mainstand

Stories

เบรนด์ฟอร์ด ชุด B : คิดนอกกรอบ สู่ทางรอดของทีมเล็กในการสร้างนักเตะเยาวชน



เราทุกคนน่าจะเคยได้ยินกันมาบ่อยแล้วว่า “เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า” “เด็กคืออนาคตของสังคม” ฯลฯ ซึ่งวงการกีฬาก็เช่นเดียวกัน เพราะการสร้างพื้นฐานเยาวชนที่ดี จะนำมาซึ่งบุคลากรที่ดี เพื่อช่วยให้ทีม หรือแม้แต่วงการกีฬาเติบโตสู่ความยิ่งใหญ่ต่อไปในภายภาคหน้า


 

แต่หากเรากำลังจะบอกว่า ในประเทศอังกฤษ ดินแดนแห่งเกมลูกหนัง กลับมีสโมสรฟุตบอลที่ตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการยุบระบบอคาเดมี่ แหล่งสร้างดาวรุ่งเข้าสู่ทีมเอาดื้อๆ ล่ะ?

ถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยและนึกค้านอยู่ในใจว่า นี่พวกเขาไม่เห็นคุณค่าของเยาวชนคนรุ่นใหม่หรืออย่างไร? ทว่าสิ่งที่ เบรนท์ฟอร์ด สโมสรในลีกแชมเปี้ยนชิพ ลีกรองของอังกฤษ ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอนตัดสินใจทำไปนั้น อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสู่ทางรอดของการสร้างนักเตะรุ่นใหม่ของทีมเล็กๆ ก็เป็นได้ …

 

โครงสร้างเป็นแบบแผน

หากกล่าวถึงโครงสร้างระบบนักเตะเยาวชนของอังกฤษ สิ่งแรกที่คุณๆ คิดคงเป็นคำว่า “มีแบบแผนที่ชัดเจน” เอามากๆ

เพราะแทบทุกสโมสรในเกาะแห่งลูกหนัง ได้สร้างระบบอคาเดมี่ไว้อย่างเป็นระบบอย่างดี เริ่มตั้งแต่ทีมชุด U-8 หรือรุ่นอายุไม่เกิน 8 ปี ก่อนจะค่อยๆ ไล่ขึ้นไปตามรุ่นอายุ U-9, U-10, U-11, U-12, U-13, U-14, U-15 ซึ่งในช่วงนี้ เด็กๆ จะได้เรียนรู้ทักษะลูกหนังเป็นหลัง โดยยังไม่เน้นในเรื่องผลการแข่งขันมากนัก

ความเข้มข้นของระบบอคาเดมี่ฟุตบอลจะมีมากขึ้นตั้งแต่เด็กๆ เลื่อนชั้นสู่ระดับไฮสคูล หรือมัธยมปลายทางการศึกษาเป็นต้นไป โดยในทีมชุด U-16 และ U-18 ของสโมสรในอังกฤษ จะมีการแข่งขันในระบบลีกและฟุตบอลถ้วย เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ในส่วนของการแข่งขัน การเล่นเพื่อชัยชนะ โดยในส่วนของสโมสรใหญ่ที่ได้ไปแข่งขันฟุตบอลสโมสรยุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จะต้องทำทีมชุด U-19 เพื่อส่งแข่งขันรายการ ยูฟ่า ยูธลีก หรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รุ่นเยาวชนอีกด้วย

ถึงตรงนี้ นักเตะหลายคนซึ่งมีฝีเท้าก้าวหน้ากว่าใครในรุ่นคงเริ่มที่จะได้รับโอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่บ้างแล้ว แต่สำหรับบางคนที่อาจจะยังต้องใช้เวลาเพาะบ่มเพิ่มเติม ก็ยังมีรถด่วนขบวนท้ายๆ รองรับ นั่นคือ ทีมชุด U-23 หรือ ทีมสำรอง ในอดีต ซึ่งแม้สมาชิกส่วนใหญ่ในทีมจะเป็นนักเตะเยาวชน แต่ก็จะมีโควต้าพิเศษให้กับนักเตะชุดใหญ่ได้ลงมาเคาะสนิมจากอาการบาดเจ็บ เพื่อเสริมสร้างความฟิตในการลงสนามจริงหรือ Match Fitness ก่อนกลับขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อีกครั้ง

 

เมื่อสู้พลังดูดไม่ไหว

แม้จะเป็นฟุตบอลระดับเยาวชน แต่ระดับของการแข่งขันของแต่ละทีมนั้นสูงไม่แพ้เกมลูกหนังของทีมชุดใหญ่เลยแม้แต่น้อย แถมบางครั้ง ศึกนอกสนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแย่งตัวนักเตะ ยังมีดีกรีความรุนแรงมากกว่าศึกในสนามเสียอีก เพราะในสภาพปัจจุบันที่นับวันค่าตัวมีแต่จะยิ่งเฟ้อขึ้น การยอมทุ่มทุนกับเยาวชนเสียแต่เนิ่นๆ จะทำให้ทีมนั้นๆ มีทรัพยากรบุคคลชั้นยอดไว้เพื่อรอเลือกใช้มากกว่าทีมที่ไม่ใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้

แต่ถึงทุกทีมจะเล็งเห็นถึงความสำคัญของระบบอคาเดมี่ ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า สโมสรต่างๆ ไม่ได้มีต้นทุนที่เท่าเทียมกัน และเมื่อเป็นเช่นนี้ สโมสรดังที่มีทุนทรัพย์สูง จึงไม่ลังเลที่จะใช้พลังดูด สูบนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดีๆ มาจากทั่วโลกตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่สำเร็จหลักสูตรลูกหนังจากต้นสังกัดเดิมด้วยซ้ำ ด้วยความมั่นใจที่ว่า ทรัพยากรที่เหนือกว่า จะทำให้พวกเขาสร้างสายเลือดใหม่ได้มาก และดีกว่าเดิม

ที่กล่าวมาจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทีมเล็กๆ อย่าง เบรนท์ฟอร์ด มักจะตกเป็นเบี้ยล่างของทีมใหญ่ๆ อยู่เสมอ เมื่อดาวรุ่งฝีเท้าดีของพวกเขากลายเป็นสินค้าส่งออกไปสู่ทีมที่ใหญ่กว่าเป็นประจำ … เอียน คาร์โล โพเวด้า ลูกครึ่ง อังกฤษ-โคลอมเบีย ซึ่งเคยมีดีกรีเด็กฝึกของ บาร์เซโลน่า ถูก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดูดไปร่วมทีมเมื่อปี 2016 ตอนอายุเพียง 16 ปี และหลังจากนั้นไม่นาน จอช โบฮุย ก็ถูก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าตัวไปด้วยวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น

แต่ที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ ผลตอบแทนที่เบรนท์ฟอร์ดได้รับจากการปล่อยตัวดาวเด่นในอคาเดมี่สู่ทีมใหญ่นั้นน้อยเอามากๆ เนื่องจากทั้งสองต่างย้ายทีมไปก่อนที่จะได้รับสัญญาอาชีพ ทำให้สโมสรยักษ์ใหญ่ไม่จำเป็นต้องเสียค่าชดเชยในการเลี้ยงดูให้กับทีมเก่ามากนัก ... “เดอะ บีส์” ได้รับค่าชดเชยจากการย้ายทีมของทั้งคู่เพียงคนละราว 30,000 ปอนด์แค่นั้นเอง

ดีดลูกคิดรางแก้วแล้ว ระบบอคาเดมี่ของสโมสรเล็กๆ จึงพอจะนิยามด้วยคำสั้นๆ ได้ว่า “เข้าเนื้อ” เมื่อพวกเขาต้องทุ่มงบประมาณไปถึงราวฤดูกาลละ 2 ล้านปอนด์ แต่พลังดูดจากทีมใหญ่ที่มาก่อนเวลาอันเหมาะสม กลับทำให้ไม่ได้รับดอกผลจากความทุ่มเทมากเท่าที่ตั้งใจไว้ ซึ่ง ราสมุส แอนเกอร์สัน ผู้อำนวยการฟุตบอลร่วมของเบรนท์ฟอร์ด ยังยอมรับว่า "กฎเรื่องเงินชดเชยในปัจจุบันทำให้สโมสรใหญ่ๆ ได้เปรียบมาก มันเลยกลายเป็นเรื่องยากสำหรับเราในการบริหารอคาเดมี่ให้เกิดดอกออกผลและมีกำไร"

การสูญเสียดาวรุ่งที่พวกเขาหวังให้เป็นอนาคตใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนมาถึงโพเวดาและโบฮุย ได้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายของเบรนท์ฟอร์ด พวกเขาตัดสินใจถอนตัวออกจาก Elite Player Performance Plan หรือโครงการพัฒนานักเตะเยาวชนของอังกฤษที่จัดโดย พรีเมียร์ลีก และปิดอคาเดมี่ทุกรุ่นหลังจบฤดูกาล 2015/16 ทั้งๆ ที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการนี้ได้เพียง 3 ปีเท่านั้น

"การพัฒนานักเตะเยาวชนไม่เพียงแต่จะต้องสร้างนักเตะสายเลือดใหม่ประดับวงการเท่านั้น แต่มันจะต้องสมเหตุสมผลในทางเศรษฐกิจด้วย" เบรนท์ฟอร์ดระบุในแถลงการณ์เพื่อชี้แจงสาเหตุของการปิดตัวอคาเดมี่ "เมื่อเราได้ทบทวนอย่างไตร่ตรองแล้วจึงพบว่า การที่สโมสรขนาดใหญ่ในพรีเมียร์ลีกพยายามอย่างยิ่งที่จะเซ็นสัญญาคว้าตัวนักเตะที่ดีที่สุดก่อนที่จะสำเร็จการศึกษาผ่านระบบอคาเดมี่เช่นนี้ ทำให้เรายิ่งประสบกับความยากลำบากในการพัฒนาผ่านโครงสร้างที่มีแต่เดิม เราจึงตัดสินใจที่จะรื้อโครงสร้างของระบบอคาเดมี่เสียใหม่"

 

คิดนอกกรอบ

ทางสโมสรเบรนท์ฟอร์ดยังได้เปิดเผยผ่านแถลงการณ์อีกด้วยว่า "สโมสรต้องพยายามในการหาวิธีการที่แตกต่างจากคู่แข่งเพื่อความก้าวหน้า เมื่อเรารู้ว่าไม่อาจใช้จ่ายเงินได้มากเหมือนใครๆ ก็ต้องกล้าที่จะตัดสินใจเพื่อให้มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันบ้าง"

แม้พวกเขาตัดสินใจแล้วที่จะยุบระบบอคาเดมี่แบบดั้งเดิมไป จนสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ถึงปีละ 1.5 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าสูงไม่น้อยสำหรับสโมสรในลีกล่างที่ไม่ค่อยมีเงินถุงเงินถังนัก แต่การมีทีมในระดับที่ต่ำกว่าเพื่อเป็นกำลังเสริมให้กับนักเตะชุดใหญ่ก็ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แล้วพวกเขาจะใช้วิธีการใด?

และคำตอบสุดท้ายของพวกเขาก็คือ "ทีมชุดบี" โดยมีเป้าหมายเพื่อ "สร้างหนทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการพัฒนานักเตะเพื่อทุกทีมในอังกฤษ"

"อันที่จริงเราได้ทำการศึกษาตัวเลือกต่างๆ ไว้มากมายครับ แต่ที่สุดแล้วเราก็รู้สึกว่า โมเดลของทีมชุดบีนี่แหละ ที่น่าจะทำให้เรามีโอกาสดีที่สุดในการสร้างนักเตะเพื่อให้พร้อมสำหรับการเป็นนักเตะชุดใหญ่" โรเบิร์ต โรแวน อดีตหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการฟุตบอลของเบรนท์ฟอร์ดเผยไว้เมื่อปี 2017 "โมเดลนี้ทำให้เรามีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของใครอีกต่อไป"

ถูกเผงเลย … เพราะรูปแบบของ “ทีมชุดบี” คือสิ่งที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ เอฟเอ ไม่ได้บัญญัติเอาไว้ พวกเขาเลยสามารถดีไซน์ทุกสิ่งให้เข้ากับสถานการณ์ของโลกลูกหนังที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้งได้

เพราะแทนที่จะไปไล่ล่าสุดยอดนักเตะดาวรุ่งจากทีมอคาเดมี่ของสโมสรอื่นๆ เหมือนทีมดังมากมาย ซึ่งแน่นอน ทีมเงินน้อยและมีทรัพยากรไม่พร้อมคงไม่อาจสู้ไหว สิ่งที่เบรนท์ฟอร์ดทำ คือการรับเซ้งนักเตะในช่วงวัยรุ่นตอนปลายที่หลายคนมองว่า ไม่เก่งพอ … จากที่ทีมเล็กๆ เช่นพวกเขาจะต้องกลัวทีมใหญ่ๆ ที่อาจมาฉกดาวรุ่งฝีเท้าดีไป “เดอะ บีส์” กลับสามารถทำงานร่วมกับทีมเงินหนาเหล่านี้ได้อย่างไม่มีปัญหา ส่วนนักเตะก็จะได้รับโอกาสหนสองที่พวกเขาจะได้พิสูจน์ฝีเท้าของตนเองว่า ดีพอที่จะสามารถลงแข่งขันในระดับอาชีพได้

ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ทีมชุดบีของเบรนท์ฟอร์ดไม่ได้มีแต่ของเหลือจากอคาเดมี่ทีมดังๆ ในอังกฤษเท่านั้น เพราะด้วยอานิสงส์จากการที่ แมทธิว เบนแฮม ประธานสโมสร เป็นเจ้าของ เอฟซี มิดทิลแลนด์ ทีมดังแห่งเดนมาร์กด้วยอีกทีม คอนเนคชั่นในการหานักเตะจากภาคพื้นทวีปยังมีอย่างล้นเหลือ จนสามารถนำเด็กดาวรุ่งจากทั่วยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากแถบสแกนดิเนเวีย รวมถึงประเทศที่หลายคนประเมินคุณภาพนักเตะไว้ต่ำ เข้ามาบ่มเพาะทักษะเพิ่มเติมบนเกาะอังกฤษได้อย่างไม่ขัดเขิน

ไม่เพียงแต่การหาตัวนักเตะเท่านั้น การจัดวางโปรแกรมแข่งขันก็เช่นกัน เพราะด้วยความที่ทีมชุดบีไม่มีข้อบังคับทางโครงสร้างลีกการแข่งขันระบุไว้ พวกเขาจึงสามารถส่งทีมไปแข่งขันกับคู่แข่งที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทีมระดับล่างในเกมฟุตบอลถ้วย หรือแม้แต่ทีมอคาเดมี่ของสโมสรชั้นนำทั้งในพรีเมียร์ลีก ตลอดจนทั่วยุโรป 

และถึงแม้ โรเบิร์ต โรแวน ผู้อยู่เบื้องหลังการทำคลอดทีมชุดบี จะด่วนจากโลกนี้ไปเมื่อปีปลาย 2018 ด้วยวัยเพียง 28 ปีเท่านั้น แต่ด้วยผลงานที่สามารถเอาชนะทีมชั้นแนวหน้าได้อยู่เรื่อยๆ เบรนท์ฟอร์ดชุดบี จึงกลายเป็นหนึ่งในทีมเนื้อหอมที่มีโปรแกรมการแข่งขันแน่นเอี๊ยดในทุกๆ ฤดูกาล

"ในตอนนี้ ผมว่าชื่อชั้นของเบรนท์ฟอร์ดชุดบีนั้นดีเลยล่ะ" เจราลด์ เพรลล์ เอเยนต์ผู้จัดแมตช์การแข่งขันในเยอรมนีเผยหลังจากเกมที่ เบรนท์ฟอร์ด ทีมบี บุกมาถล่ม บาเยิร์น มิวนิค ชุดเยาวชนถึงเยอรมนี 5-2 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา 

"คุณต้องไม่ลืมว่า บาเยิร์น มิวนิค คือหนึ่งในทีมที่มีระบบอคาเดมี่ที่ดีที่สุดในเยอรมนี พวกเขาเคยเจอกับทีมชั้นนำของยุโรปมานักต่อนักใน ยูฟ่า ยูธลีก แต่กลับมาเสียท่าเบรนท์ฟอร์ดชุดบี"

"จากที่เคยเล่ากันปากต่อปาก พวกเขาพิสูจน์แล้วว่านี่คือคู่ต่อสู้สุดตึงมือที่ใครก็มองข้ามไม่ได้ เบรนท์ฟอร์ดได้สร้างอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครขึ้นมาแล้วว่า แม้พวกเขาจะมีทีมเยาวชนเพียงชุดเดียว แต่ก็สามารถสู้กับทีมดังๆ เหล่านี้ได้อย่างไม่ขัดเขิน"

 

แตกต่างเพื่อเติบโต

แต่ถึงเบรนท์ฟอร์ดชุดบีจะมีโปรแกรมแข่งสุดแปลกและชวนหวือหวาขนาดไหน ลาร์ส ฟริส เฮดโค้ชคนปัจจุบันของทีมชุดบีก็มองว่า การลดความซับซ้อนของระบบนักเตะเยาวชนลงตามรูปแบบของทีม คือสิ่งที่เป็นผลประโยชน์กับนักเตะที่จะก้าวสู่การเป็นมืออาชีพ

"สำหรับผม นี่ถือเป็นเรื่องที่ทำเพื่อนักเตะล้วนๆ สิ่งที่เราป้อนให้พวกเขา ทั้งการฝึกซ้อม, การศึกษา, โภชนาการ, แมตช์แข่งขัน ... ทุกๆ อย่างมันสำคัญกว่าการเดินตามโครงสร้างเดิมๆ ที่มีมาเป็นร้อยปี"

"เราต้องมองหาเส้นทางที่แตกต่างในการพัฒนานักเตะเสียบ้าง เพราะวัฒนธรรมของยุคนี้ มันต่างจากเมื่อ 15 ปีที่แล้วแบบสิ้นเชิงเลย"

ซึ่งนักเตะในทีมชุดนี้ก็มองเห็นเช่นกันว่า ด้วยโครงสร้างทีมชุดบี มันทำให้พวกเขามองเห็นโอกาสที่จะได่เล่นทีมชุดใหญ่มากกว่าระบบแบบเดิมๆ เพราะถัดจากนี้ ก็คือทีมชุดใหญ่แล้วนั่นเอง

"ผมมองเห็นเส้นทางสู่ทีมชุดใหญ่ตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเซ็นสัญญาร่วมทีมนี้ซะอีก" ลูก้า ราซิซ กองหลังชาวเดนมาร์กเปิดใจ "ช่วงปรีซีซั่นที่ผ่านมา เรามีโปรแกรมเจอกับ อาร์เซน่อล พอมีนักเตะชุดใหญ่เจ็บ จู่ๆ ผมก็ได้ลงสนามไปตามประกบ ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมยอง กับ อเล็กซองตร์ ลากาแซตต์ เลย ... นี่แหละคือสิ่งที่ผมต้องการตอนมาอยู่ที่นี่ เกมแข่งขัน และโอกาส"

โมเดลเบรนท์ฟอร์ดชุดบี ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผล เพราะนับตั้งแต่เริ่มโครงการจนเข้าสู่ปีที่สามในฤดูกาล 2018/19 พวกเขาสามารถส่งนักเตะขึ้นไปติดทีมชุดใหญ่ได้แล้วถึง 9 คน โดยในฤดูกาล 2016/17 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกของโปรเจ็คท์นี้ ทีมบีส่งนักเตะขึ้นชุดใหญ่ได้ถึง 4 คน ซึ่งมากกว่าที่นักเตะโควต้าโฮมโกรวน์ หรือที่ฝึกกับอคาเดมี่ของสโมสรทำได้มาตลอดทศวรรษก่อนหน้า และแม้แต่เฮดโค้ชของทีมบีอย่าง เควิน โอคอนเนอร์ ยังได้เลื่อนชั้นขึ้นไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมชุดใหญ่ในปัจจุบันด้วยเช่นกัน

แต่ที่น่าเหลือเชื่อที่สุด คงจะเป็นเรื่องราวของ โคลไบนน์ ฟินน์สัน ซึ่งถูกเรียกติดทีมชาติไอซ์แลนด์ชุดใหญ่ กลายเป็นนักเตะเบรนท์ฟอร์ดคนแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งได้ลงเล่นให้ทีมชาติ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเล่นทีมชุดใหญ่ให้กับสโมสรเลยแม้แต่นัดเดียว จน เดวิด ติตอฟ เพื่อนร่วมทีมชุดบีชาวลัตเวียถึงกับกล่าวด้วยความทึ่งว่า "นี่แหละครับ คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนเห็นว่า ทุกคนที่นี่คือนักเตะคุณภาพ ซึ่งคุณอาจไม่ได้รับโอกาสเหล่านี้แน่หากอยู่กับทีมอื่นๆ"

ความสำเร็จของเบรนท์ฟอร์ด ทำให้เริ่มมีทีมในอังกฤษที่ตัดสินใจรื้อโครงสร้างระบบอคาเดมี่ใหม่แล้ว หนึ่งในนั้นก็คือ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ทีมในพรีเมียร์ลีก ซึ่งยกเลิกทีมเยาวชนชุดอายุต่ำกว่า 16 ปีทุกรุ่น และเน้นการคัดสรรนักเตะเยาวชนที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป โดยเหลือทีมเยาวชนเพียงแค่รุ่น U-18 และ U-23 เพื่อส่งแข่งขันในรายการที่พรีเมียร์ลีกและเอฟเอรับรองเท่านั้น

อัลลัน สตีล ผู้ช่วยโค้ชทีมชุดบียอมรับว่า การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเช่นนี้ แม้จะเป็นสิ่งที่ยากที่สุด แต่การออกนอกลู่นอกทางก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อความสำเร็จของสโมสรในอนาคต … โมเดลทีมชุดบีนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับการคิดนอกกรอบของเหล่าธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่มองเห็นโอกาสในสิ่งที่คนอื่นไม่คาดคิด และเปลี่ยนโอกาสนั้นให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้จนประสบความสำเร็จนั่นเอง

"ถ้าไม่มีใครกล้าที่จะแตกต่าง ก็จะไม่เกิดความก้าวหน้า เราจำเป็นต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาด้วยไอเดียที่ไม่มีใครคิดที่จะทำ เพราะเชื่อผมเถอะ อีก 2 ปีจากนี้ก็จะมีคนที่คิดและทำแบบเราอยู่ดี"

"ซึ่งในช่วงระหว่างนี้ หากเราสามารถนำหน้าคนอื่นๆ ไปได้ซักก้าวสองก้าว ผมคิดว่าเราจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าสู่ความสำเร็จแหละนะ" สตีลกล่าวทิ้งท้าย

 

 

แหล่างอ้างอิง

https://www.bbc.com/sport/football/46864784
https://bleacherreport.com/articles/2718752-brentfords-moneyball-way-to-beat-football-teams-with-huge-budgets
https://inews.co.uk/sport/football/brentford-academy-closed-scouts/
http://www.kinetic-foundation.org.uk/why-brentfords-decision-to-scrap-their-academy-will-actually-help/
https://www.standard.co.uk/sport/football/competition-for-london-talent-forces-brentford-to-scrap-academy-system-a3246466.html
https://www.theguardian.com/football/2017/apr/05/brentford-ditched-their-academy-premier-league-outcasts
https://www.thesun.co.uk/sport/football/4540830/academy-brentford-young-players/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง