mainstand

Feature

เมื่อ "WWE" เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมความเท่าเทียมของสิทธิสตรีในสังคม



พูดถึงสมาคมมวยปล้ำอันดับหนึ่งของโลกอย่าง WWE หลายคนอาจนึกถึงสมาคมนี้แตกต่างกันไป ...


 

บางคนอาจนึกถึง เดอะ ร็อค หรือ จอห์น ซีนา นักมวยปล้ำชื่อดัง บางคนอาจนึกถึงแมทช์การปล้ำสุดโหดในรูปแบบต่างๆ หรือบางคนอาจมองเป็นเพียงแค่กีฬาที่ออกมาในรูปแบบของการแสดงเท่านั้น

แต่คงไม่มีใครนึกถึง “มวยปล้ำหญิง” เป็นสิ่งแรก หากพูดถึง WWE

อย่างไรก็ตาม สมาคมมวยปล้ำชื่อดังแห่งนี้ กำลังมีบทบาทสำคัญกับการผลักดันแนวคิดสร้างความเท่าเทียมทางเพศ ผ่านมวยปล้ำหญิงของสมาคม และกำลังประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สร้างประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่องในโลกกีฬาและมวยปล้ำ

Main Stand จะพาผู้อ่านไปหาคำตอบว่า WWE เปลี่ยนแปลงบทบาทผู้หญิงในวงการมวยปล้ำได้อย่างไร และทำไม WWE ต้องลุกขึ้นมาสนับสนุนสิทธิสตรี ที่ดูไม่ใช่หน้าที่และไม่เกี่ยวอะไรกับวงการมวยปล้ำเลย ร่วมหาคำตอบไปกับเราได้ในบทความนี้

 

เมื่อวงการมวยปล้ำ ไม่มีที่สำหรับนักมวยปล้ำหญิง

ย้อนไปในอดีต เพศสตรีกับวงการมวยปล้ำ ไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่แต่อย่างใด เพราะวงการมวยปล้ำหญิงมีบทบาทควบคู่ไปกับวงการมวยปล้ำชาย มาตั้งแต่ช่วงยุคทศวรรษปี 1950


Photo : agescimarche.it

ภายใต้สมาคมชื่อดังระดับโลกในอดีตอย่าง National Wrestling Alliance (เนชันแนล เรสลิง แอลไลแอ็นซ์) หรือ NWA

จาก นักมวยปล้ำที่ไม่แตกต่างจากเพศชาย ถูกเปลี่ยนบทบาทให้กลายเป็นผู้จัดการข้างเวที ที่คอยช่วยเหลือนักมวยปล้ำชายให้สามารถเอาชนะในเเมทช์การปล้ำได้

ภาพลักษณ์ผู้หญิงในวงการมวยปล้ำตอนนั้น ถูกสะท้อนให้เป็นเพื่อนคู่คิดของนักมวยปล้ำชาย ไม่ต่างอะไรกับเลขาหญิงสาว ที่มีส่วนช่วยเหลือเจ้านายที่เป็นผู้ชายให้ประสบความสำเร็จทางด้านการงาน

ภาพที่ถูกสะท้อนออกมาได้ดีที่สุดคือ มิส อลิซาเบ็ธ (Miss Elizabeth) หญิงสาวแสนสวยที่เป็นเพื่อนและแฟนคู่ใจข้างเวทีให้กับ แรนดี้ ซาเวจ (Rady Savage) จนกลายเป็นภาพจำของวงการมวยปล้ำจนถึงปัจจุบัน


Photo : www.wwe.com

ต่อมาบทบาทของนักมวยปล้ำหญิงกับลดน้อยถอยลงไป และไม่สำคัญเท่าในอดีต เมื่อมวยปล้ำต้องปรับตัวสู่การเป็นกีฬาเพื่อความบันเทิงรอบด้าน หรือ Sport Entertainment อีกทั้ง ผู้ชมมวยปล้ำในยุค 80 และ 90 ล้วนต้องการดูนักมวยปล้ำชายขวัญใจของแฟนๆต่อสู้กัน มากกว่าดูผู้หญิงปล้ำกันบนเวทีสีเหลี่ย ความสำคัญของผู้หญิงในวงการมวยปล้ำจึงถูกลดลง

กระทั่ง บทบาทของผู้หญิงในวงการมวยปล้ำ เปลี่ยนไปอีกครั้งช่วงหลังปี 1997 แต่ไม่ใช่ในฐานะนักมวยปล้ำ แต่เป็นหญิงสาวยั่วเสน่ห์แสนสวาทที่แฟนมวยปล้ำคอยติดตามในทุกโชว์

ท่ามกลางความรุนแรงในทุกรูปแบบของวงการมวยปล้ำ ณ ช่วงเวลานั้น การนำหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อยมาปรากฏตัวบนเวที สามารถดึงดูดผู้ชมจำนวนมากเข้าสู่สนามหรือหน้าจอทีวี ได้ไม่แพ้นักมวยปล้ำชาย อย่าง สโตน โคลด์ สตีฟ ออสติน (Stone Cold Steve Austin หรือ เดอะ ร็อค (The Rock)

ซันนี่ (Sunny), เด็บบรา (Debra) และ เซเบิล (Sable) เป็นชื่อที่แฟนมวยปล้ำจำได้เป็นอย่างดีถึงความเซ็กซี่ของพวกเธอ ผู้หญิงในวงการมวยปล้ำจึงไม่ใช่แค่นักมวยปล้ำอีกต่อไป เพราะพวกเธอถูกเรียกว่า “ดีว่าส์” (Divas) สื่อความหมายถึงหญิงสาวที่สง่างาม ทรงเสน่ห์


Photo : www.opptrends.com

แม้ในทางหนึ่ง การเปลี่ยนบทบาทให้ผู้หญิงในวงการมวยปล้ำการเป็นอาหารตาของผู้ชม จะทำให้พวกเธอมีที่ยืนในวงการนี้

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทของผู้หญิงถูกจำกัดและถูกสร้างภาพจำให้กลายเป็นแค่ Sex Object (สิ่งของทางเพศ) เท่านั้น

เพราะผู้หญิงที่ต้องการเป็นนักมวยปล้ำจริงๆ กลับไม่ได้รับการจดจำเท่าหญิงสาวที่เน้นโชว์เรือนร่างและสรีระความเซ็กซี่ของตัวเอง

แฟนมวยปล้ำส่วนใหญ่อยากดูสาวสวยอย่าง ทอรี่ วิลสัน Torrie Wilson และ สเตซี่ คิบเลอร์ (Stacy Keibler) มากกว่านักมวยปล้ำที่แท้จริงอย่าง มอลลี่ ฮอลลี่ (Molly Holly), ไอวอรี่ (Ivory) หรือ แจ็ซ (Jazz)

รวมไปถึง นักมวยปล้ำชื่อดังอย่าง ลิต้า (Lita) และ ทริช สตราตัส (Trish Stratus) ก็ต้องเคยได้รับบทสาวเซ็กซี่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง


Photo : APKPure.com

“เราเป็นนักมวยปล้ำ อยากจะโชว์ความสามารถในฐานะนักมวยปล้ำคนหนึ่ง เราอยากจะสู้กันเหมือนที่ผู้ชายทำ แต่ไม่เคยได้รับความสนใจ บางคนบอกว่าเราทำแบบที่ผู้ชายทำไม่ได้ ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ เพราะฉันเชื่อว่าผู้หญิงสามารถทำในสิ่งที่นักมวยปล้ำชายทำได้เช่นกัน” ทริช สตราตัส กล่าวถึงความเหลื่อมล้ำที่เคยเกิดขึ้นในวงการมวยปล้ำ

สิ่งที่วงการมวยปล้ำสะท้อนออกมา คือภาพของสังคมที่ผู้หญิงไม่ได้มีสิทธิ์และเสียงที่แท้จริง พวกเธอมีที่ยืนของตัวเอง มีภาพลักษณ์ที่ต้องรับผิดชอบ แต่เป็นสิ่งที่สังคมกำหนดให้ อยู่ภายใต้กรอบนั้น และไม่สามารถทำในสิ่งอื่นนอกเหนือจากที่สังคมกำหนดไว้

เพศหญิงในวงการมวยปล้ำ จึงไม่ได้รับสิทธิเท่าผู้ชาย หรือหากได้รับความสำคัญก็ไม่เท่าเทียมกัน นักมวยปล้ำหญิงไม่เคยได้รับการผลักดันเหมือนนักมวยปล้ำชาย และหน้าที่ของผู้หญิงหลายคนในวงการคือใส่ชุดบิกีนีหรือแต่งตัวเซ็กซี่ออกโทรทัศน์

เพราะนี่คือสิ่งที่ผู้ชมต้องการดูจากผู้หญิงในวงการมวยปล้ำ

“ในทางหนึ่งมันเป็นเรื่องที่ดี เพราะผู้หญิงได้รับความสนใจ มีที่ยืนในวงการ แต่เวลาผู้หญิงออกทีวีมันไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับมวยปล้ำ มันเป็นเรื่องของการขึ้นเวทีไปโชว์รูปร่างของตัวเองมากกว่า”

“เมื่อก่อนมีแต่คนบอกฉันว่าไม่มีใครอยากดูผู้หญิงสู้กันบนเวทีมวยปล้ำหรอก ทั้งที่ในใจฉันคิดว่า คุณ รู้ได้อย่างไรว่าแฟนมวยปล้ำจะไม่อยากดู ถ้าไม่ให้โอกาสได้ลองทำ” ทริช สตราตัส กล่าว

 

นักปฏิวัติชื่อ “ทริปเปิล เอช”

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเรียกร้องสิทธิสตรี หรือแนวคิดเฟมินิสต์ ได้แพร่ขยายไปทั่วโลก

ผู้หญิงเริ่มมีบทบาทในด้านต่างๆที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งในด้านการเมือง อย่างนางอังเกลา โดโรเธีย แมร์เคล นายกรัฐมนตรีหญิงแกร่งของประเทศเยอรมัน หรือ นางฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา


Photo : usatoday.com

ขณะที่วงการกีฬา มี รอนดา ราวซีย์ (Ronda Rousey) แชมป์โลกหญิง UFC คนแรกในประวัติศาสตร์ ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้หญิงสาวอีกหลายคน ให้เดินตามฝัน เหมือนที่เธอทำกับสิ่งที่ไม่เคยมีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นบนเวทีที่ล้อมรอบไปด้วยกรงเหล็ก

กลับมาที่ WWE วงการมวยปล้ำหญิง กำลังประสบปัญหาที่ไม่สามารถดึงดูดผู้ชมเอาไว้ได้ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเน้นสร้างนักมวยปล้ำที่หน้าตาและภาพลักษณ์ มาก่อนฝีมือ ทำให้ยิ่งเวลาผ่านไปนักมวยปล้ำยิ่งไม่ได้รับการเหลียวแลจากทั้งตัว WWE และแฟนมวยปล้ำ

กระนั้นชายคนหนึ่งได้มีแผนการที่จะพลิกหน้าวงการมวยปล้ำให้กลายเป็นพื้นที่ในการส่งเสริมสิทธิสตรีในโลกกีฬา เขาคือ ทริปเปิล เอช (Triple H) นักมวยปล้ำดาวร้ายชื่อดังที่ผันตัวมาทำงานเบื้องหลัง ในด้านการพัฒนานักมวยปล้ำให้ WWE

“ผมรู้สึกมาตลอดว่านักมวยปล้ำหญิงหรือบุคลากรหญิงในสมาคมของเราถูกมองข้ามมาโดยตลอด ผมเชื่อว่าพวกเธอเป็นได้มากกว่าผู้หญิงที่ขายเรื่องรูปร่างบนเวที” ทริปเปิล เอช พูดถึงความตั้งใจของเขาที่ต้องการเปลี่ยนมุมมองของเพศหญิงในวงการมวยปล้ำ

ทริปเปิล เอช ได้รับสิทธิ์ให้ดูแลค่ายลูกของ WWE ที่ชื่อ NXT ซึ่งจะเป็นค่ายพัฒนาทักษะในทุกด้านก่อนขึ้นเป็นนักมวยปล้ำให้ WWE และ NXT คือสถานที่ ซึ่ง ทริปเปิล เอช ตั้งใจจะใช้เป็นพื้นที่ในการเปลี่ยนภาพลักษณ์ผู้หญิงในวงการมวยปล้ำ

ทริปเปิล เอช เริ่มต้นด้วยการสร้างนักมวยปล้ำหญิงชาวอังกฤษนามว่า เพจ (Paige) ให้เป็นนักมวยปล้ำหญิงที่มีคาแรคเตอร์ “แอนตี้-ดีว่าส์” เป็นนักมวยปล้ำหญิงที่ไม่เน้นสวย ไม่เน้นขายความสวยงามหรือเซ็กซี่ แต่เป็นนักมวยปล้ำที่เป็นนักมวยปล้ำจริงๆ ที่ขายฝีมือเหมือนกับนักมวยปล้ำชายทั่วไป

“NXT คือสถานที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง บทบาทของผู้หญิงในวงการมวยปล้ำอย่างแท้จริง ทริปเปิล เอช มีความตั้งใจมาก และเขาให้โอกาสเราอย่างจริงใจ ที่จะผลักดันมวยปล้ำหญิงให้ได้รับความนิยมไปทั่วโลกเหมือนมวยปล้ำชาย” เพจกล่าวถึงการเริ่มต้นการปฏิวัติมวยปล้ำหญิงใน WWE


Photo : express.co.uk

เพจ ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากแฟนมวยปล้ำ เพราะเธอคือนักมวยปล้ำที่แฟนมวยปล้ำตามหามาอย่างยาวนาน นักมวยปล้ำหญิงที่แท้จริง และสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักมวยปล้ำหญิงคนอื่นได้

“เพจ คือบุคคลสำคัญของการปฏิวัติมวยปล้ำหญิงใน WWE และเป็นแบบอย่างให้เราทั้งเรื่องในและนอกเวที เพจเป็นแรงบันดาลใจของฉัน และเป็นคนที่คอยพัฒนาฉันในฐานะนักมวยปล้ำ” แมนดี้ โรส กล่าวถึงนักมวยปล้ำรุ่นพี่

หลังจากประสบความสำเร็จกับการผลักดันเพจ ในฐานะนักมวยปล้ำหญิงที่แท้จริง ทำให้ ทริปเปิล เอช สร้างนักมวยปล้ำหญิงที่เป็นเหมือน 4 ทหารเสือของเขาขึ้นมาใน NXT ได้แก่ ชาร์ล็อต แฟลร์ (Charlotte Flair), ซาช่า แบงค์ส (Sasha Banks), เบ็คกี้ ลินช์ (Becky Lynch) และ เบย์ลี่ย์ (Bayley)

และทั้ง 4 คนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงวงการมวยปล้ำหญิงใน WWE หรือที่เรียกว่า “Women’s Revolution” (วีเมนส์ เรฟโวลูชั่น)


Photo : www.gamespot.com

ด้วยความที่ทั้ง 4 คนเป็นนักมวยปล้ำหญิงฝีมือดี ทำให้ ทริปเปิล เอช ชูจุดขายเรื่องคุณภาพของการปล้ำบนเวที แทนที่จะเป็นเรื่องของความสวยงามของตัวนักมวยปล้ำเหมือนที่ผ่านมา

ทั้ง ชาร์ล็อต, ซาช่า, เบ็คกี้ และเบย์ลี่ย์ สามารถสร้างแมทช์มวยปล้ำที่มีคุณภาพสูงไม่แพ้แมทช์การปล้ำของผู้ชาย จุดนี้ทำให้แฟนมวยปล้ำหันมาให้ความสนใจกับมวยปล้ำหญิงอย่างรวดเร็ว เพราะมวยปล้ำหญิงกลายเป็นความแปลกใหม่ของวงการ ที่สามารถสร้างความตื่นเต้นเร้าใจใหม่ ให้กับแฟนมวยปล้ำได้

เมื่อนักมวยปล้ำหญิงสามารถสร้างแมทช์ที่ยอดเยี่ยมได้เหมือนกับนักมวยปล้ำชาย Triple H จึงตัดสินใจจัดแมทช์การปล้ำที่ชื่อว่า Iron Man Match (ไอออน แมน แมทช์) แมทช์การปล้ำยาว 30 นาที ระหว่าง ซาช่า แบงค์ส กับ เบย์ลี่ย์ ซึ่งแมทช์นี้ไม่เคยมีนักมวยปล้ำหญิงได้มีโอกาสปล้ำมาก่อน แถมแมทช์นี้ยังได้รับเลือกให้เป็นคู่เอกประจำศึกใหญ่ หรือ เพย์-เพอร์-วิว (Pay-Per-View) ประจำวันนั้นอีกด้วย

ซึ่งแมทช์นี้ได้รับเสียงตอบรับที่ดีและประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ถึงขัั้นได้รับเลือกจากนิตยสารมวยปล้ำชื่อดังอย่าง PWI ให้เป็นแมทช์มวยปล้ำยอดเยี่ยมประจำปี 2015


Photo : www.uproxx.com

“ผมและทุกคนใน NXT ภูมิใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับมวยปล้ำหญิงในค่ายของเราเป็นอย่างมาก แมทช์ระหว่างซาช่าและเบย์ลี่ย์ ได้รับการยอมรับจากแฟนมวยปล้ำ ผมคิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติวงการมวยปล้ำหญิง ใครที่เคยดูถูกหรือมองข้ามวยปล้ำหญิง ต้องหันมาให้รับการยอมรับกับสิ่งนี้” คอรี่ย์ เกรฟส์ นักพากย์ของ WWE และ NXT พูดถึงสิ่งเปลี่ยนที่เกิดขึ้นกับวงการมวยปล้ำหญิงใน WWE

 

นักมวยปล้ำหญิงกับการสร้างประวัติศาสตร์

ความสำเร็จของการผลักดันมวยปล้ำหญิงในค่ายรองอย่าง NXT ทำให้ WWE ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงวงการมวยปล้ำหญิงในค่ายหลักพร้อมกับชูแคมเปญว่า “Women can do anything” หรือผู้หญิงสามารถจะทำสิ่งใดก็ได้ในวงการมวยปล้ำ


Photo : www.oxygen.com

WWE เริ่มต้นด้วยการสร้างเข็มขัดแชมป์หญิงขึ้นมาใหม่ในชื่อ WWE Women Championship (ดับเบิลยูดับเบิลยูอี วีเมน แชมป์เปี้ยนชิพ) ที่มีรูปลักษณ์ของเข็มขัดเหมือนกับเข็มขัดของผู้ชายไม่มีผิดเพี้ยน ต่างกันแค่สีของเข็มขัดเท่านั้น

ซึ่ง WWE เปิดเผยว่าเหตุผลที่สร้างเข็มขัดเส้นนี้ เพราะต้องการให้เป็นสัญลักษณ์ของความเท่าเทียมระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย เพราะก่อนหน้านี้ในวงการมวยปล้ำไม่เคยมีการใช้เข็มขัดของผู้หญิงและผู้ชายในรูปแบบเดียวกันมาก่อน

ขณะที่การปล้ำหาแชมป์คนแรกของเข็มขัดเส้นนี้ ถูกจัดขึ้นในโชว์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการมวยปล้ำ เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 32 เมื่อปี 2016 โดยแมทช์นี้ยกให้เป็นแมทช์การปล้ำหลักของโชว์ ซึ่งเป็นครังแรกที่ WWE เลือกให้แมทช์มวยปล้ำหญิงหนึ่งในแมทช์ที่ใช้เป็นจุดขายของ เรสเซิลเมเนีย

“ตอนที่ฉันเดินทางไปที่สนาม ฉันได้เห็นตัวเอง, ชาร์ล็อต และเบ็คกี้ เป็นภาพขนาดยักษ์ติดอยู่ตรงกลางสนามที่เห็นได้จากระยะไกลมากๆ พวกเราผู้หญิง 3 คนอยู่ตรงกลางรอบข้างเป็นนักมวยปล้ำชายชื่อดัง เป็นอะไรที่ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้เห็นในชีวิตนี้ การได้เห็นผู้หญิงเป็นภาพแทนของ WWE” ซาช่า แบงค์ส์ หนึ่งในนักมวยปล้ำหญิงที่ได้ร่วมปล้ำในแมทช์ชิงแชมป์ที่ เรสเซิลเมเนีย 32 กล่าวถึงความภาคภูมิใจของแมทช์นี้


Photo : WWE.com

เมื่อ WWE สามารถแสดงให้เห็นแล้วว่ามวยปล้ำหญิง สามารถเป็นจุดสนใจได้ไม่แพ้นักมวยปล้ำชายในสมาคม ขั้นต่อไปคือการแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงสามารถปล้ำในแมทช์การปล้ำที่เสี่ยงอันตรายและแฟนมวยปล้ำไม่คิดว่าผู้หญิงจะสามารถปล้ำได้มาก่อน

วันที่ 30 ตุลาคม 2016 WWE จัดแมทช์การปล้ำ Hell in a Cell (เฮลล์ อิน อะ เซลล์) หรือแมทช์การปล้ำในกรงเหล็กสูงกว่า 6 เมตร โดยผู้หญิงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตามด้วยแมทช์ Money in the Bank (มันนี อิน เดอะ แบงค์) แมทช์การปล้ำไต่บันไดครั้งแรกของนักมวยปล้ำหญิงที่ถูกจัดขึ้นในวันที่ 18 มิถุนายน 2017

หลังจากนั้น WWE ยังจัดแมทช์อีกหลายแมทช์ที่ก่อนหน้านี้ ผู้หญิงไม่เคยปล้ำมาก่อน ทั้ง Royal Rumble (รอเยิล รัมเบิล) แมทช์การปล้ำที่ใช้นักมวยปล้ำ 30 คนในแมทช์เดียว, Elimination Chamber (อีลิมิเนชัน แชมเบอร์) แมทช์การปล้ำในกรงเหล็กที่มีน้ำหนักรวมกว่า 10 ตัน, Last Women Standing (ลาส วูเมน สแตนดิง) แมทช์การปล้ำที่สู้กันจนกว่าคู่ต่อสู้ถูกจับนับสิบ และ Tables Ladders Chairs (เทเบิล แลดเดอร์ แชร์) แมทช์การปล้ำที่ใช้โต๊ะ บันได และเก้าอี้เป็นอาวุธ

แมทช์ทั้งหมดที่กล่าวมา WWE ไม่เคยให้ผู้หญิงปล้ำมาก่อนในสมาคม มีแต่ผู้ชายที่ได้รับโอกาสปล้ำแมทช์พิเศษที่เต็มไปด้วยความรุนแรงแบบนี้ แต่แมทช์ทั้งหมดผู้หญิงได้มีโอกาสปล้ำตลอดปี 2018 ที่ผ่านมา และประสบความสำเร็จอย่างงดงามในทุกแมทช์


Photo : wwe.com

รวมไปถึงการจัดศึกใหญ่ Evolution (อีโวลูชัน) ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ WWE ที่จัดโชว์การปล้ำที่มีแต่นักมวยปล้ำหญิงเข้าร่วม ไม่มีนักมวยปล้ำชายแม้แต่คนเดียว

“เป้าหมายของเราคือการสร้างประวัติศาสตร์และเรื่องราว ปัจจุบันมวยปล้ำหญิงมีความสำคัญไม่ต่างกับมวยปล้ำชาย การจัดโชว์นี้จะส่งผลดีต่อวงการมวยปล้ำหญิง ไปอีก 5 ปี, 10 ปี หรือตลอดไป” ทริปเปิล เอช หัวเรือใหญ่ของการจัดศึกอีโวลูชันกล่าว

แต่สำหรับ WWE และนักมวยปล้ำหญิงในสนาม คงไม่มีสิ่งใดที่น่าภาคภูมิใจไปกว่าการจัดแมทช์มวยปล้ำหญิงครั้งแรกของโลกในพื้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลางครั้งแรกได้สำเร็จที่อาบู ดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2017 และต่อเนื่องอีกครั้งกับการจัดแมตช์มวยปล้ำหญิงครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ในศึก Crown Jewel เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2019

เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าโลกอาหรับ โดยเฉพาะประเทศตะวันออกกลาง ยังไม่เปิดโอกาสด้านกีฬาให้กับเพศสตรี ในหลายกีฬาผู้หญิงไม่สามารถเล่นได้ หรือเข้าสนามรับชมก็ไม่สามารถทำได้ การจัดแมทช์มวยปล้ำหญิงให้เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกกลาง ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่ของ WWE แต่ของวงการกีฬาทั่วโลก


Photo : www.givemesport.com

“สำหรับฉัน การได้ปล้ำที่อาบู ดาบี เป็นเรื่องน่าภูมิใจ ยิ่งกว่าตอนปล้ำแมทช์พิเศษของผู้หญิงครั้งแรกใน WWE นี่คือการสร้างประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง”

“มันคือเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เป็นมากกว่าเรื่องของวงการมวยปล้ำ เราอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงและให้พลังแก่ผู้หญิงทุกคนในโลกนี้ เมื่อปีที่แล้วเราไม่ได้รับอนุญาติให้ปล้ำที่นี่ นี่คือวันที่สวยงามที่สุด”

“นี่คือความหวังของผู้หญิง เราต้องสู้มาอย่างยาวนาน สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้ฉันมีความสุขมาก” ซาช่า แบงค์ส กล่าวถึงแมทช์การปล้ำประวัติศาสตร์ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

การผลักดันนักมวยปล้ำหญิงใน WWE อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การตอบรับกระแสแนวคิดส่งเสริมสิทธิสตรี ที่ได้รับการผลักดันอย่างหนักในปัจจุบัน เเต่สมาคมมวยปล้ำอันดับหนึ่งของโลกแห่งนี้ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

 

สัญลักษณ์ของ “ความหวัง”

เพราะสำหรับกีฬาอย่างมวยปล้ำ ในสายตาของคนทั่วไปแล้วก็เหมือนกับกีฬาต่อสู้ชนิดอื่น ที่เป็นกีฬาสำหรับเพศชายไม่ใช่ของเพศหญิง และหลายคนมีความเชื่อว่าผู้หญิงไม่สามารถทำในสิ่งที่ผู้ชายทำได้

แต่ WWE แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในวงการมวยปล้ำ ขอเพียงให้เชื่อใจในตัวของ “เพศหญิง” พวกเธอสามารถทำในสิ่งที่ผู้ชายทำได้ และทำได้ดีไม่ต่างกัน

การผลักดันมวยปล้ำหญิงขึ้นมาอีกครั้งของ WWE ช่วยทำให้ภาพลักษณ์ของผู้หญิงในวงการมวยปล้ำเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน จากที่เคยโชว์เรือนร่างขายความเซ็กซี่ กลายเป็นนักภาพลักษณ์แบบนักกีฬาเต็มตัวไม่ต่างจากผู้ชาย

ขณะเดียวกันความนิยมของนักมวยปล้ำหญิงได้เพิ่มขึ้นมาก สินค้าของนักมวยปล้ำหญิงได้รับความนิยมไม่แพ้นักมวยปล้ำชาย ขณะที่ เบ็คกี้ ลินช์ กลายเป็นนักมวยปล้ำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดใน WWE ณ ปัจจุบัน แซงหน้านักมวยปล้ำชายในสมาคมไปแล้ว

WWE ต้องการให้นักมวยปล้ำหญิงในสมาคมเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงทั่วโลก ทั้งเด็กวัยรุ่นที่อยากมีความฝันจะเป็นนักมวยปล้ำให้ก้าวเดินตามฝันของตัวเอง หรือผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ได้เป็นแฟนมวยปล้ำด้วยเช่นกัน ให้กล้าที่จะทำในสิ่งที่อยากทำ อย่ากลัวกับข้ออ้าง หรือข้อแบ่งแยกทางเพศ

“ผมต้องการให้นักมวยปล้ำหญิงของเราเป็นแรงบันดาลใจ ให้กับเด็กให้กับหญิงสาวดูนักมวยปล้ำของเราแล้วพูดว่า ‘ฉันอยากเป็นนักมวยปล้ำหญิงแบบพี่ๆ เหล่านี้’ หรือ มีพลังใจในการจะไปเดินตามฝันของตัวเอง เพราะพวกเธอเห็นแล้วว่าผู้หญิงสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศ”

“นักมวยปล้ำหญิงของเราสามารถ เป็นสัญลักษณ์ของ ‘ความหวัง’ ในการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี เป็นต้นแบบของผู้หญิงทั่วโลก”

“ผู้หญิงควรมีสิทธิ์ที่จะทำสิ่งใดก็ได้ ในสิ่งที่พวกเธออยากทำ ผู้หญิงสามารถทำในสิ่งที่คนไม่คาดฝันได้อีกเยอะ” ทริปเปิล เอช กล่าวถึงเป้าหมายของการผลักดันบทบาทของผู้หญิงใน WWE


Photo : medium.com

สิ่งที่เกิดขึ้นใน WWE สามารถเป็นภาพสะท้อนของสังคมโลกปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ผู้หญิงได้รับโอกาสมากขึ้นที่จะโชว์ศักยภาพของตัวเองทัดเทียมกับผู้ชาย ในปัจจุบันทั้งเวทีกีฬา การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ผู้หญิงล้วนมีบทบาทมากขึ้นต่อการขับเคลื่อนโลกใบนี้

WWE เป็นหนึ่งในองค์กรที่เคยมองข้ามความสำคัญของผู้หญิง และปัจจุบันหวนกลับมาให้ความสำคัญเท่าเทียมไม่ต่างกับเพศชาย และได้รับเสียงตอบรับในด้านบวกจากสังคม รวมถึงผลตอบแทนที่ดีในเชิงธุรกิจ

เพราะ “ผู้หญิงควรมีสิทธิ์ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ” และพวกเธอยังรอโอกาสอีกมากที่จะพิสูจน์ตัวเอง ขอเพียงทุกคนเปิดใจยอมรับความแตกต่างทางเพศเท่านั้น

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.wrestlinginc.com/news/2018/07/triple-h-on-the-purpose-of-wwe-evolution-ppv-644176/
https://ftw.usatoday.com/2017/12/wwe-sasha-banks-alexa-bliss-abu-dhabi-ring-gear-bodysuit
https://www.sportskeeda.com/wwe/the-people-most-responsible-for-wwe-s-women-s-revolution-ss
https://melmagazine.com/en-us/story/becky-lynch-the-man-of-the-wwes-womens-revolution
https://www.gamespot.com/gallery/wwe-evolution-the-history-of-the-womens-revolution/2900-2344/5/
สารคดี WWE24 ตอน WOMEN’S REVOLUTION ทาง WWE Network
สารคดี WWE24 ตอน EMPOWERED ทาง WWE Network
สารดคี MONDAY NIGHT WAR ตอน DIVAS GONE WILD ทาง WWE Network



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง