mainstand

Feature

เซนน่า - พรอสต์ : คู่แค้นวงการรถซิ่ง ที่เดือดไม่แพ้ภาพยนตร์เรื่อง RUSH



ภายใต้หน้าที่และเงื่อนไขการทำงานนั้น บางครั้งความสำเร็จก็ไม่อาจจะมีที่ว่างเพียงพอสำหรับทุกคน เมื่อคำว่าที่ 1 มีไว้สำหรับเพียงคนๆ เดียวเท่านั้น และสำหรับวงการรถแข่งสูตรหนึ่งหรือฟอร์มูล่าวันในยุค '80 มันคือช่วงเวลาแห่งความยิ่งใหญ่ของ ไอร์ตัน เซนน่า นักขับชาวบราซิลที่เป็นขวัญใจของคนทั้งประเทศ


 

เมื่อมีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจึงทำให้ต้องมีบางคนที่รู้สึกค้านอยู่ในใจเสมอว่าเขาพยายามไม่มากพอหรืออย่างไร? ทั้งที่ฝีมือไม่ได้เป็นรองและยังเคยเอาชนะหมายเลข 1 อย่างเซนน่ามาแล้ว คนๆ นั้นคือ อแล็ง พรอสต์ นักขับชาวฝรั่งเศสที่เป็นคู่ปรับตัวฉกาจของ เซนน่า ทั้งๆ ที่ทั้งคู่อยู่ทีมเดียวกัน  

จากความผูกพันแบบเพื่อนร่วมทีมเริ่มห่างเหินจนกลายเป็นศัตรู นี่คือเรื่องราวความดุดันของคนเคยซี้ ที่เมื่อวันหนึ่งต้องมาห้ำหั่นกันเองพวกเขาก็จัดให้กันแบบเล่นจริง! เจ็บจริง! และ เอาจริง! แม้ว่าจะอยู่ในสนามแข่งก็ตาม ...

และนี่คือเรื่องราวของคู่ปรับในวงการความเร็วที่ดุเดือดไม่แพ้ นิกิ เลาด้า กับ เจมส์ ฮันท์ ซึ่งเคยถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่อง RUSH มาแล้ว ... เพียงแต่ตอนจบของคู่ เซนน่า และ พรอสต์ นั้นเศร้ากว่าเยอะ เพราะคนหนึ่งต้องจากโลกนี้ไปขณะกำลังทำสิ่งที่รักอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

ร่างทรงของตำนาน

ย้อนกลับไปในปี 1984 อแล็ง พรอสต์ กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นของชีวิตการเป็นนักขับ ณ เวลานั้น เมื่อเขาก้าวข้ามคำว่าดาวรุ่งและกลายเป็น 1 ในดารานำของการแข่ง F1 ด้วยการสร้างชื่อกับทีม เรโนลด์ ก่อนที่ผลงานจะไปเข้าตาทีมแม็คลาเรน ที่มีดารานำอย่าง นิกิ เลาด้า แชมป์โลก 2 สมัย ซึ่งต้องการดึงเขากลับไปร่วมทีมอีกครั้งในปี 1984 ไม่มีเหตุผลอะไรที่ พรอสต์ ผู้แจ้งเกิดในสนาม F1 กับทีมแม็คลาเรนเมื่อปี 1980 ต้องปฎิเสธ เมื่อเขากำลังจะได้ทาบรัศมีตำนาน และมันจะเป็นช่วงเวลาที่เขาจะได้เรียนรู้จาก เลาด้า ผู้ได้ฉายาว่าเป็นอัจฉริยะแห่งวงการยานยนต์

ว่ากันว่าในเวลานั้น พรอสต์ เป็นเหมือนฟองน้ำที่ซึมซับเอาหลายสิ่งอย่างมาจาก เลาด้า โดยเฉพาะเรื่องสไตล์การขับขี่และทัศนคติในการแข่ง นั่นทำให้ พรอสต์ กลายเป็นคนที่อยู่กับความเป็นจริง หลายสิ่งผ่านการคิดวิเคราะห์และเชื่อมั่นในกฎเกณฑ์ตามการซักซ้อมเหมือนกับที่เขาเห็น เลาด้า แสดงออกมา

"นี่คือปีที่ดีมาก ผมโคตรเคารพ นิกิ เลาด้า เลย เขาเป็นรุ่นพี่ที่แข็งแกร่งมาก แม้ว่าผมอาจจะยังเป็นวัยรุ่นแต่ความสัมพันธ์ทีเกิดขึ้นระหว่างเรามันยอดเยี่ยมมาก ไม่มีปัญหาเกิดขึ้นใดๆ ทั้งสิ้น เหตุผลก็คือการเคารพกันนั่นแหละ" พรอสต์ กล่าวถึงรุ่นพี่ที่เป็นทั้งคู่แข่งและอาจารย์ในคนเดียวกัน ขณะที่ นิกิ เลาด้า เองก็ยอมรับว่าในฐานะสุภาพบุรุษคนหนึ่ง พรอสต์ คือเด็กหนุ่มที่น่าคบหาคนหนึ่งเลยทีเดียว

"มีการแข่งขันเกิดขึ้นระหว่างเรา แต่ในฐานะสุภาพบุรุษคนหนึ่งผมไม่เคยมีปัญหากับ พรอสต์ เลย" นิกิ เลาด้า เล่าถึงความสัมพันธ์กับรุ่นน้องที่เปลี่ยนจากคู่แข่งกลายเป็นเพื่อนร่วมทีม "เรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก แต่เมื่ออยู่ในสนามเราจำเป็นต้องแข่งกันเอง"  

ทีมเวิร์คคือสิ่งสำคัญมากในการแข่งขันที่ต้องใช้ความเร็ว และ นิกิ เลาด้า กับ อแล็ง พรอสต์ คือสองคู่หูที่ลงตัวที่สุด ทั้งสองคนสามารถรู้สึกได้ถึงตำแหน่งของกันและกันเมื่ออยู่ในสนาม และก่อนที่พวกเขาจะเข้าสู่ช่วงที่แย่งชิงกันเอง ทั้งคู่จะใช้ทีมเวิร์คจนเป็นไปตามแท็คติกที่วางไว้ได้เสมอ

ทว่าในปี 1984 นั้นเอง ทีม โทลแมน ทีมที่ถือว่ามีชื่อเสียงและงบประมาณน้อยกว่าแม็คลาเรน ก็เปิดตัวนักแข่งใหม่ของทีมที่เป็นชาวบราซิล เขาอายุยังน้อยและได้สัญญาการเป็นนักขับ F1 เป็นฉบับแรกในชีวิต ทว่าในเรื่องของสไตล์นั้น มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาว่าสไตล์การขับดุดันน่าจับตามอง เขาคือนักแข่งที่กล้าได้กล้าเสีย พร้อมจะเสี่ยงทุกโค้ง และพร้อมเดิมพันกับทุกความเสี่ยง ... เขาคนนั้นคือ ไอร์ตัน เซนน่า และหากจะถามว่า สไตล์เซนน่า นั้นเหมือนกับใคร? แฟนๆ F1 ในเวลานั้นต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาเหมือนกับ เจมส์ ฮันท์ อดีตคู่กัดระดับตำนานของ นิกิ เลาด้า ไม่มีผิดเพี้ยน

นี่ไม่ใช่สิ่งที่คิดไปเองแน่นอน เพราะในการแข่งขันที่ โมนาโก ปีนั้น เจมส์ ฮันท์ แชมป์โลกปี 1976 ยังยอมรับว่าการปรากฎตัวของ ไอร์ตัน เซนน่า คือปรากฎการณ์ที่เขาอยากจะเฝ้ามองว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น

"ผมกำลังจับตาดูการมาถึงของ ไอร์ตัน เซนน่า ผมมองเขาในฐานะนักแข่งที่มีความสามารถในระดับเหลือเชื่อในกรังด์ปรีซ์ครั้งนี้" เจมส์ ฮันท์ ว่ากับ บีบีซี  

นอกจากจะชิงแชมป์โลกกันอย่างเข้มข้นแล้ว ยังถือว่าแข่งขันในปี 1984 เป็นการย้อนรำลึกความหลังให้แฟนๆ ได้เห็นการดวลกันของร่างทรง เลาด้า ที่รับบทโดย พรอสต์ และ ร่างทรง เจมส์ ฮันท์ ที่รับบทโดย เซนน่า อีกด้วย


Photo : motorsport.com

การปะทะกันครั้งแรกในสนามของทั้งคู่เกิดขึ้นอย่างเร้าใจในสนามที่ โมนาโก เมื่อรุกกี้อย่างเซนน่าโชว์ความระห่ำกลางสตรีทเซอร์กิตที่ขึ้นชื่อว่าแซงยากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แถมยังมีฝนห่าใหญ่เป็นอุปสรรคอีก ไต่อันดับขึ้นมาจากอันดับ 13 ตอนสตาร์ทขึ้นมาสู่อันดับ 2 และแซงขึ้นนำได้สำเร็จในรอบที่ 32 ทว่าความลิงโลดของเซนน่าก็มีช่วงเวลาแสนสั้น เมื่อฝ่ายจัดการแข่งขันตัดสินใจโบกธงแดงยุติการแข่งขัน และนับผลการแข่งขันจาก 1 รอบก่อนหน้า ซึ่งพรอสต์ยังเป็นผู้นำและคว้าชัยชนะได้ในสนามดังกล่าว

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่การประเดิมของ เซนน่า ด้วยฟอร์มที่ร้อนแรงทำให้เขาถูกจับตาและเป็นที่รู้จักมากขึ้นในฐานะคลื่นลูกใหม่ของวงการ F1 อย่างที่ผู้มีประสบการณ์อย่าง เจมส์ ฮันท์ ว่าไว้

 

ดรีมทีม (?)

นับตั้งแต่แจ้งเกิดในครั้งนั้น เซนน่า เริ่มแปรสภาพจากแค่ดาวรุ่งกลายมาเป็นตัวเต็งในทุกการแข่งขัน แม้ โทลแมน จะเป็นทีมเล็กๆ แต่ความสามารถของเขาก็ช่วยผลักดันให้ตัวเองไปเยือนอยู่บนโพเดี้ยมได้อีก 2 สนาม ก่อนที่ทีม โลตัส จะดึงตัวไปร่วมสังกัดในปี 1985 ซึ่งเซนน่าก็เริ่มทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนมีลุ้นแชมป์โลกอยู่ตลอด แม้จะยังไม่สามารถคว้าเกียรติยศสูงสุดมาได้ก็ตาม

ด้วยผลงานดังกล่าว แม็คลาเรน จึงได้ยื่นข้อเสนอเพื่อดึงตัว ไอร์ตัน เซนน่า เข้าสู่ทีมในปี 1988 เพราะนับตั้งแต่ นิกิ เลาด้า ประกาศลาวงการไปตั้งแต่ปี 1985 พวกเขายังไม่เคยเจอใครที่ลงตัวกับ พรอสต์ เลย และเมื่อ เซนน่า กับ พรอสต์ กลายเป็นเพื่อนร่วมทีมกัน เรื่องราวต่างๆ มากมายระหว่างทั้งคู่จึงเริ่มขึ้น

ณ ตอนนั้น พรอสต์ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ปรมาจารย์” หรือ “The Professor” กับการคว้าแชมป์โลก 2 สมัยซ้อนในปี 1985 และ 1986 ด้วยสไตล์การขับสุดอัจฉริยะ ต้องมาจับคู่กับ เซนน่า ดาวรุ่งพุ่งแรง จึงเหมือนเป็นการผสมกันระหว่างความสดกับความเก๋า ดังนั้นทีม แม็คลาเรน จึงกลายเป็นที่จับตามองอย่างมากกับการมีเสือเฒ่าและเสือหนุ่มอยู่ในทีมเดียวกัน

เรื่องความสามารถนั้นคงไม่ต้องพูดถึง เมื่อมี 2 คนนี้มาอยู่ด้วยกันแล้ว แม็คลาเรน ก็เหมือนเสือติดปีกยากจะหาใครต่อกร ซึ่งมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่ออยู่ในสนามแข่งทั้งคู่ต่างไร้เทียมทาน ทว่าในชีวิตคนเรานั้น การทำงานร่วมกับคนๆ หนึ่งในฐานะเพื่อนร่วมงานนั้น จำเป็นจะต้องมีความเข้าใจและทัศนคติที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันในระดับหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนว่า พรอสต์ กับ เซนน่า จะไม่ใช่คู่ที่กินเส้นกันสักเท่าไร

"เขาเป็นคนที่ชอบแสดงออกแตกต่างกับคนอื่นอย่างสิ้นเชิง แต่ผมก็เข้าใจนะว่าทำไมเขาทำตัวเป็นนักแสดงในบางครั้ง" พรอสต์ พูดถึงรุ่นน้องเมื่อครั้งยังอยู่ทีมเดียวกัน และยังบอกว่าบางครั้งเขาก็ปรึกษาอะไรกับเซนน่าไม่ได้เพราะต่างคนต่างก็มีโลกส่วนตัวสูงมากพอๆ กัน นี่คือดรีมทีมที่แตกต่างจาก เลาด้า-พรอสต์ อย่างสิ้นเชิง ความสัมพันธ์ของ พรอสต์ และ เซนน่า สามารถเรียกได้เต็มปากว่ามีแต่ความกระอักกระอ่วนอย่างแท้จริง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม พรอสต์ ชี้ขวา เซนน่า จะชี้ซ้าย คนหนึ่งจะเดินหน้า อีกคนจะถอยหลัง ไม่มีใครยอมใครง่ายๆ

สิ่งที่ทำให้ พรอสต์ รู้สึกเช่นนั้นเกิดขึ้นในสนาม 3 ของฤดูกาล 1988 ที่ โมนาโก เพราะในขณะที่เซนน่านำโด่งแบบไร้คู่แข่ง จู่ๆ เขาก็เสียสมาธิจนประสบอุบัติเหตุ ต้องออกจากการแข่งขันในรอบที่ 67 ก่อนจะทำตัวเป็นขอมดำดิน ไม่กลับไปที่การาจของทีม แต่ตรงดิ่งเข้าบ้านของตัวเองที่ซื้อไว้ใกล้ๆ กับสนามแข่งแบบหน้าตาเฉย กว่าจะเจอตัวอีกทีก็ช่วงค่ำของวันนั้นขณะที่ทุกคนกำลังเก็บข้าวของอยู่

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ พรอสต์ รู้สึกว่า เซนน่า ไม่ได้ต้องการที่จะเอาชนะ เพียงแต่ต้องการแสดงออกให้เห็นว่าตัวของ เซนน่า นั้นเหนือกว่าเขา ซึ่งจุดแข็งด้านความโอหังของ เซนน่า ถูก พรอสต์ มองว่ามันคือจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน แต่ เซนน่า ก็ได้บทเรียนจากการทำครั้งนั้นและเปลี่ยนให้เขาเป็นนักขับที่ดีขึ้นยิ่งกว่าเดิม

สนามรองสุดท้ายของฤดูกาลที่ ซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น เซนน่าออกสตาร์ทได้ไม่ดีในช่วงออกตัวจนร่วงไปอยู่อันดับ 14 ทว่าฟ้าฝนกลับเป็นใจ เมื่อจู่ๆ ฝนก็เทกระหน่ำระหว่างการแข่งขัน ในขณะที่นักแข่งคนอื่นๆ เริ่มลดความเร็ว กลับกลายเป็นเซนน่าที่เดินเครื่องเต็มตัวตามสไตล์นักขับที่ชอบเล่นกับความเสี่ยง ถึงกระนั้น มันก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสติ ที่สุดแล้ว เซนน่าก็ไล่พรอสต์ทันและแซงขึ้นนำได้สำเร็จในรอบที่ 28 ขณะทั้งคู่กำลังไล่น็อกรอบรถที่ช้ากว่า ก่อนที่เซนน่าจะซิ่งหาย คว้าแชมป์โดยชนะพรอสต์ถึง 13 วินาที นี่ถือเป็นแชมป์สนามที่ 8 ของเซนน่า และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้เขาคว้าแชมป์โลกสมัยแรกได้สำเร็จ เพราะในยุคดังกล่าวจะนับคะแนนเพียง 11 สนามที่ดีที่สุดของแต่ละคนเท่านั้น

จริงอยู่ที่ความเก่งของทั้งคู่ทำให้ทีมแม็คลาเรนครองความยิ่งใหญ่แบบเบ็ดเสร็จ เมื่อ พรอสต์ และ เซนน่า ชนะรวมกันถึง 15 จาก 16 สนามในการแข่งขันปีนั้น ทว่ารอยร้าวลึกๆ ระหว่างทั้งสองคนที่ความคิดผิดกันคนละโลก อีกทั้งนิสัยยังไม่เหมือนกันเลยสักนิด และเมื่อ เซนน่า เป็นหนึ่งเดียวที่คว้าตำแหน่งแชมป์ มันจึงทำให้เขาเกิดความมั่นใจในตัวเองสูงขึ้นเป็นพิเศษหลังจากนั้น

 

1989 : เบอร์ 1 มีได้คนเดียว

สไตล์การขับขี่ที่ดุดันบ้าระห่ำเหมือนพระเอกหนังแอ็คชั่น ทำให้ใครต่อใครก็ชอบคลื่นลูกใหม่อย่าง เซนน่า ดูเหมือนว่าเมื่อไรก็ตามที่คนดูได้เห็นสไตล์ของนักขับชาวบราซิเลี่ยนพวกเขาจะโห่ร้องด้วยความสะใจเสมอ ทว่าบางครั้งมันก็มากเกินจำเป็น โดยเฉพาะการดุดันใส่กับรถเพื่อนร่วมทีม

อย่างที่ทราบกันว่าการแข่งขันของ F1 นั้นมีความเร็วที่ไม่ธรรมดา พริบตาเดียวเท่านั้นหากคุณไม่มีสมาธิอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ดังนั้นไม่ว่าจะมีสไตล์ดุดันเดือดดาลแค่ไหนนักขับทุกคนจะต้องคำนึงถึงเพื่อนร่วมอาชีพในสนามแข่งเสมอ หากมีใครคิดจะเล่นสกปรกหรือเล่นนอกเกม ก็อาจจะทำให้เกิดเรื่องเศร้าได้โดยง่าย

ศึก F1 ฤดูกาล 1989 มาถึง ทีมแม็คลาเรน ไม่ต้องกลัวใครเลยสำหรับการเก็บแชมป์เข้าทำเนียบในสนามนี้เพราะ พรอสต์ กับ เซนน่า 2 นักแข่งของทีมนำเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ดังนั้นจึงเป็นการแย่งแชมป์กันเองของสมาชิกในทีมเข้าตำรา "เรือล่มในหนองทองจะไปไหน" เหมือนกับการแข่งขันในปีที่แล้วไม่มีผิด ทว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย กลับมีจุดต่างเล็กน้อยนั่นคือหนนี้ พรอสต์ มีคะแนนรวมนำ เซนน่า อยู่ 16 คะแนน จากการที่เซนน่าออกจากการแข่งขันบ่อยเกินไปนั่นเอง  

เซนน่า ต้องชนะ 2 สนามสุดท้ายเท่านั้นเพื่อป้องกันแชมป์ในฐานะแชมป์เก่า ขณะที่ พรอสต์ นั้นสบายตัวกว่า แค่ทำอันดับให้เหนือกว่า เซนน่า ก็เพียงพอ สงครามภายในทีมแม็คลาเรนเกิดขึ้นแล้วก่อนที่ทั้งคู่จะสวมหมวกกันน็อคและเดินลงสู่สนามแข่ง

สนามรองสุดท้ายที่ญี่ปุ่นอันเคยเป็นสังเวียนที่ทำให้ เซนน่า ได้แชมป์โลกในปี 1988 คือสังเวียนตัดสิน ด้วยคะแนนที่นำห่างพอควร โชคชะตาในการชิงแชมป์โลกอยู่ในมือของเสือเฒ่าเรียบร้อยแล้ว และเขาเองก็อยากจะพิสูจน์ตัวเองอยู่เหมือนกันว่าเขานั้นเก่งกว่า เซนน่า เช่นกัน

การแข่งขันที่ญี่ปุ่นดำเนินมาถึงรอบที่ 46 จาก 53 รอบ และใกล้ได้ผู้ชนะเต็มที มันคือ พรอสต์ ที่ประคองตัวด้วยการนำอยู่เล็กน้อย ทว่าคู่แข่งอย่างเซนน่า กำลังหิวกระหายชัยชนะอย่างถึงที่สุด ทำให้จังหวะเข้าโค้งสำคัญจากที่ดูเหมือนไม่มีอะไร กลับกลายเป็นว่า เซนน่า เหยียบมิดแซง พรอสต์ ตอนเข้าโค้ง 16 พอดิบพอดี ... โป้ง! นักขับทั้งสองของ แม็คลาเรน ชนกันเองหลุดจากแผนที่ทีมวางไว้

จากวีดีโอคลิปในวันนั้น มันเป็นจังหวะที่เหมือนกับไม่ใช่อุบัติเหตุ ด้วยความที่มันเป็นโค้งขวาซึ่งต้องลดความเร็วแบบสุดๆ พรอสต์ จึงเข้าเลนซ้ายและตีโค้งตามปกติ แต่เป็นตัวเซนน่าเองที่วิ่งแทรกมาในเลนขวาและดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ตั้งใจเข้าโค้งเลยด้วยซ้ำ จากภาพที่เห็น ไม่แปลกนักที่หลายคนจะมองว่านักขับชาวบราซิลตั้งใจเล่นงานเพื่อนร่วมทีมเพราะเขาขับตรงๆ ในเส้นทางที่เป็นทางโค้ง มันไม่ใช่ความผิดพลาดที่จะเกิดโดยนักแข่งระดับโลกเลย ทว่าด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครทราบได้ เซนน่า เอารถดักหน้า พรอสต์ และทุกอย่างก็หยุดชะงัก

รถของ พรอสต์ จอดสนิท ต้องออกจากการแข่งขัน ขณะที่ เซนน่า สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและกลับลงมาแข่งได้ใหม่อีกครั้ง แม้จะต้องเสียเวลาซ่อมรถอยู่บ้าง แต่เขาก็ใช้ความเร็วที่เหนือกว่ากลับมาคว้าชัยได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นการต่ออายุให้การตัดสินแชมป์โลกต้องไปว่ากันในสนามสุดท้ายที่ออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตามท้ายที่สุด FIA เห็นสถานการณ์และพิจารณาว่าการกลับมาแข่งของ เซนน่า ถือเป็นโมฆะ นอกจากนี้เขายังถูกปรับแพ้จากการเข้าสู่เลนซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางแข่งขัน ซึ่งทำให้แต้มห่าง 16 คะแนนที่มีอยู่มากพอที่ช่วยให้พรอสต์คว้าแชมป์โลกสมัย 3 ทันที ขณะที่ เซนน่า ยังโดนหนักถึงขั้นแบนจากการแข่งขัน 6 เดือน (ซึ่งก็ไม่มีผลอะไรมาก เนื่องจากอยู่ในช่วงปิดฤดูกาลพอดี) และปรับเงินอีก 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว  

การพลาดแชมป์โลกครั้งนี้ทำให้ เซนน่า โกรธมาก เขารู้สึกว่าการตัดสินไม่เป็นธรรมเพราะ ฌอง-มารี เบเลสเตร ประธานของ FIA ในขณะนั้นดูจะมีความสนิทชิดเชื้อกับ พรอสต์ ทำให้มีความเป็นได้ที่ทั้งคู่จะร่วมกันกดหัวเขาไม่ให้ได้แชมป์โลกครั้งที่ 2 ทว่า พรอสต์ ก็ออกมาปฎิเสธเรื่องนี้ทันที

"ถ้าคุณเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเองแแล้วล่ะก็ มันถูกแล้วที่จะเดินออกมาจากด้านมืดที่คุณเผชิญหน้าด้วยความเป็นจริงของชีวิต" หลังจากที่ พรอสต์ คว้าแชมป์ได้เขาก็ออกจากทีม แม็คลาเรน ทันทีและย้ายไปอยู่กับทีม เฟอร์รารี่ ในปี 1990 ซึ่งก่อนที่จะย้ายทีม พรอสต์ ได้เปิดเผยความจริงบางอย่างในวันที่ เซนน่า เข้ามาเป็นสมาชิกของทีม แม็คลาเรน ในฐานะดูโอ้ของเขา          

การเลือก เซนน่า เข้าทีมเมื่อปี 1988 นั้น พรอสต์ มีส่วนในการตัดสินใจเป็นอย่างมาก เพราะ รอน เดนนิส เจ้าของทีมมีตัวเลือกมาให้เขา 2 คน ระหว่าง เนลสัน ปิเกต์ กับ เซนน่า และแน่นอนเขาเลือก เซนน่า ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นเต็มรูปแบบ

"ผมบอกให้ รอน เลือก ไอร์ตัน เพราะเขาเป็นนักขับที่มีความสามารถมากกว่า จริงๆ แล้วผมจะปฎิเสธและยับยั้งการย้ายทีมมาอยู่กับ แม็คลาเรน ของ เซนน่า ก็ย่อมได้ ผมไม่เสียใจหรอกนะที่เคยตัดสินใจแบบนั้นไป แต่ที่รู้ๆ ผมว่ามันคือการตัดสินใจที่ผิดพลาดแน่นอน" พรอสต์ เล่าถึงความหลังและเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนร่วมทีมกลายเป็นคู่แข่งของ เซนน่า โดยตรง

 

ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ

ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรืออย่างใด เพราะเมื่อมาถึงสนามรองสุดท้ายที่ ซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่นทีไร ก็มักจะมีเหตุที่ เซนน่า กับ พรอสต์ ต้องมีเรื่องกันอีกครั้ง สนามเดิม, คนเดิมๆ ทว่าสถานการณ์นั้นเปลี่ยนไป ในปี 1989 พรอสต์ นำ เซนน่า แต่ในปี 1990 นี้ เซนน่า เป็นฝ่ายมีคะแนนนำพรอสต์บ้าง

อย่าคิดเลยว่าการแข่งขันจะออกมาจืดชืด ... หนนี้มีอะไรให้ติดตามแน่นอน และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อทั้ง 2 คนมีปัญหากันตั้งแต่เรื่องการออกสตาร์ท

ตำแหน่งสตาร์ทของเซนน่าที่ควอลิฟายได้ตำแหน่งโพลในสนามซูซูกะอยู่เลนขวามือ ซึ่งเสียเปรียบในการหาไลน์เข้าโค้งแรกให้กับพรอสต์ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 2 (ปัจจุบันกริดสตาร์ทอันดับ 1 ที่ซูซูกะอยู่ทางซ้ายมือแล้ว) เซนน่ากับ แกร์ฮาร์ด แบร์เกอร์ เพื่อนร่วมทีมคนใหม่ได้ยื่นหนังสือประท้วงไปทางกรรมการสนาม ทว่าฝ่ายจัดการแข่งขันปฎิเสธเรื่องนี้และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงจุดสตาร์ทแต่อย่างใด มันทำให้ เซนน่า โมโห เขามีความคิดฝังหัวมาแต่ต้นแล้วว่า พรอสต์ ได้รับสิทธิ์พิเศษจากเหล่าผู้บริหารระดับสูง และหนนี้คือครั้งที่ 2 ที่เขาถูกตัดสินแบบค้านสายตาตัวเอง

เขาไม่อาจจะเก็บอารมณ์ได้ เซนน่า ประกาศชัดว่าถ้ายังตัดสินกันเอนเอียงเช่นนี้เขามั่นใจว่าการแข่งขันจะมีปัญหาแน่ หากว่า พรอสต์ สามารถออกสตาร์ทและแซงเขาได้ พรอสต์จะไม่มีโอกาสได้เข้าโค้งแรกแน่นอน และ เซนน่า ไม่ได้พูดเล่น เมื่อพ้นจากช่วงออกสตาร์ทและเข้าโค้งแรก เขาก็บังคับรถพุ่งชน พรอสต์ ทันทีแบบไม่ต้องรอให้เสียเวลา ทั้งคู่ไม่สามารถแข่งขันกันต่อได้ แต่หนนี้ เซนน่า คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ของตัวเองได้สำเร็จ

มีการวิจารณ์กันในวงกว้างถึงเรื่องนี้ว่าเป็นเพราะจงใจหรืออุบัติเหตุ แต่ที่แน่ๆ เรื่องของการแก้แค้นจากปี 1989 ถูกนำมาเกี่ยวโยง และพรอสต์ ที่เคยเป็นพวกชอบสงบปากสงบคำ หนนี้เขาเรียกเซนน่าว่า "ไอ้คนไร้ค่าที่ทำแต่เรื่องที่น่าขยะแขง"

เขาออกโรงวิจารณ์ เซนน่า ว่าเป็นพวกมือถือสากปากถือศีล กล่าวคือ เซนน่า เป็นชาวคริสต์ที่นับถือและเชื่อในพระเจ้า เขากลัวจะทำบาป แต่กลับไม่กลัวที่จะทำร้ายนักขับคนอื่นๆ ให้ตกอยู่ในอันตราย

"ไอร์ตัน มีปัญหาเล็กน้อยนะผมว่า เขาไม่กลัวตายเพราะเขาเชื่อในพระเจ้าและพระเจ้าจะช่วยเขา แต่ไอ้ความคิดแบบนั้นแหละที่ทำให้คนขับคนอื่นๆ เดือดร้อนกันไปหมด" พรอสต์ จ้วง เซนน่า ถึงเรื่องความเชื่อ

สถานการณ์ของทั้งคู่เข้าขั้นผีไม่เผาเงาไม่เหยียบนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ... พรอสต์ นั้นออกจากทีม เฟอร์รารี่ ในช่วงปลายปี 1991 หลังจากที่วิจารณ์รถแข่งของทีมว่ามีสภาพที่ไม่ปลอดภัย ทั้งๆ ที่ได้บอกกับผู้มีอำนาจในทีมหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยมีการปรับปรุง ซึ่งเมื่อเขาเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณะ พรอสต์ ก็โดนไล่ออก ก่อนจะเว้นวรรค 1 ปีในปี 1992 และย้ายไปอยู่กับทีม วิลเลี่ยมส์ ในปี 1993 แต่ก็มีเรื่องประหลาดใจตามมาหาเขาอีกครั้ง

ในช่วงเวลาดังกล่าว ฮอนด้า พาร์ทเนอร์ซึ่งร่วมสร้างความยิ่งใหญ่ให้ แม็คลาเรน ประกาศถอนตัวจาก F1 ทำให้ทีมต้องไปจับมือกับ ฟอร์ด ในการใช้เครื่องยนต์ แต่กลับส่งผลให้รถแข่งไม่เร็วเหมือนเคย เซนน่าจึงตัดสินใจลงแข่งให้ทีมแม็คลาเรนแบบสนามต่อสนาม ไม่ตกลงเซ็นสัญญาผูกพันระยะยาว พร้อมกับมองหาทีมที่มีรถแข่งชั้นยอดที่จะช่วยให้เขากลับมาเป็นผู้ชนะ และทีมที่หมายตาไว้ก็คือ วิลเลี่ยมส์

ว่ากันว่าการย้ายทีมครั้งนี้ปัญหาไม่ใช่เรื่องเงินเลย เพราะ เซนน่า นั้นต้องการที่จะเป็นแชมป์โลกอีกครั้ง และยอมรับว่าเขาพร้อมจะขับให้ทีม วิลเลี่ยมส์ ฟรีๆ โดยไม่เอาค่าเหนื่อยอีกต่างหาก

ข้อเสนอของ เซนน่า ทำให้ วิลเลี่ยมส์ ตาลุก พวกเขาจะได้นักขับแชมป์โลกมาอยู่กับทีมแบบไม่ต้องจ่ายเงิน ทว่าหนนี้ พรอสต์ ไม่ยอมทำผิดซ้ำสอง เขาคือต้นเหตุที่ทำให้ เซนน่า ไม่ได้เข้าสู่ทีมวิลเลี่ยมส์ แต่ไม่ใช่เพราะเขาออกความเห็นว่า "อย่าเอาเซนน่าเข้ามา" เหมือนกับตอนที่เขาตัดสินใจผิดพลาดตอนที่อยู่กับ แม็คลาเรน เพราะหนนี้เขาลงลายมือในสัญญาอย่างชัดเจนว่า "ห้ามเอาเซนน่ามาเป็นเพื่อนร่วมทีมของเขาเด็ดขาด" ดังนั้นข้อเสนอทั้งหมดต้องถูกยกเลิกทันที สัญญาของ พรอสต์ ทำให้ เซนน่า ไม่อาจเข้ามาสู่ทีม วิลเลี่ยมส์ ได้ และ เซนน่า โกรธจัดถึงขั้นด่า พรอสต์ ว่า "ไอ้ขี้ขลาด" ต่อหน้าต่อตามาแล้ว

อย่างไรก็ตามนี่คือปีสุดท้ายในฐานะนักขับของ พรอสต์ เขาจึงต้องเอาจริงเอาจังกับการแข่งขันปี 1993 เป็นอย่างมาก ไม้เบื่อไม้เมาอย่าง เซนน่า ต้องไม่เข้ามาทำให้สมาธิต้องแตกกระเจิงเหมือนครั้งเก่า ใครจะว่าอย่างไรเขาไม่สนใจ เขามาก่อนและสัญญาของเขาก็ถูกเซ็นโดยผ่านการยอมรับของทุกฝ่าย ดังนั้นเขาพร้อมจะลุยแต่เรื่องในสนามเท่านั้น และสิ่งที่เขาทำลงไปไม่ใช่เรื่องที่สูญเปล่า เพราะในที่สุด พรอสต์ สามารถคว้าแชมป์โลกในปี 1993 สำเร็จและเป็นสมัยที่ 4 ของเขาอีกด้วย

 

จบด้วยคำว่ามืออาชีพ

หลังการคว้าแชมป์และประกาศรีไทร์ของ พรอสต์ ทำให้ทีม วิลเลี่ยมส์ ไม่ต้องกังวลเรื่องสัญญาใดๆ อีกแล้ว พวกเขาดึงตัว เซนน่า มาอยู่กับทีมในฐานะตัวแทนของ พรอสต์ ในปี 1994 พร้อมด้วยค่าเหนื่อยก้อนโตมูลค่ากว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว

เหตุผลที่สัญญาของ เซนน่า ในตอนนั้นมีมูลค่าสูงลิบนั้น นอกจากกีฬาความเร็วอย่าง F1 จะถือเป็นกีฬาที่เสี่ยงอันตรายโดยธรรมชาติแล้ว ยังมีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงกฎของ F1 ในปีนั้น ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรมในวงการรถแข่งเป็นอย่างมาก ระบบการช่วยเหลือ อาทิ เบรก ABS, แทร็กชั่น คอนโทรล, ระบบช่วยออกตัว ถูกยกเลิก และนั่นทำให้ เซนน่า แสดงความไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงนี้ พูดง่ายๆ คือยิ่งเขาได้ค่าจ้างมากเท่าไร เขาก็ยิ่งเสี่ยงตายมากขึ้นเท่านั้น

"ผมรู้สึกไม่ดีเลยสำหรับการที่มีขีดจำกัดแบบนี้ ฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลที่มีอุบัติเหตุขึ้นมากมาย และผมก็บอกได้เลยว่าผมอยู่ในความเสี่ยงและหวังว่าตัวเองจะโชคดีหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น หรือดีที่สุดคืออย่าให้มันเกิดขึ้นเลยจะดีกว่า" เซนน่า ว่ากันถึงความเปลี่ยนแปลงในยุคนั้น

คำเตือนของเขาเหมือนการคาดเดาอนาคต เซนน่า เกิดอุบัติเหตุในการแข่งที่ ซาน มาริโน่ แต่ที่ไม่ตรงกับที่เขาคาดการณ์ไว้คือเขาไม่ได้โชคดีเหมือนกับที่พูด ... รถของเขาแหกโค้ง แทมบูเรลโล่ พุ่งเข้าชนกำแพงด้วยความเร็วในระดับเต็มแม็กซ์ ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บอย่างหนักเนื่องจากถูกกระแทกด้วยชิ้นส่วนของตัวรถที่ศีรษะ ก่อนที่จะเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล เซนน่า จากโลกนี้ไปในขณะที่เขานั่งในเบาะที่ พรอสต์ เคยนั่งและคว้าแชมป์โลกก่อนหน้านี้ไม่นาน

หลังจากรู้ข่าวว่า เซนน่า เสียชีวิต พรอสต์ แสดงออกอย่างชัดเจนว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น การดัดแปลงทางวิศวกรรมทำให้ผู้เข้าแข่งขันต้องอยู่ในอันตราย เขามาเฉลยภายหลังว่า หลังจากที่เขาประกาศรีไทร์ ความแค้นของเขาที่เคยมีต่อ เซนน่า ก็ถูกลืมทิ้งไปจนหมด เหลือแต่เพียงความเป็นห่วงในฐานะอดีตเพือนร่วมอาชีพว่าสักวันอาจจะมีเรื่องอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงแบบนี้เกิดขึ้น

นอกจากนี้ พรอสต์ ยังเป็นคู่แข่งคนสุดท้ายที่คุยกับ เซนน่า ในเช้าของวันที่ 1 พฤษภาคม 1994 หรือวันที่เขาเสียชีวิตด้วย … ส่วนเรื่องที่ทั้งคู่คุยกันนั้นคือเรื่อง "การก่อตั้งสมาคมนักแข่งรถเพื่อต่อรองในเรื่องความปลอดภัย" ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเรื่องนี้เองที่จะกลายเป็นสาเหตุความสูญเสียของวงการ F1 เมื่อ เซนน่า จากโลกนี้ไป

"น่าแปลกที่เมื่อใกล้ถึงตอนจบเรากลับสนิทกันมากขึ้น เราพูดถึงระบบความปลอดภัยและอะไรหลายเรื่อง ผมไม่ได้เก็บช่วงเวลาที่เลวร้ายของเขาไว้ในใจอีกแล้ว ผมนึกถึง 6 เดือนสุดท้ายในชีวิตของเขา ผมว่านั่นคือช่วงเวลาที่ผมคิดว่าตัวเองรู้จัก ไอร์ตัน เซนน่า ดีขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเยอะเลยทีเดียว เขาเป็นคนที่แตกต่างจากที่เคยเป็น นั่นคือความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปที่ติดอยู่ใจใจของผมตลอดมา"

ความเป็นมืออาชีพของเซนนาและพรอสต์ ทำให้ทั้งคู่กลายเป็นคู่แข่งที่สุดร้ายและเป็นเพื่อนตายในวันที่ปรับความเข้าใจ ท้ายที่สุด พรอสต์ เองเป็นหนึ่งในคนแบกหีบศพของเซนนาเข้าสู่อ้อมกอดของพระเจ้าที่เขาเคารพ และปัจจุบันเขายังเป็นหนึ่งในผู้บริหารให้กับมูลนิธิของเซนนา หนึ่งในมรดกชิ้นสุดท้ายที่สิงห์นักขับชาวแซมบ้าได้ริเริ่มไว้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.motorsport.com/f1/news/senna-prost-bitter-feud-healed-1032089/3070484/
https://www.motorsport.com/f1/news/prost-and-senna-might-bitter-rivals-have-joined-forces/636069/
https://www.motorsport.com/f1/news/25-years-ago-today-a-rivalry-became-legendary-1989-japanese-gp/457837/
https://www.ayrtonsenna.com.br/en/rivalidade-maxima-as-melhores-disputas-de-senna-x-prost-na-pista/
https://www.auto123.com/en/news/interview-with-ayrton-sennas-former-engineer-steve-hallam/36059/
https://www.pcgamesn.com/madden-nfl-19/snoop-dogg-gangsta-gaming-league
https://www.sportskeeda.com/f1/ayrton-senna-and-alain-prosts-legendary-rivalry-and-the-politics-behind-it
http://www.ayrton-senna.net/ayrton-senna-vs-alain-prost-rivalry-for-supremacy/
http://articles.latimes.com/1991-03-07/sports/sp-3211_1_sprint-car



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง