่มต้นด้วยการเลือกเสื้อหมายเลข 52 และเซ็นสัญญากับ เทรลเบลเซอร์  ถึง 3 ปี ณ จุดนี้มันควรจะเป็นปีที่เขาได้พิสูจน์ตัวเอง ทว่าเรื่องราวกลับรีบหักมุมตั้งแต่ยังไม่จุดพีกเลยด้วยซ้ำ เพราะอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าข้างขวา...


Photo : https://www.oregonlive.com

คิวประเดิมของ เกร็ก ถูกวางเอาไว้แล้วแต่เข่าขวาของเขา "พัง" ลงอย่างง่ายจนน่าฉงนใจ

จริงอยู่ที่นักกีฬาระดับอาชีพในทุกสาขาล้วนต้องเจอกับปัญหาอาการบาดเจ็บกันอยู่แล้ว แต่สำหรับ เกร็ก มันร้ายแรง ชนิดที่ว่าชีวิตของเขาจะต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล และที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่ได้เตรียมใจเอาไว้เลยสำหรับเรื่องนี้

อาการที่เข่าขวาของเขารุนแรงจนต้องผ่าตัด การวินิจฉัยของเเพทย์บอกมาว่าเขาจะไม่สามารถเล่น NBA ได้ในเร็วๆนี้แน่นอน มันคือความผิดหวังที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ....เกร็ก แปลงสภาพจาก "โกลเด้นบอย" กลายเป็นแค่วัยรุ่นตัวโตที่แม้แต่จะเดินไปเปิดโทรทัศน์ดูถ่ายทอดสดเกม NBA ด้วยตัวเองยังทำไม่ได้ ขณะที่ต้นสังกัดอย่าง เทรลเบลเซอร์ ต้องกุมขมับกับสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาพยายามจะสร้างทีมขึ้นใหม่โดยมี เกร็ก โอเดน เป็น 1 ในศูนย์กลาง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เทรลเบลเซอร์ หลุดวงโคจรของการเข้าสู่รอบเพลย์ออฟมาหลายปีติดต่อกัน


Photo : http://www.latimes.com

พวกเขาฝันหวานและฝันนี้ก็มีแววจะไปได้สวยเพราะในทีมตอนนี้ยังมี แบรนดอน รอย ชู้ตติ้งการ์ดที่คว้ารางวัลรุกกี้ประจำปี 2007 และ ลามาร์คัส อัลดริดจ์ เจ้าของดราฟต์อันดับ 2 ในปี 2006 ... นี่คือดรีมทีมที่วาดเอาไว้

ด้วยคุณภาพของเพื่อนร่วมทีมที่รวมคนเก่งๆเอาไว้ แม้แต่ เควิน ดูแรนท์ ยังยอมรับว่าเขาเกิดความอิจฉาเล็กๆ ที่เกร็กได้เป็นดราฟต์เบอร์ 1 แต่ที่สุดเเล้วเส้นทางของแต่ละคน ต้องดำเนินต่อไป

"แน่นอนผมอยากเป็นเบอร์ 1 แต่ตอนนี้ผมก็อยู่ในสถานการณ์ที่ดี ผมอยากจะเล่นกับ ลามาร์คัส และ เเบรนดอน รอย แต่เมื่อผมเป็นดราฟต์เบอร์ 2 ผมก็ตื่นเต้นกับการได้ไปเล่นให้ซีแอตเทิล เหมือนกัน"

แต่โลกนี้อะไรก็ไม่แน่นอน อาการบาดเจ็บเพียง 1 ครั้งสร้างความพังแบบรอบด้าน คือเรื่องที่เกิดขึ้นกับเกร็กอย่างแท้จริง

เกร็ก เองก็รู้สึกผิดกับสัญญาก้อนโตที่เขาได้รับเช่นกัน นอกจากที่ตัวเขาเองจะฝันสลาย ทีมยังต้องเข้าตาจนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากเข่าขวาของเขาด้วย

"เกร็ก และ โซอี้ แม่ของเขา มองมาที่ผมและขอโทษผมเกิน 20 ครั้งหลังจากออกมาจากห้องผ่าตัด....ตอนนั้นผมรู้เเล้วว่าโลกทั้งใบถูกวางไว้บนบ่าของสองแม่ลูกคู่นี้ สิ่งที่ผมระลึกได้ทันทีในนามของผู้นำทีมคือ เกร็ก เป็นเด็กหนุ่มที่ให้ความสำคัญและแคร์ทีมเป็นอย่างมาก " เนท แม็คมิลเลี่ยน ยอมรับว่าเขาผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ก็หวังลึกๆว่าอนาคตจะต้องดีกว่าาที่เป็นอยู่


Photo : http://grantland.com

"เราเลือกเด็กถูกคนเเล้ว ผมไม่สามารถก้าวไปถึงความผิดหวังที่เขาเจอได้เลย เขาไม่ได้ผิดหวังที่ตัวเองต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่เขารู้สึกว่าเขาทำให้เราต้องผิดหวัง และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาไม่อาจจะวางลงได้เลย" เฮ้ดโค้ชของ เทรลเบลเซอร์ กล่าวปิดท้าย  

ในกระแสค่าตอบแทนที่เชี่ยวกราด นักกีฬาหลายคนต้องพัฒนาตัวเองในทุกวินาทีเพื่อความอยู่รอด หากช้าไปเพียงก้าวเดียว ก็มีโอกาสที่คลื่นลูกใหม่จะไล่หลังจนตกขอบและพลาดเงินมหาศาล  

เกร็ก เองก็เช่นกันการร้างสนามไป 1 ปี มีหรือที่ศักยภาพของเขาจะไม่ลดลง?

 

รอนาน

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดได้จบลงไปก็ถึงคราวที่กงล้อจากสวรรค์ส่งบททดสอบที่ยากเย็นให้กับ เกร็ก บ้าง หลังจากรอเวลาและรักษาตัวมายาวนาน เกร็ก กลับมาพร้อมรบอีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2008


Photo : http://uwire.com

ณ ตอนนี้วงการยัดห่วงกลับมาให้ความสนใจที่ตัวเกร็กอีกครั้ง ทุกคนอยากเห็นด้วยตาของตัวเองว่า "ดราฟต์เบอร์ 1" จะแน่สักแค่ไหน

12 พฤศจิกายน 2008 ลงเล่นเกมแรกกับ แอลเอ เลเกอร์ส และสิ่งที่เขาแสดงให้ทุกคนเห็น คือ สถิติที่แสนย่ำแย่ เขาทำแต้มไม่ได้เลย แม้แต่เเต้มเดียวจากเวลาที่อยู่ในสนามทั้งหมด 13 นาที

แม้ว่า เกร็ก จะเริ่มปรับตัวได้และพอมีแววขึ้นมาให้เห็นบ้าง แต่ที่สุดเเล้วในปี 2009 อาการบาดเจ็บก็ไม่หายเสียที เขาเจ็บเพิ่มทั้งที่เท้า และเข่าซ้าย  ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่เขาต้องพักยาว และมันยังไม่จบแค่นั้น ในปี 2010 การเจ็บเข่าและผ่าตัดครั้งที่ 3 ก็ตาม และในปี 2011 เข่าขวาของเขา ก็แผลงฤทธิ์จนต้องผ่าตัดใหญ่ครั้งที่ 4 จนได้

"ผมสารภาพตามตรงว่าไม่อยากจะเชื่อเลย ตอนที่มีอาการบาดเจ็บครั้งที่ 3 ผมคิดว่านี่พระเจ้ามาเล่นตลกกับผมในตอนนี้เนี่ยนะ?"  เกร็ก กล่าวติดตลกเมื่อได้ลองเล่าย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ในอดีต

3 กุมภาพันธ์ปี 2012 เกร็ก ต้องเข้าผ่าตัดเข่าขวาอีกครั้ง แม้ว่า 17 วันก่อนหน้านี้เขาจะเพิ่งผ่าตัดเข่าซ้ายไปหมาดๆ ซีซั่น 2012-13 ของเขาจบลงแบบไม่ได้ลงเล่นเลย จนหมดสัญญาและย้ายไปอยู่กับ ไมอามี่ ฮีต ด้วยสัญญา 1 ปี  แม้ฮีต จะได้ไปถึงนัดชิงชนะเลิศแต่ เกร็ก ก็แทบไม่มีส่วนสำคัญมากมายนัก ขณะที่ต้นสังกัดของเขายังแพ้ ซานอันโตนิโอ สเปอร์ส และที่สำคัญ คือ เขาเองก็มีปัญหาส่วนตัวจากการทำร้ายร่างกายแฟนสาวด้วยการชกเข้าที่หน้าจนถึงขั้นต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเลยทีเดียว

การต่อสู้กับสังขารบนเวทีอันดับ 1 ของบาสเก็ตบอลอย่าง NBA จบลงด้วยการที่ เกร็ก ยกธงขาว เขาไม่อาจจะกลับมาเป็นคนเดิมได้อีก และทางเลือกที่เหลืออยู่คือการไปเล่นในลีกที่ความแข็งแกร่งน้อยกว่าอย่างลีกบาสเก็ตบอลของจีน

เกร็ก ได้รับสัญญา 1 ปีกับ เจียงซู ดราก้อน โดยค่าเหนื่อย 1.2 ล้านเหรียญ เขาตอบแทนด้วยการลงเล่นให้ทีมไปทั้งหมด 25 เกม มีสถิติทำคนเดียว 22 แต้มและ 14 รีบาวด์ในเกมกับ ชานตง

ก่อนที่สุดท้ายเขาจะออกจากทีมหลังจากสัญญาหมดลง พร้อมทิ้งไว้ด้วยสถิติทำเเเต้มเฉลี่ยเกมละ 13 แต้ม, 12.6 รีบาวด์ และ บล็อกอีก 2 ครั้ง  และนี่คือครั้งสุดท้ายในฐานะนักบาสเก็ตบอลอาชีพของเขาในแบบที่ตัวเองก็ยังต้องรู้สึกว่ามันผิดไปจากสิ่งที่เขาคิดมาถึงตลอด

"เขาคงไม่อยากจะเจอกับการบาดเจ็บแบบนี้หรอก" เควิน ดูแรนท์ พูดถึงชายผู้ที่เคยถูกเลือกก่อนเขาในการดราฟต์ปี 2007 "ผมรู้ว่าการบาดเจ็บ คือสิ่งสุดท้ายที่เขาอยากให้เกิดขึ้น"

ขณะที่ เกร็ก ยอมรับโดยดีว่าถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะมองไปข้างหน้ามากกว่าาจมปลักกับความอดีต

"ผมหวังว่าผมจะเล่นได้อีกครั้ง...แต่มันจบลงเเล้ว ผมจะไม่บอกว่าผมเสียใจอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมแค่อยากจะบอกว่าผมหวังให้ทุกสิ่งดีขึ้นกว่านี้ก็พอ"

 

ชีวิตใหม่

"ผมจะจดจำตัวเองในฐานะผู้เล่นที่ล้มเหลวที่สุดในประวัติศาสตร์ของ NBA ... แต่ก็นะ...ผมไม่สามารถทำอะไรกับมันได้เเล้ว" โอเดน กล่าวหลังจากประกาศรีไทร์

"อย่าทำให้ผมเป็นคนผิดเลย ถ้าหากผมเเข็งแรงดีผมเองก็อยากจะเล่นบาสต่อไป แต่ตอนนี้มันคนละเรื่องเลย...ตอนนี้ผมกลายเป็นคนที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และมันยิ่งแย่หนักเข้าไปอีกเมื่อ เควิน ดูเเรนท์ กำลังทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่หยุดยั้ง"   เขาทอดถอดใจเหมือนชายวัย 70 ปีที่ผ่านโลกมาครอบทุกรสชาติ ทว่าเขายังอายุแค่ 30 ปีเท่านั้นเอง


Photo : https://stocklandmartelblog.com

มีคำกล่าว ทั้งคู่เป็นเหมือนศัตรูที่รักของกันและกัน แม้จะโดนเปรียบเทียบและถกเถียงกันว่าใครเก่งกว่าใคร แต่ลึกๆแล้วทั้ง เกร็ก และ ดูแรนท์ ต่างก็เคารพในฝีมือของกันและกัน ซึ่ง ดูแรนท์ ก็เเสดงความเห็นใจว่า เกร็ก แค่โชคร้ายเจอในสิ่งที่คนอื่นๆยากที่จะเจอเท่านั้นเอง

"มันไร้สาระมากที่เขาบอกว่าตัวเองเป็นผู้เล่นที่ห่วยที่สุด การจะห่วยที่สุดได้คุณเองก็ต้องได้แสดงฝีมือออกมาให้คนอื่นตัดสินก่อน แต่เขาไม่เคยได้รับโอกาสนั้นเลย"

"เขาคงไม่อยากจะเจอกับการบาดเจ็บแบบนี้หรอก....ผมนี่คือสิ่งสุดท้ายที่เขาอยากให้เกิดขึ้น"   เควิน ดูแรนท์ พูดถึงชายผู้ที่เคยถูกเลือกก่อนเขาในการดราฟต์ปั 2007และต้องเจอกับเรื่องร้ายๆในอาชีพยัดห่วง

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป แม้ว่า เกร็ก จะหมดโอกาสเล่นบาสเก็ตบอลอาชีพแต่เขายังแน่วแน่ในสิ่งที่ตัวเองรัก เขาขยับตัวเองออกมาเป็นผู้ชี้ทางให้กับคนอื่นบ้างด้วยการกลับไปเป็นโค้ชทีมโรงเรียน โอไฮโอ สเตท บัคกี้ย์ ซึ่งเป็นช่วงที่เขากลับไปเรียนต่อด้วย หลังจากที่เคยติดค้างเรื่องเรียนเอาไว้ในช่วงวัยรุ่น

นี่คือความคิดที่เปลี่ยนไปของชายวัยใกล้ 30 ปี ตอนนี้เขามีครอบครัวเป็นของตัวเอง ภรรยาของเขา เพิ่งให้กำเนิดลูกสาวก่อนที่เขาจะรับงานโค้ชเพียง 5 สัปดาห์

ณ ตอนนี้ครอบครัวโอเดนกลับสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง แม้หลายคนจะมองว่าชีวิตในวงการบาสเก็ตบอลของเขาน่าผิดหวัง แต่เขาก็ไม่ได้คิดเช่นนั้น

"ผมพยายามคิดถึงสิ่งที่เป็นตัวเองที่สุดในชีวิตนับตั้งแต่ผมเรียนอยู่เกรดสี่ผมคิดว่าชีวิตตัวเองมีแต่บาสเก็ตบอลเท่านั้น ตอนนี้ผมต้องพยายามที่จะเรียนให้จบเเละสร้างอนาคตให้กับครอบครัว"

"ผมอยากมีบาสเก็ตบอลอยู่ในชีวิต และการเป็นโค้ชคือทำให้ผมได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ผมแค่อยากมีอะไรให้ทำในยามบ่าย" เกร็ก โอเดน กล่าวทิ้งท้าย

บทบาทของนักบาสเก็ตบอลจบลงไป เขาก็ยังมีบทบาทของการเป็นผู้ฝึกสอน และที่สำคัญที่สุด คือ การเป็นหัวหน้าครอบครัว

...แม้ว่าที่สุดแล้วเขาจะไม่ได้โด่งดังร่ำรวยกับการเป็นยอดนักบาสเก็ตบอล แต่สูงสุดย่อมคืนอสู่สามัญ หากสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ชีวิตก็ไม่เลวร้ายเกินไปนัก...ไม่มีงานใดต่ำหากกระทำด้วยใจสูง  "โค้ชเกร็ก" ยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะสำหรับช่วงบ่ายโมงที่เขากำลังถวิลหา

แหล่งที่มา

http://bleacherreport.com/articles/1725184-complete-timeline-of-greg-odens-tumultuous-injury-plagued-nba-career

https://bleacherreport.com/articles/2770239-greg-oden-doesnt-get-selected-in-big3-basketball-league-draft

https://www.cbssports.com/nba/news/greg-oden-says-hell-be-remembered-as-the-biggest-bust-in-nba-history/

https://uproxx.com/dimemag/greg-oden-portland-trail-blazers-knee-foot-injuries-reason/

http://www.espn.com/nba/story/_/id/19868061/cursed-body-was-blessing-greg-oden-headed-back-ohio-state



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง