mainstand

Stories

ระบบดราฟท์ : เอกลักษณ์ “อเมริกันเกมส์” ที่ล้มเหลวกับ “ซอคเกอร์”



เมื่อพูดถึงอเมริกันเกมส์ หรือวงการกีฬาอาชีพของสหรัฐอเมริกา หนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญที่แฟนกีฬาทุกคนเป็นต้องนึกถึงก็คือ “การดราฟท์” หรือการคัดเลือกนักกีฬาเข้าสู่ทีม ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาแห่งความหวังว่าผู้เล่นคนใหม่ที่ถูกดราฟท์มานั้นจะพลิกฟื้นชะตาชีวิตทีมจากที่อับแสงให้กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง


 

ถึงกระนั้นก็เป็นที่น่าสังเกตว่า การดราฟท์ผู้เล่นของ เมเจอร์ลีก ซอคเก้อร์ หรือ MLS ลีกฟุตบอลสูงสุดของแดนมะกัน กลับไม่เป็นที่พูดถึงของแฟนกีฬามากนักเมื่อเปรียบเทียบกับอเมริกันฟุตบอล NFL หรือบาสเกตบอล NBA ไม่เพียงเท่านั้น นักกีฬาที่เป็นผลผลิตของการดราฟท์จาก MLS ยังเป็นที่พูดถึงน้อยมากเมื่อเทียบกับกีฬาชนิดอื่นๆ แต่เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้นไปได้กัน?

 

เอกลักษณ์อเมริกันเกมส์

การดราฟท์สำหรับวงการกีฬานั้น คือกระบวนการเลือกผู้เล่นเข้าสู่ทีม ซึ่งแต่ละทีมจะมีสิทธิ์เลือกได้เฉพาะผู้เล่นในรายชื่อกองกลางที่ประกาศว่าจะเข้าสู่ลีกในปีดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งเมื่อทีมหนึ่งทีมใดดราฟท์ตัวนักกีฬาคนไหนได้ ทีมนั้นก็จะมีเอกสิทธิ์ในการเซ็นสัญญาผู้เล่นคนนั้นเข้าสังกัด และทีมอื่นๆ ไม่สามารถแย่งตัวได้อย่างเด็ดขาด


Photo : www.nhl.com

แม้เคยมีการบันทึกว่าเกิดการดราฟท์ในกีฬาเบสบอลช่วงศตวรรษที่ 19 แต่ระบบการดราฟท์อย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกจริงๆ ในปี 1935 กับศึกอเมริกันฟุตบอล NFL ก่อนที่ลีกกีฬาอื่นๆ จะรับไปปฏิบัติตามในเวลาต่อมา

โดย โจเซป คาร์ ประธาน NFL ในสมัยนั้นได้ตัดสินใจริเริ่มระบบการดราฟท์ด้วย 2 เหตุผลสำคัญ ประการแรก คือเพื่อควบคุมการใช้ค่าใช้จ่ายของแต่ละทีมไม่ให้เกินตัว และอีกประการสำคัญคือ ลดโอกาสของการที่ทีมใหญ่ๆ มีโอกาสครองความยิ่งใหญ่ในการแข่งขันเป็นเวลานานๆ รวมถึงเพิ่มโอกาสให้ทีมเล็กที่มีผลงานย่ำแย่ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากอีกครั้ง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้กฎเกณฑ์สำคัญข้อหนึ่งของการดราฟท์ คือการที่ทีมซึ่งมีสถิติแย่สุดในฤดูกาลก่อนหน้า จะได้สิทธิ์เลือกผู้เล่นเป็นทีมแรกในฤดูกาลถัดไปโดยอัตโนมัติ (ยกเว้นกรณีที่มีการเพิ่มทีมในลีก ซึ่งทีมใหม่จะได้สิทธิ์เลือกผู้เล่นก่อนหน้าทีมที่มีสถิติแย่สุด) ซึ่งแทบทุกลีกกีฬาอาชีพในสหรัฐอเมริกาก็นำกฎที่ว่านี้ไปใช้เหมือนกัน

ถึงกระนั้นก็ยังมีข้อยกเว้นอยู่ลีกหนึ่ง ซึ่งก็คือ บาสเกตบอล NBA เนื่องจากบาสเกตบอลเป็นกีฬาที่ใช้ผู้เล่นน้อยกว่า การได้ผู้เล่นชั้นยอดสักคนจากการดราฟท์อาจพลิกชีวิตของทีมนั้นให้ดีขึ้นทันตาก็จริง แต่หากทีมนั้นตัดสินใจแทงค์ (Tank) หรือทิ้งซีซั่นไปเรื่อยๆ เพื่อหวังสิทธิ์ดราฟท์ โอกาสที่จะเกิดซูเปอร์ทีมภายในเวลา 4-5 ปีก็สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้ภาพรวมของการแข่งขันไม่สนุกตามไปด้วย


Photo : NBA.com

ทาง NBA จึงคิดระบบล็อตเตอรี่ (Lottery) ขึ้นเพื่อสุ่มเลือกทีมที่ไม่ได้เข้ารอบเพลย์ออฟว่าทีมใดจะได้เลือกผู้เล่นก่อน เพื่อเป็นการปรามทีมเหล่านั้นว่า ถึงจะทิ้งฤดูกาลหวังดราฟท์อันดับ 1 แต่ก็ใช่จะสมหวังทุกครั้งไป ถึงกระนั้นทีมที่มีสถิติแย่กว่า ก็ยังมีโอกาสถูกล็อตเตอรี่ดราฟท์มากกว่าอยู่ดี

อีกตัวแปรสำคัญที่อาจส่งผลกับอันดับการดราฟท์จริง นั่นคือการเทรด เมื่อทีมที่ได้สิทธิ์ดราฟท์ในอันดับต่ำกว่าต้องการผู้เล่นฝีมือดี แต่กลัวว่าจะโดนตัดหน้าไปเสียก่อน ก็สามารถแลกสิทธิ์ดราฟท์ของตัวเองกับของทีมอื่น หรือแลกกับผู้เล่นได้ ขณะเดียวกัน ทีมใดที่ต้องการผู้เล่นที่มีสัญญากับทีมอื่น ก็สามารถเสนอสิทธิ์ดราฟท์เป็นส่วนหนึ่งในการเทรดได้เช่นกัน

 

ช่วงเวลาแห่งความหวังและตื่นเต้น

สำหรับนักกีฬาที่เข้าสู่การดราฟท์ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักกีฬาจากระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเปรียบเสมือนแหล่งคัดกรองสำคัญก่อนเข้าสู่ระดับอาชีพ แม้จะมีนักกีฬาจากต่างชาติเข้ามาบ้าง แต่ก็มีปริมาณไม่มากนัก


Photo : Cleveland.com

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมาจากหนทางใด ผู้เล่นส่วนใหญ่ล้วนมีผลงานในอดีตมาเป็นเครื่องการันตีฝีมือ ทำให้ วอลเตอร์ เชเรนปินสกี้ เจ้าของเว็บไซต์ WalterFootball.com มองว่า การดราฟท์ของอเมริกันเกมส์จึงเปรียบเสมือนช่วงเวลาแห่งความหวังและตื่นเต้นของแฟนกีฬาทั่วสหรัฐอเมริกาไปโดยปริยาย

"การดราฟท์คือช่วงเวลาที่แฟนกีฬาของสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นแฟนการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัยหรือระดับอาชีพจะจดจ่ออยู่กับสิ่งเดียวกัน แฟนกีฬามหาวิทยาลัยจะรู้สึกตื่นเต้นว่า นักกีฬาคนที่ตัวเองชื่นชอบจะไปอยู่กับทีมไหน ส่วนแฟนกีฬาระดับอาชีพก็คาดหวังว่า คนที่ทีมเลือกเข้ามาจะช่วยให้ทีมรักนั้นดีกว่าเดิม"


Photo : www.onceametro.com

และเหตุที่การดราฟท์คือช่วงเวลาแห่งความหวังและตื่นเต้นนี้เอง ฝ่ายจัดการแข่งขันของลีกกีฬาอาชีพในสหรัฐอเมริกาจึงได้ทำให้การดราฟท์เป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการมีกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดราฟท์มากมาย อย่างการเชิญผู้เล่นมาทดสอบฝีเท้าเพื่อให้แฟนๆ ได้เห็นฟอร์มก่อนการดราฟท์, การวิเคราะห์ฝีมือและความน่าจะเป็นต่างๆ โดยสื่อ รวมถึงการจัดพิธีดราฟท์แบบใหญ่โต

สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมา จึงทำให้การดราฟท์ผู้เล่นของลีกกีฬาอาชีพในสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในกิจกรรมของวงการกีฬาที่ไม่ใช่การแข่งขันกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดกิจกรรมหนึ่งของโลก โดยมีแฟนๆ นับล้านคนรอชมการถ่ายทอดสด ตลอดจนร่วมเป็นสักขีพยานถึงสถานที่จัดงานหลายพันหลายหมื่นคน ซึ่งช่วยให้ลีกรวมถึงเมืองที่จัดงานรับทรัพย์จำนวนมหาศาลเลยทีเดียว

 

แล้วเหตุใดถึงไม่ได้ผลกับซอคเก้อร์?

เมเจอร์ลีก ซอคเก้อร์ หรือ MLS เอง ก็รับอิทธิพลของอเมริกันเกมส์มาอย่างเต็มที่เช่นกัน เพราะนับตั้งแต่ก่อตั้งลีกเมื่อปี 1996 การดราฟท์ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของลีกมาโดยตลอด


Photo : www.bigdsoccer.com

ปัญหาก็คือ ในระยะหลังความน่าสนใจในการดราฟท์นั้นค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ แถมยังมีสถิติที่น่าตกใจ เมื่อมีผู้เล่นจากการดราฟท์น้อยที่สามารถเอาตัวรอดในระดับอาชีพได้ โดยมีเพียง 16 จาก 38 คนจากการดราฟท์สองรอบแรกของปี 2014 และ 15 จาก 42 คนของสองรอบแรกปี 2015 ที่ยังเล่นอยู่ใน MLS ณ ปัจจุบัน ซ้ำร้าย ส่วนใหญ่ยังได้รับโอกาสลงสนามเพียงแค่กับทีมสำรองเท่านั้น

เมื่อตัวเลขออกมาเช่นนี้ แล้วการดราฟท์ยังจะสำคัญอยู่อีกหรือไม่? เรื่องดังกล่าว เบน โอลเซ่น อดีตนักเตะทีมชาติสหรัฐอเมริกา และเฮดโค้ชของ ดีซี ยูไนเต็ด ในปัจจุบันมองว่า

“สำหรับผมแล้ว การดราฟท์มันยังมีความสำคัญอยู่นะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเป็นทีมอันดับต้นๆ ด้วยแล้วเนี่ย ถึงกระนั้น ดูเหมือนผู้เล่นจากมหาวิทยาลัยจะมีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียของ ซึ่งจริงๆ แล้ว มันไม่ใช่ความผิดของระบบซอคเก้อร์ในระดับมหาวิทยาลัยเลย แต่พัฒนาการของเกมลูกหนังและลีกต่างหากที่ทำให้มันกลายเป็นแบบนี้”

อย่างที่ทราบกันดีว่า ตลอดช่วงเวลา 20 กว่าปีนับตั้งแต่ก่อตั้ง MLS ถือเป็นลีกที่มีพัฒนาการอย่างไม่หยุดยั้ง จากการมีนักเตะจากต่างชาติระดับดาวดังมากมายเข้าสู่ลีก แต่การมาถึงของเหล่าซูเปอร์สตาร์ บวกกับการที่แต่ละทีมมีโอกาสได้เจอกับคู่แข่งจากต่างประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทีมจากยุโรปในเกมอุ่นเครื่อง หรือแม้แต่ทีมจากคู่รักคู่แค้นร่วมทวีปอย่าง เม็กซิโก ในเกม คอนคาเคฟ แชมเปี้ยนส์ลีก ความจริงอย่างหนึ่งก็ปรากฎ ...

นั่นคือมาตรฐานนักเตะของ MLS โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาจากการดราฟท์ กับนักเตะต่างชาตินั้นมีความแตกต่างกันมากกว่าที่คิด เพราะต้องไม่ลืมว่า ฟุตบอลอาชีพในสหรัฐอเมริกาถือเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน รากฐานโดยเฉพาะการพัฒนาผู้เล่นจึงยังไม่มั่นคงมากนักเมื่อเทียบกับนักเตะจากที่อื่น ซึ่งมีระบบการสร้างนักเตะที่เป็นระบบมาหลายสิบปี

เหตุดังกล่าวทำให้แต่ละสโมสรตัดสินใจสร้างระบบอคาเดมี่ เพื่อปั้นนักเตะเยาวชนของตัวเอง ซึ่ง MLS ก็ไม่อาจทัดทานกระแสที่ว่านี้ได้ จนต้องออกกฏเพื่อส่งเสริมในชื่อ กฎผู้เล่นโฮมโกรว์น (Homegrown Player Rule) ขึ้นเมื่อปี 2008 ที่อนุญาตให้แต่ละทีมสามารถเซ็นสัญญาผู้เล่นท้องถิ่นที่ผ่านระบบเยาวชนของสโมสรขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านระบบดราฟท์แบบไม่จำกัด ยิ่งไปกว่านั้น ทางลีกยังได้จัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยออกค่าเหนื่อยส่วนหนึ่งให้กับผู้เล่นกลุ่มนี้ รวมถึงจะไม่นับค่าเหนื่อยของผู้เล่นกลุ่มนี้ในเพดานเงินเดือน และหากผู้เล่นตัดสินใจที่จะเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ก็ยังสามารถเข้ามาเล่นใน MLS กับทีมเดิมได้ทันทีตราบใดที่ยังมีชื่ออยู่ในทีมตั้งแต่ชุดเยาวชน

สิ่งที่เกิดขึ้นยังสะท้อนผ่านตัวนักเตะอีกด้วย เมื่อนักเตะที่ผ่านระบบอคาเดมี่ สามารถเติบใหญ่จนลงเล่นในระดับสูงได้ อย่างเช่น ดีอันเดร เยดลิน ผลผลิตจากอคาเดมี่ของ ซีแอตเทิ่ล ซาวเดอร์ส ที่พัฒนาฝีเท้าจนก้าวไปติดทีมชาติสหรัฐอเมริกาได้อย่างรวดเร็ว จนได้ไปเล่นในพรีเมียร์ลีก หนึ่งในลีกฟุตบอลที่ดีที่สุดของโลก และเป็นตัวจริงอย่างสม่ำเสมอให้กับทั้ง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด และทีมชาติจนถึงทุกวันนี้ ต่างกับนักเตะที่มาจากการดราฟท์ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เข้ากับระบบอาชีพ ซึ่งมีหลายรายที่สุดท้ายต้นสังกัดก็ไม่รอ ปล่อยตัวพวกเขาออกจากสารบบไปในที่สุด

การ์ธ ลาเกอรวีย์ ผู้จัดการทั่วไปของ ซีแอตเทิ่ล ซาวเดอร์ส ยืนยันด้วยว่า "สมัยก่อนคุณอาจหาผู้เล่นจากการดราฟท์ที่ทีมสามารถใช้งานทันทีได้ แต่เกมซอคเก้อร์สมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งนั่นทำให้คุณต้องมองหานักเตะที่มีประสบการณ์มากแม้ยังเยาว์วัย และระบบอคาเดมี่สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้"

ปัจจุบัน ทุกทีมใน MLS มีผู้เล่นโฮมโกรว์น ซึ่งบางทีมมีมากถึง 11 ราย ขณะที่การดราฟท์แม้จะยังมีอยู่ แต่หลายทีมก็ลดความสำคัญไปมาก บางทีมยอมเทรดสิทธิ์ดราฟท์ให้กับทีมอื่นอย่างไม่ลังเล เพื่อแลกกับเงินสดที่สามารถไปเติมในเพดานค่าเหนื่อย ให้ทีมสามารถจ้างผู้เล่นโฮมโกรว์น หรือผู้เล่นจากต่างชาติได้มากขึ้น


Photo : usatoday.com

แต่แม้จะมีเสียงวิจารณ์อย่างไร แดน คอร์เตมานเช่ รองประธานฝ่ายสื่อสารของ MLS ก็ยืนยันว่า การดราฟท์ยังเป็นสิ่งสำคัญของลีกนี้อยู่

"การดราฟท์ยังคงมีคุณค่าสำหรับสโมสรใน MLS ครับ เพราะผู้เล่นหลายสิบรายที่ผ่านการดราฟท์ได้มีส่วนสำคัญกับการเล่นให้ลีกของเราในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เรายืนยันที่จะรักษาระบบการดราฟท์นี้ไว้ต่อไป อย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้"

ด้วยวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับวงการอเมริกันเกมส์มาโดยตลอด เชื่อได้ว่าที่สุดแล้วระบบการดราฟท์ก็จะยังคงมีอยู่คู่กับกีฬาซอคเก้อร์ต่อไป คำถามก็คือ พวกเขาจะพัฒนาระบบการดราฟท์ ตลอดจนนักเตะระดับมหาวิทยาลัยอย่างไรให้มีคุณภาพมากขึ้นและพร้อมสำหรับการแข่งขันระดับอาชีพ เพื่อที่ผลผลิตจากระบบนี้จะได้ไม่เสียของ จนกลายเป็นความล้มเหลวเหมือนที่เคยเป็นมา?

 

แหล่งอ้างอิง

Michael MacCambridge, America's Game. New York: Random House, 2004.
https://bleacherreport.com/articles/566827-mls-superdraft-why-the-rise-of-youth-academies-causing-the-draft-to-be-obsolete
https://bleacherreport.com/articles/2774679-nba-draft-lottery-rules-how-the-process-works
https://www.mlssoccer.com/league/official-rules/mls-roster-rules-and-regulations
https://mlsmultiplex.com/2018/01/19/opinion-time-move-mls-superdraft/
https://operations.nfl.com/the-players/the-nfl-draft/the-rules-of-the-draft/
https://www.theguardian.com/sport/2013/apr/22/nfl-draft-2013-biggest-non-sport
https://www.washingtonpost.com/news/soccer-insider/wp/2018/01/18/u-s-pro-sports-leagues-love-their-drafts-but-in-mls-its-losing-importance/?utm_term=.a9d0bdfcf43



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง