Stories

ความมืดที่ใต้ดิน : แฟรงคลิน โลบอส…อดีตแข้งทีมชาติชิลีและเพื่อนคนงานผู้ติดเหมือง 69 วัน




การช่วยเหลือสมาชิกทีมฟุตบอลเยาวชน หมูป่า อะคาเดมี่ ที่เข้าไปติดอยู่ในถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย ให้ออกมาอย่างปลอดภัย กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทั้งโลกกำลังเอาใจช่วย ...เหตุการณ์นี้อาจทำให้หลายคนนึกถึงเหตุการณ์คนงานติดอยู่ในเหมืองซาน โฮเซ่ ประเทศชิลีถึง 69 วันเมื่อปี 2010

 

ครั้งนั้นมีอดีตนักฟุตบอลทีมชาติชิลีนามว่า แฟรงคลิน โลบอส  ที่ชีวิตพลิกผันกลายเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัย และอะไรทำให้เขากลายเป็นคนงานเหมือง และเป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์โลกจารึกดังกล่าว? Main Stand ขอย้อนรอยถึงเหตุการณ์คราวนั้นและเรื่องราวของ ‘El Mortero Mágico’

 

เส้นทางลูกหนังของปืนใหญ่มหัศจรรย์

สำหรับคนทั้งโลกบางที แฟรงคลิน โลบอส อาจไม่ได้เป็นนักฟุตบอลที่ไม่มีชื่อเสียงอะไร…แต่หากเป็นบ้านเกิดที่โปเปียโป, ประเทศชิลี เขา คือ ขวัญใจชาวเมือง  

 

โลบอส เริ่มต้นอาชีพการค้าแข้งกับ เรจินอล อตาคาม่า สโมสรประจำเมืองเมื่อปี 1980 และเริ่มสร้างชื่อกลายเป็นที่รักของแฟนบอลจากการยิงฟรีคิกอันทรงพลัง จนได้ฉายา ‘El Mortero Mágico’ (The Magic Mortar) หรือ ‘ปืนใหญ่มหัศจรรย์’ ก่อนชีพจรจะลงเท้า กลายเป็นนักเตะพเนจรไปทั่วประเทศ

 

จุดสูงสุดในการค้าแข้งของเขาเกิดขึ้นในปี 1983 เมื่อ โลบอส นำ โคเบรซาล ทีมที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงที่มีฉายาว่า ‘Mineros’ (Miners) หรือ ‘ชาวเหมือง’ คว้าแชมป์ลีกรองของประเทศ จนถูกเรียกติดทีมชาติชิลีชุดปรีโอลิมปิก 1984 แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถพาทีมผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายที่นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกาได้

 

แม้ชีวิตการเป็นนักฟุตบอลจะทำรายได้ไม่น้อย แต่การวนเวียนค้าแข้งในลีกรองของชิลีมาแทบตลอด ฐานะของเขาจึงไม่ถึงกับร่ำรวยอะไรนัก ก่อนตัดสินใจแขวนสตั๊ดเมื่อปี 1995 กับ เรจินอล อตาคาม่า สโมสรแรกที่เคยลงเล่นให้ และด้วยวัย 38 ปี การเลิกเล่นจึงเป็นอะไรที่ไม่น่าแปลกใจของคนรอบข้างนัก เพราะชีวิตนักฟุตบอลมีช่วงเวลาของมัน

 

จากนั้นชีวิตใหม่ของเขา จึงเริ่มต้นขึ้น…

 

ลงเหมืองเพื่อลูก

แต่เมื่อชีวิตยังต้องดำเนินต่อ โลบอส จึงหยุดไม่ได้ เขาเลือกเส้นทางชีวิตแรกหลังแขวนสตั๊ดด้วยการเป็นคนขับแท็กซี่ในเมืองโกเปียโป บ้านเกิด กระทั่งปี 2005 เจ้าตัวตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ เมื่อสถานการณ์ชีวิตบีบบังคับ การเงินฝืดเคือง ส่วนลูกสาว 2 คนก็โตถึงวัยเข้ามหาวิทยาลัย แน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิม เขาจึงตัดสินใจลงไปใช้ชีวิตใต้ดินด้วยการเป็นคนงานเหมืองในที่สุด

 

ชีวิตใหม่ในสภาพแวดล้อมใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแม้เขาจะได้เงินเดือนที่ราว 700,000 เปโซชิลี หรือราว 40,000 บาท แต่รายได้ดังกล่าวเป็นเพียง 1 ใน 4 ของเงินที่ได้รับสมัยเป็นนักเตะในลีกสูงสุดเท่านั้น “สมัยเป็นนักฟุตบอล คุณแทบไม่ต้องเสียเงินอะไร แค่ลงสนามไปเล่นให้เต็มที่ เป็นตัวแทนให้ชาวเหมืองได้ภูมิใจก็พอ แต่พอต้องไปเป็นคนงานเหมือง ผมก็เข้าใจเลยว่า พวกเขาต้องลำบากขนาดไหนถึงจะหาเงินมาดูผมเล่นในอดีตได้” โลบอส กล่าวเปิดใจถึงชีวิตในช่วงเวลาดังกล่าวกับกลุ่มแฟนคลับของ โคเบรซาล

 

ชีวิตในการเป็นคนงานเหมืองของ โลบอส เต็มไปด้วยเหตุการณ์อันตราย เพียงแค่ปีแรกที่ทำงานนี้ เหมือง ลา คาโรล่า ที่เขาทำงานขณะนั้น เกิดเพลิงไหม้ จนทางเข้า-ออกถูกปิด เขาติดอยู่ในนั้นพร้อมเพื่อนๆ อีกกลุ่มหนึ่ง 1 วันเต็ม  

 

ต่อมา โลบอส ตัดสินใจย้ายไปทำงานในเหมือง ซาน โฮเซ่ แต่ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เหมืองดังกล่าวมีชื่อเสีย (ง) เรื่องอันตรายระหว่างการทำงานมากพอตัว ถึงขนาดที่ผู้ดูแลเหมืองนี้ ต้องเพิ่มเงินเดือนให้คนงานมากกว่าที่อื่น ถึง 30%

 

“พ่อเคยเล่าให้ฉันฟังค่ะว่างานนี้มันมีอันตรายเต็มไปหมด” แคโรลิน่า ลูกสาวของ โลบอส กล่าวถึงการที่พ่อของเธอต้องเข้ามาทำงานในเหมืองนี้ “และแม้เงินจะดีกว่า แต่สวัสดิการก็ใช่จะดีนัก เพราะที่ทำงานเก่าเขาซื้อรองเท้า ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการทำงานและต้องเปลี่ยนอยู่บ่อยๆ ให้ใหม่ทุก 3 เดือน แต่ถึงเงินที่ใหม่จะดีกว่า พ่อกลับต้องออกเงินซื้อรองเท้า ซื้ออุปกรณ์บางอย่างเอง”

 

ถึงกระนั้น โลบอส ก็จำต้องลุยงานที่เสี่ยงอันตรายนี้ต่อไป เพื่ออนาคตอันสดใสของลูกๆ

 

วิกฤตครั้งใหญ่

ด้วยการที่หน้าที่หลักคือการขับรถรับส่งคนงานไปยังส่วนต่างๆ ของเหมือง โลบอส จึงรู้จักสถานที่ทำงานแห่งนี้แทบทุกซอกทุกมุม แต่อุบัติเหตุก็ถือเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้

 

5 สิงหาคม 2010 เป็นอีกวันที่เขาเข้ามาทำงานตามปกติ แต่สิ่งไม่ปกติ คือ เขาไม่สามารถกลับบ้านไปหาครอบครัวที่รักได้ เมื่อพื้นที่ส่วนหนึ่งของเหมืองเกิดถล่มลงมา…

 

คนงานนับร้อยต่างหนีกันจ้าละหวั่น บางส่วนหนีออกมาจากเหมืองได้ แต่อีกส่วนหนีออกมาไม่ทัน ต้องติดอยู่ในเหมือง และโลบอส คือหนึ่งในนั้น สถานการณ์ในตอนแรกดูเหมือนจะเป็นโศกนาฏกรรมด้วยซ้ำ

 

“ทีมช่วยเหลือพบรถคันที่พ่อใช้งานอยู่ในสภาพพังยับเยิน เลือดเปรอะเปื้อนรถทั้งคัน พวกเขาบอกว่าพ่อของฉันไปไม่ถึงจุดรวมตัวเมื่อประสบภัย” แคโรลิน่า รำลึกถึงวันนั้น “วันนั้นทั้งวันฉันเหมือนใจสลาย ทำได้เพียงกรีดร้องอย่างเสียสติ เพราะสิ่งที่พวกเขาบอกเหมือนเป็นการกล่าวแบบกลายๆ ว่า พ่อของฉันได้จากไปตลอดกาลแล้ว”

 

แต่ในระหว่างที่คนใกล้ชิดอยู่ในภาวะสิ้นหวัง กลับมีอีกคนหนึ่งที่ไม่คิดเช่นนั้น...อีวาน ซาโมราโน่ ตำนานดาวยิงทีมชาติชิลี และอินเตอร์ มิลาน ซึ่งเคยเล่นเคียงข้าง โลบอส สมัยที่เริ่มต้นอาชีพการค้าแข้งกับ โคเบรซาล กลับมั่นใจว่าซี้เก่าของเขาต้องไม่เป็นอะไร…

 

“ตั้งแต่วันแรกที่ลงซ้อมด้วยกัน ผมก็รู้สึกได้แล้วว่าเขามีความเป็นผู้นำสูงมาก และก็เชื่อว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เขาจะเอาตัวรอดได้ และจะช่วยให้ทุกคน ที่ติดด้วยกันมีชีวิตรอดเพื่อรอความช่วยเหลือด้วย” ตำนานกองหน้าเจ้าของหมายเลข 1+8 กล่าว

 

69 วันแห่งชีวิต

การที่เหมืองดังกล่าวต้องประสบกับอุบัติเหตุระหว่างการทำงานเป็นประจำ เหล่าคนงานจึงรู้ขั้นตอนในสถานการณ์คับขันระดับหนึ่ง หลุยส์ อูร์ซูอา โฟร์แมน หรือ หัวหน้าควบคุมงาน ที่รู้ซึ้งถึงปัญหาในเหมืองนี้ดี นำทางพาทุกคนที่หนีออกมาไม่ทัน ให้เข้าไปอยู่ในพื้นที่เรียกว่า เรฟูจี (Refuge) หรือจุดรวมตัวเมื่อประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอยู่ลึกถึง 668 เมตรจากพื้นดิน  

 

ทีมช่วยเหลือ คาดการณ์ว่าคนงานเหมืองทั้ง 33 คนจะอยู่ที่นั่น แต่การขุดเจาะลงไป เพื่อค้นหาว่าทุกชีวิตอยู่ที่นั่นจริงหรือไม่ ก็กินระยะเวลานาน มันเป็นช่วงวันที่ทุกข์ทรมาน นอกจากพวกเขาถูกตัดออกจากโลกภายนอก เสบียงยังมีจำนวนจำกัด พวกเขาจึงต้องบริหารทรัพยากรอย่างกระเบียดกระเสียด แต่ละคนได้กินอาหารครั้งละน้อย เพื่อสงวนไว้ให้มีกินนานที่สุด จนน้ำหนักตัวของทุกคนลดลงเฉลี่ยคนละถึง 8 กิโลกรัม พวกเขาไม่รู้เลยว่าจะได้พบกับแสงว่างของดวงอาทิตย์เมื่อไหร่ ไม่มีใครให้คำตอบพวกเขาได้ ระหว่างที่ได้แต่รอ รอ และรอด้วยความหวังอย่างทรมานหัวใจ

 

ทีมช่วยเหลือทำงานอย่างหนัก 17 วัน 17 คืน และระหว่างที่ทีมช่วยเหลือหย่อนหัวเจาะลงไปที่ความลึก 668 เมตร สิ่งที่ติดออกมาพร้อมกับหัวเจาะ คือ กระดาษใบหนึ่งพร้อมกับข้อความ

 

“'Estamos bien en el refugio los 33' (We are well in the refuge the 33) หรือ พวกเราปลอดภัยอยู่ตรงนี้ดีทั้ง 33 คน”

 

มันกลายเป็นข่าวดี ที่ทำให้ทุกๆคนโล่งใจได้เปราะหนึ่ง แต่มันก็เป็นเพียงครึ่งทางของหนังเรื่องนี้ เพราะการช่วยเหลือทั้ง 33 ชีวิต ที่อยู่ลึกเกือบ 700 เมตร ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย…อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุดครอบครัวของผู้ประสบภัยก็ยังได้รับรู้ว่าคนรักของพวกเขายังมีลมหายใจ จากนั้นทีมช่วยเหลือได้เริ่มหย่อนเสบียงอาหารลงไปให้พวกเขาได้ประทังชีวิต ทั้ง 33 คนสามารถติดต่อโลกภายนอกได้อีกครั้ง เมื่อทีมช่วยเหลือได้หย่อนกล้องวิดีโอลงสู่จุดเกิดเหตุ ชีวิตของพวกเขาจึงได้ถูกถ่ายทอดสู่สายตาคนทั้งโลก

 

สำหรับคนมีครอบครัวอย่าง โลบอส กิจวัตรประจำวันที่เขาทำตลอดตั้งแต่ติดต่อกับโลกภายนอกได้ คือการเขียนจดหมายถึงลูกสาว อันที่จริงพวกเธอมีความคิดที่จะส่งลูกบอลลงไปให้พ่อและเพื่อนคนงานได้เตะเล่นระหว่างรอทีมช่วยเหลือนำพวกเขาออกมา แต่แผนดังกล่าวก็มีอันต้องยกเลิกไป เนื่องจากช่องทางส่งความช่วยเหลือนั้นเล็กเกินกว่าที่จะนำลูกบอลเข้าไปได้

 

แม้ผู้ประสบภัยทุกคนจะได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว แต่สิ่งที่ทุกคนหวังจะได้เห็นโดยเร็ว คือการช่วยเหลือนำทั้ง 33 คนออกสู่โลกภายนอกให้เร็วที่สุด ทว่านั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะทีมช่วยเหลือต้องค้นหาพิกัดที่แน่ชัดให้พบเสียก่อน เพื่อเจาะท่อลงไปพื้นที่ดังกล่าว และนำตัวคนงานขึ้นมา กระบวนการทั้งหมดต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เหมืองถล่มซ้ำอีกรอบ ซึ่งจะเป็นการปิดโอกาสรอดของทุกชีวิตไปด้วย

 

การช่วยเหลือคนงานเหมืองทั้ง 33 คนกลายเป็นวาระแห่งชาติ เซบาสเตียน ปิเนร่า ประธานาธิบดีชิลีลงมาสั่งการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง รวมถึงนานาประเทศก็ได้ส่งความช่วยเหลือมายังชิลี เพื่อนำทุกคนออกจากพื้นที่ประสบภัยให้เร็วที่สุดท่ามกลางการเอาใจช่วยของคนทั่วโลก

13 ตุลาคม 2010 หลังจากที่คนงานติดอยู่ในเหมืองถึง 69 วัน ในที่สุดก็สามารถนำผู้ประสบภัยออกมาได้สำเร็จ โดยกองทัพเรือของชิลีได้ร่วมมือกับองค์การนาซ่าของสหรัฐอเมริกา สร้างแคปซูลขนาดพอดีตัวคน ซึ่งมีออกซิเจนและระบบสื่อสาร เพื่อนำพวกเขาออกมาทีละคน โดยคนงานเหมืองทั้ง 33 คนได้แบ่งพวกเขาเองออกเป็น 3 ส่วน คือกลุ่มที่มีทักษะ กลุ่มที่อ่อนแรง และกลุ่มที่แข็งแรง

 

ซึ่งคนงานเหมืองเลือกส่งกลุ่มที่มีทักษะออกไปก่อน เพื่อที่กลุ่มนี้จะได้ขึ้นมาสนับสนุนทีมช่วยเหลือได้อีกแรงหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ตามด้วยกลุ่มที่อ่อนแรง และกลุ่มที่แข็งแรงเป็นกลุ่มสุดท้าย โดย โลบอส ได้ออกมาเป็นคนที่ 27 ขณะที่ อูร์ซูอา โฟร์แมนผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของทุกคนอาสาออกมาเป็นคนสุดท้าย

 

และสิ่งแรกๆ ที่ โลบอส ทำหลังขึ้นมาสู่โลกภายนอกได้สำเร็จ ก็คือการเดาะบอล เรียกความทรงจำที่ห่างหายจากเกมลูกหนังมานานให้กลับมาอีกครั้ง

 

ชีวิตหลังอิสรภาพ

หลังออกมาจากซากเหมืองได้สำเร็จ คนงานทั้ง 33 คนที่รอดชีวิตก็กลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน พร้อมกับโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง ประธานาธิบดีปิเนร่า เปิดทำเนียบให้พวกเขาเข้าพบเป็นกรณีพิเศษ รวมถึง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้ส่งเทียบเชิญคนงานกลุ่มนี้มาที่อังกฤษเพื่อเข้าชมเกมของทีม โดย เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ตำนานนักเตะของปีศาจแดงเป็นผู้ส่งเทียบเชิญด้วยตัวเอง เนื่องจากพ่อของเซอร์ บ็อบบี้ เคยทำงานเป็นคนงานในเหมืองเช่นกัน

 

ซึ่งตัว โลบอส เองยอมรับว่า การปรับตัวให้กลับสู่วิถีชีวิตปกติจากเหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องยากไม่น้อย แต่ก็เป็นอีกครั้งที่กีฬาลูกกลมๆ เป็นเหมือนยารักษา เมื่อมิตรสหายจากวงการฟุตบอล ทั้งที่เคยเล่นด้วยกัน หรือเป็นคู่แข่งกันในสนาม ผลัดเปลี่ยนมาเยี่ยมเขา เรียกความทรงจำดีๆ ในอดีตกลับมาอีกครั้ง

 

เมื่อเทียบเหตุการณ์ที่ชิลีกับเรื่องราวของทีม หมูป่า อะคาเดมี่ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ก็พอที่จะเห็นได้ว่า เรื่องราวทั้งสองได้กลายเป็นประเด็นระดับนานาชาติที่ทั้งโลกต่างเอาใจช่วย และก็เป็นอีกครั้งที่กีฬาฟุตบอลกลายเป็นตัวประสานเชื่อมโยงความสัมพันธ์ จากการที่ผู้ประสบภัยนั้นคือสมาชิกของครอบครัวกีฬาลูกหนัง ดังจะเห็นได้จากการที่หลายสโมสรทั้งไทยและต่างประเทศออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยผู้ประสบภัยทั้ง 13 คน

 

และเชื่อได้ว่าสิ่งที่ทั้งโลกต้องการเห็นมากที่สุดในตอนนี้ คือ การที่ทุกคนได้ออกจากถ้ำหลวงอย่างปลอดภัย กลับคืนสู่อ้อมกอดของพ่อแม่อีกครั้ง…

 

และได้กลับออกมาเดาะฟุตบอลแบบที่ แฟรงคลิน โลบอส เคยทำ

 

แหล่งที่มา

http://news.thaipbs.or.th/content/273001

https://www.theguardian.com/world/2010/sep/07/trapped-chilean-miners

http://www.espn.com/espn/eticket/story?page=101008/Chile

https://www.theguardian.com/football/gallery/2010/dec/13/chilean-miners-manchester-united-arsenal



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง