mainstand

Feature

เล่าผ่านแฟนพันธุ์แท้ NBA : เบอร์เสื้อที่มีความหมายมากกว่าตัวเลข



สำหรับกีฬาประเภททีมนั้น อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ไม่อาจขาดได้เลยนั่นก็คือ หมายเลขเสื้อ เพราะนี่คือสิ่งที่จะช่วยให้ผู้ตัดสิน, ผู้ชม หรือแม้แต่ผู้เล่นด้วยกันทราบว่า เจ้าของหมายเลขนั้นในสนามแข่งคือใคร


 

แม้ตามกฎจะต้องปักนามสกุล (หรือฉายาสำหรับนักกีฬาที่มาจากชาติซึ่งมีนามสกุลยาวๆ) ลงไปด้วยนั้น แต่กฎเกี่ยวกับเบอร์เสื้อก็แตกต่างกันไปตามเวทีแข่งขัน อย่างฟุตบอล ลาลีก้า จะสงวนเบอร์เสื้อของนักเตะชุดใหญ่ไว้แค่เลข 1-25 ส่วนอเมริกันฟุตบอล NFL จะกำหนดกลุ่มหมายเลขเสื้อตามตำแหน่งที่เล่น แต่สำหรับบาสเกตบอล NBA กฎไม่ได้ซีเรียสถึงขนาดนั้น เพราะสามารถใช้หมายเลขได้ตั้งแต่ 0-99 แถมยังสามารถใช้เลข 00 ได้อีกด้วย เท่ากับว่าสามารถใช้ได้ถึง 101 เบอร์เลยทีเดียว

และเมื่อเบอร์เสื้อคือสิ่งที่จะอยู่คู่กับตัวผู้เล่นในสนามไปตลอด เหตุผลของการเลือกเบอร์นั้นๆ จึงมีความหมาย บางคนใส่เพราะไม่ต้องการให้ซ้ำกับเพื่อน บางคนใส่เพราะความชอบ และบางคนใส่เพราะความศรัทธา เมื่อทุกอย่างนั้นมีที่มาที่ไป ที่มาของหมายเลขเสื้อจึงแตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน

 

ที่มาของเบอร์ตำนาน

เมื่อพูดถึงหมายเลขเสื้อที่เรียกได้ว่าเป็น “เบอร์ของมือหนึ่ง” หรือ “Ace Number” ใน NBA แน่นอน ทุกคนคงคิดถึงหมายเลข 23 ของ ไมเคิล จอร์แดน … แต่หากเราจะบอกว่า อันที่จริงจอร์แดนก็ไม่ได้ปลื้มเบอร์ 23 ซะทีเดียวล่ะ?


Photo : NBA.com

เรื่องดังกล่าวต้องย้อนกลับไปถึงสมัยที่ ไมเคิล ยังเด็กๆ เพราะต้นแบบของเขาในการเล่นบาสเกตบอลนั้นคือพี่ชาย แลร์รี่ จอร์แดน ที่คอยสอนและเล่นบาสเกตบอลกับเขาตัวต่อตัวแทบทุกวัน ซึ่งเบอร์เสื้อที่แลร์รี่ใส่อยู่เป็นประจำนั้นคือเบอร์ 45

เมื่อไมเคิลต้องเล่นบาสเกตบอลทั้งในระดับโรงเรียน และมหาวิทยาลัย เขาอยากใส่เบอร์ 45 เพียงแต่ว่าเขาคือ ไมเคิล ไม่ใช่ แลร์รี่ ... ไมเคิล จอร์แดน จึงคิดหมายเลขเสื้อขึ้นมาเอง โดยเอาหมายเลข 45 นั้นไปหารสอง ครึ่งนึงของ 45 ก็คือ 23 (ไมค์ บอกว่าเขาปัดขึ้นจาก 22.5) และนั่นคือที่มาของหมายเลข 23 ที่สร้างตำนานให้กับเขามาจนถึงทุกวันนี้

แต่อันที่จริง ก็มีเหมือนกันที่ไมเคิลไปใส่เบอร์อื่น อาทิเช่น ในเกมส์ที่ ชิคาโก บูลส์ เจอกับ ออร์แลนโด แมจิค เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1990 เสื้อหมายเลข 23 ของไมเคิล ถูกขโมย ทำให้เขาไม่มีเสื้อใส่ และต้องใส่เบอร์ 12 (แถมไม่มีนามสกุลปักที่เสื้อด้วย) แต่นั่นก็ไม่ทำให้ฝีมือตก เขาทำไปถึง 49 คะแนน แม้ว่าไมค์จะเซ็งมากกับเรื่องดังกล่าวก็ตาม “มันค่อนข้างหัวเสียนะที่เสื้อของผมนั้นถูกเอาไป”


Photo : www.si.com

นอกจากนี้ ยังมีอีกครั้งทีใส่เบอร์อื่น นั่นคือในฤดูกาล 1994-95 ที่กลับมาลงเล่นอีกครั้งหลังประกาศเลิกเล่นไปปีกว่า ตอนนั้นบูลส์ประกาศรีไทร์เบอร์ 23 ไปแล้วและไม่สามารถยื่นเรื่องเพื่อขอเบอร์นั้นกลับมาใช้ได้ทัน ทายสิว่าเขาใส่เบอร์อะไร … ก็เบอร์ 45 ของพี่ชายที่เขาอยากหลบรอยเท้านั่นแหละ

 

เหตุผลที่นึกไม่ถึง

หมายเลขกับผู้เล่นนั้นมีความหมายมาก แม้ว่าบางทีเหตุผลมันอาจจะฟังดูแปลกๆ โคบี้ ไบรอันท์ ก็เป็นนักบาสอีกรายที่ใส่เสื้อด้วยเหตุผลที่เราอาจจะเข้าไม่ถึง


Photo : www.opencourt-basketball.com

หมายเลข 8 ของโคบี้กับ ลอสแอนเจลิส เลเกอร์สในยุคแรก ไม่ได้มีที่มาจากครอบครัว หรือเหตุผลที่สลักสำคัญมาก แต่มันเป็นเพราะโคบี้ นั้นเคยเข้าค่าย Adidas ABC Camp 143 สมัยเด็กๆ ก็เลยจับเอาเลข 1+4+3 ซึ่งผลรวมนั้นได้เท่ากับ 8 และใช้เป็นหมายเลขของตัวเองที่ใส่เล่นใน NBA กับเลเกอร์สสมัยเข้าลีกใหม่ๆ แต่ทำไมถึงต้องทำอะไรให้มันซับซ้อนขนาดนั้นล่ะ?

“ผมไม่สามารถใส่เบอร์ 24 ที่ผมต้องการได้ เพราะตอนนั้น จอร์จ แมคคลาวด์ เขาใส่อยู่ แล้วผมเป็นเด็กใหม่ด้วย ก็เลยต้องหาเบอร์ใหม่” โคบี้เล่าให้ฟังถึงเหตุผลที่ใส่เบอร์ 8 และมีที่มาแบบแปลกๆ

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะใส่เบอร์ 8 ที่ตัวเองนั้นไม่ได้ปรารถนาเท่าไร แถมเป็นเบอร์ที่มาจากการบวกเลข แต่ที่สุดแล้วในปี 2006 โคบี้ก็ได้เปลี่ยนหมายเลขจาก 8 มาใช้ 24 ซึ่งเป็นเบอร์เสื้อที่เขาใช้มาตั้งแต่สมัยเรียนไฮสคูลในช่วงแรก (โคบี้ใส่ 24 และ 33) ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้ให้เหตุผลอะไรมากมาย แต่ก็มีสื่อนั้นคาดเดากันไปต่างๆนานา บ้างก็ว่าเพราะเป็นเบอร์เก่าที่เจ้าตัวอยากใส่มานาน บ้างก็ว่าเพราะหมดยุคคู่รักคู่กัด แชค-โคบี้ แล้วจึงอยากเริ่มต้นตำนานของตัวเองใหม่ บ้างก็ว่าเพราะจอร์แดนใส่เบอร์ 23 โคบี้จึงเลือกใส่ 24 (ว่าไปนั่น)


Photo : www.si.com

แต่อย่างไรก็ตามโคบี้ได้บอกไว้ว่า มันเป็นเหตุผลทางด้านจิตใจ และเบอร์นี้เป็นเบอร์ที่เขารักมาก และตอนนี้เขาก็ได้ใส่มันกับทีมที่เขารักแล้ว แต่สิ่งที่พิเศษที่สุดคือ เมื่อโคบี้เลิกเล่น ทั้งหมายเลข 8 และ 24 ของเขาถูกรีไทร์ และไม่มีใครในทีมเลเกอร์สที่สามารถสวมมันได้อีก (ถ้าเจ้าตัวไม่ยินยอม)

แม้ว่าหมายเลข 8 ของโคบี้จะมาจากการเข้าแคมป์ ซึ่งอาจจะฟังดูแปลกๆ แต่ รอน อาร์เทส หรือที่เรารู้จักกันในนาม เมตตา เวิลด์พีซ สาเหตุการเลือกใช้เบอร์ของเขามันฟังดูพิลึกพิลั่นมากๆ อาร์เทสเลือกใส่หมายเลข 37 ในสีเสื้อเลเกอร์สตอนย้ายมาร่วมทีมเมื่อปี 2009 โดยให้เหตุผลว่า “คุณรู้ไหมว่า ทำไมผมเลือกใส่หมายเลข 37? เหตุผลนั่นเพราะซิงเกิ้ล Thriller ของ ไมเคิล แจ๊คสัน อยู่ในชาร์ตบิลบอร์ดนาน 37 สัปดาห์ไง ผมเลือกใส่เลขนี้เพราะเป็นการให้เกียรติ ไมเคิล แจ๊คสัน” เล่นเอาสื่อที่ไปสัมภาษณ์อาร์เทสตอนนั้นเหวอไปเลย


Photo : NBA.com

แต่ที่ทำให้เป็นเรื่องเป็นราวเพิ่มเติมอีกก็คือ ลามาร์ โอดอม ฟอร์เวิร์ดเพื่อนร่วมทีมของอาร์เทสในขณะนั้นใส่หมายเลข 7 ซึ่งเจ้าตัวได้ตอบติดตลกว่า “หมายเลข 7 ที่ผมใส่เพราะว่าซิงเกิ้ล Black & White และ Billie Jean นั้นอยู่บนชาร์ตบิลบอร์ดนานถึง 7 สัปดาห์ ผมจึงเอาเลขนี้เป็นเพื่อนเขา” โอดอมบอก ซึ่งจะว่าไปเชื่อว่าเจ้าตัวนั้นตอบติดตลกแน่นอน เพราะจริงๆ เขาก็ใส่หมายเลข 7 มานานแล้ว

 

สลับเลขสร้างร่าง

นอกจากโคบี้กับอาร์เทสแล้ว เดิร์ก โนวิตซ์กี้ ก็เป็นหนึ่งคนซึ่งมีเหตุผลในการเลือกเบอร์เสื้อที่ไม่เหมือนใคร


Photo : germanyworldgeogra.blogspot.com

ก่อนที่เดิร์กนั้นจะถูกดราฟท์ท์เข้ามาเล่นใน NBA เขาเล่นลีกอาชีพที่เยอรมันบ้านเกิด และสวมใส่เบอร์ 14 ซึ่งเป็นหมายเลขที่เขายึดถือมาโดยตลอด ซึ่งเมื่อได้เข้ามาเล่นใน NBA กับ ดัลลัส แมฟเวอริกส์ เขาก็อยากใส่หมายเลข 14 ที่เคยใส่มาตลอด แต่ในตอนนั้น โรเบิร์ต แพค การ์ดจ่ายของทีมที่อยู่มาก่อนกำลังใส่เบอร์นี้อยู่ ซึ่งแพคนั้นก็พอทราบความต้องการของเดิร์ก แต่ก็ได้ปฏิเสธผ่านสื่อไปว่า “เขาเพิ่งเข้ามาในลีก ยังเป็นรุกกี้ เขายังไม่สามารถเลือกอะไรได้ ผมจะใส่เบอร์นี้ของผมต่อไป”

ซึ่งเดิร์กนั้นก็ดูเหมือนจะพอเข้าใจ แม้ว่าเจ้าตัวจะรักหมายเลข 14 ขนาดไหนก็ตาม แต่ขึ้นชื่อว่ารุ่นพี่รุ่นน้อง ธรรมเนียมต่างๆ มันก็ต้องมีอยู่บ้าง เขาจึงเลือกที่จะเอาหมายเลข 14 สลับกัน เป็นเบอร์ 41 “มันก็เหมือนกันแหละผมว่า มีเลข 1 กับเลข 4” และมันก็ได้เป็นเบอร์ที่สร้างตำนานให้กับเดิร์กมาจนถึงทุกวันนี้


Photo : basketballforever.com

เหตุผลแปลกๆ การสลับเลข นอกจาก เดิร์ก โนวิตซ์กี้ แล้ว ดไวท์ ฮาเวิร์ด ก็ใช้เหตุผลเดียวกัน เพราะฮีโร่ของฮาเวิร์ดคือ เควิน การ์เน็ตต์ ที่สวมใส่หมายเลข 21 (สมัยอยู่กับ มินนิโซต้า ทิมเบอร์วูลฟ์ส) แต่เมื่อฮาเวิร์ดดราฟท์เข้ามาสู่ทีม แมจิค แม้ว่าจะปลื้มการ์เน็ตขนาดไหนก็ตาม เขาก็อยากจะสร้างตำนานใหม่ แต่ยึดถือการ์เน็ตต์เป็นต้นแบบ ฮาเวิร์ดจึงเลือกใช้วิธีการสลับเลขเหมือนที่เดิร์ก โนวิตซ์กี้ใช้ ด้วยการสลับหมายเลข 1 มาไว้ข้างหน้า กลายเป็นเบอร์ 12 และใช้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเพื่อสร้างตำนาน


Photo : www.zimbio.com

แต่ถึงเขาจะปลื้ม เควิน การ์เน็ตต์ จนเลือกใส่หมายเลขที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก เคจี ในรอบชิงชนะเลิศของสายตะวันออกเกมส์ที่ 6 ระหว่าง บอสตัน เซลติกส์ กับ ออร์แลนโด้ แมจิค ปี 2010 การ์เน็ตต์ก็ได้ต่อยเข้าใส่แขนฮาเวิร์ดไปสองสามทีเพราะถูกประกบติดหนึบจนกรรมการเป่าฟาล์ว ทำเอาฮาเวิร์ดนั้นถึงกับอุทานว่า ไม่น่าเชื่อว่าไอดอลที่เขาปลื้มจะร้ายกาจและโหดถึงขนาดนี้

 

เมื่อคนดลใจ

นอกจากเหตุผลแปลกๆ แล้ว นักบาส NBA หลายคนเลือกหมายเลขเพราะได้แรงบันดาลใจจากคนที่เขายึดถือเป็นต้นแบบจากรุ่นสู่รุ่น แม้แต่ เลบรอน เจมส์ โคตรนักบาสของเลเกอร์ส ก็ใช้เหตุผลจากแรงบันดาลใจในเลือกเบอร์เสื้อ


Photo : hoopshabit.com

เลบรอนนั้นสวมใส่หมายเลข 23 เพราะ ไมเคิล จอร์แดน ซึ่งเป็นฮีโร่ที่เขาเฝ้าดูมาตั้งแต่ยังเด็ก ในช่วงที่เรียนไฮสคูล เลบรอนก็ใส่หมายเลข 23 ตาม ไมเคิล จอร์แดน และเมื่อถูกดราฟท์เข้า NBA เมื่อปี 2003 เขาก็ใส่เบอร์ 23 กับ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ด้วยเหตุผลที่ว่า “เป็นเบอร์ที่จอร์แดนใช้”

แต่ตอนที่เลบรอนย้ายไปเล่นที่ ไมอามี่ ฮีต เขาไม่สามารถจะใส่หมายเลข 23 ได้ เพราะฮีตได้รีไทร์เบอร์ดังกล่าวให้กับ ไมเคิล จอร์แดน ทำให้ไม่มีผู้เล่นคนใดในฮีตสามารถใส่หมายเลข 23 ได้ ทั้งๆ ที่จอร์แดนไม่เคยเล่นให้กับฮีตแม้แต่นัดเดียว (ทีมให้เหตุผลในการรีไทร์ว่าเป็นการคารวะตำนานของ NBA) เลบรอนจึงได้เลือกที่จะใส่หมายเลข 6 เบอร์เสื้อฮีโร่ของจอร์แดนและของเขาอีกคน …  จูเลียส เออร์วิ่ง “จูเลียส เออร์วิ่ง เป็นฮีโร่อันดับ 2 ของผมเลย ผมจึงใส่เบอร์นี้ และลูก คนแรกของผมก็เกิดวันที่ 6 ตุลาคมด้วย ผมว่าเลข 6 จึงเหมาะกับผมในการเล่นให้ฮีต”


Photo : addicted2success.com

อิทธิพลของ จูเลียส เออร์วิ่ง กับหมายเลข 6 นั้นไม่ได้มีแค่เฉพาะ เลบรอน เจมส์ เท่านั้น อัลเลน ไอเวอร์สัน ยอดการ์ดของ ฟิลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอร์ส ที่ปกติใส่หมายเลข 3 ก็มีไอดอลอีกคนคือ จู เลียส เออร์วิ่ง “ผมมีแผนที่จะสวมใส่เสื้อหมายเลข 6 ในเกมส์ออลสตาร์ (ปี 2002) เพื่อยกย่อง และเป็นเกียรติให้แก่ จูเลียส เออร์วิ่ง มันรู้สึกดีมากๆ แต่ปัญหาคือหลังเกมออลสตาร์ ลูกผมได้แต่ถามผมว่าทำไมถึงไปใส่หมายเลขของคนอื่น ผมได้แต่อธิบายเขาไป มันเป็นเกียรติกับผมมากๆ ที่ได้สวมใส่เบอร์นี้” ไอเวอร์สันกล่าวถึงเหตุผลที่สวมใส่เบอร์ 6 ซึ่งเป็นครั้งเดียวในชีวิต เพราะซิกเซอร์สได้รีไทร์เสื้อเบอร์นี้ไปแล้ว แต่อนุญาตให้ใช้ได้เป็นกรณีพิเศษ

แรงบันดาลใจในการเลือกเบอร์จากผู้เล่น จากรุ่นสู่รุ่นก็มีมาเรื่อยๆ โดโนแวน มิชเชล ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยในตอนเด็กๆ นั้นคุณพ่อของเขาเปิดคลิป ไมเคิล จอร์แดน สมัยกลับมาจากการรีไทร์หนแรกที่สวมใส่เบอร์ 45 รวมถึงคุณพ่อเขาเคยพามิชเชลไปดูเกมส์เบสบอลที่จอร์แดนแข่ง ซึ่งในตอนนั้นจอร์แดนก็ใส่เบอร์ 45 เช่นกัน และมันทำให้เขาอยากเป็นอย่างจอร์แดน เมื่อเข้ามาเล่นใน NBA มิชเชล จึงเลือกที่จะใส่หมายเลข 45 ให้กับ ยูทาห์ แจ๊ส

เหตุผลของมิชเชลนั้นก็จะคล้ายๆ กับ กอร์ดอน เฮย์เวิร์ด ฟอร์เวิร์ดของเซลติกส์ที่ใส่หมายเลข 20 โดยเจ้าตัวเผยว่า “ผมเลือกที่จะใส่หมายเลข 20 เพราะผมมีฮีโร่ที่ผมติดตามมาตั้งแต่เด็กๆ คือ มานู จิโนบิลี่ เขาเป็นคนขาวที่เก่งโคตรๆ ผมเฝ้าดูเขามาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว และคิดว่าการใส่เบอร์ 20 มันจะทำให้ผมอ่านเกมเก่ง และเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมเหมือนเขา”


Photo : sports.yahoo.com

ชอว์น แมเรี่ยน ก็เป็นอีกคนที่มีเหตุผลในการใส่เสื้อเพราะมีไอดอลเป็นแรงบันดาลใจ “ผมเลือกใส่หมายเลข 31 เพราะผมชอบ เรจจี้ มิลเลอร์ มากๆ เขาคือตัวชู๊ตที่ดีที่สุดในใจผม ผมหวังว่าผมจะต้องยิงแม่นและมีท่ายิงที่สวยเหมือนเขา” แต่อนิจจา แม้ ชอว์น แมเรี่ยน จะเล่นเจ๋งจนติดออลสตาร์ก็จริง แต่ท่ายิงและความแม่นนั้นไม่ได้ใกล้เคียงกับมิลเลอร์เลย แถมถูกโหวตว่าเป็นผู้เล่นที่ท่าชู๊ตแปลกที่สุดคนนึงด้วย

ขณะที่ แดนนี่ เกรนเจอร์ อดีตผู้เล่นของ อินเดียน่า เพเซอร์ส ทีมเดียวกับมิลเลอร์ก็เช่นเดียวกัน เขาใส่หมายเลข 33 เพราะเขามีฮีโร่คือ สก๊อตตี้ พิพเพ่น “เมื่อตอนผมอายุ 9 ขวบ คนที่ผมดูมาตลอดคือ สก๊อตตี้ พิพเพ่น เขาโคตรเก่ง เล่นได้ทุกแบบ และเกมรับเยี่ยมมากๆ ผมเลยตั้งใจมาตลอดว่า ถ้าเข้าเล่นในลีกเมื่อไรผมจะใส่หมายเลข 33 เหมือนกับเขา”

 

เครื่องเตือนใจ

การเลือกเบอร์เสื้อบางทีมันก็มีอะไรมากกว่าแรงบันดาลใจจากไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบ มันอาจจะมาจากความเก็บกด ความต้องการที่จะปลดปล่อยบางสิ่งบางอย่างก็ได้


Photo : www.reddit.com

กิลเบิร์ต อารีนาส หรือ เอเจนต์ซีโร่ การ์ดระดับออลสตาร์ของ วอชิงตัน วิซาร์ดส์ เลือกใส่หมายเลข 0 เพราะมีที่มาที่ไปแบบคับแค้นใจ โดยตอนได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแอริโซน่า เขาอยากจะใส่หมายเลข 25 แต่ก็ไม่สามารถจะใส่มันได้ เพราะ สตีฟ เคอร์ เฮดโค้ชของ โกลเด้นสเตท วอริเออร์ส เคยใส่หมายเลข 25 ในอดีต และมันถูกแขวนไว้ไม่มีใครสามารถใส่ได้ “ผมรู้ทันทีเลยว่าไม่สามารถใส่เบอร์นี้ ได้ ผมจึงเลือกใส่เบอร์ศูนย์แทน มันมาจากอะไรนะเหรอ มันมาจากคนหลายคนนั้นต่างดูถูกผม ต่างบอกว่าแม้ว่าผมจะเข้าเรียนที่นี่ แต่ผมก็ไม่ได้ลงเล่นสักนาทีหรอก พวกเขาดูถูกผม ผมจึงจะแสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่แบบนั้น นั่นเป็นที่มาของหมายเลขศูนย์” และด้วยความคับแค้นใจ อารีนาส ก็พัฒนาฝีมือตนเองภายใต้หมายเลข 0 จนก้าวสู่การเป็นดาวดังของ NBA ในที่สุด

ซึ่งความคับแค้นใจ หรือเหตุผลบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับไอดอลนั้น เควิน ดูแรนท์ ก็เป็นหนึ่งในคนที่หยิบมันมาแสดงออกผ่านหมายเลขเสื้อเช่นเดียวกัน โค้ชคนแรกของเควินคือ ชาร์ลส์ เคร็ก นั้นถูกยิงเสียชีวิตในผับเมื่ออายุ 35 ปี เขาจึงเลือกเบอร์นี้เพื่อแสดงความเคารพต่อคนที่รักเสมือนพ่อ ทำให้เขารู้จักบาสเกตบอล รู้จักการใช้ชีวิต และรู้จักโลก “เขามีความหมายกับผมมาก ผมเสียใจมากที่เขาต้องจากไปก่อนวัยอันควรเมื่ออายุ 35 ผมจึงเลือกใช้หมายเลขนี้กับเสื้อของผม เพราะมันทำให้เสมือนว่ามีเขาอยู่ข้างๆ ผม”


Photo : thecomeback.com

ซึ่งก็เหมือนอดีตทีมเมทเขาสมัยอยู่กับ โอกลาโฮม่าซิตี้ ธันเดอร์ อย่าง “Why Not” รัสเซล เวสบรูค ที่เลือกใส่หมายเลข 0 โดยเจ้าตัวบอกว่า เลขนี้ไม่ใช่เลขปกติ มันป็นเลขพิเศษที่มากกว่าตัวเลข เมื่อก้าวผ่านบางอย่าง มันจะทำให้คุณสามารถก้าวต่อๆ ไปได้เพราะผ่านศูนย์คือจุดสตาร์ทแล้ว และนั่นเป็นเหตุผลแห่งการขับเคลื่อนที่มีพลังของเวสบรูคจนเป็นราชาทริปเปิ้ลดับเบิ้ลได้ในปัจจุบัน

ในปัจจุบัน หมายเลขเสื้อที่มีคนใส่มากที่สุดคือหมายเลข 3 อยู่ที่ 29 คน รองลงมาคือหมายเลข 1 และ 24 ที่ 25 คนและ 24 คนตามลำดับ แต่หมายเลขสูงสุดที่สามารถใส่ได้คือ 99 กลับมีผู้เล่นคนเดียวที่สวมใส่คือ เจย์ คราวเดอร์ จาก ยูทาห์ แจ๊ส “มันโคตรเท่เลยสำหรับ เบอร์นี้ผมหวังว่าคนที่เห็นจะชอบเพราะมันไม่เหมือนใคร และมีความหมายมาก เพื่อนสนิทของผม ราชอน รอนโด สวมใส่หมายเลข 9 และผมชอบหมายเลขนี้อยู่แล้ว ผมจึงเบิ้ลมันเข้าไปอีกด้วย” คราวเดอร์กล่าวถึงที่มาของหมายเลข 99


Photo : www.sltrib.com

ด้วยเรื่องราวที่กล่าวมา เบอร์เลขที่ด้านหลังเสื้อสำหรับนักกีฬาจึงเป็นอะไรที่มากกว่าเบอร์ มันมีทั้งแรงบันดาลใจ ความรู้สึกนึกคิด และความต้องการอยากที่จะเป็น แต่ไม่ว่าเลขไหนก็ตาม เชื่ออย่างนึงเถอะว่า สิ่งเหล่านั้นจะเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ยอดผู้เล่นหรือนักกีฬาทุกๆ คนมีความเชื่อที่จะเป็น และเมื่อกล้าเชื่อแล้ว ก็จะสามารถที่จะพัฒนาตัวเองไปถึงจุดหมายได้



ชื่นชอบบทความนี้ของ : วัชรินทร์​ จัตุชัย​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง