mainstand

Voice of People

Losers : สารคดีที่เล่าเรื่องของผู้แพ้ในโลกกีฬาที่กองเชียร์อาจไม่เคยเข้าใจ



ความโหดร้ายของสังคมโลกวันนี้ คือการแข่งขันแบบแพ้คัดออก ซึ่งเกิดขึ้นในทุกจังหวะของชีวิต ชัยชนะคือทุกอย่าง ไม่มีที่ว่างให้ยืนสำหรับคนแพ้ 

แต่เมื่อตำแหน่งที่ใฝ่ฝันถูกสร้างไว้อย่างจำกัด ความพ่ายแพ้จึงกลายเป็นสิ่งที่เราพบจนชินชา แต่ถึงแม้เจอกันบ่อยแค่ไหน ทำไมเราถึงรับมือกับมันไม่ได้เลยสักครั้ง?  

บ่อยครั้งที่เราสู้แบบหมดหน้าตัก สู้แบบหลังชนฝา แต่กลับไม่เคยเข้าไปใกล้การเป็นผู้ชนะ และสิ่งที่ได้กลับมาคือการถูกตราหน้าว่าเป็นผู้แพ้ เมื่อเส้นแบ่งระหว่างสองฝั่งห่างเกินไป เราคงยอมทำใจว่า อาจต้องพบเจอกับความพ่ายแพ้ไปทั้งชีวิต เมื่อต้องใช้ชีวิตร่วมกันกันไปอีกนาน แล้วจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรให้มีความสุข?  และนี่คือสิ่งที่ ซีรี่ส์สารคดี Losers บอกว่าคนเราว่า “ไม่จำเป็นต้องชนะเสมอไป เมื่อความพ่ายแพ้ ก็สามารถสอนให้เราเข้าใจชีวิตได้เหมือนกัน”

 

 

รู้จักกับไอ้ขี้แพ้

Losers หรือในชื่อภาษาไทยเรื่อง “แพ้บ้าง..ก็ได้” คือซีรีส์สารคดีจำนวน 8 ตอน ออกฉายในปี 2019 พร้อมกันทุกตอนทาง Netflix เล่าชีวิตของนักกีฬา ตั้งแต่การแข่งขันระดับโลก อย่าง ฟุตบอล, มวยสากล และ กอล์ฟ ไปจนถึงเรื่องราวท้องถิ่นระดับภูมิภาค อย่าง เคอร์ลิง ของแคนาดา หรือ สุนัขลากเลื่อน จากอลาสกา

สิ่งที่สารคดีชุดนี้แตกต่างออกไป คือ พวกเขาไม่ได้เล่าเรื่องของผู้ชนะ อย่างที่หลายๆสารคดีนำเสนอ แต่กลับถ่ายทอดเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตาของคนแพ้ ซึ่งพบกับความล้มเหลวในการเล่นกีฬา

“พ่อผมเป็นแฟนตัวยงของมูฮัมหมัด อาลี และความทรงจำแรกของผมในวัยเด็ก คือการดูคนสองคนชกกันในทีวี และมันน่ากลัวครับ สำหรับผม มวยไม่ใช่กีฬา มันคือการเอาชีวิตรอดที่ดิบเถื่อน”

“แต่เขาอยากให้ลูกชาย ซึ่งก็คือผม เป็นมูฮัมหมัด อาลี คนต่อไป” ไมเคิล เบนท์ ย้อนรำลึกไปยังช่วงเวลาที่เขายังเป็นเด็กน้อยในย่านควีนส์ เมืองนิวยอร์ค ตอนนั้น เขาไม่จำเป็นต้องทำอะไรนอกจากนั่งดูทีวี เรียนรู้กีฬาอันโหดร้ายนี้ เพื่อสานฝันของพ่อ ที่อยากเห็นลูกชายเป็นนักมวยอาชีพ

“ผมไม่ชอบโดนชกที่หัวเลย แต่พ่อไม่สนใจเลยสักนิด เพราะพ่ออยากให้ผมเป็นนักมวย เขาพยายามจะสัมผัสประสบการณ์นั้นผ่านผม พ่อผม เขาไม่เคยต้องการจะสอนผม เขาแค่อยากจะควบคุมผม” เบนท์พูดถึงสาเหตุที่เขาไม่มีสิทธิ์เลือกทางเดินในชีวิต

ไม่ใช่ทุกคนที่เดินสู่เส้นทางแห่งความพ่ายแพ้ โดยที่ตนเองไม่ได้เลือก “แจ็ค ไรอัน” ชายหนุ่มจากย่านบรูคลิน หลงรักบาสเกตบอลตั้งแต่จำความได้ และใช้เวลาทั้งหมดในช่วงชีวิตวัยรุ่น ไปกับการชูตบอลลงห่วง 

“ผมหลงใหลบาสเกตบอลมากถึงขั้นที่ ผมไปเข้านอนและตื่นมา ตีหนึ่ง ตีสอง ตีสาม ผมเข้าไปในห้องน้ำและเปิดหน้าต่าง เพื่อโดดโลงในเพิง จากนั้นก็กระโดดข้ามรั้ว แล้วผมจะเดินผ่านบ้านสองหลังนี้ ตรงไปที่สนามบาส”

“จากนั้นก็ไม่รู้สิ แค่อยู่ที่นั่นเป็นชั่วโมง เพื่อเลี้ยงลูก หรือ ชูต จากนั้นก็กลับบ้านและเข้านอน ไม่มีใครรู้ว่าผมออกไป” ไรอันเปิดเผยกับสารคดี


photo : Vimeo

ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยความขื่นขม หรือ สำราญใจ ทั้งคู่เดินหน้าเข้าสู่เส้นทางนักกีฬาอย่างเต็มตัว แถมทำได้ดีกันเสียด้วย 

เบนท์ ชนะการแข่งขันโกลเดนโกลฟ์ แชมเปี้ยนชิป รายการมวยท้องถิ่นแห่งนิวยอร์คได้ 4 สมัย พ่วงกับผลงานแชมป์ระดับประเทศอีกห้าสมัย เรื่องที่เกิดขึ้นดูห่างไกลจากสิ่งที่เขาต้องการ นั่นคือการไม่ชกมวย เมื่อสุดท้ายเขากลายเป็นดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองของวงการมวยอาชีพ ตามที่คุณพ่อตั้งใจ

“ผมไม่เคยอยากชกมวยอาชีพเลย แต่เหตุผลที่ผมไปชกมวยอาชีพ เพื่อออกไปให้พ้นจากบ้านของพ่อ” เบนท์เปิดเผยถึงเหตุผลที่เขาเลือกเดินหน้าทำในสิ่งที่ไม่ได้รักแม้แต่นิดเดียว

ขณะเดียวกัน ไรอัน เติบโตมาเป็นเด็กสุดห่ามและเลือดร้อน เขาระเบิดพรสวรรค์ในกีฬายัดห่วงให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับมัธยม จน ลู คาร์เนเซ็คคา หัวหน้าโค้ชมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น คนดังในวงการบาสเกตบอลของนิวยอร์ค ต้องมาดูเขาเล่นเป็นการส่วนตัว

“คนลือกันว่าคาร์เนเซคคา มาที่นี่ วันนั้นคนเต็มสนามเลยครับ และผมลงไปเล่นในเกมนั้น ทำแต้มไป 44 คะแนน ชูตพลาดแค่สาม หรือไม่ก็สี่ลูก” แจ็ค ไรอัน พูดถึงหนึ่งในวันที่ดีที่สุดของชีวิต

“คาร์เนเซคคา บอกว่า ใช่ หมอนี่น่าจะเป็นตัวชูตที่เก่งที่สุดในชีวิตนี้” เทิร์ก กุมุสเดเร เพื่อนสนิทของไรอัน เปิดเผยถึงสิ่งที่ผู้คนพูดถึงกันในวันนั้น 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางที่รอทั้งคู่อยู่เบื้องหน้า ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาหวังไว้...

ลิ้มรสความปราชัย

“คุณอาจจะมีความสามารถรอบด้าน แต่ถ้าคุณไม่พามันไปในทิศทางที่ถูกต้อง ถ้าคุณไม่มีคนที่คอยหาผลประโยชน์ที่ดีที่สุดให้คุณ คุณก็เจ๊ง” คำกล่าวของ มิกกีย์ รูร์ก อดีตนักมวยผู้ผันตัวเป็นดาราฮอลลีวูด อธิบายถึงชีวิตของ แจ็ค ไรอัน ได้ดีที่สุด


photo : 
USA Today

ความไร้ระเบียบวินัย และ พฤติกรรมอันย่ำแย่ของในสนาม ทำให้บรรดาแมวมองที่เคยสนใจเขาหายไป บวกกับ ผลการเรียนที่ตกต่ำ ไรอัน จึงต้องพลาดมหาลัยที่หวังไว้ และถูกส่งไปทั่วประเทศ เพื่อหาโค้ชคนใหม่ที่จะรับมือกับพฤติกรรมของเขาไม่ไหว

“นั่นเป็นครั้งแรกที่อยู่ไกลบ้าน สาวๆ เหล้ายา ผมบ้าไปเลย” แจ็คย้อนความหลังในช่วงเข้าเรียนที่โอไฮโอ ก่อนถูกไล่ออกจากทีมตั้งแต่ยังซ้อมกับทีมได้ไม่ถึงครึ่งปี

เมื่อหมดหวังในการเล่นระดับมหาวิทยาลัย ไรอัน หวนสู่ชีวิตคนปกติอีกครั้ง เขาจบลงด้วยการทำงานที่ตลาดปลา ใช้เวลาว่างไปกับการอาบแดด นอนในสระน้ำ และเล่นบาสที่สนามหลังบ้าน ยุติความฝันในการเป็นนักกีฬาอาชีพไว้เพียงเท่านี้

ขณะเดียวกัน ไมเคิล เบนท์ ไม่ได้ไปไกลกว่ากันเท่าไร ในเส้นทางของตัวเอง เขาขึ้นชกอาชีพไฟต์แรก กับนักชกโนเนมอย่าง เจอร์รี โจนส์ ซึ่งผลลัพธ์คือ เขาแพ้น็อคแบบหมดสภาพ สิ้นราคาแชมป์สมัครเล่นห้าสมัย


photo : Netflix.com

“สิ่งที่น่าอับอายที่สุดในชีวิตนักมวย คือการโดนน็อคเอาท์ต่อหน้าประชาชี” เบนท์ยืนยันว่าความพ่ายแพ้ไม่ใช่เรื่องหอมหวานสำหรับเขา

หลังล้มเหลวในเส้นทางที่ไม่ได้เลือก เบนท์กลับคืนสู่ชีวิตเดิมที่ ควีนส์ ก่อนพบว่าทุกอย่างรอบตัวเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง

“ผมไม่เคยเจอความหม่นหมองขนาดนั้นมาก่อน ผมรังเกียจตัวเอง ผมถูกรายล้อมด้วยผู้คนที่ซุบซิบเกี่ยวกับผม แบบ ไอ้มืดจากนิวยอร์ค แชมเปี้ยนห้าสมัย โดนน็อคตั้งแต่ยกแรกว่ะ”

“ผมจำได้ว่าวันหนึ่งมีใบสั่งมาเสียบอยู่หน้ารถผม ทั้งที่ผมจอดอยู่ในที่ที่ดีและเหมาะสม ไม่ได้ผิดกฎจราจรอะไรเลย พอหยิบขึ้นมาดู ใบสั่งมันเขียนว่า ‘เฮ้ ไมเคิล เบนท์ โดนน็อคตั้งแต่ยกแรกเลยเหรอวะ’” เบนท์เผยถึงสิ่งเขาต้องเจอหลังโดนตราหน้าเป็นไอ้ขี้แพ้

ไม่ใช่แค่นักกีฬาชายที่ต้องแบกรับความเจ็บปวด เซอร์ยา โบนาลี อดีตแชมป์โลกตีลังกาเยาวชน ผู้ผันตัวเข้าสู่การแข่งขันสเกตลีลา และแจ้งเกิดจากการคว้าแชมป์เฟรนช์ เนชั่นแนล แชมเปียนชิป ตั้งแต่อายุ 16 ปี กลับต้องเจอกับอุปสรรคใหญ่ในระดับนานาชาติ เมื่อท่าไม้ตายที่เธอคิดขึ้นมา ไม่ได้รับการยอมรับจากกรรมการ

“เธอตีลังกากลับหลัง มันบ้ามาก คุณก็รู้นะ ฉันอาจจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักสเกตที่เก่งมาก แต่ไม่มีทางที่ฉันจะลองทำอะไรแบบนั้นเด็ดขาด เราหมุนตัวแบบที่เคยทำกัน และเราไม่หมุนตัวกันแบบอื่น” ทารา ลิปินสกี้ นักสเกตลีลาชาวสหรัฐ เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกปี 1998 ยืนยันว่าสิ่งที่เซอร์ยาทำผิดไปจากธรรมเนียมเดิม

ไม่เพียงแค่สิ่งที่แสดงออกในสนามจะทำให้กรรมการไม่ประทับใจ ภาพลักษณ์ในการเป็นนักสเกตผิวสีของเธอ ทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีก การแสดงของเธอถูกวิจารณ์ผ่านสื่อบ่อยครั้ง และนักพากย์ยังใช้คำพูดบางอย่าง เพื่อเรียกเธอว่าเป็นผู้เข้าแข่งขันที่แตกต่างจากคนอื่น


photo : 
Compete Magazine

“มีความคิดเรื่องเจ้าหญิงน้ำแข็ง ซึ่งเป็นผู้หญิงผมบางผิวขาว เซอร์ยาทำลายขนบธรรมเนียมดังกล่าว เธออยู่นอกกรอบนั้น เธอมีสิ่งที่แตกต่างมานำเสนอ และผมคิดว่ามันยากสำหรับกรรมการ ที่จะระบุคุณค่าของสิ่งนั้นและประเมินมัน” ปีเตอร์ บีเวอร์ เจ้าของเหรียญทองสเกตลีลาชาวสหรัฐ ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลของมาตรฐานที่แตกต่างไปในการตัดสิน

“ในกีฬานี้ วิธีการที่คุณแสดงตัวเองนั้นสำคัญมาก กรรมการ พวกเขามีภาพที่ต้องการอยู่ในใจอยู่แล้ว เชื้อชาติซึ่งเป็นปัญหา คือสิ่งที่มีอยู่จริง และไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ ความจริงก็คือมันมีอยู่”


ด้วยเหตุนี้ เซอร์ยา จึงไม่เคยรับความเป็นธรรม ในกีฬาที่ตัดสินด้วยสายตาจากกรรมการ ไม่ว่าเธอจะแสดงผลงานที่ยอดเยี่ยมแค่ไหนออกมา การแข่งขันเวิลด์แชมเปี้ยนชิป ปี 1993 เซอร์ยา แสดงท่ากระโดดสามรอบ 7 ครั้ง และ กระโดดต่อเนื่อง 1 ครั้ง แต่ เธอกลับได้แค่เหรียญเงิน ขณะที่ผู้ชนะการแข่งขัน อย่าง ออคซานา ไบอุล ไม่ได้ทำท่าต่อเนื่องเลยแม้แต่ครั้งเดียว
 
ชนะเท่านั้นที่โลกต้องการ

เมื่อผู้แพ้ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ไมเคิล เบนท์ จึงหันหน้าเข้าสู่กีฬาที่เขาเกลียดอีกครั้ง เพื่อทวงคืนศักดิ์ศรี และ ความภาคภูมิใจของตัวเองกลับคืนมา

“เขาทุ่มเทให้กับอาชีพของเขา 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นผู้แพ้ เขาระบายความทุกข์ให้ผมฟัง เขาไม่มีไฟต์ชก เขาหาผู้จัดการไม่ได้ เขาไม่ได้ชกมวยอีก หลังจากชกไปแค่ไฟต์เดียว” สแตน ฮอฟมัน ผู้จัดการนักมวยอาชีพ เล่าถึงตอนที่เขาพูดคุยกับเบนท์ครั้งแรก

“ผมเลยบอกเขาว่า ผมจะเซ็นสัญญากับคุณ มาเสี่ยงกัน” ด้วยเหตุนี้ เบนท์ตั้งใจเต็มที่เพราะไม่อยากแพ้เป็นครั้งที่สอง เขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยม เดินหน้าชนะสิบไฟต์รวด จนมีโอกาสได้ขึ้นไปท้าชิงแชมป์ WBO เฮฟวี่เวท กับ ทอมมี่ มอร์ริสัน เจ้าของฉายา “ไมค์ ไทสัน ผิวขาว”

 

ก่อนที่ ไมเคิล เบนท์ มวยรองในไฟต์ดังกล่าว จะทำในสิ่งที่เหลือเชื่อ ด้วยการน็อค ทอมมี่ มอร์ริสัน ลงไปกองกับพื้น ตั้งแต่ยกแรก คว้าแชมป์โลกเฮฟวี่เวทมาครองได้แบบช็อคโลก

“ผมชูมือขึ้นเลย” เบนท์เล่าความรู้สึกในวินาทีที่เขาได้เป็นแชมป์โลก “ผมงัดฟันยางออกมา และ โยนออกไปเลย ใช่ ไปตายซะ เอาละ ตอนนี้คุณรักผมหรือยัง”

ไม่แตกต่างจาก เบนท์ ซึ่งต้องการเป็นที่รักจากคนรอบข้าง เซอร์ยา โบนาลี เอง ต้องการความรักจากกรรมการสเกตลีลา 

ด้วยเช่นกัน เธอปรับทัศนคติในการแข่งขันใหม่ เริ่มแต่งตัวตามธรรมเนียม ตีลังกาน้อยลง และ นอบน้อมต่อผู้ให้คะแนนมากขึ้น ด้วยความหวังว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเองเหล่านี้ จะทำให้เธอใกล้เหรียญทองมากขึ้น เพราะในโลกกีฬา หากไม่ได้เป็นผู้ชนะชนะ ก็ไม่มีใครจดจำ

“ฉันรู้ว่าทุกปี ทุกครั้งฉันจะไปและแสดงท่าใหม่ มันยากมากแล้วฉันจะคิดว่า คราวนี้กรรมการจะถูกใจหรือเปล่านะ เราจะพลาดอีกไหม มันดีหรือเปล่า เรามาถูกทางหรือเปล่า” เซอร์ยาพูดถึงความกดดันในการแข่งขัน เมื่อมาตรฐานการให้คะแนนที่เธอได้รับ แตกต่างออกไปจากคนอื่น

อย่างไรก็ตาม ความพยายามของเซอร์ยาไม่เป็นผล ในรายการเวิล์ดแชมเปี้ยนชิป 1994 เซอร์ยาได้ผลงานเป็นอันดับสองอีกครั้ง แม้จะทำผลงานในสนามได้ดีมากกว่า


photo : 
ESPN.com 

แต่คราวนี้เธอรับความผิดหวังไม่ได้อีกต่อไป เธอทำการประท้วงต่อผลการตัดสิน ด้วยการเข้าพิธีมอบเหรียญช้ากว่ากำหนด โบกมือกับผู้ชมราวกับว่าตัวเองชนะ และ ไม่ขึ้นไปยืนบนแท่นรางวัล ก่อนถอดเหรียญเงินที่เธอได้รับออกทันที ต่อหน้าผู้ชมทั่วโลกที่ดูเธอผ่านการถ่ายทอดสด

“ผมไม่คิดว่าเธอคือผู้แพ้ที่เจ็บแค้น ผมคิดว่าเธอเบื่อหน่ายระบบแล้ว” ปีเตอร์ บีเวอร์ ชี้เห็นสาเหตุการกระทำของเซอร์ยา

 “คุณจะพูดว่าเธอไม่มีน้ำใจนักกีฬาก็ได้ หรือคุณอาจจะมองให้ลึกลงไป แล้วคุณจะเห็นว่ามีนักกีฬาที่ท้อแท้คนหนึ่ง ที่หมุนตัวสามรอบได้มากกว่า ทำท่าต่อเนื่องกว่า ผมว่าเหรียญทองยังไม่สำคัญเท่าระบบที่พังหรอกครับ เราต้องการความช่วยเหลือ”
 

เพราะเป็นผู้แพ้ จึงเจ็บปวด

“มันเศร้าแต่มันก็เป็นความจริง เราฝึกซ้อมกันมาหลายปี หลายชั่วโมง ทุกวัน ซ้อมในความเหน็บหนาว และเมื่อคุณพลาดมันก็น่าท้อใจ ในฐานะนักกีฬาผิวดำ ฉันคิดว่าเราต้องทำให้ดีมากกว่านี้ หน้าที่ของฉันคือต้องทำให้ไร้ที่ติ ต้องแน่ใจว่ามันออกมา 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่แค่ 60 หรือ 80 แต่มันไม่ได้ผลค่ะ มันต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า”

แม้จะรู้ว่าการตัดสินที่เกิดขึ้นนั้นไม่เป็นธรรม แต่เซอร์ยายังไม่หมดหวังที่จะเอาชนะต่อไป เธอทำงานหนักขึ้นและหนักขึ้น เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่ามีค่าไม่น้อยกว่าใคร แต่ความจริงคือ ยิ่งเธอฝืนมากเท่าไหร่ เธอยิ่งเข้าใกล้ความพ่ายแพ้มากเท่านั้น

“เซอร์ยาไม่มีทางเป็นเหมือนแม่พิมพ์เจ้าหญิงน้ำแข็งได้เลย และผมก็คิดว่าเธอรู้เรื่องนั้นดี ทางเลือกที่ดีที่สุดของเธอ จึงเป็นการผลักดันตัวเองด้านกีฬา ด้วยการทำท่าที่ยกมากๆ เช่นการหมุนตัวสามรอบให้เป็นชุดและต่อเนื่อง นั่นคือความหวังเดียวของเธอ เพราะเธอไม่มีวันเป็นสิ่งที่เธอไม่ได้เป็นได้เลย” ปีเตอร์ บีเวอร์ ยอมรับว่าเซอร์ยาไม่มีวันได้รับความยอมรับในวงการสเกตลีลา


photo : City Pages

เฉกเช่นเดียวกับ ไมเคิล เบนท์ หลังกู้ศักดิ์ศรีคืนมาได้ในการคว้าแชมป์โลก ตัวเขาไม่ต้องการที่จะชกมวยอีกต่อไป เพราะได้บรรลุถึงเป้าหมายที่กลับคืนสังเวียนแล้ว

“ผมรู้ลึกๆอยู่ในใจว่าผมไม่เหมาะที่จะเป็นแชมป์รุ่นเฮฟี่เวท” เบนท์ยอมรับในเรื่องนี้ “ถ้าผมมีโอกาส ที่จะเลิกชกมวยหลังจากชนะทอมมี่ มอร์ริสัน ผมจะไม่กลับไปยุ่งกับการชกมวยเลย”

แต่หลังเสือเมื่อขึ้นแล้ว ย่อมลงลำบาก เบนท์ จำเป็นต้องขึ้นชกป้องกันแชมป์อย่างหมดไฟ กับ เฮอร์บี ไฮด์ นักชกไร้พ่ายฝีมือดี เขาถูกน็อคในยกที่ 7 ของการแข่งขัน เสียแชมป์โลก ตั้งแต่การป้องกันครั้งแรก 

เบนท์ไม่รู้มาก่อนว่า นี่คือไฟต์สุดท้ายในอาชีพการชกมวยของเขา เมื่อสมองของได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง จนหมอไม่อนุญาตให้ขึ้นสังเวียนอีก 

อย่างไรก็ตาม เบนท์ ไม่ได้เจ็บปวดที่พ่ายแพ้ หรือ หมดโอกาสแก้ตัวบนสังเวียน เพราะนี่คือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในชีวิต เพียงแค่มีบางอย่างที่เกิดขึ้นตามมา และยังทำให้เขาเจ็บปวดจนถึงทุกวันนี้

“ตอนนั้นพ่อผมอยู่ที่ฟลอริดา และผมได้ยินคนพูดว่า หลังจากดูการชก แล้วได้ข่าวว่าผมโคม่า เขาพูดว่า ดี ให้ลิ่มเลือดอุดตันมันตายไปเลย” เบนท์พูดอย่างเจ็บปวดใจ

แต่ล้มเหลวในสายตาใคร ไม่เลวร้ายเท่าสายตาตัวเอง แจ็ค ไรอัน ในวัย 27 ปี ที่ตกงาน และ เล่นบาสไปวันๆ ได้รับข้อเสนอสุดท้ายเพื่อสานฝันการเป็นนักบาสเกตบอลอาชีพ เมื่อผลงานของเขาไปเข้าตา พีท เวสซีย์ นักเขียนชื่อดังของหนังสือพิมพ์ เดอะ โพสต์

“ผมตะลึงในสิ่งที่เขาทำได้ในสนาม ผมพูดกับเขาหลายครั้งว่า คุณคือพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ที่สูญเปล่าที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น ผมบอกกับเขาว่าคุณอยากจริงจังไหม คุณอยากเห็นไหมว่าคุณทำอะไรได้ ก่อนที่คุณจะแก่เกินกว่ารู้ว่าคุณพลาดอะไรไปจริงๆ” พีท เวสซีย์ เล่าให้ฟังในวันที่เขาเห็นความมหัศจรรย์ของไรอัน

เมื่อรู้ว่าตัวเองมีความสามารถมากกว่าบางคนในเอ็นบีเอ ไรอันจึงก้าวสู่เส้นทางเก่าอีกครั้ง ด้วยความฝันว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนอย่างคนอื่นบ้าง แม้ลึกในใจจะรู้ว่า เขาไม่มีวันก้าวไปถึงจุดนั้นแล้วก็ตาม

“เราเริ่มซ้อมกัน ซ้อมเลี้ยงลูก ซ้อมชูต และผมคิดฉันชูตลงทุกลุกให้ได้” ไรอัน เล่าถึงช่วงเวลาคัดตัวกับ นิว เจอร์ซีย์ เน็ตส์ ก่อนพบว่าเส้นทางของมืออาชีพ ไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ตัวเข้าเป็น

,photo : Burke Cohen Entertainment

“ผมจำวันแรกได้ พวกเขาให้เราทำท่าลันจ์ (การเดินแบบย่อขา) จากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ผมไม่รู้ว่ากี่ครั้ง แต่เกิดมาผมไม่เคยทำท่าลันจ์เลย พอทำรอบสอง ขาผมก็สั่นไปหมด ผมขยับตัวไม่ได้ด้วยซ้ำ หลังจากนั้นก็ซ้อมกันอีกแล้ว” 

แม้ฝ่าฟันไปได้จนจบค่ายฝึกซ้อม แต่ไรอันไม่ได้รับการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ ความผิดหวังทำให้ชีวิตของเขาจมดิ่ง ดื่มเหล้าเพื่อเมาให้ผ่านพ้นวัน ไร้เงิน ไร้งาน อยู่บ้านที่แม่จ่ายค่าเช่า เขาทำแบบนี้จนอายุ 36 ในที่สุดเขาก็คิดฆ่าตัวตาย

“ผมโทรไปหาน้องสาวของผม และผมบอกว่า ซูซาน พี่อยากตาย พี่ไม่อยากอยู่แล้ว” ไรอัน ระลึกความหลังถึงช่วงเวลาอันเลวร้าย 

“เธอบอกกลับมาว่า พี่พูดเรื่องอะไร ผมบอกว่าพี่ไม่อยากอยู่แล้ว ถ้าพี่ไม่ปอดแหก พี่คงยิงตัวตายไปแล้ว แต่พี่ไม่รู้จะไปหาปืนที่ไหน และพี่ไม่อยากเจ็บ”

สุดท้าย ไรอัน ผ่านคืนนั้นมาได้หลังน้องสาวบอกให้โทรไปหาบาทหลวง เพื่อพูดคุยและระบายความทุกข์ในใจ

“ผมโทรหาเขาและฝากข้อความไว้ และ เขาไม่เคยโทรกลับมาเลย ผมอยู่จุดต่ำสุดเลย ไปไหนต่อไม่ได้แล้ว”
 

ช่างผลลัพธ์สิวะ

แม้ชีวิตจะเลวร้ายจนไร้ทางออก แจ็ค ไรอัน ยังทำสิ่งที่เขามีความสุขต่อไป คือ การเล่นบาสเกตบอล ก่อนที่พรสวรรค์ในการควงลูกบนนิ้วของเขาไปเข้าตาโค้ชคนหนึ่งที่ผ่านมา และชักชวนให้ไปคัดตัวกับทีมบาสที่ไม่คุ้นชื่ออย่าง ฮาร์เล็ม วิซาร์ด

“ผมบอกว่า จริงดิ เพราะผมรู้ดีว่าพวกเขาคือใคร” แจ็ค ไรอัน เปิดเผยถึงโอกาสที่พลาดไม่ได้ของเขา

ฮาร์เล็ม วิซาร์ด คือทีมบาสเกตบอลที่ไม่ได้เน้นการแข่งขันแพ้-ชนะ แบบที่เราเคยชิน พวกเขาคือทีมแสดงโชว์ที่เดินทางไปตามที่ต่างๆ โดยใช้เทคนิกอันลุ้นระทึกในการเล่นกีฬา ไม่ว่าจะเป็นชูต, เลี้ยง หรือ ดังค์ ให้เป็นลูกเล่นที่สนุกสนาน เพื่อเรียกเสียงฮาจากคนดู


photo : jrc-dailylocal.smugmug.com

“ผมคิด แม่เจ้า นี่คือเหตุผลที่ผมอยู่ที่นี่ งานนี้ผมจะไม่ทำมันพัง” ไรอันปฏิญาณกับตัวเองว่าจะเริ่มต้นใหม่ หลังได้รับโอกาสเข้าทำงานกับทีม

ทางฝั่ง เซอร์ยา โบนาลี เธอกล้าที่จะทำในสิ่งที่บ้าคลั่งยิ่งกว่า ในการแข่งขันโอลิมปิกปี 1998 เธอมีปัญหาอาการบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวาย ก่อนตัดสินใจแสดงสิ่งที่น่าเหลือเชื่อออกมา เพื่อบอกลาเวทีที่รักเป็นครั้งสุดท้าย

“ความเจ็บปวดมันเป็นอะไรที่ทนไม่ได้เลย แต่ฉันก็ค้นพบพลังในการพาตัวเองลงไปบนลานน้ำแข็ง และพูดกับตัวเองว่า ไม่เป็นไรนะ แค่ทำให้ดีที่สุด ใครจะรู้ล่ะ อย่างที่คนพูดกัน อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด” เซอร์ยาเปิดเผยถึงสาเหตุที่ทำในสิ่งที่ช็อควงการสเกตไปตลอดกาล 

“โอเค มาตีลังกากลับหลังกันเถอะ” 

แม้รู้ดีว่าผิดกติกา และ หมดสิทธิ์คว้าเหรียญทองที่ใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต แต่เซอร์ยาเลือกจะทำแบบนั้น เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็น ในสิ่งที่เธอเป็นมาโดยตลอด นั่นคือ ความแตกต่างของกีฬาประเภทนี้

“คนดูถูกใจกันสุดๆ ทุกคนลุกขึ้นยืนให้ฉันก่อนการแสดงจริงจะจบเสียอีก คนดูชอบกันมาก พวกเขาบ้ากันเลยในคืนนั้น ฉันเดินเข้าไปในหมู่บ้านนักกีฬา ผู้คนพากันบอกว่า พระเจ้า คุณบ้ามาก คุณเจ๋งสุดๆ” เซอร์ยาเล่นให้ฟังถึงเรื่องราวในวันดังกล่าว พร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และแน่นอนว่านับตั้งแต่วินาที ช็อตการตีลังกากลับหลังของ โบนาลี คือสิ่งที่โลกจดจำไม่มีวันลืม

แพ้แล้วได้อะไร

แม้ชีวิตในการเป็นนักมวยอาชีพอาจเป็นฝันร้าย แต่ ไมเคิล เบนท์ ไม่เคยเสียดายช่วงเวลาดังกล่าว หลังผันตัวเป็นนักเขียน และ นักแสดง เขายังย้ำเตือนตัวเองจากบทเรียนชีวิตที่ผ่านมา เพื่อตระหนักรู้ว่าความพ่ายแพ้ คือของขวัญอันล้ำค่าที่สุดในชีวิต

“การถูกน็อคเอาต์โดยเฮอร์บี ไฮด์ เป็นสิ่งที่ดีสุดในชีวิตของผม” เบนท์เปิดเผยถึงสิ่งที่ได้รับความพ่ายแพ้ที่ผ่านมา “มันเจ็บปวดครับ แต่ถ้าผมไม่โดน เฮอร์บี ไฮด์ น็อคเอาต์ ผมก็ยังคงรับบทไอ้หนุ่มนักมวยนั่นอยู่ สวมหน้ากากนั้นต่อไป”

ไม่ใช่แค่เบนท์คนเดียวที่หลุดจากกรงขัง แจ็ค ไรอัน ยังคงเดินหน้าต่อไปในอาชีพนักแสดงบาส แม้จะห่างไกลจากเส้นทางสู่ NBA ที่เขาเคยวาดฝันไว้มาก 

แต่ผู้คนยังพูดถึงเขา ในฐานะของชายหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จ และเป็นแรงบันดาลใจให้เดินหน้าตามความฝัน แม้ล้มเหลวมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง

“ถ้าคุณถามผม ในเมื่อแจ็คกี้ไม่ได้เล่นอยู่ในเอ็นบีเอ เขาคือคนที่ล้มเหลวหรือเปล่า ผมขอพูดชัดๆเลยนะ ผมว่าไม่” ริค คาร์ไลส์ หัวหน้าโค้ชของ ดัลลาส มาเวอร์ริคส์ เป็นอีกคนที่เห็นไรอันประสบความสำเร็จ “ผมนับถือวิธีการที่เขาเปลี่ยนชีวิตตัวเอง สู่การเป็นนักบาสเกตบอลได้จริงๆ”


photo : hoopwizard.com

อีกคนที่สัมผัสความพ่ายแพ้อย่างลึกซึ้งไม่ต่างจากนักกีฬา คือ มิคกี้ ดัซย์ ผู้กำกับซีรีส์ Losers หลังใช้เวลากว่า 12 อาทิตย์ ไปกับการสัมภาษณ์บุคคลถึง 65 ราย เขาได้พบความหมายที่ซ่อนอยู่หลังเรื่องราว ซึ่งมอบแรงบันดาลอันยิ่งใหญ่กลับมา

“เมื่อเวลาผ่านไป หลังพวกเขาเจอกับความล้มเหลวทั้งหมด บุคคลเหล่านี้สามารถก้าวสู่เส้นทางใหม่ในชีวิตได้จริงๆนะครับ” ดัซย์สรุปสิ่งที่เขาได้รับจากการทำงาน 

“พวกเขามีเวลาที่จะมานั่งคิดทบทวนว่าตอนนี้ชีวิตมาอยู่ตรงจุดไหน และเมื่อบทเรียนในแง่บวกสอนพวกเขาจากเรื่องดังกล่าว พวกเขาจึงได้พบกับแนวทางที่จะเดินหน้าไปจากตรงนั้น”

มีคำกล่าวเอาไว้ว่า “เราเรียนรู้จากความพ่ายแพ้ได้มากกว่าชัยชนะ” 

และสารคดี Losers นำคำกล่าวนั้นมาขยายภาพให้ชัดมากขึ้น เพราะ ความเป็นจริง ไม่ใช่แค่นักกีฬาที่ต้องเผชิญหน้ากับความล้มเหลว เราทุกคนเจ็บปวดเมื่อพ่ายแพ้ แต่ชีวิตไม่ได้จบที่ตรงนั้น มันแค่เปิดโอกาสให้เริ่มต้นใหม่เท่านั้นเอง


อ้างอิง

https://www.netflix.com/watch/80198245?trackId=200257859

https://awfulannouncing.com/netflix/mickey-duzyj-discusses-his-netflix-sports-documentary-series-losers.html

https://www.indiewire.com/2019/03/losers-netflix-review-documentary-series-sports-1202047856/

ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง