Stories

ระบบดราฟท์ : เอกลักษณ์ “อเมริกันเกมส์” ที่ล้มเหลวกับ “ซอคเกอร์”




หนึ่งในเอกลักษณ์ของวงการอเมริกันเกมส์ที่มีมาอย่างยาวนานคือ การดราฟท์นักกีฬา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนท์สำคัญของทุกฤดูกาลแข่งขัน เป็นช่วงเวลาแห่งความหวังว่าผู้เล่นคนใหม่ที่ถูกดราฟท์มานั้นจะพลิกฟื้นชะตาชีวิตทีมจากที่อับแสงให้กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง แต่เหตุใดวงการซอคเก้อร์ถึงไม่ประสบความสำเร็จกับระบบนี้จนมีเสียงให้รีบๆ ยกเลิกไปเสีย? Main Stand เสาะหาคำตอบมาให้แล้ว

 

นับตั้งแต่ศึก เมเจอร์ลีก ซอคเก้อร์ หรือ MLS ถือกำเนิดเมื่อปี 1996 เพื่อสืบทอดการเป็นฟุตบอลลีกสุงสุดของสหรัฐอเมริกาที่ห่างหายมานับสิบปี การดราฟท์ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันมาโดยตลอด ซึ่งในช่วงแรกมีทั้งการดราฟท์ตัวผู้เล่นจากมหาวิทยาลัยในชื่อ คอลเลจ ดราฟท์ (College Draft) และผู้เล่นที่เล่นในลีกกึ่งอาชีพ หรือลีกจากต่างประเทศในชื่อ ซับพลิเมนทัล ดราฟท์ (Supplemental Draft) ก่อนจะยุบรวมและเปลี่ยนชื่อเป็น ซูเปอร์ดราฟท์ (SuperDraft) ในเวลาต่อมา

 

แต่หลังจากใช้ระบบนี้มานานหลายปี กลับมีสถิติที่น่าตกใจเกิดขึ้นในระยะหลัง เมื่อมีผู้เล่นเพียง 16 จาก 38 คนที่ถูกเลือกผ่านซูเปอร์ดราฟท์สองรอบแรกของปี 2014 ที่ยังอยู่ใน MLS ตอนนี้ แถมส่วนใหญ่ยังได้รับโอกาสลงสนามเพียงแค่กับทีมสำรองเท่านั้น ส่วนผลผลิตจากซูเปอร์ดราฟท์ปี 2015 สองรอบแรกยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อมีเพียง 15 จาก 42 คนเท่านั้นที่ยังอยู่ใน MLS ณ ปัจจุบัน

 

เรื่องดังกล่าวทำให้มีเสียงเรียกร้องให้มีการสังคยานาระบบการดราฟท์เสียใหม่ หรือหนักข้อกว่านั้นคือการยกเลิกระบบนี้ไปเลย แต่อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ระบบการดราฟท์ที่ถือเป็นจุดเด่นสำคัญของอเมริกันเกมส์ กลับใช้ไม่ได้ผลกับกีฬาอย่าง ซอคเก้อร์ หรือที่ทั่วโลกรู้จักในชื่อ ฟุตบอล กัน?

 

ดราฟท์คืออะไร?


Picture : www.nhl.com

หากเปิดพจนานุกรมหาความหมายของคำว่า Draft ก็จะพบว่าคำๆ เดียวนี้มีความหมายที่หลากหลาย แต่ความหมายหนึ่งในนั้นซึ่งแปลว่า กระบวนการคัดเลือก นอกจากจะถูกนำมาใช้ในการเกณฑ์ทหารแล้ว วงการกีฬาก็ถือเป็นอีกหนึ่งวงการที่นำคำดังกล่าวมาใช้ในความหมายนี้เช่นกัน

 

การดราฟท์สำหรับวงการกีฬานั้น คือกระบวนการเลือกผู้เล่นเข้าสู่ทีม ซึ่งแต่ละทีมจะมีสิทธิ์เลือกได้เฉพาะผู้เล่นในรายชื่อกองกลาง (Pool) ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและได้แจ้งชื่อกับฝ่ายจัดการแข่งขันเท่านั้น ซึ่งเมื่อทีมใดทีมหนึ่งดราฟท์ตัวนักกีฬาคนไหนได้ ทีมนั้นก็จะมีเอกสิทธิ์ในการเซ็นสัญญาผู้เล่นคนนั้นเข้าสังกัด และทีมอื่นๆ ไม่สามารถแย่งตัวได้

 

แม้จะมีบันทึกว่าเคยมีการดราฟท์ในวงการเบสบอลช่วงศตวรรษที่ 19 แต่ระบบการดราฟท์อย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกจริงๆ ในปี 1935 กับศึกอเมริกันฟุตบอล NFL สมัยที่ยังมี 2 ลีก NFL-AFL แข่งขันกัน ไม่ได้รวมเป็น NFL เพียงหนึ่งเดียวเหมือนทุกวันนี้ โดย โจเซป คาร์ ประธาน เอ็นเอฟแอล ในสมัยนั้นเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดดังกล่าวจาก 2 เหตุผลสำคัญ คือเพื่อควบคุมการใช้ค่าใช้จ่ายของแต่ละทีมไม่ให้เกินตัว และลดโอกาสของการที่ทีมใหญ่ๆ จะครองความยิ่งใหญ่ในการแข่งขันเป็นเวลานานๆ

 

ซึ่งระบบการดราฟท์มักจะมาควบคู่กับระบบเพดานเงินเดือน หรือ ซาลารี่ แคป (Salary Cap) เนื่องจากมีข้อตกลงร่วมกัน (Collective Bargaining Agreements - CBA) ระหว่างลีกกับสหภาพผู้เล่นเป็นข้อบังคับไว้ โดยจะมีข้อกำหนดว่าผู้เล่นหน้าใหม่จะได้สัญญาอาชีพฉบับแรกสูงสุดกี่ปี มูลค่ารวมขั้นต่ำและไม่เกินเท่าไหร่ หลังจากสัญญาฉบับนั้นหมดลง ผู้เล่นจะกลายเป็น ฟรีเอเยนต์ (Free Agent) และสามารถเซ็นสัญญากับทีมไหนก็ได้

 

โมเดลเพื่ออเมริกันชน

หลังจากที่ระบบการดราฟท์ประสบความสำเร็จกับ NFL ลีกกีฬาชนิดอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกาจึงได้นำระบบดังกล่าวมาใช้เช่นกัน เริ่มจาก บาสเกตบอล NBA ในปี 1947, ฮอกกี้น้ำแข็ง NHL ในปี 1963 และ เบสบอล MLB ในปี 1965

 

โดยการดราฟท์ที่แฟนกีฬาส่วนใหญ่คุ้นเคยนั้นจะเรียกว่า Entry Draft ซึ่งมีขึ้นเพื่อจัดสรรผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ลีก อย่างเช่นใน NFL ผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีสิทธิ์เข้าดราฟท์ ต้องจบการศึกษาปีที่ 3 หรือ 4 ของระดับมหาวิทยาลัย หรือ NBA ซึ่งคนที่จะเข้าสู่การดราฟท์ได้ ต้องเข้ามหาวิทยาลัยอย่างน้อย 1 ปี หรือมีประสบการณ์มาจากลีกต่างประเทศ

 

แม้หลักเกณฑ์สำคัญประการหนึ่งของดราฟท์ คือการให้ทีมที่มีสถิติแย่ที่สุดในฤดูกาลก่อนหน้าได้สิทธิ์เลือกผู้เล่นเป็นทีมแรก เพื่อเปรียบเสมือนเป็นของขวัญให้ทีมนั้นได้มีพลังใจสร้างทีมใหม่ และกลับสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จอีกครั้ง ถึงกระนั้นแต่ละลีก แต่ละชนิดกีฬา ก็มีกฎที่ไม่เหมือนกัน

 

อย่าง NFL กฎในการเลือกผู้เล่นไม่มีอะไรที่ซับซ้อน เมื่อทีมที่มีสถิติแย่สุดจะได้เลือกผู้เล่นคนแรกโดยอัตโนมัติ ไล่เรียงไปจนถึงทีมที่เป็นแชมป์ในฤดูกาลก่อนหน้า ซึ่งจะได้เลือกเป็นทีมสุดท้ายในแต่ละรอบ โดยนอกจากแต่ละทีมใน NFL จะได้สิทธิ์ดราฟท์ทีมละ 7 รอบ รวม 224 คนแล้ว ทางลีกก็จะจัดสรรเพิ่มให้อีก 32 คน แก่ทีมต่างๆ ที่เสียผู้เล่นสำคัญในตลาดฟรีเอเยนต์ เรียกว่า Compensatory Picks โดยจะกระจายให้ในรอบหลังๆ การดราฟท์ NFL ในแต่ละปีจึงมีผู้ที่ได้รับการเลือกจากทีมต่างๆ ในลีกรวม 256 คน

 

แต่สำหรับ NBA ซึ่งมีการดราฟท์เพียง 2 รอบ รวม 60 คนนั้น ทีมที่มีสถิติแย่สุด ไม่ได้หมายความว่าจะได้เลือกผู้เล่นเป็นทีมแรกเสมอไป เนื่องจากบาสเกตบอลเป็นกีฬาที่ใช้ผู้เล่นน้อยกว่า การได้ผู้เล่นชั้นยอดสักคนจากการดราฟท์อาจพลิกชีวิตของทีมนั้นให้ดีขึ้นทันตาก็จริง แต่หากทีมนั้นตัดสินใจแทงค์ (tank) หรือเล่นให้แพ้บ่อยๆ เพื่อหวังสิทธิ์ดราฟท์ ภาพรวมของการแข่งขันก็จะไม่สนุก ด้วยเหตุนี้จึงมีการคิดระบบล็อตเตอรี่ (Lottery) ขึ้นเพื่อสุ่มเลือกทีมที่ไม่ได้เข้ารอบเพลย์ออฟว่าทีมใดจะได้เลือกผู้เล่นก่อน เพื่อเป็นการปรามทีมเหล่านั้นว่า ถึงจะทิ้งฤดูกาลหวังดราฟท์อันดับ 1 แต่ก็ใช่จะสมหวังทุกครั้งไป ถึงกระนั้นทีมที่มีสถิติแย่กว่า ก็ยังมีโอกาสถูกล็อตเตอรี่ดราฟท์อันดับ 1 มากกว่าอยู่ดี

 

อีกตัวแปรสำคัญที่อาจส่งผลกับอันดับการดราฟท์จริง นั่นคือการเทรด เมื่อทีมที่ได้สิทธิ์ดราฟท์ในอันดับต่ำกว่าต้องการผู้เล่นฝีมือดีในการดราฟท์ แต่หากรอถึงอันดับตัวเองอาจโดนตัดหน้า ทีมนั้นก็สามารถแลกสิทธิ์ดราฟท์ของตัวเองกับของทีมอื่น หรือแลกกับผู้เล่นได้ ขณะเดียวกัน ทีมใดที่ต้องการผู้เล่นที่มีสัญญากับทีมอื่น ก็สามารถเสนอสิทธิ์ดราฟท์เป็นส่วนหนึ่งในการเทรดได้เช่นกัน

 

ขณะเดียวกันก็มีการดราฟท์ในรูปแบบอื่นที่อาจไม่ได้เห็นบ่อยนัก อย่างเช่น Expansion Draft ซึ่งมีขึ้นเพื่อช่วยเหลือทีมที่ก่อตั้งใหม่ให้ตั้งตัวได้เร็วขึ้น โดยนอกจากพวกเขาจะได้สิทธิ์ดราฟท์เป็นทีมแรกใน Entry Darft โดยอัตโนมัติแล้ว ทีมที่อยู่มาก่อนยังจะต้องส่งชื่อผู้เล่นในทีมจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ทีมใหม่เลือกเข้าทีมอีกด้วย ในทางกลับกัน ก็มี Dispersal Draft เพื่อช่วยเหลือผู้เล่นที่กำลังจะตกงานจากการที่ต้นสังกัดเดิมกำลังจะยุบทีมให้มีอาชีพต่อไป โดยให้ทีมที่ยังเล่นในลีกอยู่เลือกตัวไปร่วมทีม

 

ผลพวงจากการดราฟท์

แม้ทีมที่ดราฟท์นักกีฬามาได้จะมีเอกสิทธิ์ในการเซ็นสัญญาผู้เล่นคนนั้นเข้าสังกัด และทีมอื่นๆ ไม่สามารถแย่งตัวได้ก็จริง แต่ก็มีหลายครั้งที่นักกีฬาเกิดไม่อยากไปอยู่กับทีมที่ดราฟท์มาเสียดื้อๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพราะความรู้สึกที่ว่า ทีมที่จะได้ไปอยู่ไม่มีอนาคต ไม่สามารถทำให้เขาเฉิดฉายบนเส้นทางอาชีพได้ หรือเพราะไม่พอใจในสัญญาที่ทีมยื่นให้

 

ซึ่งในกรณีนี้ นักกีฬาก็มีสิทธิ์ โฮลด์เอาท์ (Holdout) หรือไม่เซ็นสัญญา ไม่เข้าร่วมกิจกรรมใดๆ กับทีมจนกว่าจะได้ข้อสรุปในแบบที่ตนพอใจ แต่ข้อเสียของการโฮลด์เอาท์ก็คือ ผู้เล่นก็จะไม่สามารถไปเซ็นสัญญากับทีมอื่นได้เช่นกัน เท่ากับว่ามีโอกาสที่จะเสียเวลา และเสียโอกาสทำเงินไป 1 ปีฟรีๆ ทางเลือกที่นิยมมากกว่าจึงเป็นการเทรดตัวให้ทีมอื่นเพื่อตัดปัญหา

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นในศึกอเมริกันฟุตบอล NFL ในการดราฟท์ปี 1983 เมื่อ จอห์น เอลเวย์ ที่สมัยเน้นเป็นควอเตอร์แบ็คดาวรุ่งจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประกาศกร้าวว่าจะไปเล่นเบสบอล MLB กับ นิวยอร์ก แยงกี้ส์ ทันทีหาก บัลติมอร์ โคลท์ส (อินเดียนาโปลิส โคลท์ส ในปัจจุบัน) ดราฟท์เขาเข้าทีมในฐานะอันดับ 1 จนทีมต้องเทรดไปให้ เดนเวอร์ บรองโก้ส์ เพื่อยุติปัญหา ก่อนที่เอลเวย์จะกลายเป็นตำนานจอมทัพผู้นำทีมม้าป่าคว้าแชมป์ซูเปอร์โบวล์ 2 สมัยติดต่อกัน

 

อีกเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปี 2004 เมื่อ อีไล แมนนิ่ง ประกาศจะไม่ไปเป็นควอเตอร์แบ็คให้ ซานดิเอโก้ ชาร์จเจอร์ส (ลอสแอนเจลิส ชาร์จเจอร์ส ในปัจจุบัน) หากทีมเลือกเขาในฐานะดราฟท์หมายเลข 1 ทำให้ทีมต้องไปตกลงกับ นิวยอร์ก ไจแอนส์ โดยฝั่งไจแอนส์จะเลือก ฟิลิป ริเวอร์ส ผู้เล่นในตำแหน่งเดียวกันที่ทางชาร์จเจอร์สอยากได้ตัว แล้วค่อยไปเทรดแลกตัวกันในภายหลัง ถือเป็นการเทรดที่สมประโยชน์กันทุกฝ่าย แม้ฟากไจแอนส์และแมนนิ่งผู้น้องจะประสบความสำเร็จมากกว่ากับการคว้าแชมป์ซูเปอร์โบวล์ 2 สมัยก็ตาม

 

และเมื่อสิทธิ์ในการเลือกของการดราฟท์ขึ้นอยู่กับทีมเป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันก็มีนักกีฬาที่เข้ารับเลือกในการดราฟท์เป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่แน่นอนว่าจะต้องมีส่วนหนึ่งที่ผิดหวัง ไม่ได้รับการเลือกจากทุกทีม หรือ อันดราฟท์ (Undrafted) แล้วชีวิตของผู้เล่นเหล่านี้จะเป็นอย่างไรต่อไป?

 

สำหรับเรื่องดังกล่าว ชีวิตของเหล่าผู้เล่นอันดราฟท์เองก็มีเส้นทางที่หลากหลาย ทั้งการกลับไปศึกษาต่อให้จบ ก้าวสู้เส้นทางอาชีพเหมือนคนปกติ หรือตามล่าฝันในเส้นทางสายกีฬาต่อ ซึ่งก็มีหนทางหลากหลาย ทั้งการไปเป็นผู้เล่นทีมซ้อมหรือโชว์ฝีมือในลีกรอง ซึ่งความฝันสูงสุดของเหล่าอันดราฟท์เหล่านี้ คือการได้โอกาสพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในระดับอาชีพ ที่หลายคนเคยผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้และประสบความสำเร็จมาแล้ว อย่างเช่น เคิร์ท วอร์เนอร์ ที่ชีวิตพลิกผันจากการเป็นควอเตอร์แบ็คอันดราฟท์จนต้องไปทำงานในซูเปอร์มาร์เก็ต กับต้องไปเล่นในเวทีเล็ก ก่อนที่ เซ็นหลุยส์ แรมส์ (ลอสแอนเจลิส แรมส์ ในปัจจุบัน) จะเซ็นสัญญามาร่วมทีม และใช้โอกาสที่ได้รับจนกลายเป็นควอเตอร์แบ็คดีกรีแชมป์ซูเปอร์โบวล์ในที่สุด

 

การดราฟท์ในวงการอเมริกันเกมส์ ได้ส่งผลในแง่บวกต่อวงการกีฬาของพวกเขาหลายประการ ประการแรกคือส่งเสริมวงการกีฬาในระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยให้แข็งแกร่ง ยิ่งนักกีฬาจากที่ใดเติบโตไปประสบความสำเร็จในระดับอาชีพมากเท่าไหร่ สถาบันการศึกษาแห่งนั้นก็ยิ่งจะได้เครดิต เป็นที่หมายตาของนักกีฬาดาวรุ่งที่อยากเข้ามาเรียน รวมถึงผู้สนับสนุนมากขึ้น

 

ประการต่อมาก็คือ การดราฟท์ทำให้การแข่งขันในระดับอาชีพมีความสูสียิ่งขึ้น เนื่องจากกฎระบุว่า ทีมที่มีสถิติแย่สุดจะมีสิทธิ์ได้เลือกผู้เล่นก่อน การดราฟท์จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความหวังของทีมที่ห่างหายจากความสำเร็จไปนานให้กลับมามีโอกาสลืมตาอ้าปากอีกครั้ง ส่วนทีมชั้นแนวหน้า ก็ถูกตัดตอนโอกาสครองความยิ่งใหญ่แบบเบ็ดเสร็จจากการได้ดราฟท์เป็นลำดับหลังๆ หากหวังจะได้ดราฟท์อันดับต้นๆ ก็มีไม่กี่ทางเลือก คือยอมทิ้งฤดูกาล เล่นให้แพ้บ่อยๆ หรือไปเล่นแร่แปรธาตุผ่านการเทรด ซึ่งถือเป็นการพิสูจน์ฝีมือของฝ่ายบริหารแล้วว่าจะทำอย่างไรให้ทีมเสียเปรียบน้อยที่สุด

 

ส่วนผลพลอยได้นอกสนามนั้นก็มีเช่นกัน เพราะการดราฟท์ในอเมริกันเกมส์นั้นถือเป็นอีกอีเวนท์ใหญ่ในรอบปี ซึ่งจะมีแฟนกีฬาจากทั่วประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน นำมาซึ่งเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของเมืองที่ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ เม็ดเงินมหาศาลไหลสู่เมืองตลอดช่วงการจัดงาน

 

เหตุใดดราฟท์ถึงไม่ได้ผลกับซอคเก้อร์?


Picture : www.lagalaxy.com

อันที่จริงหลักการพื้นฐานของระบบการดราฟท์ระหว่าง MLS ลีกอาชีพของกีฬาซอคเก้อร์ กับลีกอาชีพของอเมริกันเกมส์ชนิดอื่นๆ นั้นแทบไม่มีความแตกต่างเลย เพราะนักกีฬาที่จะเข้าสู่การดราฟท์ได้ ก็ต้องผ่านการเล่นในระดับมหาวิทยาลัยมาก่อน และทีมที่มีผลงานแย่สุด ก็จะได้สิทธิ์เลือกผู้เล่นก่อนเช่นกัน แต่เหตุไฉนระบบนี้ถึงไม่ได้ผลกับกีฬามหาชนคนทั้งโลกอย่าง ซอคเก้อร์ กัน?

 

คำตอบก็คือ ในสมัยเริ่มต้น ระบบดราฟท์ใน MLS นั้นมีจุดประสงค์ที่เหมือนกับอเมริกันเกมส์ชนิดอื่นๆ คือเป็นช่องทางสร้างโอกาสให้นักกีฬาที่ยังไม่มีประสบการณ์ในระดับอาชีพ ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีนักฟุตบอลเป็นผลผลิตให้ใช้มากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป แต่ละสโมสรก็ต้องการสร้างระบบเยาวชนของพวกเขาเอง เนื่องจากระบบดังกล่าวจะช่วยให้นักเตะมีความพร้อมสู่การเล่นระดับอาชีพได้เร็วขึ้นมาก เหมือนกับในนานาประเทศที่ต่างก็ใช้ระบบนี้กันทั้งสิ้น

 

เหตุดังกล่าวทำให้ทาง MLS ออกกฎผู้เล่นโฮมโกรว์น (Homegrown Player Rule) ขึ้นเมื่อปี 2008 ซึ่งอนุญาตให้แต่ละทีมสามารถเซ็นสัญญาผู้เล่นท้องถิ่นที่ผ่านระบบเยาวชนของสโมสรขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านระบบดราฟท์แบบไม่จำกัด ยิ่งไปกว่านั้น ทางลีกยังได้จัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยออกค่าเหนื่อยส่วนหนึ่งให้กับผู้เล่นกลุ่มนี้ และจะไม่นับค่าเหนื่อยของผู้เล่นกลุ่มนี้ในเพดานเงินเดือน นอกจากนี้ หากผู้เล่นตัดสินใจที่จะเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ก็ยังสามารถเข้ามาเล่นใน MLS ได้ด้วยกฎนี้ตราบใดที่ยังมีชื่ออยู่ในทีมตั้งแต่ชุดเยาวชน

 

กฎดังกล่าวทำให้แต่ละสโมสรเร่งสร้างระบบนักเตะเยาวชนของตนเอง เพื่อปั้นนักเตะที่พร้อมเล่นฟุตบอลในระดับอาชีพได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านเกมระดับมหาวิทยาลัย แถมยังได้ใจแฟนบอลที่ได้เชียร์นักกีฬาคนบ้านเดียวกันอีกด้วย ขณะที่ผู้เล่นที่ผ่านการดราฟท์ ต้องใช้เวลาในการปรับความพร้อมให้เข้ากับระบบอาชีพ ซึ่งโดยทั่วไปก็มักจะส่งให้ไปเล่นในลีกรองก่อน และหลายครั้งทีมก็ยอมปล่อยพวกเขาให้พ้นจากสารบบไปเลย เพราะผู้เล่นจากระดับมหาวิทยาลัยที่ฝีเท้าดีในกีฬานี้ไม่ใคร่จะมีนัก จากการที่ไม่ใช่กีฬาซึ่งคนอเมริกันนิยมอยู่แล้ว

 

เรื่องดังกล่าวทำให้ในตอนนี้ทุกทีมใน MLS มีผู้เล่นโฮมโกรว์น ซึ่งบางทีมมีมากถึง 11 ราย ขณะที่การดราฟท์แม้จะยังมีอยู่ แต่หลายทีมก็ลดความสำคัญไปมาก บางทีมยอมเทรดสิทธิ์ดราฟท์ให้กับทีมอื่นอย่างไม่ลังเล เพื่อแลกกับเงินสดที่สามารถไปเติมในเพดานค่าเหนื่อย ให้ทีมสามารถจ้างผู้เล่นโฮมโกรว์น หรือผู้เล่นจากต่างชาติได้มากขึ้น

 

ซึ่งหากไม่มีการปรับปรุงกฎการดราฟท์ รวมถึงผู้เล่นโฮมโกรว์นให้สอดคล้องและสมประโยชน์กันมากขึ้น ไม่แน่ว่าในอนาคต การดราฟท์ของ MLS อาจกลายสภาพเป็นเพียงพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ตามแบบฉบับอเมริกันชน ที่มีขึ้นเพื่อให้รู้ว่านี่คือลีกของประเทศนี้ แต่กลับไม่สร้างประโยชน์อะไรในการแข่งขันระดับอาชีพเลยได้เช่นกัน

 

 


 

แหล่งที่มา

 

Michael MacCambridge, America's Game. New York: Random House, 2004.

https://operations.nfl.com/the-players/the-nfl-draft/the-rules-of-the-draft/

https://bleacherreport.com/articles/2774679-nba-draft-lottery-rules-how-the-process-works

https://www.mlssoccer.com/league/official-rules/mls-roster-rules-and-regulations

http://bleacherreport.com/articles/566827-mls-superdraft-why-the-rise-of-youth-academies-causing-the-draft-to-be-obsolete

https://mlsmultiplex.com/2018/01/19/opinion-time-move-mls-superdraft/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง