mainstand

Stories

อยากเท่...อย่าอ้าง : ลาร์ส อุลริช นักเทนนิสผู้ล้มเหลวสู่หัวหอกชาวร็อคแห่ง Metallica



หากกล่าวถึงวงดนตรีร็อคบนยุทธภพนี้ 1 ใน 10 คงต้องมีวง Metallica วงเฮฟวี่เมทัลสัญชาติอเมริกันที่มีต้นกำเนิดจาก ลอส แอนเจลิส ในปี 1981 ซึ่งสร้างชื่อเสียงระบือนามด้วยดนตรีที่หนักแน่นแต่นุ่มนวลจนสามารถเข้าถึงหูนักฟังในวงกว้างได้มากกว่าวงแนวเฮฟวี่เมทัลวงอื่นๆ  พวกเขายิ่งใหญ่จนสร้างตำนานคอนเสิร์ต ณ กรุงมอสโก ในปี 1991 และมีผู้เข้าชมกว่า 1.8 ล้านคน ณ ตอนนั้นโลกได้รู้ว่าเมื่อมีคนเกือบ 2 ล้านคนกระโดดพร้อมกันแผ่นดินมันสั่นสะเทือนขนาดไหน


 

เบื้องหลังความยิ่งใหญ่และจุดเริ่มต้นของวง Metallica คือชายที่ชื่อว่า ลาร์ส อุลริช มือกลองสัญชาติเดนมาร์ก นี่คือ 1 ในนักดนตรีที่มีแพสชั่นในการหวดกลองชุดมากที่สุดในโลก ทว่าแท้จริงแล้วเรื่องนี้มันมีเบื้องหลังของเบื้องหลังอีกทีหนึ่ง หาก ลาร์ส อุลริช ไม่เดินทางออกจากเส้นทางนักเทนนิส วงดนตรีวงนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้นแน่  

นี่คือเรื่องราวของเด็กชายหัวแข็งที่พร้อมจะเดินบนเส้นทางสายคนเท่แบบนักดนตรีและทิ้งพรสวรรค์ด้านเทนนิสจนกลายเป็นเบอร์ 1 ในเดนมาร์กไว้เบื้องหลัง….เส้นทางชาวร็อคจะมันแค่ไหน ติดตามกับ Main Stand ได้ที่นี่

 

เด็กชายผู้ไร้พันธนาการ

ลาร์ส อุลริช เป็นชาวเดนมาร์กเต็มขั้น ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในกรุง โคเปนเฮเก้น เขามีพ่อเป็นไอดอล และพ่อของเขาคือ ทอร์บีน อุลริช นักเทนนิสอาชีพที่เก่งในระดับต้นๆของประเทศเดนมาร์ก


Photo : Mats Ögren Wanger

"พ่อของผมเป็นนักเทนนิสอาชีพ ผมโตมากับการเดินตามรอยเท้าของปู่กับพ่อ และเอาจริงเอาจังกับโลกเทนนิสอยู่ 2-3 ปีได้ตอนนั้น" อุลริช กล่าวถึงวัยเด็กที่ได้รับอิสระในการเลือกที่จะเป็นอย่างเต็มที่

แม้ ทอร์บีน จะเป็นนักเทนนิสฝีมือดี แต่เขาก็ไม่ได้เป็นพ่อใจยักษ์ที่บังคับให้ลูกทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ บ้านของ อุลริช เลี้ยงลูกแบบปล่อยอิสระเต็มที่ อยากทำอะไรทำได้เลยตามที่ใจปรารถนา อุลริช ยังเคยเล่าว่าพ่อของเขาปล่อยให้เขานั่งรถเมล์ไปซ้อมเทนนิสและไปดูคอนเสิร์ตเองแบบตัวคนเดียวตั้งแต่ 9 ขวบ อุลริช จึงโตมาแบบมีทักษะการใช้ชีวิตและรักอิสระแบบสุดโต่งเลยทีเดียว

"พ่อกับแม่เป็นคนใจกว้างมาก ไม่มีพ่อแม่คนไหนจะดีเท่านี้ได้อีกแล้ว พวกท่านไม่เคยบอกหรอกว่าผมต้องทำอะไรบ้าง ดังนั้นตั้งแต่จำความได้ผมอยากจะทำอะไรสนุกกับสิ่งไหนผมทำได้เต็มที่เลย" เขาอมยิ้มเมื่อเล่าถึงวัยเด็กที่เปรียบเสมือนนักผจญภัย

การเล่นเทนนิสของ ลาร์ส อุลริช มาจากความชอบเองแบบล้วนๆไม่ได้มีการบังคับแต่อย่างใด แต่การเป็นเด็กที่มีทักษะชีวิตสูงและรักอิสระมันทำให้เขาเปิดกว้างและเรียนรู้อะไรได้ไวมากกว่าเด็กยุคเดียวกัน อุลริช ตีเทนนิสไปแบบไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องเป็นแชมป์โลก แต่ระหว่างนั้นเขาไม่ได้รู้ตัวเลยว่าอยู่ดีๆสิ่้งที่เขาทำซ้ำๆทุกวัน มันทำให้เขากลายเป็นนักเทนนิสเยาวชนที่เก่งที่สุดในคนหนึ่งในประเทศเดนมาร์ก

"จำได้ตอนที่ผมอยู่ที่เดนมาร์ก ผมว่าอันดับของผมถือว่าดีในระดับใช้คำว่า "Best" (ดีที่สุด) ในประเทศได้เลยนะ เรื่องนี้ต้องขอบคุณพ่อมากๆ พ่อคือคนที่คอยให้กำลังใจผมตลอด และคอยบอกผมว่า เฮ้ย ลูกเก่งนะเนี่ย อะไรแบบนั้น"

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่นที่ทำให้ชีวิตของ อุลริช เปลี่ยนไป คือการที่พ่อของเขาต้องเดินทางไปแข่งเทนนิสที่ต่างประเทศบ่อยๆ และด้วยความที่พ่อของเขาออกแนวสร้างเสริมประสบการณ์นอกห้องเรียนมากกว่าการเรียนปกติ ไม่ว่าจะเดินทางไปแข่งที่ไหน อุลริช จะติดสอยห้อยตามไปด้วยเสมอ

"พ่อชอบเขียนจดหมายไปถึงอาจารย์ใหญ่ที่โรงเรียนในการหาขออ้างให้ผมไม่ไปเรียนเสมอแหละ เขาชอบเขียนไปว่า "ถึงครูใหญ่ ด้วยความเคารพ เราเชื่อว่า ลาร์ส จะได้ประโยชน์มากกว่าการเรียนในห้องหากเขาได้ออกเดินทางไปเจอโลกกว้างพร้อมๆกับการทัวร์เทนนิสของพ่อ" นั่นล่ะ แต่ผมชอบมากเลย ทุกครั้งที่ไปกับพ่อมันเป็นประสบการณ์เดินทางที่ยอดเยี่ยม"


Photo : tt.tennis-warehouse.com

ทอร์บีน ผู้เป็นพ่อเดินทางไปแข่งรายการระดับแกรนด์สแลมทั้ง 4 รายการ ออสเตรเลี่ยน โอเพ่น, เฟร้นช์ โอเพ่น,วิมเบิลดัน และ ยูเอส โอเพ่น และทำอันดับได้ดีที่สุดคือการเป็นมืออันดับ 90 ของโลก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ณ เวลานั้นประเทศเดนมาร์กที่มีประชากรแค่ 5 ล้านคน แถมเทนนิส ก็ยังไม่ใช่กีฬาที่เป็นที่นิยมและเต็มไปด้วยยอดฝีมือที่เขาจะเรียนรู้ด้วยได้ เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น ทอร์บีน จึงตัดสินใจเลิกเล่นเทนนิส แต่ก็ยังไม่หยุดฝันที่จะใช้ชีวิตในแบบศิลปินเพราะเขายังมีความสามารถในการเขียนและการถ่ายภาพด้วย ซึ่ง เดนมาร์ก ก็ไม่ไช่ประเทศที่ตอบโจทย์สำหรับอาชีพนี้นัก เขาจึงเก็บข้าวของเพื่อย้ายจาก โคเปนเฮเก้น ไปอยู่ที่ ลอส แอนเจลิส สหรัฐอเมริกา และมันเป็นช่วงเวลาที่ ลาร์ส ลูกชายของเขาเข้าสู่วัยแตกเนื้อหนุ่มพอดี แม้การเปลี่ยนแปลงจะเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กวัยนี้ แต่ ทอร์บีน มั่นใจว่าลูกชายของเขาถูกเลี้ยงมาอย่างแข็งแกร่งเกินกว่าจะใจเสาะกับเรื่องการย้ายถิ่นฐาน   ดังนั้นครอบครัวอุลริช จึงตกลงกันว่าพวกเขาจะไล่ล่าฝันแบบ อเมริกันดรีมส์ .... "ไม่เจ๋งก็เจ๊งไปเลย" พวกเขาพร้อมจะเสี่ยงแบบนักผจญภัย

 

อเมริกา วิน-วิน

ช่วงชีวิตแรกๆ ในอเมริกาถือว่ายาก แต่ก็ไม่เกินความสามารถของครอบครัวอุลริช ทอร์บีน เปลี่ยนสายมาเป็นนักเขียน, นักดนตรี, คนทำภาพยนตร์ และจิตรกร ขณะที่ในส่วนของ ลาร์ส นั้นถูกพ่อส่งเข้าโรงเรียน Back Bay High School พร้อมกันนี้ก็ยังไม่ลืมที่จะลองส่ง ลาร์ส ไปเข้าโรงเรียนอคาเดมี่ด้านเทนนิสโดยเฉพาะอย่าง Nick Bollettieri Tennis Academy ที่ฟลอริด้าอีกด้วย


Photo : futuro.cl

Nick Bollettieri Tennis Academy คือสถานที่เรียนเทนนิสที่มีค่าเรียนแพงแต่ก็แลกมาด้วยโอกาสในการประสบความสำเร็จ ตำนานเทนนิสอย่าง อังเดร อากัสซี่,พี่น้อง วีนัส-เซรีน่า วิลเลี่ยมส์,มาร์ติน่า ฮิงกิส และ แอนนา คูร์นิโคว่า ต่างก็ผ่านการศึกษาจากอคาเดมี่แห่งนี้มาแล้ว

"ตอนนั้นผมสนุกมากเลยกับการเล่นเทนนิส ตอนนั้น จอห์น แม็คเอนโร และ จิมมี่ คอนเนอร์ส ถือว่าดังโคตรๆในยุคนั้น พ่อแม่แทบทุกครอบครัวต่างจับลูกๆมาเข้าเรียนเทนนิสเพื่อให้เป็นอเมริกันฮีโร่แบบทั้ง 2 คนนั้น"  นั่นคือความรู้สึกแรกที่ ลาร์ส อุลริช รู้ซึ้งถึงความกระหายในความสำเร็จของพวกอเมริกันในด้านเทนนิส ซึ่งต่างกับตอนที่เขาอยู่เดนมาร์กแบบคนละเรื่อง แต่ อเมริกา เปลี่ยนอะไรเขาบ้างนะหรือ?

สำหรับ อุลริช ชีวิตการเรียนและอยู่ในกรอบที่ อเมริกาเป็นเรื่องยากที่เขาจะทำใจ เขาเคยคิดอยากจะไปไหนก็ไป อยากตีเทนนิสก็ตี เหนื่อยก็เลิกในตอนที่อยู่ เดนมาร์ก แต่ที่นี่ไม่ใช่แบบนั้น ทุกอย่างเป็นระบบระเบียบ เด็กๆต้องปฎิบัติตามกฎของอคาเดมี่อย่างเคร่งครัด มันเหมือนกับการเอานกอินทรีมาขังไว้ในกรง นั่นทำให้ อุลริช เกิดอาการเบื่อหน่ายกับชีวิตแบบนี้

"ผมอยู่ในอคาเดมี่ได้แค่ 2-3 เดือนเองผมก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวผมแล้วล่ะ ผมคือเด็กที่สร้างปัญหาไม่รู้จบ ผมมันพวกอยู่กับกฎกติกาไม่ค่อยจะได้น่ะ อย่างที่บอกตอนอยู่โคเปนเฮเก้นผมอยากจะทำอะไรก็ได้ทำ แต่ตอนอยู่อเมริกาไม่ใช่ ผมพยายามแหกกฎ ใส่รองเท้าผ้าใบไปโรงเรียน ทำงานพาร์ทไทม์ที่เซเว่นอีเลฟเว่น โดดเรียนไปดื่มเบียร์ ยังจำได้ดีคืนหนึ่งผมได้ลองสูบกัญชาด้วยนะ เรื่องทั้งหมดนี้ทำให้ตอนประชุมผู้ปกครองคุณครูจ้องมาที่ผมและบอกว่า "มีเด็กบางคนทำตัวแย่มาก เราจะไม่ทนกับเด็กอย่างเขาอีกแล้ว" อุลริช เล่าถึงความแสบในวัยรุ่นก่อนเขาจะขำแล้วบอกว่า "เฮอะ ช่างปะไร!"

ทอร์บีน เสียดายที่ลูกชายมีความสามารถ แต่ไม่ได้ลองพยายามดูก่อน เขาจึงลองอีกสักเฮือกด้วยการพา ลาร์ส ไปฝากที่ Corona del Mar High School โรงเรียนที่เก่งเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ เทนนิส แต่คนอย่าง ลาร์ส อุลริช นั้นคำไหนคำนั้น แม้ใครจะบอกว่าเขาเก่งอย่างไร แต่ถ้าใจเขาไม่เอาก็คือไม่เอา

"ผมไม่ได้ถูกบังคับอะไรหรอกนะ ผมตีเทนนิสมาถึงอายุ 16 - 17 ปี ถ้าเทียบอันดับโลกก็คงระดับมือที่ 3,000-4,000 น่าจะได้ แต่นั่นล่ะเมื่อถึงวัยนั้นคุณจะเริ่มคิดถึงเรื่องของสาวๆ หรือการออกไปนั่งกินเบียร์กับเพื่อนๆมากกว่า โลกของเทนนิสเนี่ยมีสิ่งที่เรียกว่าวินัยให้ทุกคนต้องรักษา ผู้คนมากมายเลือกมันและกระโดดลงเรือลำนั้น แต่ไม่ใช่กับผม ผมว่าวินัยผมโคตรห่วยเลยสำหรับการเป็นนักเทนนิสอาชีพ ผมเคยเก่งที่สุดตอนที่อยู่ เดนมาร์ก แต่มาอยู่อเมริกาแม้แต่ท็อป 10 ของโรงเรียนก็ยังไม่ติดเลยด้วยซ้ำไป นั่นคือเหตุผลที่ผมเริ่มหันหัวมาอีกด้าน และได้รู้จักกับดนตรี"

วันที่ไปรายงานตัว เขาใส่เสื้อวง Iron Maiden ตัวเข้มเข้าไปเพื่อแสดงความต่อต้าน อุลริช เดินผ่านประตูไปและพบว่าเขามาอยู่ในโลกไหนกันวะเนี่ย! เพราะเด็กๆที่นั่นใส่เสื้อของ Lacoste บ้างก็ใส่เสื้อ Polo ที่มีระดับและมีราคาต่างกับเขาอย่างสิ้นเชิง

"ทุกคนมองมาที่ผมหมดเหมือนกับจะพูดว่า ไอเด็กห่านี่มันมาจากโลกไหนของมันวะเห้ย" อุลริช ขำก๊ากเมื่อเล่าถึงเรื่องดังกล่าว ที่ ณ เวลานั้นถือเป็นเรื่องที่ซีเรียสที่สุดในชีวิตเขาตั้งแต่เกิดมา  

อุลริช เล่นเทนนิสไปแบบฝืนๆและนั่นทำให้อันดับของเขาไม่ได้โดดเด่นเป็นนักเทนนิสระดับกลางค่อนล่างจนที่สุดแล้วเขาก็เหลืออด เขาเดินไปบอก ทอร์บีน ผู้เป็นพ่อว่า "พ่อฟังนะ ผมไม่เล่นเทนนิสแล้ว ผมจะสร้างวงดนตรีพ่อเข้าใจปะ?" เขาพูดไปแบบนั้นทั้งๆที่ยังเล่นดนตรีไม่เป็นด้วยซ้ำ  ทอร์บีน มองลูกชายแล้วก็ยิ้ม "ก่อนจะไปตั้งวงดนตรีอะไรของแกเนี่ย แกตีกลองเป็นแล้วเหรอไอ้เด็กน้อย" ครั้งนี้เป็นพ่อของเขาที่ขำใส่บ้าง ซึ่งการถูกหัวเราะครั้งนี้ทำให้ ลาร์ส อุลริช มีแรงฮึดเป็นที่สุดเขาตะโกนกลับใส่พ่อ "เดี๋ยวผมจะฝึกกลองให้ได้ภายใน 10 วัน พ่อรอดูแล้วกัน"

 

โลกใบที่สอง

อย่างที่ได้กล่าวไปครอบครัวอุลริช เป็นครอบครัวที่เปิดกว้างในทุกศาสตร์ พ่อของเขาเป็นศิลปินและนักกีฬา ดังนั้นการเดินทางไปดูคอนเสิร์ตแต่ละครั้งเขามักจะพา ลาร์ส ไปด้วยเสมอ ความทรงจำที่ชัดเจนที่สุดคือในยุค '70 ที่ พ่อ-ลูก พากันไปดูคอนเสิร์ตของวงเฮฟวี่อย่าง Deep Purple ซึ่งหลังจากจบคอนเสิร์ตนั้นเด็กชาย ลาร์ส ก็สร้างโลกที่สองให้กับตัวเอง นอกจาก เทนนิสแล้ว ดนตรี ยังเป็นสิ่งที่เขาโปรดปรานอยู่ลึกๆ....


Photo : \m/usic

การเล่นเทนนิสจบลง การฝึกดนตรีก็เริ่มขึ้นทันทีแบบไม่รีรอเวลา ลาร์ส คือเด็กที่ใครๆในโรงเรียนผู้ดีโรงเรียนนี้จำได้ เขาทำตัวเป็นร็อคเกอร์ ใส่เสื้อยืดสีดำ รองเท้าผ้าใบ ต่างกับเด็กคนอื่นๆแบบไม่สนสายตาใคร จะว่าเขาบ้าดนตรีนับตั้งแต่นั้นก็ได้ แต่ถ้าจะเรียกให้เหมาะควรใช้คำว่าคลั่งไคล้มากกว่า เพราะหลังจากที่ได้เรียนตีกลอง เขารู้สึกว่าดนตรีคือลมหายใจเข้าออก และ 10 วันตามคำสัญญา ลาร์ส อุลริช สามารถตีกลองในระดับพื้นฐานได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อเริ่มตีเป็นมันทำให้เขาคลั่งดนตรีเฮฟวี่และฝึกตีกลองหนักยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าเลยทีเดียว

"ฉันจำเขาได้ดีเลยล่ะ" จูดี้ ชรีเบอร์ คุณครูวิชาภาษาอังกฤษของ ลาร์ส เล่าให้ LA ไทม์ส ฟัง "เวลาให้เขียนเรียงความ ลาร์ส มักจะส่งบทความแปลกๆมาเช่น "ดนตรีเฮฟวี่เมทัลจะครองโลก" อะไรแบบประมาณนั้น ฉันถามเขาว่านี่เธอรู้อะไรเกี่ยวกับดนตรี เฮฟวี่เมทัล เยอะเลยเหรอ? เขาก็ตอบกลับว่า จะไม่รู้ได้ไงล่ะครับ'จารย์ ก็ผมกำลังทำวงดนตรีอยู่เนี่ย ด้วยน้ำเสียงที่ภาคภูมิใจ"


Photo : www.rollingstone.com

เลือดศิลปินในตัวของ ลาร์ส จัดว่าพลุ่งพล่าน การเขียนเรียงความของเขาถูกบันทึกลงในเอกสารนักเรียนดีเด่นในแง่ของการสร้างแรงบันดาลใจ นั่นแสดงให้เห็นว่าทางนี้นี่แหละที่เหมาะกับเขามากกว่า อุลริช นั้นคลั่งไคล้วงดนตรีแนวเฮฟวี่เมทัลอย่าง Saxon, Motorhead และ Diamond Head ซึ่งเป็นวงจากอังกฤษเสียส่วนใหญ่ มันเป็นแนวที่เพื่อนๆชาวอเมริกันไม่ค่อยรู้จัก แนวดนตรียอดฮิตในขณะนั้นของอเมริกาคือการขยี้สายโซโล่กีตาร์แบบวง Van Halen  

อุลริช ไม่ยอมแพ้เขาลงประกาศในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเพื่อรับสมัครเพื่อร่วมอุดมการณ์เพื่อสร้างวงแนวเฮฟวี่เมทัลขึ้นมา "มือกลองกำลังหานักดนตรีเพิ่มเพื่อมาเล่นดนตรีแนวเฮฟวี่เมทัลแบบวง Tygers of Pan Tang และ Iron Maiden" ซึ่งจากใบปิดใบนั้นทำให้ ลาร์ส อุลริช ได้พบกับ เจมส์ เฮตฟีลด์ ที่เข้ามาเป็นมือกีตาร์ริธึ่มและนักร้องนำของวงในปี 1981 และเพื่อนๆอีก 2 คนอย่าง เดฟ มัสเทน มือกีตาร์ กับ รอน แม็คกอฟนี่ย์ มือเบส ซึ่งเป็นสมาชิกชุดแรกของวง Metallica ก่อนที่ภายหลังจะมีการเปลี่ยนสมาชิกแบบเข้าๆ ออกๆ จนมีสมาชิกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทั้งหมด 9 คน แต่ไม่ว่าใครจะออกเข้าหรือจะออก  ลาร์ส อุลริช และ เจมส์ เฮตฟิลด์ คือสองหัวหอกที่ไม่เคยจากไปไหน พวกเขาเป็นเหมือนลีดเดอร์คนคู่ ที่ทำให้ Metallica เดินหน้าวิ่งชนความสำเร็จแบบไม่หยุดยั้ง


Photo : www.we-rock.info

Metallica ถูกเรียกว่า "บิดาแห่งแธรชเมทัล" คำนี้ถูกให้กำเนิดขึ้นจาก มัลคอล์ม โดม จากนิตยสาร เคอร์แรง ที่อธิบายถึงดนตรีเฮฟวี่ความเร็วและความก้าวร้าวในจังหวะของเพลง โดยเฉพาะการเน้นริฟฟ์กีตาร์อย่างรวดเร็ว ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความสามารถในเทคนิคอย่างมาก นอกจากนี้ยังรวมถึงการตีกระเดื่องกลองที่ก็เร็วไม่แพ้ใคร ซึ่งผู้รับผิดชอบหน้าที่นี้คือ ลาร์ส อุลริช ชายผู้เข้าใกล้การเป็นนักเทนนิสอาชีพในช่วงวัยหนุ่ม

อัลบั้มชุดที่ 5 ที่มีชื่อเดียวกับชื่อวง แต่แฟนเพลงส่วนใหญ่จะรู้จักในชื่อ "The Black Album" (เนื่องจากปกเป็นสีดำ) คือที่สุดของที่สุดสำหรับ Metallica ภายในอัลบั้มนี้ประกอบด้วยเพลง Enter Sandman ซึ่งกลายเป็นซิงเกิ้ลอมตะที่สามารถคว้ารางวัล เบสต์ วิดีโอ เมทัล ในปี 1992 อีกด้วย

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย Metallica ยังคงทรงอิทธิพลไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่ในทุกวันนี้ก็ตาม ซึ่งล่าสุด ลาร์ส อุลริช ก็ได้ขึ้นหอเกียรติยศแห่งโลกดนตรีร็อคไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  


Photo : bravewords.com

ไม่มีใครการันตีว่าหาก ลาร์ส อุลริช ทุ่มเทกับเทนนิสเต็มที่เขาจะกลายเป็นนักเทนนิสระดับหัวแถวของโลกอย่างที่เขาบอกได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆเราได้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัวที่เป็นเหมือนแรงขับที่มีอิทธิพลที่สุด หาก ทอร์บีน เป็นคนหัวแข็งบังคับลูกชายให้ตีเทนนิสทั้งๆที่ถอดใจไปแล้ว ลาร์ส อุลริช อาจจะเป็นนักเทนนิสผู้จับเจ่าไปกับความล้มเหลวและโลกใบนี้อาจจะไม่มีวงดนตรีเขย่าโลกแบบ Metallica ก็เป็นได้   

และท้ายที่สุดคนอย่าง ลาร์ส อุลริช คือคนที่วัยรุ่นที่มีความฝันควรเอาเป็นแบบอย่าง เพราะมีหลายคนที่มักจะยอมแพ้ให้กับบางสิ่งด้วยเหตุผลว่า "ไม่ชอบ" แล้วก็เลิกทำง่ายๆแบบนั้น ไม่ได้พยายามทำอะไรอย่างอื่นให้ชีวิตได้ดีขึ้น แต่ ลาร์ส อุลริช ไม่มีข้ออ้างใดๆ เขาอาจจะเบื่อและทำลายความฝันของพ่อไปบ้างด้วยการหัวแข็งไม่ยอมเล่นเทนนิส แต่หลังจากความล้มเหลวเขาก็เต็มที่กับดนตรีจนมีทุกวันนี้ได้....    นี่แหละชาวร็อคตัวจริง

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.loudersound.com/news/lars-ulrich-on-how-failed-tennis-career-led-to-birth-of-metallica
https://www.qrockonline.com/lars-ulrich-from-pro-tennis-hopeful-to-metallica-drummer/    
https://www.vice.com/en_us/article/4w38ed/the-vice-interview-lars-ulrich
https://books.google.co.th/books?id=hYhVDgAAQBAJ&pg=PT20&lpg=PT20&dq=john+mcenroe+jimmy+connors+lars+ulrich&source=bl&ots=shdrn5LUZR&sig=ACfU3U1c_ccYQkQampbFk2v-WP-CNG3sdw&hl=th&sa=X&ved=2ahUKEwjq0bqs0u_hAhXJpo8KHT1cDsEQ6AEwDnoECAcQAQ#v=onepage&q=Corona%20del%20Mar%20High%20School&f=false



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง