Stories

ซินเดอเรลล่าแห่ง NFL : เคิร์ท วอร์เนอร์ จากพนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตสู่แชมป์ผู้ยิ่งใหญ่





เรื่องราวชีวิตของแต่ละคนล้วนมีเส้นทางที่แตกต่าง บ้างก็เกิดมาอย่างเพียบพร้อม บ้างก็ต้องเจอกับเรื่องราวที่พลิกผันมากมาย นี่คือเรื่องราวเหลือเชื่อเกินกว่านิยายของ เคิร์ท วอร์เนอร์ ผู้ที่ไม่มีทีมไหนหยิบยื่นโอกาสในเส้นทางอาชีพนักกีฬาจนต้องก้าวสู่เส้นทางแรงงาน ก่อนฝ่าฟันอุปสรรคสู่การเป็นตำนานและแบบอย่างนักกีฬาสู้ชีวิต

 

30 มกราคม 2000 ในวันที่โลกเพิ่งก้าวเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ได้ไม่นาน เหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้งของวงการอเมริกันฟุตบอล NFL ก็เกิดขึ้นที่ จอร์เจีย โดม เมืองแอตแลนต้า เมื่อ เซนต์หลุยส์ แรมส์ สามารถคว้าแชมป์ซูเปอร์โบวล์ได้เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ทีม ด้วยชัยชนะเหนือ เทนเนสซี่ ไททันส์ 23-16

แม้ทีมแรมส์จะเคยคว้าแชมป์ NFL มาก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง แต่นั่นเป็นเรื่องราวเมื่อนานมาตั้งแต่ปี 1945 และ 1951 แล้ว ยิ่งเพิ่งผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างการย้ายเมืองจาก ลอสแองเจลิส สู่ เซนต์หลุยส์ เมื่อปี 1995 นี่จึงเป็นความสำเร็จที่ทีมรอคอยมานาน เป็นความสำเร็จอันสุดเหลือเชื่อ เช่นเดียวกับชีวิตของจอมทัพของทีมอย่าง เคิร์ท วอร์เนอร์  ซึ่งเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้า การได้ลงเล่นใน NFL สำหรับเขานั้นดูจะไกลจนไม่อาจเอื้อมถึงเลยด้วยซ้ำ...
 

วันที่ไม่มีใครเอา

การดราฟท์ NFL ปี 1994 สำหรับ เคิร์ท วอร์เนอร์ ก็ไม่ต่างจากเด็กหนุ่มมากมายที่หลงรักกีฬาคนชนคน ซึ่งล้วนมีความหวังในส่วนลึกๆ ว่าจะมีสักทีมจาก 28 ทีมใน NFL ในตอนนั้นเลือกไปร่วมทีม แม้สำหรับตัววอร์เนอร์เองจะมีข้อเสียเปรียบอยู่บ้าง เมื่อมหาวิทยาลัย นอร์ธเทิร์น ไอโอว่า ที่เขาศึกษาในระดับคอลเลจไม่ได้มีโปรแกรมอเมริกันฟุตบอลที่มีชื่อเสียงนัก แถมเขายังได้เล่นเป็นตัวจริงเพียงปีเดียวเท่านั้นก่อนตัดสินใจเข้าสู่การดราฟท์

แต่หลังจากการดราฟท์รวม 7 รอบ 222 คนผ่านพ้นโดยเสร็จสมบูรณ์ วอร์เนอร์ก็ต้องยอมรับความจริงอันเจ็บปวดเรื่องหนึ่งว่า ไม่มีแม้สักทีมที่เลือกเขาเลย

“สำหรับนักกีฬาอเมริกันเกมส์ สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเฝ้าฝัน คือการได้ยินชื่อของคุณถูกประกาศ ซึ่งนั่นหมายความว่ามีสักทีมหนึ่งที่ต้องการเรา” วอร์เนอร์ย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น “ซึ่งผมก็คิดไว้แล้วว่า ด้วยการที่จบมาจากมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้มีชื่อเสียง ก็คงจะไม่ได้ถูกดราฟท์ในอันดับสูงอะไร ถึงกระนั้น ระหว่างที่นั่งดูการถ่ายทอดสด ชื่อแล้วชื่อเล่าถูกประกาศผ่านหน้าจอ ใจผมก็ค่อยๆ ฝ่อ จนที่สุดแล้วก็ต้องยอมรับว่า ผมไม่ใช่คนที่ถูกเลือก”

สำหรับนักกีฬาที่ไม่ถูกดราฟท์ ตัวเลือกสำหรับเขาจึงมีเพียงไม่กี่ทาง ระหว่างยอมละทิ้งความฝัน เดินหน้าสู่เส้นทางสายอื่น หรือขอสู้อีกสักตั้งหวังให้มีที่ยืนในระดับอาชีพ ซึ่งวอร์เนอร์เลือกทางหลัง

แต่แม้ชื่อของเขาจะไม่ถูกลืมจากครอบครัวอเมริกันฟุตบอลเสียทีเดียวในตอนนั้น เมื่อ กรีนเบย์ แพ็คเกอร์ส ตัดสินใจเรียกตัวเข้ามาซ้อม แต่ที่สุดแล้ว ทีมก็ตัดสินใจตัดตัวเขาก่อนที่ NFL ฤดูกาล 1994 จะเปิดฉาก...


สู่จุดต่ำสุด

อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใจเท่าไหร่นักกับการที่ทีมแพ็คเกอร์สตัดชื่อของวอร์เนอร์ออกจากทีม เมื่อตอนนั้นทีมมีควอเตอร์แบ็คชั้นยอดอยู่ในทีมถึง 3 คน ไม่ว่าจะเป็น เบร็ตต์ ฟาร์, มาร์ค บรูเนลล์ และ ไท เดทเมอร์ การปล่อยควอเตอร์แบ็คโนเนมจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในสายตาของทุกฝ่าย แม้ ไมค์ โฮล์มเกร็น เฮดโค้ชของทีมในตอนนั้นออกจะเสียดายอยู่ลึกๆ ก็ตาม

“ตอนเราเก็บตัวมินิแคมป์ ผมบอกให้ สตีฟ มาริอุชชี่ โค้ชควอเตอร์แบ็คของทีมลองใช้งานวอร์เนอร์นะ แต่เขาบอกว่า วอร์เนอร์เป็นคนพูดเองว่ายังไม่พร้อม พอถึงวันต้องตัดตัวผมก็เลยไม่มีทางเลือก”

หลังจากโดนทีมแพ็คเกอร์สตัดออกจากทีม เจ้าตัวก็แสวงหาโอกาสกับทีมอื่นๆ ต่อ แต่ไม่ว่าจะเป็นทีมใน NFL, CFL ลีกอเมริกันฟุตบอลของแคนาดา หรือกระทั่ง AFL ลีกอเมริกันฟุตบอลในร่ม ก็ไม่มีทีมไหนตกลงปลงใจรับเข้าทีม สถานการณ์ชีวิตเริ่มเข้าสู่ช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน เมื่อวอร์เนอร์ยังมีแฟนสาวที่คบหาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผู้มีลูกติดจากแฟนหนุ่มคนก่อน 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีอาการพิการทางสมองต้องดูแล

เพื่อเลี้ยงดูชีวิตของทุกคนให้อยู่รอด เจ้าตัวจึงตัดสินใจทำงานเป็นพนักงานในซูเปอร์มาร์เก็ตในละแวกบ้าน แลกกับค่าจ้างเพียง 5.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อชั่วโมง เทียบกับค่าเงินไทยสมัยยังไม่ปล่อยลอยตัวก็แค่ราว 140 บาทเท่านั้น แต่เขาก็ยังไม่ละทิ้งโอกาสที่จะออกล่าฝันอีกครั้งอยู่เสมอ

“ทุกครั้งเมื่อมีคนคุยกับผมเรื่องอเมริกันฟุตบอลในตอนนั้น ผมก็จะบอกกับคู่สนทนาอยู่เสมอว่า ความฝันของผมคือการได้เป็นควอเตอร์แบ็คตัวจริงใน NFL ซึ่งคุณคงเดาสีหน้าของอีกฝ่ายได้นะว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรพอได้ยินสิ่งที่ผมพูด” วอร์เนอร์เล่าถึงช่วงเวลาที่เป็นพนักงานในซุเปอร์มาร์เก็ต “บางครั้งผมเกิดความรู้สึกสงสัยในตัวเองว่า ‘ฉันมาทำอะไรที่นี่?’ แต่ส่วนลึกในตัวผมก็ยังมั่นใจว่า วันนั้นต้องมาถึง”

ถึงกระนั้น บททดสอบในชีวิตครั้งนี้ก็หนักหนาสาหัสไม่น้อย เพราะค่าจ้างที่ได้นั้นช่างกระจ้อยร่อยเสียเหลือเกิน จนบางครั้งเขาต้องเข็นรถที่น้ำมันหมดกลับบ้านเพราะไม่มีเงินเติมมาแล้ว


กลับสู่ทางฝัน

แม้กำลังสู้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ แต่วอร์เนอร์ก็ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ เขาจัดสรรเวลาชีวิตด้วยการเข้ากะงานที่ซูเปอร์มาร์เก็ตในตอนกลางคืน ส่วนช่วงกลางวันก็ไปเป็นผู้ช่วยโค้ชอเมริกันฟุตบอลของมหาวิทยาลัยนอร์ธเทิร์น ไอโอว่า สถาบันเก่า ทำให้เขายังรักษาความเฉียบคมในการปาลูกไว้ได้แม้วันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

จนโอกาสพิสูจน์ตัวเองก็มาถึง เมื่อมีทีมอเมริกันฟุตบอลในร่มเกิดใหม่ในรัฐบ้านเกิดของเขาเมื่อเดือนมีนาคม 1995 เจ้าตัวจึงไม่ลังเลที่ขออนุญาตทางซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อลางานไปคัดตัว ก่อนที่จะได้เป็นสมาชิกใหม่ของทีม ไอโอว่า บาร์นสตอร์มเมอร์ส สมใจ แต่การปรับตัวจากอเมริกันฟุตบอลสนามใหญ่ 11 คนที่คุ้นเคย สู่สนามในร่มที่ใช้ผู้เล่นเพียง 8 คนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่คิด

“ว่ากันตามตรงเลยก็คือ ผมช็อกกับการปรับตัวไม่น้อย” วอร์เนอร์เผย “เพราะสนามที่เล็กกว่า เกมในร่มเลยเร็วกว่ากันมาก คุณต้องปาบอลให้แม่น ต้องรับมือกับความคาดหวังให้ได้ แต่สิ่งดีที่สุดตลอดช่วงที่ผมเล่นใน AFL ก็คือ ผมได้มีโอกาสแสดงฝีมือเสียที”

อย่างไรก็ตาม AFL ก็ถือเป็นเวทีขัดเกลาฝีมือชั้นยอดสำหรับวอร์เนอร์ เพราะตลอด 3 ฤดูกาลใน AFL เขาได้ลงสนามเป็นตัวจริงทุกนัด แถมยังทำผลงานสุดยอด โดยเฉพาะในฤดูกาล 1996 ที่ขว้างได้ 3,336 หลา 61 ทัชดาวน์ จนมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยม แถมยังพาทีมเข้าไปเล่นในเกม อารีน่าโบวล์ ศึกชิงแชมป์ของ AFL อีกด้วย

แต่แม้ทีมจะไปพ่าย แทมป้าเบย์ สตอร์ม จนชวดแชมป์ แต่ฟอร์มการเล่นดังกล่าวก็ทำให้ ชิคาโก้ แบร์ส ทีมดังในศึก NFL ตัดสินใจเรียกตัวไปทดสอบฝีมือก่อนที่ศึก AFL ฤดูกาล 1997 จะเริ่มต้น แต่เหมือนชะตาจะไม่ต้องกัน เพราะก่อนหน้าที่จะถึงวันคัดตัวไม่นาน เจ้าตัวก็โชคร้ายโดนแมงมุมกัดที่ศอกขวา ซึ่งเป็นข้างที่ใช้ขว้างลูกระหว่างการฮันนีมูนกับภรรยาที่อยู่เคียงข้างมาตลอดตั้งแต่จุดต่ำสุด ทำให้พลาดโอกาสพิสูจน์ตัวเองใน NFL เป็นคำรบสอง

 

ซินเดอเรลล่าควอเตอร์แบ็ค

หลังพลาดโอกาสกลับสู่ NFL อีกครั้ง วอร์เนอร์จึงตัดสินใจกลับไปเล่นใน AFL เป็นฤดูกาลที่สาม ซึ่งคราวนี้เจ้าตัวโชว์ฟอร์มดุยิ่งกว่าเดิม ขว้าง 4,149 หลา 79 ทัชดาวน์ มีชื่อติดทีมยอดเยี่ยม และพาทีมไปเล่นในเกมอารีน่าโบวล์ได้อีกครั้ง

แต่แม้จะพลาดแชมป์อีกครา หลังพ่าย แอริโซน่า แรทเลอร์ส ในเกมชิงดำ ผลงานการเล่นและประสบการณ์ที่สั่งสมใน AFL มานาน ก็ไปเข้าตา เซ็นต์หลุยส์ แรมส์ ซึ่งเป็นอีกทีมใน NFL ที่ติดตามพัฒนาการอย่างเงียบๆ จนเรียกให้เข้ามาทดสอบฝีมือและเซ็นสัญญากับเขาหลังศึก NFL และ AFL ฤดูกาล 1997 จบลง ก่อนส่งให้ อัมสเตอร์ดัม แอดมิรัลส์ ทีมในศึก NFL ยุโรปใช้งาน ซึ่งที่ฮอลแลนด์นี้เองที่เขาได้โชว์ฟอร์มให้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้ง ผลงานส่วนตัวที่ยอดเยี่ยมทำให้ทีมแรมส์เรียกตัวกลับสู่บ้านเกิดเพื่อเป็นสมาชิกของทีมอย่างเต็มตัวในฤดูกาล 1998 แต่ตอนนั้นยังได้เป็นเพียงควอเตอร์แบ็คมือ 3 ของทีมต่อจาก โทนี่ แบงค์ส และ สตีฟ โบโน่

หลังศึก NFL ฤดูกาล 1998 จบลง วอร์เนอร์เกือบต้องเจอกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อทีมแรมส์ตัดสินใจใส่ชื่อเขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ คลีฟแลนด์ บราวน์ส ซึ่งเป็นทีมที่เพิ่งเข้าลีกใหม่ในฤดูกาลนั้นสามารถเลือกสู่ทีมได้ แต่เมื่อทีมบราวน์สไม่เลือกเข้าทีม วอร์เนอร์ก็ได้รับโอกาสพิสูจน์ฝีมือยิ่งกว่าเดิม เมื่อทีมเลือกที่จะปล่อยตัวแบงค์สและโบโน่ออกจากทีม แล้วดันวอร์เนอร์ขึ้นเป็นควอเตอร์แบ็คมือ 2 ต่อจาก เทรนท์ กรีน ที่เพิ่งเซ็นสัญญาเข้ามาใหม่

ทว่าก่อนที่ฤดูกาล 1999 จะเริ่มต้น คราวนี้จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในชีวิตของวอร์เนอร์ก็มาถึงจริงๆ เมื่อกรีนได้รับบาดเจ็บเอ็นเข่าฉีกในเกมอุ่นเครื่อง ดิ๊ก เวอร์มีล เฮดโค้ชจึงตัดสินใจเลือกวอร์เนอร์ขึ้นเป็นควอเตอร์แบ็คมือ 1 ของทีม สิ่งที่เขาพูดมาโดยตลอดตั้งแต่ตอนที่เป็นพนักงานในซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นจริงแล้ว

แต่เรื่องราวสุดมหัศจรรย์ของซินเดอเรลล่าควอเตอร์แบ็คคนนี้ยังไม่สิ้นสุด เพราะในฤดูกาลแรกที่วอร์เนอร์ได้เป็นตัวจริง เขากับเหล่าผู้เล่นมากฝีมือ ทั้ง มาร์แชล ฟอลค์, ไอแซค บรูซ, ทอร์รี่ โฮลท์, อัซซาฮีร์ ฮาคิม และ ริคกี้ โพรเฮิล ก็ได้ประสานงานสร้างทีมแรมส์ที่มีเกมบุกที่น่ากลัวที่สุดทีมหนึ่งในประวัติศาสตร์ของลีก จนสื่อตั้งฉายาให้ทีมชุดนี้ว่า ‘The Greatest Show on Turf’ ผลงานการขว้าง 4,353 หลา 41 ทัชดาวน์ และขว้างบอลสำเร็จ 65.1% ทำให้เขาได้รับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าหรือ MVP ในฤดูกาล 1999 ไปโดยปริยาย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังนำทีมแกะเขาเหล็กเข้าสู่รอบเพลย์ออฟ ตะลุยจนถึงเกมสุดท้ายของฤดูกาล ศึกซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 34 ซึ่งต้องเจอกับ เทนเนสซี่ ไททันส์ อีกด้วย

ในเกมดังกล่าว ทีมบุกของแรมส์ก็ยังคงโชว์ฟอร์มเก่งเช่นเดิม พวกเขาขึ้นนำก่อนจากการเตะ 3 ฟิลด์โกล ก่อนที่วอร์เนอร์จะขว้างทัชดาวน์ ช่วยให้ทีมนำห่าง 16-0 ในช่วงกลางควอเตอร์ 3 แต่จู่ๆ เกมรับของพวกเขากลับช็อตไปดื้อๆ เมื่อทีมไททันส์ทำ 2 ทัชดาวน์ และ 1 ฟิลด์โกล จนกลับมาเสมอที่ 16-16 ช่วงเหลืออีก 2 นาที 12 วินาทีจะจบเกม

แต่วอร์เนอร์ก็ใช้เกมบุกสายฟ้าแล่บอันขึ้นชื่อ ขว้างทัชดาวน์ให้ทีมกลับขึ้นนำอีกครั้งเป็น 23-16 ขณะที่เหลืออีก 1 นาที 54 วินาทีจะจบเกม ถึงตอนนี้ วอร์เนอร์, สมาชิกทีมแรมส์และแฟนๆ ทุกคน ต้องภาวนาให้ทีมรับของพวกเขาหยุดเกมบุกของอีกฝ่ายให้ได้ในช่วงเวลาที่เหลือ แต่ก็หยุดไม่อยู่ จนไททันส์ได้โอกาสบุกครั้งสุดท้ายในระยะ 10 หลาก่อนถึงเอนด์โซน

เพลย์สุดท้ายของเกม สตีฟ แม็คแนร์ ควอเตอร์แบ็คของไททันส์เลือกขว้างสั้นให้ เควิน ดายสัน ซึ่งหากทำทัชดาวน์ได้ พวกเขาก็จะมีโอกาสเตะเปลี่ยนเพื่อเสมอ หรือทำ 2 คะแนนเพื่อแซงชนะ แต่ในจังหวะที่ดายสันกำลังจะวิ่งเข้าเอนด์โซน ไมค์ โจนส์ ไลน์แบ็คเกอร์ของแรมส์ก็รู้ตัว พุ่งเข้ารวบขาดายสันจนล้มลงในขณะเดียวกับที่อีกฝ่ายเหยียดสุดแขนหวังให้บอลไปถึงเส้นขาว

ที่สุดแล้ว ดายสันสามารถเหยียดแขนให้บอลไปถึงจุดนั้นได้สำเร็จ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นคือ เข่าทั้งสองข้างของเขาแตะพื้น ซึ่งหมายความว่าบอลได้ตายไปแล้ว ซึ่งในเสี้ยววินาทีดังกล่าว ไททันส์ขาดระยะเพียง 1 หลาเท่านั้น

การเข้าสกัดของโจนส์ที่ได้รับการตั้งชื่อว่า ‘The Tackle’ กลายเป็นจุดไคลแมกซ์สุดท้ายของเกม ทำให้ เซนต์หลุยส์ แรมส์ คว้าแชมป์ซูเปอร์โบวล์ได้สำเร็จ ขณะที่ เคิร์ท วอร์เนอร์ จอมทัพของทีมแกะเขาเหล็ก ที่ขว้าง 414 หลา 2 ทัชดาวน์ ไม่มีอินเตอร์เซปท์ คว้ารางวัล MVP ของซูเปอร์โบวล์ครั้งดังกล่าว

จากอดีตพนักงานซูเปอร์มาร์เก็ต บัดนี้ชีวิตของเขาได้พลิกผันราวกับเทพนิยาย เมื่อสามารถคว้าแหวนแชมป์มาประดับมือได้แล้ว

 

ตำนานคนสู้ชีวิต

2 ปีต่อมา วอร์เนอร์สามารถคว้าตำแหน่ง MVP ของ NFL ได้เป็นครั้งที่สอง และพาทีมแรมส์เข้าสู่ซูเปอร์โบวล์ได้อีกครั้ง แต่ทีมชุด ‘The Greatest Show on Turf’ ก็พ่ายต่อ นิวอิงแลนด์ เพเทรียตส์ ที่นำโดย ทอม เบรดี้ ในเกมซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 36 แบบฉิวเฉียด 17-20

นั่นถือเป็นจุดสิ้นสุดของทีมชุดดังกล่าว และถือเป็นจุดเริ่มต้นสู่ขาลงของวอร์เนอร์ด้วยเช่นกัน เพราะด้วยผลงานที่ตกลงจากเดิม รวมถึงอาการบาดเจ็บที่สะสมมากขึ้น เจ้าตัวจึงต้องระหกระเหินอีกครั้งไปอยู่กับ นิวยอร์ก ไจแอนส์ ในปี 2004 และ แอริโซน่า คาร์ดินัลส์ ในปีถัดมา

สื่อรวมถึงแฟนกีฬาคนชนคนเริ่มรู้สึกว่าเขาคงมาสุดทางแค่นี้ แต่ในฤดูกาล 2008 วอร์เนอร์ในวัย 37 ปีก็พิสูจน์ว่าเขายังมีไฟเหลืออยู่ เมื่อพาทีมคาร์ดินัลส์ไปถึงเกมชิงแชมป์ซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 43 ซึ่งเจ้าตัวขว้าง 377 หลา 3 ทัชดาวน์ 1 อินเตอร์เซปท์ นำทีมนกหัวแดงขึ้นนำ พิทส์เบิร์ก สตีลเลอร์ส 23-20 ในช่วง 2 นาที 37 วินาทีสุดท้ายก่อนจบเกม

แต่ปาฏิหารย์บางครั้งก็ไม่อาจเกิดขึ้นซ้ำสอง เพราะในช่วงเวลาที่เหลือ เบน รอทลิสเบอร์เกอร์ ก็ขว้างให้ ซานโตนิโอ โฮล์มส รับทัชดาวน์ตัดสินเกมได้ในช่วง 35 วินาทีสุดท้าย ทีมคนเหล็กแซงกลับมาชนะ 27-20 … นั่นคือครั้งสุดท้ายที่วอร์เนอร์ได้เข้าไปเล่นในเกมซูเปอร์โบวล์

เขาตัดสินใจเลิกเล่นในเดือนมกราคม 2010 เพื่อใช้เวลากับครอบครัวให้เต็มที่ ก่อนได้รับเลือกให้เข้าหอเกียรติยศ หรือ ฮอลล์ ออฟ เฟม ของศึกอเมริกันฟุตบอลเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคนแรกและคนเดียวที่ได้เข้าหอเกียรติยศของทั้งกีฬาอเมริกันฟุตบอล และอเมริกันฟุตบอลในร่มอีกด้วย

และแม้ชีวิตจะผ่านจุดพลิกผันมามากมายรวมถึงช่วงเวลาที่ตกต่ำ แต่ตัววอร์เนอร์เองก็รู้สึกขอบคุณที่อุปสรรคนานับประการได้นำพาเขามาถึงจุดนี้

“ผมเคยฝันถึงเส้นทางชีวิตที่ราบเรียบกว่านี้มาโดยตลอดนะ แต่ชีวิตก็คือชีวิต คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งกลายเป็นว่าชีวิตของผมต้องเจอกับเส้นทางที่คดเคี้ยวมากมาย แต่ที่สุดแล้วมันก็ทำให้ผมมาถึงจุดนี้ จุดที่สามารถมองย้อนกลับไปดูเรื่องราวพวกนั้นแล้วพูดว่า ‘โชคดีแล้วที่เราได้เลือกเส้นทางนี้’ อย่างภูมิใจ”

“ผมรู้สึกดีใจนะที่เรื่องราวของผมมันเป็นไปแบบที่ไม่เหมือนใครเช่นนี้ และผมก็หวังว่าความเชื่อและความมุ่งมั่นตั้งใจตลอดเส้นทางที่ผ่านมา จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้ไปถึงฝั่งฝัน”

เรื่องราวของ เคิร์ท วอร์เนอร์ อาจต่างจากเรื่องราวพิมพ์นิยมของนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จอยู่ไม่น้อย แต่ก็เหมือนกับชีวิตของคนเรา ที่ต่างก็มีเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์และไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดเรื่องราวอะไรขึ้นบ้าง

แต่ขอเพียงมีความเชื่อมั่นและตั้งใจจริง เราก็เชื่อว่าแม้จะมีอุปสรรคใดๆ ขวางกั้น ที่สุดแล้วมันก็จะผ่านมันไปด้วยดี เหมือนกับที่ซินเดอเรลล่าแห่ง NFL คนนี้ได้ทำให้โลกเห็นแล้วนั่นเอง

แหล่งที่มา

https://bleacherreport.com/articles/1190204-kurt-warners-grocery-store-checker-to-nfl-mvp-story-a-tale-of-perseverance

https://www.stltoday.com/sports/football/professional/discovering-kurt-warner-story-reads-more-like-a-movie-script/article_20b994c4-daa7-5c70-8d9a-1417ba786df5.html

http://www.latimes.com/sports/rams/la-sp-kurt-warner-hall-20170803-story.html

https://www.si.com/mmqb/2016/01/31/nfl-super-bowl-kurt-warner-hy-vee-grocery-story

https://www.reuters.com/article/us-football-nfl-fame-warner-idUSKBN15K0I3

https://www.independent.co.uk/sport/us-sport/national-football-league/nfl-draft-kurt-warner-st-louis-rams-super-bowl-latest-news-a7701281.html

http://www.talkoffamenetwork.com/mike-holmgren-interview/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง