mainstand

Inspiration

บ้านเนิน อคาเดมี : ศูนย์ฟุตบอลจิตอาสา ที่ใช้ 'ควายป่า' เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ



การแข่งขันฟุตบอล “ช้างจูเนียร์ คัพ 2019” รอบคัดเลือก เดินทางมาสู่สนามที่ 5 โซนภาคตะวันออก 24 ทีมระดับเยาวชน ร่วมลงแข่งขันเพื่อชิงชัยความเป็นหนึ่ง บนภูมิภาคอันเป็น ตักศิลาของวงการฟุตบอลไทย 

ดินแดนลุ่มน้ำเค็มแห่งนี้ มีเยาวชนมากมายที่ผ่านการคัดเลือกฝีมือ และ ฝึกซ้อมกับสโมสรระดับอาชีพ เข้ามาประลองความสามารถด้านลูกหนัง เพื่อคว้าตั๋วเดินทางไปเปิดประสบการณ์ในอังกฤษ และ เพิ่มโอกาสในการเป็นผู้เล่นชั้นนำของตัวเอง
 
ท่ามกลางนักฟุตบอลรุ่นเยาว์ ที่ฝึกซ้อมอย่างเป็นระบบ และ เตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันนานหลายเดือน มีทีมท้องถิ่นจากเขตแดนอันห่างไกลของจังหวัดชลบุรี เดินทางมาแข่งขันทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลเยาวชนที่ยิ่งใหญ่สุดในประเทศ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ลงแข่งขันจริงจังที่ไหนมาก่อน 

แม้รู้ดีว่าฝีเท้าสู้ทีมชั้นนำในอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ไม่ได้ แต่ทีมฟุตบอล “บ้านเนิน อคาเดมี” ที่ใช้ “ควายป่า” เป็นสัญลักษณ์ประจำทีม ยังโดยสารรถกระบะขนผลไม้ นำพาโค้ชและนักเตะเกือบ 20 ชีวิต เดินทางข้ามจังหวัดสู่สนามแข่งขันที่พวกเขาไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสมาก่อน

กว่าจะมาถึงจุดนี้ การเดินทางของบ้านเนิน อคาเดมี ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ สถานฝึกฟุตบอลที่เริ่มด้วยจิตอาสา เพื่อช่วยเหลือชุมชน โดยไม่หวังผลตอบแทน สั่งสอนให้ “ควายป่า” ตัวนี้แข็งแกร่ง เพื่อยืนหยัดและมีชีวิตอยู่ต่อไป

นี่คือเรื่องราวของ “ควายป่า” บ้านเนิน อคาเดมี ทีมฟุตบอลจิตอาสาที่มีความต้องการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสในสังคม แม้ไม่เคยได้กำลังใจ และ เงินสนับสนุนใดจากชุมชน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา


 
จุดกำเนิด ควายป่า

 

“บ้านผมเป็นเขตด้อยพัฒนา พูดกันตรงๆนะ เพราะอำเภอที่ผมอยู่ มันเป็นเขตทหาร ไม่มีพื้นที่อุตสาหกรรม อย่าง เขตเทศบาลปรกฟ้า หรือ เกาะจันทร์ อาชีพเกษตรกร ทำไร่ ทำสวน ทั้งนั้นครับ”

“โค้ชแมน” ธรรมนูญ แสงเพิ่ม ผู้จัดการทีมวัย 28 ปี และผู้ก่อตั้ง บ้านเนิน อคาเดมี เล่าถึงความเป็นอยู่ในเขตอำเภอพนัสนิคม และ อำเภอเกาะจันทร์ อันมีสภาพความเป็นอยู่แตกต่างออกไปจากที่คนส่วนใหญ่คุ้นชิน เมื่อพูดถึงจังหวัดชลบุรี

ทั้งสองอำเภอ ไม่มีทีมฟุตบอลชื่อดัง หาดทรายทะเลสวย หรือ แหล่งท่องเที่ยวใด ทั้ง อำเภอพนัสนิคม และ อำเภอเกาะจันทร์ มีเพียงความยากไร้ แผ่ออกไปทั่วทุกพื้นหญ้า ชาวบ้านในชุมชนยังประกอบอาชีพเกษตรกรรม ที่ไม่เคยสร้างรายได้ให้พออยู่พอกิน ก่อให้เกิดการอพยพของคนในชุมชน ไปยังเขตอุตสาหกรรมในจังหวัด เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า

“เด็กในชุมชน คือ จนจริงๆ เกือบทั้งหมดพ่อแม่ทำงานโรงงาน ซึ่งส่วนมากอยู่ที่ชุมชนบ่อวิน หรือ อมตะนคร ห่างจากเขตที่ผมอยู่เกือบห้าสิบกิโลเมตร บางคนนั่งรถรับส่ง กว่าจะถึงบ้านก็ค่ำ บางคนไม่อยากไปกลับก็เช่าหออยู่ แต่ทิ้งลูกไว้ที่นี่” โค้ชแมน กล่าว

“คราวนี้ เด็กเลยต้องอยู่กับตากับยาย ที่ทำอาชีพรับจ้างปลูกมัน ตามไร่ ตามสวน หรือ รับจ้างทั่วไป เขาจ้างอะไรก็ทำหมด บางคน หูตาไม่ดี ดูแลหลานไม่ได้ เด็กก็ออกไปดื้อ ไปยุ่งกับเด็กแว้น ไปยุ่งกับยาเสพติด มันก็เลยเกิดเป็นสภาพสังคมที่แย่ขึ้นมา”

เมื่อสภาพสังคมบ้านเกิดย่ำแย่เกินทน เด็กในชุมชนพากันขับรถซิ่งเสี่ยงอันตราย ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบชั้นประถม โค้ชแมนจึงเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทุกอย่างด้วยตัวเอง เขาชักชวนน้องชาย “โค้ชหมู” ณัฐพล แสงเพิ่ม ทำโครงการจิตอาสา สอนฟุตบอลฟรีที่โรงเรียนบ้านเนิน ตำบลนาเริก อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

เพื่อชักชวนให้เยาวชนในชุมชนหันมาเล่นกีฬา และห่างไกลยาเสพติด แม้ โค้ชแมน และ โค้ชหมู จะประกอบอาชีพทำสวน รวมถึงไม่มีประสบการณ์ฝึกสอนฟุตบอลมาก่อนเลย

“ผมเคยเป็นนักฟุตบอล ผมมีความรู้ทางด้านนี้ติดตัวอยู่บ้าง เลยคิดว่าจะปล่อยให้มันหายไปไหม ทำไมไม่เอาเวลาว่างจากการทำไร่ ทำสวนที่บ้าน ไปสอนเด็กตามโรงเรียนให้เขาได้เรียนรู้ฟุตบอลดีกว่า” โค้ชแมน ย้อนถึงจุดตั้งต้นของบ้านเนิน อคาเดมี

“ผมแค่ต้องการช่วยเหลือสังคม ช่วยให้เด็กออกกำลังกาย เพราะสภาพแวดล้อมในชุมชน มันไม่มีใครเล่นกีฬา อย่างมากก็เป็นกีฬา อบต. จัดปีละครั้ง และเป็นกีฬาอาวุโส เด็กในชุมชนมันเลยไม่มีโอกาส ต่อให้เขารักกีฬาแค่ไหน เขาก็ไม่มีโอกาสได้เล่น ไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ”

สำหรับ บ้านเนิน อคาเดมี พวกเขาเปิดสอนฟุตบอลให้กับเยาวชนทุกคนที่สนใจ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดทั้งสิ้น เงินทุกบาททุกสตางค์ในการทำบ้านเนิน อคาเดมี มาจากน้ำใจของครอบครัวแสงเพิ่ม ที่ต้องการเห็นเด็กด้อยโอกาสในชุมชน มีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่านี้ แม้ต้องเสียเงินไปหลายแสนแล้วก็ตาม

“บ้านเนินไม่เคยมีใครมาสอนฟุตบอลเลย ตอนผมเป็นเด็ก ต้องไปเรียนฟุตบอลที่กรุงเทพ และ เสียเงิน แต่เด็กพวกนี้ มันไม่มีเงิน ไม่มีโอกาส จริงๆสอนฟุตบอลในอำเภอพนัสนิคม มันมีนะ แต่เขาก็เก็บเงิน สำหรับคนไม่มี จ่ายเงินเรียนฟุตบอลเดือนละพันห้า เด็กจะหาจากไหน” โค้ชแมน กล่าว

“ผมมาทำจิตอาสา เพราะอยากเห็นคนในชุมชนเห็นค่าของกีฬา มันไม่ได้ให้แค่ความแข็งแรง มันสร้างทุกอย่าง สร้างคน สร้างชาติ สร้างความสามัคคี ผมอยากให้คนในชุมชนหันมาออกกำลังกาย รักษาสุขภาพ ดูแลลูกหลานตัวเอง ต่อให้เสียเงินมาทำตรงนี้ ถ้าสนับสนุนคนอื่นได้ ผมถือว่าช่วยกัน”

“บ้านผมไม่ถึงกับรวยหรอกนะ แต่ภูเขาเงินภูเขาทอง ไม่มีค่าเท่าภูเขาน้ำใจ ผมคิดแค่นี้เลยครับ”


บทเรียนชีวิต ควายป่า

บ้านเนิน อคาเดมี เพิ่งมีอายุได้เพียง 9 เดือน หลังเปิดสอนอย่างเป็นทางการ ในช่วงเดือนตุลาคม ปีที่ผ่านมา และมีเด็กมาฝึกซ้อมเป็นประจำประมาณยี่สิบคน ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ไปจนถึง 18 ปี ส่วนใหญ่เป็นเด็กจาก อำเภอเกาะจันทร์ ซึ่งเป็นบ้านของโค้ชแมน และ อำเภอพนัสนิคม อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนบ้านเนิน สนามซ้อมหลักของชมรม 

“เริ่มต้นเรามีเด็กอยู่สี่คน เขามาเรียนฟุตบอลกับผมทุกวัน ผมเลยบอกว่าถ้าอยากจริงจัง เดี๋ยวจะมาสอนตอนเย็นทุกวัน พอเด็กเข้ามาเพิ่มขึ้น จากเด็กบ้านเนิน ไปสู่ตำบลอื่น เราก็ซื้อบอลมาเพิ่ม ซื้อกรวยมาเพิ่ม ตอนแรกผมแจกเสื้อผ้า ชุดแข่ง ซื้อนมให้เขาดื่ม เด็กบางคนมากินนอนบ้านผม บางวันขับรถพาเขาไปส่งโรงเรียน เหมือนเป็นลูกเราคนหนึ่ง”

จากคำบอกเล่าข้างต้นของโค้ชแมน จุดหมายหลักของ บ้านเนิน อคาเดมี อาจไม่เหมือนกับโรงเรียนสอนฟุตบอลใดในโลก ความเป็นเลิศทางฟุตบอล ไม่ได้มีค่ากว่าการเป็นคนดีของสังคม เยาวชนทุกคนในชมรมจึงถูกปลูกฝังให้เรียนรู้ระเบียบวินัย และ ความรับผิดชอบของตัวเองตั้งแต่เด็ก เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในสังคมต่อไป

“บ้านผมเหมือนที่พักพิงของเด็กๆ ปิดเทอมเด็กไม่รู้ไปทำอะไร อย่างน้อยมี บ้านเนิน อคาเดมี ขึ้นมา เอาพวกเขามาอยู่บ้านผม มีข้าวให้กินทุกมื้อ แต่ผมไม่ได้ให้เขากินฟรีอยู่ฟรี เราต้องฝึกให้เขามีระเบียบวินัย ทำงานบ้านให้เป็น อย่างบางคนไม่เคยซักผ้า ตายายซักให้ตลอด เราก็มาสอนให้เขา ซักผ้าเอง ตากผ้าเอง ทำกับข้าวเอง” โค้ชหมู ณัฐพล แสงเพิ่ม ผู้ดูแลทีมวัย 26 ปี กล่าวถึงกฎระเบียบของ บ้านเนิน อะคาเดมี

“เราไม่ได้ฝึกฝนแค่ฟุตบอล เราเน้นให้เป็นพวกเขาคนดีของสังคมด้วย”

กิจกรรมของบ้านเนิน อคาเดมี จึงไม่ได้มีเพียงการฝึกซ้อมฟุตบอลในช่วงเย็น แต่รวมไปถึงการทำกิจกรรมช่วยเหลือชุมชน เช่น ตัดหญ้าตามพื้นที่ในโรงเรียน เพื่อฝึกให้เด็กเหล่านี้ มีความแข็งแกร่ง และอดทน ต่อชีวิต ทั้งในและนอกสนาม

“ผมบอกเด็กตลอดว่า เราฝึกซ้อมฟุตบอลเพื่ออะไร ผมปลูกฝังเขาไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอล แต่เพื่อเป็นคนดีของสังคมด้วย ผมคิดว่าผมทำตรงนี้ ต่อให้เขาไม่ประสบความสำเร็จในเส้นทางฟุตบอล อย่างน้อยเปลี่ยนให้เขาเป็นคนดี ทำงานมีอาชีพของตัวเองได้ สร้างให้เขาเป็นคนขึ้นมามากกว่าเดิม”

มุมมองที่มีต่อฟุตบอลของผู้คนในอำเภอพนัสนิคม และ อำเภอเกาะจันทร์ แตกต่างออกไปจากเขตพื้นที่แถบตัวเมือง ชาวบ้านในละแวกนี้ ยังไม่เข้าใจถึงคุณค่า และ ประโยชน์จากการเล่นกีฬาชนิดนี้ บ้านเนิน อะคาเดมี จึงไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในชุมชน อย่างที่ควรจะเป็น 

“ผมดิ้นรนหาพื้นที่ให้เด็กแสดงฝีมือ บอกพวกเขาตลอดว่า เราฝึกซ้อมฟุตบอลเพื่ออะไร แต่ความจริงคือ ผู้ใหญ่หลายคนยังไม่เห็นค่า แล้วย้อนกลับมาถามผมว่า ฟุตบอลเล่นไปเพื่ออะไร?” โค้ชแมน กล่าวถึงแรงตอบรับจากสังคมรอบข้าง

“คนในชุมชนบางคนยังไม่เคยรู้ว่าฟุตบอลมันมีรายได้ สามารถสร้างอาชีพให้ลูกหลานเขา สร้างสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงให้ทุกคน บางทีพ่อแม่มาฝากลูกไว้บ้านผมแล้วก็หายไป แบบโค้ชคุณดูแลไปนะ หลังจากนั้น เขาก็ไม่สนใจพวกเราแล้ว”

สิ่งที่ “โค้ชแมน” ต้องการมากที่สุด ไม่ใช่เยาวชนฝีเท้าดี แต่เป็นการร่วมมือร่วมใจของผู้ใหญ่ในชุมชน เพื่อช่วยเหลือให้ บ้านเนิน อคาเดมี ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง เพราะถึงอย่างไร ต้นกล้าไม่อาจเติบโตอย่างแข็งแรงได้ หากไร้ความใส่ใจจากผู้ปลูก 

“ผมมองว่าถ้าทุกคนในชุมชนมาช่วยกัน มันคงจะดีกว่า อยากให้ทุกคนสามัคคีกันมากกว่านี้ ผมเป็นแค่จุดตั้งต้น ถ้าเราสามารถพัฒนาอคาเดมีต่อไป มันก็สร้างรายได้ให้กับชุมชน หรืออย่างน้อย ทำให้คนที่เอาแต่เมา กินเหล้า กินเบียร์ เปลี่ยนมาแบ่งความรู้จากผม ช่วยกันสอนเด็กเล่นฟุตบอลดีกว่า”
 


จุดหมาย ควายป่า

ความยากลำบาก และอุปสรรค ทุกอย่าง ที่บ้านเนิน อคาเดมี ได้ฝ่าฟันมาทั้งในและนอกสนามกีฬา แปรเปลี่ยนให้พวกเขา เป็นทีมฟุตบอลที่แข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับทุกอย่าง เรื่องราวทั้งหมดถูกบอกผ่านสัญลักษณ์ของทีม อันเป็น “ควายป่า” ซึ่งสื่อถึงความหมายที่มาจากรากเหง้าของชุมชนอย่างแท้จริง

“ควายป่ามันมีความเป็นมาอยู่ที่ตำบลบ้านเนิน เป็นควายที่ไม่ได้ถูกเลี้ยง ต้องหากินด้วยตัวเอง ไม่เหมือนควายบ้าน มันจึงความอดทนกว่าควายทั่วไป” โค้ชแมน อธิบายความหมายสัญลักษณ์ของ บ้านเนิน อคาเดมี

“ผมเปรียบเด็กในอคาเดมีเข้ากับควายป่า เพราะเด็กบ้านผม พวกเขาอยู่ด้วยตัวเอง ไม่มีคนเลี้ยง ไม่ได้พึ่งพาใคร หลายคนอาจจะบอกว่า ควายมันโง่ ไม่ฉลาด แต่ผมมองว่า มันคือตัวแทนของความอดทน และ ระเบียบวินัย”

ควายป่า อาจมีชีวิตไม่สวยงาม และ ดุร้ายกว่าควายบ้าน เพียงแต่วันไหนมีโอกาส ได้รับการขัดเกลาอย่างถูกวิธี ฝูงควายตามท้องไร่เหล่านี้ อาจแปรเปลี่ยนเป็นควายเผือกที่มีฝีมือ ขึ้นมาประดับวงการฟุตบอลไทยต่อไปในอนาคต

เหตุผลดังกล่าว คือสิ่งที่ โค้ชหมู และ โค้ชแมน เล็งเห็นและปฏิบัติมาเสมอ เมื่อโอกาสในการเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลเยาวชนที่ยิ่งใหญ่สุดในประเทศ “ช้าง จูเนียร์ คัพ 2019” มาถึง

บ้านเนิน อคาเดมี จึงส่งทีมลงแข่งขันโดยไม่ลังเล แม้จะมีนักเตะอายุไม่เกิน 13 ปี ในทีมเพียง 9 ราย และจำเป็นต้องยืมเด็กจากศูนย์ฝึกอื่นเข้ามาเสริม

“ก่อนหน้านี้ มีคนชวนผมพาทีมไปแข่งที่กรุงเทพฯ จ่ายค่าสมัครฟรีให้เราด้วย แต่การเดินทางมันต้องใช้ถนนมอเตอร์เวย์ แล้วผมมีแค่รถกระบะคอยรับส่งเด็ก จะให้นั่งรถตู้ไป แค่ค่าเช่ามันก็สองพันบาทแล้ว ไม่รวมค่าน้ำมันอีก บางทีมันก็ไม่ไหว” โค้ชแมน กล่าว

“โชคดีที่รายการช้าง จูเนียร์ คัพ ไม่เสียค่าสมัครลงแข่งขัน มันเลยเป็นโอกาสให้เด็กที่ไม่เคยได้เล่นฟุตบอล 11 คน ไม่เคยได้เจอสนามดีแบบนี้ มาลงแข่งขัน ถึงทีมเราคนไม่ครบ ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร เพราะเด็กคงดีใจและภูมิใจ ถ้าเขาได้มาเล่นตรงนี้”

รถกระบะที่เคยขนผลไม้ส่งตลาดสี่มุมเมือง จึงแปรเปลี่ยนเป็นรถขนนักสู้ควายป่า สู่การแข่งขัน “ช้าง จูเนียร์ คัพ 2019” รอบคัดเลือกโซนภาคตะวันออก ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา
แม้ผลการแข่งขัน บ้านเนิน อคาเดมี จะกลับบ้านมือเปล่า ตกรอบแบบไม่มีคะแนน หลังพ่ายแพ้ต่อวัดยุคล เอฟซี 0-1 และ แปดริ้ว ยูไนเต็ด 0-4

แต่ผลการแข่งขันทั้งสองนัด ไม่มีความสำคัญไปกว่าประสบการณ์และแรงบันดาลใจ ที่เด็กในทีมจะได้รับ เพื่อกลับไปพัฒนาวิชาฟุตบอลของตัวเอง ที่ตำบลบ้านเนินต่อไป

“ถึงตกรอบ แต่แค่เด็กได้ออกมาเจอโลกภายนอก ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆกลับไป แทนที่จะอยู่บ้าน เจอแต่อะไรเดิมๆ อย่างน้อยเตะบอลวันนี้ พวกเขาได้มีโอกาสลงเล่นในสนามที่ดี เจอกับนักเตะและผู้คนมากมาย เด็กจะได้แรงบันดาลใจกลับไป เพื่อให้เขาอยากเล่นฟุตบอล สานฝันเป็นอาชีพต่อไป” โค้ชแมน เปิดเผยกับเราด้วยรอยยิ้ม หลังจบการแข่งขันรอบแรก  “ช้าง จูเนียร์ คัพ 2019” ด้วยความพ่ายแพ้ทั้งหมด

กำลังใจของผู้ให้ มาจากความสุขใจของผู้รับ ทุกรอยยิ้มของนักเตะรุ่นเยาว์แห่งบ้านเนิน อคาเดมี คือแรงผลักดันให้โค้ชแมนเดินบนเส้นทางฟุตบอลจิตอาสาต่อไป แม้เจออุปสรรคเพียงใดก็ตาม

“ผมทำตรงนี้มันไม่มีรายได้เข้ามาหรอก มันมีแต่เสียกับเสียด้วยซ้ำ แต่สิ่งสำคัญคือ ผมมีความสุข ได้เห็นเด็กบ้านนอก เด็กท้องถิ่นของเรา มีโอกาสเล่นฟุตบอล มีรอยยิ้มจากการเล่นกีฬา ช่วยเหลือเด็กที่พ่อแม่เขาทอดทิ้ง ให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดีของสังคม” โค้ชแมน กล่าวถึงเป้าหมายของ บ้านเนิน อคาเดมี 

“หลังจากนี้ ถึงเด็กไม่ประสบความสำเร็จด้านฟุตบอล คัดไม่ติดโรงเรียน หรือสโมสรดัง ไม่เป็นไร ผมขอแค่ผลักดันให้เขาเป็นคนดีมีความสามารถ หาอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ได้แค่นี้ ผมก็ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำแล้วครับ”

แม้เส้นทางของบ้านเนิน อคาเดมี ในการแข่งขัน “ช้าง จูเนียร์ คัพ 2019” จะสิ้นสุดลง แต่การเดินทางของพวกเขาบนโลกฟุตบอลเพิ่งเริ่มต้น มีภารกิจอีกมากที่พวกเขาต้องทำเพื่อช่วยเหลือเยาวชนในท้องถิ่น ซึ่งหน้าที่ดังกล่าว ไม่ได้จำกัดอยู่บนพื้นหญ้าสี่เหลี่ยมในกีฬาลูกหนังเท่านั้น

ก่อนลงแข่งขันฟุตบอลทุกนัด พลพรรคควายป่า แห่ง บ้านเนิน อคาเดมี มีกลอนและคำขวัญประจำทีม ท่องไว้เตือนจิตใจตัวเองเสมอว่า ผลการแข่งขันที่แสดงออกมาหลังจบเกม ไม่มีค่าเท่าน้ำใจนักกีฬา และ ระเบียบวินัยที่ได้ฝึกฝน เพื่อนำมาใช้ในชีวิตวันข้างหน้า เมื่อพวกเขาเติบใหญ่เป็นคนดีของสังคม
 
“คุณธรรมนำใจคงไว้ด้านหน้า เมตตาตามมาไว้ด้านหลัง
มีน้ำใจไว้ใจซึ่งกันและกัน ความสามัคคีคือพลังช่วยสอนใจ
ดอกไม้ร่วงแล้วใช่ไร้เยื่อใย กลายร่างไปเป็นปุ๋ยบำรุงไม้
อ่านหนังสือไม่ออกไม่เป็นไร แต่จำไว้ต้องดูคนให้เป็น”

 
“พวกเราคือ ควายป่า บ้านเนิน อคาเดมี พวกเราจะอดทนด้วยร่างกาย พวกเราจะอดกลั้นด้วยจิตใจ จนกว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต”

ติดตามฟุตบอลรายการ ช้าง จูเนียร์คัพ ได้ที่นี่  CHANG JUNIOR CUP 2019

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ไร่ใหม่ อะคาเดมี : เมล็ดพันธุ์ลูกหนังจากจิตอาสาในชุมชนที่สอนเด็กเกือบร้อยชีวิต

ดูดี อคาเดมี : ศูนย์พัฒนาชีวิตเด็กน้อยในบ้านเกิดของนฤพล อารมณ์สวะ

3rd Battalion FC : อคาเดมีฟุตบอลของ “ชาวกานา” ที่ไม่คิดค่าสอนเด็กไทยผู้ไร้โอกาส

 
 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง