mainstand

Stories

"วินซ์ แม็คแมน" ชายผู้สร้างความสำเร็จของ WWE ด้วยการเปลี่ยนมวยปล้ำเป็น สปอร์ต เอนเตอร์เทนเมนต์



ย้อนไป 30-40 ปีที่แล้ว มวยปล้ำไม่ได้เป็นความบันเทิงเหมือนที่เรารู้จักอยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นเหมือนกีฬาชนิดหนึ่งไม่ต่างอะไรกับมวยสากลทั่วไป


 

นั่นคือมีนักกีฬา 2 ฝั่ง ขึ้นปล้ำต่อสู้กัน เพื่อหาแชมป์ หาผู้ชนะ บนเวทีสี่เหลี่ยม นักมวยปล้ำไม่ได้มีสีสัน หรือคาแรคเตอร์ (ภาษาหมายปล้ำเรียกว่า “กิมมิค”) ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ไม่มีการเอาอาวุธมาไล่ฟาดกัน เรียกได้ว่าไม่ต่างจากกีฬามวยทั่วไปเลย เพียงแต่เปลี่ยนสไตล์การต่อสู้มาเป็นการจับล็อค จับทุ่มเท่านั้น

สมาคมมวยปล้ำสมัยนั้น ส่วนใหญ่เป็นสมาคมขนาดเล็กที่อยู่ตามรัฐต่างๆของสหรัฐฯ ปล้ำประจำวนเวียนอยู่ในรัฐของตัวเอง และนานครั้งถึงจะมีการถ่ายทอดสดมวยปล้ำ ไม่ได้เป็นโชว์ถ่ายทอดสดทุกสัปดาห์เหมือนในปัจจุบัน

วินเซนต์ เคนเนดี้ แม็คแมน หรือที่แฟนมวยปล้ำทั่วโลกรู้จักในนาม “วินซ์ แม็คแมน” (Vince McMahon) คือ หนุ่มใหญ่ผู้มาพร้อมความความทะเยอทะยาน ที่อยากเห็นมวยปล้ำไปไกลมากกว่าที่เป็นอยู่ ในฐานะลูกชายของ วินเซนต์ เจมส์ แม็คแมน โปรโมเตอร์ชื่อดังของวงการมวยปล้ำ และสิ่งที่เขาทำ ได้พลิกโฉมมวยปล้ำ WWE ไปตลอดกาล

 

ชายผู้เปลี่ยนโลกมวยปล้ำ

วินซ์ แม็คแมน เติบโตมาตลอดชีวิตกับวงการมวยปล้ำ โดยมีความฝันที่อยากจะสร้างสมาคมมวยปล้ำที่คนทั้งโลกต้องรู้จัก


Photo : wwe.com

วินซ์เข้าบริหารสมาคม World Wrestling Federation หรือ WWF (ชื่อเก่าของ WWE) สืบต่อจากพ่อของเขาในปี 1982  และทันทีที่เขาได้เข้าบริหารสมาคม เขาได้ประกาศถึงความทะเยอทะยานของตัวเองในทันที

“ตั้งแต่ในอดีต มีสมาคมมวยปล้ำเล็กน้อยมากมายทั่วสหรัฐอเมริกา มีสมาคมมากว่า 30 แห่ง และ WWE คือหนึ่งในนั้น ผมไม่ต้องการให้สมาคมแห่งนี้เป็นเหมือนสมาคมอื่น ผมเลยรับสมาคมนี้มาบริหารต่อจากพ่อ และผมจะทำให้สมาคมแห่งนี้ยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง”

สิ่งแรกที่วินซ์เริ่มทำ คือการผลักดันให้ WWE สามารถถ่ายทอดโชว์รายการของตัวเองผ่านโทรทัศน์ที่มีเครือข่ายทั่วสหรัฐอเมริกา เพราะหากจะก้าวขึ้นมาเป็นสมาคมมวยปล้ำระดับประเทศ เขาต้องทำทุกทางให้คนอเมริการู้จัก และสนใจสมาคมของเขา

วินซ์ได้ดึงตัวนักมวยปล้ำชื่อดังจำนวนมากเข้าสู่ WWE หนึ่งในนั้นคือ ฮ็องค์ โฮแกน (Hulk Hogan) ชายที่เป็นเครื่องมือสำคัญของวินซ์ ในการเปลี่ยนโลกมวยปล้ำ


Photo : PWPIX.net

วินซ์ แม็คแมน รู้ดีว่ามวยปล้ำเป็นเพียงกีฬากระแสรองของสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้กีฬานี้ติดตลาดมีคนดูทั้งประเทศ ดังนั้นเขาต้องการทำให้มันดูสนุกและมีความบันเทิงแทรก เพื่อให้คนที่ไม่ได้ชอบในกีฬามวยปล้ำ สามารถเปิดดูรายการของเขา และติดตามมวยปล้ำจากสมาคม WWE ได้

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้วินซ์เริ่มใส่คาแรคเตอร์ หรือที่เรียกว่า “กิมมิค” ให้กับนักมวยปล้ำแต่ละคน เพื่อให้นักมวยปล้ำสามารถดึงดูดอารมณ์ของแฟนมวยปล้ำได้มากขึ้น ทั้งอารมณ์ด้านบวก (สำหรับนักมวยปล้ำฝ่ายธรรมะ) และอารมณ์ด้านลบ (สำหรับนักมวยปล้ำฝ่ายอธรรม)

ฮ็องค์ โฮแกน  คือนักมวยปล้ำที่ประสบความสำเร็จที่สุดที่วินซ์สร้างขึ้น ภายใต้กิมมิค “อเมริกัน ฮีโร่” นักมวยปล้ำตัวแทนของชาวอเมริกันที่คอยจัดการนักมวยปล้ำวายร้าย ที่เป็นชาวรัสเซีย, อิรัก, สก็อตแลนด์ อีกหลากหลายประเทศทั่วโลก ท่ามกลางกระแสสงครามเย็นและอยู่ในช่วงชาตินิยมของชาวอเมริกัน

ทำให้โฮแกนกลายเป็นนักมวยปล้ำที่โด่งดังไปทั่วประเทศในพริบตา และหมายถึงชื่อเสียงที่ดังขึ้นอย่างรวดเร็วของ WWE


Photo : www.mercurynews.com

นอกจากนี้วินซ์ยังต้องการสร้างภาพลักษณ์ของกีฬามวยปล้ำขึ้นมาใหม่ ให้ดูยิ่งใหญ่ไม่แพ้กีฬายอดนิยมอย่างอเมริกันฟุตบอล นั่นคือเขามีแผนที่จะจัดโชว์ที่มีคนดูมากกว่าหนึ่งหมื่นคน เพื่อลบภาพว่าโชว์มวยปล้ำต้องจัดอยู่แต่ในฮอลล์ขนาดเล็กประจำเมืองเท่านั้น

แม้จะเป็นความเสี่ยงที่ร้ายกาจ แต่วินซ์พร้อมยอมเสี่ยงกับการจัดโชว์ชื่อ Wrestlemania (เรสเซิลเมเนีย) ครั้งแรกในปี 1985 ภายใต้คำโปรยของงานว่านี่จะเป็น “โชว์มวยปล้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ที่โลกนี้เคยมีมา” (The Greatest Wrestling Event of All Time)

การเสี่ยงครั้งนี้สำเร็จผล ผู้ชมกว่า 19,121 คน เข้ามาซื้อบัตรดู Wrestlemania ครั้งแรกที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน และสิ่งที่วินซ์ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงแนวคิดการบริหารสมาคมของเขา ด้วยความทะเยอทะยานของตัวเอง ภายในเวลาไม่กี่ปี ได้เปลี่ยนวงการมวยปล้ำไปตลอดกาล

 

Larger Than Life

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกับ WWE ทำให้วินซ์ แม็คแมน เริ่มรู้ว่ามวยปล้ำสามารถเป็นได้มากกว่ากีฬา เพราะเป็นสิ่งที่สร้างความสนุก ความบันเทิงให้กับผู้ชมได้ทุกเพศทุกวัย


Photo : lastwordonprowrestling.com

วินซ์จึงคิดยกระดับสมาคมของเขาให้เป็นมากกว่าสมาคม แต่เมื่อคนนึกถึงชื่อของ WWE คนต้องนึกถึงแบรนด์กีฬาที่ให้ความบันเทิง หรือที่เรียกกันว่า สปอร์ตเอ็นเตอร์เทนต์แมนท์ (Sport Entertainment)

หนึ่งในแนวคิดที่วินซ์เลือกใช้เพื่อสร้างความแตกต่างให้ WWE คือ “Larger Than Life” (ลาจเจอร์ แดน ไลฟ์) หรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าในชีวิตจริง เป็นแนวคิดว่าด้วยเรื่องง่ายๆ คือทุกอย่างที่ผู้ชมจะได้รับชมผ่านโชว์ของ WWE ไม่ใช่สิ่งที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่ง่ายที่สุดคือนักมวยปล้ำ นักมวยปล้ำที่ WWE พยายามสร้างกิมมิคให้ ล้วนเป็นนักมวยปล้ำที่ดูออกมาไม่เหมือนกับคนทั่วไป หรือพูดง่ายๆคือไม่ใช่คนปกตินั่นเอง

ทั้งนักมวยปล้ำชื่อดังอย่าง ดิ อันเดอร์เทคเกอร์ (The Undertaker) นักมวยปล้ำสัปเหร่อหมอผี ที่มีเวทมนตร์ ไม่มีวันตาย, อังเดร เดอะ ไจแอนท์  (Andre The Giant) นักมวยปล้ำสูง 224 เซ็นติเมตร หนักกว่า 520 ปอนด์ จนได้รับการขนานนามว่าสิ่งมหัศจรรย์สิ่งที่ 8 ของโลก หรือ ไจแอนท์ กอนซาเลซ (Giant Gonzalez) นักมวยปล้ำที่สูงถึง 244 เซ็นติเมตร


Photo : boredomtherapy.com

นักมวยปล้ำที่วินซ์ แม็คแมนสร้าง ถูกทำให้ดูน่าตื่นตาตื่นใจ เพื่อผูกมัดให้แฟนมวยปล้ำ รู้สึกหลงไหลในนักมวยปล้ำที่มีกิมมิคแตกต่างกันไป และเลือกเชียร์ติดตามนักมวยปล้ำในสไตล์ที่ตัวเองชอบ

สเตฟานนี แม็คแมน (Stephanie McMahon)  ลูกสาวของวินซ์ เผยว่าการสร้างคาแรคเตอร์นักมวยปล้ำให้ดูแปลกประหลาด ช่วยให้มวยปล้ำมีความน่าสนใจมากขึ้น กับการประกบคู่ปล้ำสร้างความแค้นความบาดหมางกัน ที่แฟนมวยปล้ำจะได้เห็นคนสองคนที่แตกต่างกัน มาเปิดศึกบนเวทีสี่เหลี่ยมเชือกสามเส้น

เคสที่โด่งดังที่สุดคือการเจอกันของฮ็องค์ โฮแกน กับจ่า สลอเตอร์ (Sgt. Slaughter) ในศึก Wrestlemania ครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นในปี 1991 ที่เลยเถิดจนเกือบนำไปสู่การลอบสังหารจ่า สลอเตอร์ บนเวทีมวยปล้ำ !


Photo : WhatCulture.com

จ่า สลอเตอร์ คือนักมวยปล้ำที่มีกิมมิคเป็นนายทหารชาวอเมริกันผู้รักชาติ แต่วันหนึ่ง WWE ตัดสินใจพลิกบทบาทให้เขาเป็นฝ่ายอธรรม ด้วยการให้เขาหักหลังสหรัฐฯไปรับบทเป็นนายพลของอิรัก เพื่อล้อเลียนเหตุการณ์สงครามอ่าวในช่วงปี 1990-1991

สิ่งที่ WWE วางแผนไว้ คือการเปลี่ยนจ่า สลอเตอร์เป็นนักมวยปล้ำตัวโกง เพื่อให้เขาแพ้กับฮ็องค์ โฮแกน พระเอกของสมาคม ในศึก Wrestlemania ซึ่งจะสร้างภาพลักษณ์ให้โฮแกนเป็นอเมริกันฮีโร่ตัวจริงเสียจริง

อย่างไรก็ตามการพลิกจ่า สลดอเตอร์ จากนายทหารรักชาติไปเป็นนายผลของอิรัก ทำให้แฟนมวยปล้ำอินกับบทบาทของจ่า สลอเตอร์ และสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมาก จนมีการส่งจดหมายขู่ที่จะลอบสังหารจ่า สลอเตอร์อยู่หลายครั้ง จน WWE ต้องเปลี่ยนสนามจัด Wrestlemania ครั้งนั้น จากสนามกลางแจ้งเป็นฮอลล์ในร่มแทน

สิ่งที่วินซ์ แม็คแมน สร้างให้กับวงการมวยปล้ำ คือทำให้เรื่องราวของวงการนี้เป็นมากกว่ากีฬา เป็นสิ่งที่สร้างความบันเทิงได้ในมิติที่แตกต่าง มวยปล้ำสามารถจับเรื่องราวทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม มาล้อเลียนได้ ในขณะที่กีฬาประเภทอื่นไม่สามารถทำแบบนี้ได้ จนกลายเป็นจุดขายของมวยปล้ำแบบ WWE หรือสปอร์ต เอนเตอร์เทนเมนท์ จนถึงปัจจุบัน

 

Attitude Era

“ผมรู้ดีว่าคนดูของผม เบื่อการต่อสู้ระหว่าง คนดีปะทะคนชั่ว ยุคสมัยของซูเปอร์ฮีโร่ที่ต้องการเสียงเชียร์จากแฟนๆ ได้ตายไปเป็นที่เรียบร้อย”

“เราจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ซึ่งจะก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม สร้างสรรค์มากกว่าเดิม มากกว่าที่ใครเคยเห็นในวงการนี้ เราจะยังคงความสนุกของเราไว้ แต่เอาใจผู้ชมวัยรุ่นมากขึ้น เพราะผู้ชมกลุ่มนี้ของเราเติบโตขึ้นมากถึง 40%”

“ผมภูมิใจที่จะพูดว่า เรากำลังจะเสนอเรื่องราวใหม่ ในแนวทางที่สร้างสรรค์ และผมบอกเลยว่ามันจะเปลี่ยนภาพของวงการโทรทัศน์ และเพิ่มความนิยมเป็นประวัติการ ยินดีต้อนรับสู่ แอตติจูด อีร่า (Attitude Era)”


Photo : WWE.com

แม้วินซ์ แม็คแมน จะพา WWE ประสบความสำเร็จตลอดช่วงยุค 80 และต้นยุค 90 แต่ข่าวฉาวเรื่องการใช้สารกระตุ้นของนักกีฬา และการเกิดค่ายคู่แข่งอย่าง WCW ที่มี เท็ด เทอร์เนอร์ หนึ่งในเจ้าพ่อวงการสื่อเป็นเจ้าของ ทำให้ WWE พบกับช่วงขาลง นับตั้งแต่ปี 1995 และกลายเป็นเพียงค่ายมวยปล้ำอันดับ 2 ของโลกเท่านั้น

วินซ์ ต้องหาวิธีการที่จะดูดแฟนมวยปล้ำให้กลับมาดูสมาคมของเขาอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะพบว่า แฟนมวยปล้ำในช่วงปี 1997 เบื่อมวยปล้ำแบบเดิม ที่เขาทำมาโดยตลอด นักมวยปล้ำกิมมิคจัดที่ไม่เหมือนคนในโลกแห่งความจริง ไม่ใช่สิ่งที่แฟนๆต้องการอีกต่อไป

วันที่ 15 ธันวาคม 1997 วินซ์ แม็คแมน ประกาศว่า WWE เปลี่ยนเข้าสู่ยุคสมัยของ “แอตติจูด อีร่า” ยุคสมัยที่สปอร์ต แอนเตอร์เทนเมนต์ จะเข้าสู่ความเป็นจริง เป็นสิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้จริง ไม่เหมือนการดูนักมวยปล้ำแบบตัวการ์ตูนมาสู้กันบนเวทีอีกต่อไป

วินซ์ สร้างนักมวยปล้ำอย่าง สโตนโคล สตีฟ ออสติน (Stonecold Steve Austin), เดอะ ร็อค (The Rock), ทริปเปิล เอช (Triple H), เคิร์ต แองเกิล (Kurt Angle) และอีกหลายคนขึ้นมา นักมวยปล้ำเหล่านี้ไม่ได้มีกิมมิคเหนือมนุษย์เหมือนที่ WWE เคยทำในอดีต แต่เป็นคนธรรมดาเพียงแค่มีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกันเท่านั้น


Photo : skysports.com

นักมวยปล้ำเหล่านี้คือนักมวยปล้ำที่แฟนๆสัมผัสตัวตนของพวกเขาได้มากขึ้น และสามารถเลือกเชียร์นักมวยปล้ำ ที่ตัวเองชื่นชอบในคาแรคเตอร์ของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นนักมวยปล้ำสายลุย แบบสโตนโคล, นักมวยปล้ำช่างพูดทรงเสน่ห์ แบบเดอะ ร็อค อเมริกันฮีโร่ของจริงอย่าง เคิร์ต แองเกิล ซึ่งได้เหรียญทองโอลิมปิกในกีฬามวยปล้ำเมื่อปี 1996 หรือ นักมวยปล้ำชอบขี้โกงจอมวางแผน อย่าง ทริปเปิล เอช

วินซ์ แม็คแมน ทำแม้กระทั่งต้องเอาตัวเอง ออกมารับบทบาทผ่านหน้าจอทีวีเป็นครั้งแรกในฐานะ “คุณ แม็คแมน” (Mr.McMahon) กับคาแรคเตอร์ เจ้านายสุดโหดที่ใช้อำนาจของสมาคมในทางที่ผิดชอบกดขี่ลูกน้อง โดยกลายเป็นคู่ปรับตลอดกาลของสโตนโคล สตีฟ ออสติน นักมวยปล้ำสายลุยผู้ไม่เคยกลัวใคร


Photo : www.balls.ie

“การสู้กันระหว่างวินซ์และสโตนโคล คือส่วนสำคัญของความสำเร็จของ WWE ในช่วงแอตติจูด อีร่า สโตนโคลเป็นตัวอย่างที่ดีของแฟนๆ ในการต่อสู้กับอำนาจอยุติธรรมในสังคม ซึ่งในที่นี้คือวินซ์ แม็คแมน”

“สิ่งที่สโตนโคลทำตลอดทุกสัปดาห์หน้าเจอทีวี คือการกระทืบเจ้านายอย่างวินซ์ นี่คือสิ่งที่แฟนมวยปล้ำทุกคนอยากทำในชีวิตจริง มันทำให้เขาได้รับความนิยมมหาศาล และช่วยให้ WWE ดังขึ้นอย่างมา” มิค โฟลีย์ (Mick Foley) ตำนานนักมวยปล้ำชื่อดังกล่าวถึงความสำเร็จที่วินซ์ แม็คแมน เป็นส่วนสำคัญ

วินซ์ได้เปลี่ยน WWE ให้เป็นมวยปล้ำที่สมจริงสมจังมากขึ้น เขาบอกกับนักมวยปล้ำทุกคนว่า การจะรับบทเป็นนักมวยปล้ำสักคน แฟนมวยปล้ำต้องเชื่อว่านักมวยปล้ำเป็นคนแบบนั้นจริงๆ ไม่ใช่การสร้างตัวตนเพื่อรับบทบาทบนเวทีเท่านั้น

ขณะที่เรื่องราวที่ถูกนำมาใช้เล่าเรื่อง จะลดความเป็นแฟนตาซี แล้วใส่เรื่องที่แฟนมวยปล้ำต้องเจอในชีวิตประจำวัน เพื่อให้แฟนมวยปล้ำสามารถอินกับเนื้อเรื่องได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกดขี่เจ้านายของลูกน้อง, ความลำเอียงของเจ้านายที่มีลูกรักในที่ทำงาน, ปัญหาระหว่างครอบครัวหรือพี่น้อง

โดยบทบาทเรื่องหนึ่งที่แฟนมวยปล้ำยังคงจำจนถึงทุกวันนี้ คือการสู้กันของสองพี่น้องปีศาจระหว่าง ดิ อันเดอร์เทคเกอร์ และ เคน (Kane)  ที่แม้การต่อสู้จะดูแฟนตาซี แต่เนื้อเรื่องของพวกเขาถูกเขียนมาจากปัญหาครอบครัวที่เกิดขึ้นกับใครหลายคน ทำให้แฟนมวยปล้ำสามารถอินกับการต่อสู้ของทั้งคู่ได้ไม่ยาก


Photo : mandatory.com

“แนวคิด larger than life ของเรายังคงอยู่เพียงแค่แต่เราเปลี่ยนให้มันสมจริงขึ้น กลายเป็นภาพสะท้อนในชีวิตจริง และแฟนมวยปล้ำรู้สึกไปกับมันได้” สเตฟานนี แม็คแมน กล่าวถึงแนวคิดใหม่ของวงการมวยปล้ำ ที่ถูกสร้างขึ้นโดยพ่อของเธอ

สิ่งที่แอตติจูด อีร่า ทิ้งไว้ให้กับ WWE คือการปรับโฉมสปอร์ต เอนเตอร์เทนเมนต์ ขึ้นไปอีกขั้น กับยุคสมัยที่สนุกที่สุดของวงการมวยปล้ำตลอดการตามความเห็นของทั้งแฟนๆและคนในวงการ ความสมจริงบวกกับเนื้อเรื่องที่เข้มข้นดึงดูดชวนแฟนๆให้น่าติดตาม เป็นสิ่งที่ยังคงเป็นรากฐานของการทำงานของ WWE ในการสร้างความสนุกให้กับแฟนมวยปล้ำทุกคนที่ยังคงติดตาม WWE อยู่จนถึงปัจจุบัน

 

ประสบความสำเร็จไปกับ “สปอร์ต เอ็นเตอร์เทนเมนต์”

แม้ในปัจจุบันจะมีค่ายมวยปล้ำคู่แข่งเกิดขึ้นจำนวนมาก ที่ต้องการท้าทาย WWE แต่ WWE ยังคงเป็นค่ายที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการมวยปล้ำ และยังเป็นค่ายเดียวที่ยึดหลักการทำค่ายมวยปล้ำเป็นสปอร์ต เอนเตอร์เทนเมนต์


Photo : www.foxsportsasia.com

“ผมเรียก WWE ว่าสปอร์ต เอนเตอร์เทนเมนต์ เพราะว่านักมวยปล้ำของเราเป็นได้มากกว่านักกีฬา หน้าที่หลักของนักมวยปล้ำเราคือการสร้างความสนุกให้กับคนดู”

“สิ่งที่ WWE ได้นำเสนอ คืออะไรที่ไปได้ไกลมากกว่าแค่คำว่า “กีฬา” ที่ให้ความสนุกได้มากกว่าเดิม ถ้าคุณดู WWE คุณจะได้รู้สึกเหมือนดูซีรี่ย์, ซิตคอม, การ์ตูน, ทอล์ค-โชว์ ไปพร้อมกับการดูมวยปล้ำ”

คำพูดข้างต้นของวินซ์ แม็คแมน อาจเป็นข้อจำกัดความที่ดีที่สุด ของความหมายของคำว่า “สปอร์ต เอนเตอร์เทนเมนต์” และสิ่งที่ WWE เป็นอยู่ในตอนนี้

ปัจจุบัน WWE ยังคงประสบความสำเร็จ ล่าสุดพวกเขาเปิดเผยรายรับว่ามีถึงกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2018 เพิ่มขึ้นจากปี 2016 มากถึง 280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านแชนแนลยูทูบ (YouTube) ของ WWE เป็นแชนแนลช่องกีฬาที่มีผู้ชมมากเป็นอันดับ 1 ของโลก มากกว่ากีฬายอดนิยมของชาวอเมริกาทั้ง NFL, NBA, MLB และ NHL


Photo : www.forbes.com

นอกจากนี้ WWE Network (ดับเบิลยูดับเบิลยูอี เน็ตเวิร์ค) เว็บสตรีมของ WWE ยังเป็นเว็บสตรีมกีฬาที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสอง ของโลก เป็นรองแค่เมเจอร์ลีก เบสบอล หรือ MLB เท่านั้น

เป้าหมาย WWE ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ พวกเขาต้องการยกระดับ WWE Network กลายเป็นเน็ตฟลิก (Netflix) ของวงการมวยปล้ำ ด้วยการจับมือเป็นพันธมิตรกับค่ายมวยปล้ำต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อนำฟุตเตจมาฉาย ถ้าทุกคนอยากดูความบันเทิงเกี่ยวกับมวยปล้ำ ต้องนึกถึง WWE

ความสำเร็จทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับ WWE จะยกเครดิตให้กับใครไปไม่ได้เลย หากไม่ได้เกิดจากไอเดียและจุดเริ่มต้นที่ต้องการเปลี่ยนวงการของ วินซ์ แม็คแมน ชายที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล และได้เปลี่ยนมวยปล้ำให้กลายเป็นสปอร์ต เอนเตอร์เทนเมนต์

จนทำให้ WWE กลายเป็นสมาคมมวยปล้ำอันดับหนึ่งของโลกตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และยังคงดำเนินต่อไป อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.washingtontimes.com/news/2017/feb/14/vince-mcmahon-changed-sports-and-more-much-more/
https://www.sportsaldente.com/subscription-splash-page/?mepr-unauth-page=12828&redirect_to=%2Fhow-wwe-changed-sports-entertainment%2F
https://www.vice.com/en_asia/article/mgzq3b/wwes-case-of-wrestling-vs-sports-entertainment
https://www.independent.co.uk/sport/general/wwe-mma-wrestling/historic-moments-in-wrestling-part-6-vince-mcmahon-admits-wrestling-is-predetermined-9461429.html
https://www.inc.com/jeff-haden/how-did-wwe-become-a-most-valuable-sports-brand-a-most-innovative-company-by-betting-on-and-disrupting-itself.html?fbclid=IwAR15nxySXWPFeQ_xerREgFfX80uzRGaRDV4ZdRdQGoi35zgq7ASmwST6e0M

สารคดี WWE BEYOND THE RING ตอน THE ATTITUDE ERA ทาง WWE NETWORK
สารคดี MONDAY NIGHT WAR ตอน EMBRACING ATTITUDE ทาง WWE NETWORK



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง