mainstand

Stories

เจมส์ เคฮิลล์ : นักสอยคิวมือสมัครเล่นกับชัยชนะที่ล็อกถล่มสุดในครูซิเบิล



ช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปี ถือเป็นช่วงเวลาที่แฟนๆ ผู้หลงรักในกีฬาสนุกเกอร์รอคอย เพราะนี่ถือเป็นช่วงเวลาของศึกสนุกเกอร์ชิงแชมป์โลก ที่ ครูซิเบิล เธียเตอร์ เมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ

นับตั้งแต่ย้ายมาจัดแข่งขันที่นี่เมื่อปี 1977 โรงละครเล็กๆ แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง เหตุการณ์ประวัติศาสตร์มากมายเคยเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของนักสอยคิวชื่อก้อง, มหกรรม แม็กซิมัม เบรก ตบคนเดียวหมดโต๊ะ 147 คะแนน หรือแม้กระทั่งเรื่องพลิกล็อกช็อกโลก กับการที่นักสนุกเกอร์โนเนมตบคิวชนะมือดังแบบพลิกความคาดหมาย

และเรื่องการพลิกล็อกก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้งในการแข่งขันปี 2019 แถมยังเกิดขึ้นแบบปุบปับฉับไวตั้งแต่รอบแรก เมื่อ รอนนี่ โอซัลลิแวน จรวดแห่งวงการสอยคิวและมือ 1 ของโลกคนปัจจุบัน ถูกนักสนุกเกอร์โนเนมแถมยังเป็นมือสมัครเล่นตบร่วงเสียดีกรีแชมป์โลก 5 สมัย

ว่าแต่ คุณๆ คงอยากรู้แล้วสินะว่า เจมส์ เคฮิลล์ มือสมัครเล่นไร้อันดับคนนี้มีดีอะไรถึงสามารถสร้างผลงานลือลั่นสนั่นยุทธจักรได้?


Photo : Eurosport

สายเลือดสอยคิว

จะว่าไปแล้ว นักกีฬาหลายคนต่างมีเรื่องราวชีวิตที่คล้ายคลึงกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ พวกเขาเหล่านั้นได้รับอิทธิพล หรือถ่ายทอดสายเลือดนักกีฬามาจากบุพการี ซึ่งในกรณีของ เจมส์ เคฮิลล์ นั้นก็เช่นกัน

แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่นๆ ก็คือส่วนหลักๆ ใน DNA นักสอยคิวของเขาไม่ได้ถูกถ่ายทอดมาจากคุณพ่อ แต่เป็นคุณแม่ … เพราะในขณะที่ แพทริก ผู้เป็นพ่อ คือนักสนุกเกอร์ที่พอจะมีฝีมืออยู่บ้าง มาเรีย ผู้เป็นแม่ (นามสกุลเดิม ทาร์ต) คือนักสนุกเกอร์หญิงระดับท็อปของประเทศในยุค 1980s-1990s

หลังจากที่มีครอบครัวและให้กำเนิด เจมส์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนในปี 1995 เธอก็ตัดสินใจแขวนไม้คิว เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้จัดการโต๊ะสนุกเกอร์ในเมืองแบล็กพูล ซึ่งที่นี่เอง คือสถานที่ที่ เจมส์ เคฮิลล์ ค่อยๆ ซึมซับวิชาการสอยคิว


photo : Espn

"ลูกชายของฉันรักกีฬานี้จริงๆ เขาเริ่มเล่นกีฬาพูลตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบ อยากเล่นหนักถึงขนาดเอาลังมาต่อเพื่อที่ตัวจะสูงพอถึงขอบโต๊ะ และพออายุ 10 ขวบ เขาก็เริ่มเล่นสนุกเกอร์อย่างเต็มตัว" นี่คือสิ่งที่ มาเรีย ยอดคุณแม่พูดถึงลูกชายคนนี้

กาลเวลาผ่านไป ครอบครัวเคฮิลล์ก็มีเงินเก็บมากพอสำหรับการขยับขยาย มาเรียจึงตัดสินใจซื้อกิจการโต๊ะสนุกเกอร์เป็นของครอบครัวที่เมืองเปรสตัน ซึ่งทำให้เจมส์มีเวลาและสถานที่ใช้ในการฝึกซ้อมได้อย่างเต็มที่ แต่ที่น่าสนใจก็คือ ชื่อของกิจการโต๊ะสนุกเกอร์ดังกล่าวไม่ได้ตั้งตามชื่อของคุณแม่หรือสปอนเซอร์

แต่ปรากฎว่า สโมสรดังกล่าว ตั้งชื่อตามนักสนุกเกอร์ระดับตำนานนามว่า ... สตีเฟ่น เฮนดรี

สัมพันธ์กับมัจจุราชผมทอง


photo : Dailly Mail

เอ่ยถึงชื่อ สตีเฟน เฮนดรี แน่นอน ไม่มีคนรักกีฬาสอยคิวคนไหนไม่รู้จัก เพราะเขาคือชายผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งวงการสนุกเกอร์ยุคใหม่กับตำแหน่งแชมป์โลก 7 สมัย

แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องราวมันน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกกับชีวิตของตัวเอกในเรื่องนี้ก็คือ การตั้งชื่อคลับสนุกเกอร์ของครอบครัวเคฮิลล์ ไม่ได้ตั้งตามชื่อนักกีฬาคนดังแบบลอยๆ ไร้เหตุผล เพราะ แมนดี้ ทาร์ต พี่สาวของมาเรีย คุณแม่ของ เจมส์ เคฮิลล์ แต่งงานกับเฮนดรี และนั่นทำให้ เจมส์ เคฮิลล์ มีศักดิ์เป็นหลานของ "มัจจุราชผมทอง" ไปโดยปริยาย

และแม้ สตีเฟ่น เฮนดรี จะปิดฉากชีวิตรัก 19 ปีกับ แมนดี้ ไปแล้วตั้งแต่ปี 2014 แต่ทั้งสองครอบครัวก็ยังมีความใกล้ชิดกัน เพราะ เจมส์ เคฮิลล์ กับ เบลน ลูกชายคนโตของ สตีเฟ่น เฮนดรี ยังคงเป็นเพื่อนสนิทกระทั่งทุกวันนี้

ถึงตรงนี้แฟนสนุกเกอร์หลายคนอาจจะอิจฉา เจมส์ เคฮิลล์ เพราะคุณแม่ของเขาคืออดีตนักสอยคิวหญิงตัวท็อปของประเทศ แถมยังมีคุณลุงที่เป็นตำนานในวงการนี้อีก แต่สิ่งที่คุณจะได้ยินจากปากของตัวเอกประจำเรื่องนี้อาจทำให้คุณต้องทบทวนเรื่องราวต่างๆ เสียใหม่ …


photo : BBC

"จริงอยู่ครับที่ สตีเฟ่น เฮนดรี เคยแต่งงานกับป้าของผม แต่ก็ไม่ได้มีอิทธิพลกับการเล่นสนุกเกอร์ของผมขนาดนั้น อันที่จริงผมเคยขอร้องเขาให้ช่วยสอนผมในเรื่องเทคนิคเพิ่มเติมอยู่ 2-3 ครั้งนะ แต่ดูทางเขาจะไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้สักเท่าไหร่" เจมส์ เริ่มเล่าถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีกับ สตีเฟ่น เฮนดรี กับ Daily Mail ก่อนหน้าศึกชิงแชมป์โลกปี 2019 จะเริ่มต้นได้ไม่นาน

"อย่าว่าแต่ขอร้องด้วยตัวเองเลย ผมยังเคยบอกให้ เบลน ลูกชายของเขาที่เป็นเพื่อนสนิทกันไปกล่อมให้อีกแรง แต่เบลนก็บอกว่า เรื่องนี้เห็นทีจะยาก ซึ่งถ้าเรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้นกับหลานผมนะ ขอเพียงบอกมา ผมจะช่วยเต็มที่"

"อันที่จริง หากได้รับการแนะนำจากเฮนดรี บางทีอะไรหลายอย่างอาจจะดีกว่านี้ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นอะไรมากครับ เพราะแม้เขาจะไม่เคยช่วยอะไรผม แต่ที่สุดแล้ว ผมก็มาถึงจุดนี้จนได้"

ล้มแล้วต้องลุก

แม้ชีวิตของ เจมส์ เคฮิลล์ จะมาถึงจุดที่สามารถใช้กีฬาสนุกเกอร์หาเลี้ยงชีพได้แล้ว ทว่าเส้นทางสายนี้ของเขาก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หนำซ้ำยังเต็มไปด้วยเส้นทางแสนขรุขระถึงกับทำให้เขาต้องยอมก้าวถอยหลังในบางช่วงเวลาของชีวิตอีกต่างหาก

ปี 2013 เจมส์ ได้สิทธิ์เทิร์นโปรขึ้นเป็นมืออาชีพหลังคว้าแชมป์สนุกเกอร์ชิงแชมป์ยุโรปรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ทั้งๆ ที่ในช่วงเวลาดังกล่าวเขามีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น แต่หลังจากลงเล่นอาชีพมาได้ราว 2 ปี จุดพลิกผันแรกในชีวิตนักสอยคิวก็มาถึง เมื่อเขาถูกจับข้อหาเมาแล้วขับที่สก็อตแลนด์ ทั้งๆ ที่เพิ่งไปรับ เบลน เพื่อนซี้ออกมาจากสถานีตำรวจ จนถูกห้ามขับรถ 1 ปี ซึ่งส่งผลต่อการซ้อมและแข่งขันของเขาอย่างมาก

นับตั้งแต่นั้นมา ผลงานของเจมส์ก็ค่อยๆ สาละวันเตี้ยลง โดยเฉพาะฤดูกาล 2015/16 ที่เขาชนะเพียง 5 นัดตลอดทั้งฤดูกาล อันดับโลกจากที่เคยอยู่สูงสุดที่อันดับ 76 ก็ค่อยๆ ร่วงลงมาจนเกิน 100 จนที่สุดแล้วก็ต้องยอมลดสถานะตัวเองจากมืออาชีพกลับสู่มือสมัครเล่นอีกครั้ง

"ในช่วงแรกของการเล่นผู้เล่นอาชีพนั้น ผมยอมรับว่ายังไม่มีความเป็นผู้ใหญ่พอทั้งในฐานะนักกีฬาและบุคคล แต่ถึงผมจะเป็นวัยรุ่นในตอนนั้นที่อาจจะยังไม่รู้ประสีประสาอะไรนัก แต่ก็นั่นแหละ ความไม่รู้มันไม่อาจใช้เป็นข้อแก้ตัวได้" เจมส์เปิดใจกับ The Mirror ยอมรับถึงความผิดพลาดในอดีต

"แต่ตอนนี้ชีวิตของผมดีขึ้นกว่าตอนนั้นละ ซึ่งต้องขอบคุณเหล่ากัลยาณมิตรที่คอยอยู่เคียงข้างผมเสมอ"

กลับสู่มือโปร

การกลับไปเป็นผู้เล่นสมัครเล่นอีกครั้ง เหมือนเป็นการกระตุกแรงๆ จน เจมส์ เคฮิลล์ รู้สึกตัว เขาจึงตั้งปณิธานอย่างแรงกล้าไว้ว่า ต้องกลับสู่เส้นทางการเป็นนักสนุกเกอร์อาชีพครั้งที่ 2 ให้ได้สถานเดียว

แม้ผลการแข่งขันใน Q School หรือการแข่งขันสนุกเกอร์ระดับสมัครเล่น บันไดสู่การเป็นมืออาชีพฤดูกาล 2017/18 จะไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อเขายังไม่สามารถคว้าทัวร์การ์ดมาอยู่ในมือได้ แถมยังเจอกับเรื่องช็อก เมื่อโต๊ะสนุกเกอร์ประจำตระกูลถูกโจรแอบย่องเบาเข้ามาปล้นทรัพย์สิน ทว่าเคราะห์ดีที่โจรเอาไปแค่เงินสด ไม่ได้ฉกไม้คิวซึ่งเป็นสมบัติส่วนตัวไปด้วย แต่เจมส์ก็ไม่คิดถอดใจ

"ผมยอมรับนะว่าผมทำงานหนักมากๆ และที่ตลกร้ายก็คือ ผมซ้อมหนักกว่าสมัยเทิร์นโปรหนแรกอีก เพราะอันที่จริง ผมยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นมือโปรอยู่นะ แต่ด้วยปัญหาทางเทคนิคทำให้ผมต้องลงมาอยู่ ณ จุดนี้ และผมต้องการกลับไปที่จุดเดิมอีกครั้ง"

ที่สุดแล้ว เจมส์ เคฮิลล์ ก็สามารถผ่าน Q School และคว้าทัวร์การ์ดสำหรับการเล่นอาชีพได้สำเร็จอีกครั้งในฤดูกาล 2019/20 ที่กำลังจะมาถึง ผลงานดังกล่าวทำให้เขาได้ไวลด์การ์ด เข้ามาแข่งขันในศึกชิงแชมป์โลกส่งท้ายฤดูกาล 2018/19 ในฐานะมือสมัครเล่น ก่อนจะผ่านรอบคัดเลือกถึง 3 รอบ เข้าสู่รอบเมนดรอว์ได้สำเร็จ ถือเป็นมือสมัครเล่นคนแรกในประวัติศาสตร์สนุกเกอร์ยุคใหม่ที่ได้เข้ามาเล่นที่ ครูซิเบิล เธียเตอร์ อันศักดิ์สิทธิ์

photo : The Irish Times

แต่ชะตาฟ้าได้ลิขิตให้เขาทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า เพราะแม้ในรอบแรกจะถูกจับสลากมาเจอกับ รอนนี่ โอซัลลิแวน อดีตแชมป์โลก 5 สมัย ทำให้อัตราต่อรองสำหรับการคว้าแชมป์รายการนี้ของเขาสูงถึง 500-1 หรือพูดง่ายๆ คือ "เต็งบ๊วย" แต่ เจมส์ เคฮิลล์ กลับสร้างผลงานพลิกล็อกช็อกโลก ด้วยการล้มมือ 1 ของโลก และหนึ่งในนักสนุกเกอร์ที่ดีที่สุดตลอดกาลลงได้ด้วยสกอร์ 10-8 เฟรม … นี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่นักสนุกเกอร์สมัครเล่นสามารถคว้าชัยชนะได้ในศึกชิงแชมป์โลกอีกด้วย

แม้หลังจบเกม รอนนี่จะออกมาโทษว่า การติดเชื้อไวรัสก่อนแข่งขันรายการนี้ไม่นาน ส่งผลให้ตัวเขาแทบไม่มีแรงที่จะถ่างตาให้ตื่นและทรงตัวอยู่ไหว จนกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เขาตกรอบแรกที่ครูซิเบิลเป็นครั้งแรกนับจากปี 2003 แต่จรวดสอยคิวก็ได้ให้เครดิตกับนักสนุกเกอร์วัย 23 คนนี้ไม่น้อยเช่นกัน

"จริงอยู่ที่ผมดูจะเปิดโอกาสให้เขาได้เล่นง่ายๆ เกินไปหน่อย แต่เจ้าหนุ่มนี้ก็ฉกฉวยโอกาสไว้ได้ดี อีกอย่าง เขายังเล่นได้ดีเอามากๆ พวกคุณต้องให้เครดิตตรงนี้ไว้ด้วย"


photo ; 
Metro

ขณะที่เจมส์เปิดใจว่า นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเท่าที่ผ่านมาแล้ว การชนะมือตำนานอย่างรอนนี่ได้ ทำเขาดีใจจนแทบจะคุมสติทรงตัวเองไว้ไม่อยู่ ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขามาทั้งชีวิต

"ผมรู้สึกขอบคุณครอบครัวของผมมากๆ ที่ทำให้ผมมาได้ถึงจุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ ท่านให้การสนับสนุนผมเต็มที่ และพาผมไปในทุกที่เสมอไม่ว่าจะในการซ้อมหรือแข่งขัน"

"อันที่จริง ผมให้ความเคารพกับคู่ต่อสู้ทุกคนนะ และรอนนี่ก็ถือเป็นคนที่สมควรได้รับสิ่งนั้นมากเป็นพิเศษ แต่เมื่อลงสนาม ความเคารพ คือสิ่งเดียวที่คุณจะให้กับคู่ต่อสู้ได้ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือต้องเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะถ้าแม้แต่ตัวเองยังไม่เชื่อ ใครมันจะไปเชื่อกันล่ะ"

photo : Daily Mail

เจมส์ เคฮิลล์ จะไปพบกับ สตีเฟ่น แม็คไกวร์ นักสนุกเกอร์มือ 15 ของโลกในรอบสอง และหากเส้นทางทุกๆ อย่างเป็นใจ บางทีคู่ต่อสู้ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย อาจเป็น "เอฟ นครนายก" เทพไชยา อุ่นหนู มือสอยคิวสายสปีดของไทยก็เป็นได้ แต่เรื่องนั้นยังเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน และอาจไม่ใช่สิ่งที่เจมส์คิดด้วยซ้ำ เพราะเป้าหมายสำคัญที่สุดของเขา คือการเติบโตขึ้นในฐานะนักสนุกเกอร์อาชีพอย่างมั่นคง 

เพื่อที่สุดแล้วจะได้สร้างชื่อในฐานะของ เจมส์ เคฮิลล์ เอง ไม่ต้องยืมชื่อของคนอื่นเหมือนฉายาในปัจจุบัน "The King’s Nephew" ซึ่งสื่อถึงการเป็นหลานของ สตีเฟ่น เฮนดรี อีกต่อไป

แหล่งอ้างอิง

https://www.dailymail.co.uk/sport/othersports/article-6950775/Who-James-Cahill-Snooker-player-beat-Ronnie-OSullivan-nephew-Stephen-Hendry.html
https://metro.co.uk/2019/04/23/snooker-player-james-cahill-world-ranking-9291771/
https://www.mirror.co.uk/sport/other-sports/snooker/james-cahill-famous-family-revealed-14468419
https://www.theguardian.com/sport/2019/apr/23/ronnie-osullivan-suffers-shock-defeat-to-amateur-james-cahill-world-championship-snooker



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง