mainstand

Feature

สก็อตต์ โบราส : เอเยนต์รวยเงียบ และทรงอิทธิพลจนเมนเดส - ไรโอลาต้องชิดซ้าย



หากเอ่ยถึงเอเยนต์นักกีฬา จอร์จ เมนเดส หรือ มิโน ไรโอลา น่าจะเป็นชื่อที่แฟนกีฬานึกถึงเป็นอันดับแรก จากการเป็นเอเยนต์ของนักฟุตบอลซูเปอร์สตาร์ชื่อดังอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด หรือ พอล ป็อกบา


 

ทว่าหากจัดอันดับเอเยนต์ที่รวยที่สุดในโลกแล้ว ไม่ใช่ชื่อของพวกเขา แต่กลับเป็น สก็อตต์ โบราส เอเยนต์ผู้ทรงอิทธิพลในวงการเบสบอลอเมริกัน ที่รั้งอันดับ 1 ของปี 2018 ในการจัดอันดับของฟอร์บ นิตยสารทางการเงินชื่อดัง และเป็นเบอร์ 1 ในวงการนี้มาแล้ว 6 ปีติดต่อกัน

โบราสคือใคร เขาทำอย่างไรถึงครองตำแหน่งเอเยนต์ที่รวยที่สุดในโลกมานานกว่าครึ่งทศวรรษ ไปรู้จักเขาให้มากขึ้นพร้อมกับ Main Stand

 

นักเบสบอลดีกรีเภสัชศาสตร์

ในวัยหนุ่ม โบราส ที่เกิดในครอบครัวชาวไร่จากแคลิฟอเนียร์ ก็เหมือนกับเด็กอเมริกันทั่วไป เขาชื่นชอบในกีฬาเบสบอล และทุ่มเทให้กับมันอย่างเต็มที่พร้อมกับการเรียนในมหาวิทยาลัย


Photo : Baseball Nerd

แม้ว่าจะเรียนในสาขาเภสัชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแปซิฟิค แต่โบราส ก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเส้นทางนักกีฬาของสถาบัน เขาทำสถิติตีได้ถึง .312 และติดท็อป 10 อีกหลายสถิติของเกมรุกของมหาวิทยาลัย จนทำให้ถูกรับเลือกเข้าไปในหอเกียรติยศแปซิฟิค แอธเลติก ในปี 1995 แถมชื่อของเขายังถูกนำไปตั้งสำหรับรางวัล “นักกีฬาพัฒนาฝีมือยอดเยี่ยม” เพื่อเป็นเกียรติให้แก่เขา

โบราส เริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางอาชีพในปี 1974 โดยลงเล่นในระดับไมเนอร์ลีกกับ เซนต์ หลุยส์ คาร์ดินาล ก่อนจะเทรดไปอยู่กับ ชิคาโก คับส์ ในฤดูกาลต่อมา และในปีที่ 2 กับชิคาโก กลายเป็นปีทองของเขา เมื่อทำสถิติตีเฉลี่ยไปถึง .295/~.383/.387. มากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของฟลอริดา สเตท ลีก (FSL) รวมไปถึงทำดับเบิ้ลได้มากที่สุดในลีกถึง 22 ครั้ง จนทำให้เขาถูกเลือกติดทีมออลสตาร์ของ FSL

อย่างไรก็ดี ช่วงเวลาที่หอมหวานกลับอยู่กับ โบราส ได้ไม่นาน เมื่ออาการบาดเจ็บที่หัวเข่า ที่ผ่าตัดมาแล้ว 3 ครั้ง เล่นงานเขาอย่างไม่ปราณี และทำให้นักกีฬาอนาคตไกลรายนี้ ต้องเลิกเล่นด้วยวัยเพียง 25 ปี

แต่ท่ามกลางความโศกเศร้า เขายังมีเรื่องปลอบใจอยู่บ้าง เมื่อในปีเดียวกันนั้น โบราส ได้รับปริญญาสาขาเภสัช ของมหาวิทยาลัย แปซิฟิก ที่อย่างน้อยก็การันตีได้ว่าเขามีใบเบิกทางสำหรับการทำงาน หลังไม่ได้เป็นนักกีฬาอาชีพแล้ว

ทว่าการเลิกเล่นของเขาไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานในเวลาต่อมา

 

จากจ็อบเสริมสู่งานประจำ

แม้จะเจ็บปวดจากการเลิกเล่นก่อนวัยอันควร แต่โบราส ก็เก็บความผิดหวังไว้ข้างหลัง เขามุ่งมั่นในสายใหม่นั่นคือการเป็นนักกฎหมาย แม้ว่าตัวเองจะมีใบปริญญาในสาขาเภสัชศาสตร์ก็ตาม

โบราสกลับมามหาวิทยาลัยแปซิฟิคอีกครั้ง ไม่ใช่ฐานะโค้ช แต่เป็นนักศึกษา เขาเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์แมคจอร์จ ของมหาวิทยาลัยแปซิฟิค จนได้รับปริญญาอีกใบในปี 1982


Photo : www.mcgeorge.edu

“ผมคงเป็นทนายไม่กี่คนที่มีปริญญาทางการแพทย์ ดังนั้นผมจึงคิดว่าผมน่าจะเป็นทนายที่ประสบความสำเร็จโดยทำผิดต่อสายที่เรียนมา หรืออาจจะเป็นประธานบริษัทยาก็ได้” โบราสกล่าว

แม้ว่าหลังเรียนจบ เขาจะได้ทำงานในแผนกกฎหมายของบริษัทยา แต่ในขณะเดียวกัน โบราส ยังมีโอกาสทำอาชีพเสริมด้วยการเป็นเอเยนต์ให้กับ ไมค์ ฟิชลิน และ บิลล์ คอดิลล์ นักเบสบอลระดับไมเนอร์ลีก และอดีตเพื่อนร่วมทีม

การเป็นเอเยนต์ให้กับเพื่อนของเขาก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต เมื่อ โบราส สามารถเจรจาเรียกสัญญาให้กับ คอดิลล์ จำนวนมูลค่า 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสัญญาที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์เบสบอลอาชีพในสมัยนั้นได้


Photo : www.bostonglobe.com

“ตอนแรกผมไม่คิดว่าผมจะมีเอเยนต์ที่ผมไว้ใจได้ เอเยนต์คนแรกแทบไม่มีเวลาให้ผม เพราะเขายุ่งอยู่กับผู้เล่นรุ่นเก๋า แต่กับโบราส ไม่เป็นแบบนั้น แม้กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังซื่อสัตย์และยุติธรรม เขามีความจริงใจ” คอดิลล์รำลีกความหลัง   

โบราส มองเห็นศักยภาพของตัวเองในบทบาทใหม่ จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำอาชีพเอเยนต์เต็มตัว และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็บอกได้ว่าเขาตัดสินใจไม่ผิด  

 

นักเจรจามือทอง

อันที่จริงในช่วงที่เรียนกฎหมาย โบราส ได้เริ่มตั้งบริษัทของตัวเองที่มีชื่อว่า โบราส คอร์เปอร์เรชั่น (โบราส คอร์ป) ขึ้นมาตั้งแต่ปี 1980 เพื่อดูแลผลประโยชน์ของเพื่อนของเขาที่เป็นนักเบสบอล ก่อนที่มันจะกลายเป็นรากฐานสำหรับความยิ่งใหญ่ของพวกเขาในเวลาต่อมา


Photo : www.mlbtraderumors.com

แรงกระเพื่อมจากสัญญา คอร์ดีล ส่งผลกระทบต่อเขาไม่น้อย ดีลในครั้งนั้นทำให้ โบราส เริ่มกลายเป็นที่รู้จัก มีนักเบสบอลหลายคนเข้ามาใช้บริการเขาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  คาดกันว่าเขามีผู้เล่นอยู่ในสังกัดกว่า 100 ราย

เขายังมีส่วนในการสร้างประวัติศาสตร์ของลีกเบสบอลอาชีพในส่วนของสัญญาผู้เล่น เมื่อเขาเป็นเอเยนต์คนแรกที่เจรจาเรียกค่าตอบแทนในสัญญาได้ถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลัง เกรก แมดดักซ์ เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับ แอตแลนตา เบรฟส์ ด้วยระยะเวลา 5 ปี มูลค่า 57.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1997

นอกจากนี้ โบราส ยังทำสถิติเป็นเอเยนต์ที่เรียกค่าตอบแทนให้กับนักเบสบอลแตะหลัก 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอนที่ เควิน บราวน์ เซ็นสัญญา 7 ปี กับ ลอส แองเจอลิส ดอดเจอร์ (มูลค่า 105 ล้านดอลลาร์) ในปี 1998 และทำสถิติแตะหลัก 200 ล้าน กับการเซ็นสัญญาของ อเล็กซ์ โรดริเกซ ที่เซ็นยาว 10 ปีกับ เท็กซัส เรนเจอร์ (มูลค่า 252 ล้านดอลลาร์) ในปี 2000


Photo : www.bostonglobe.com

แม้ว่าโบราส จะเป็นเอเยนต์ที่คิดส่วนแบ่งไม่สูงแค่ราว 5 เปอร์เซ็นต์ (เอเยนต์ทั่วไป 5-20 เปอร์เซ็นต์) แต่ด้วยมูลค่าสัญญาที่ดีลมาได้ ก็พอที่จะทำให้เขากลายเป็นอเยนต์ที่รวยที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บ เมื่อปี 2018 ด้วยรายได้ 105.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอยู่ในตำแหน่งนี้มาแล้ว 6 ปีซ้อน

อะไรที่ทำให้เขาสามารถเรียกสัญญามูลค่ามหาศาลจากสโมสรให้กับผู้เล่น จนกลายเป็นเอเยนต์ที่รวยที่สุดได้?

 

ยอมหักไม่ยอมงอ

โบราส เป็นเอเยนต์ที่ขึ้นชื่อในการเรียกสัญญาจากสโมสรด้วยจำนวนเงินที่คุ้มค่า ลูกค้าของเขาไม่ได้มีแค่ผู้เล่นชื่อดัง บางรายเป็นผู้เล่นที่ไร้สังกัด แต่โบราส ก็สามารถหาสโมสรและค่าเหนื่อยที่เหมาะสม รวมทั้งให้คำแนะนำกับพวกเขาเหล่านั้นได้


Photo : www.bostonglobe.com

สิ่งนี้มาจากความเข้าใจในเบสบอลของโบราส จากการเป็นอดีตผู้เล่นมาก่อน เช่นเดียวกับทีมงานของเขาที่มีทั้งอดีตผู้เล่นและผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ อีกทั้งในออฟฟิศของเขายังมีห้องเทรนนิ่งพิเศษ ทำให้เขาสามารถดูแล และพัฒนาผู้เล่นในสังกัดเพื่อเพิ่มมูลค่าไปพร้อมกัน

“พวกเราที่ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์หลายคนจ้างเขา เพราะเราอยากจะเล่นเบสบอลต่อไป มันพิเศษมากสำหรับผม ผมรู้สึกขอบคุณเขาจริง” เคิร์ท สติลเวลล์กล่าวกับ New York Times

นอกจากความเข้าใจในเบสบอลและทีมงานที่ดีแล้ว โบราส ยังเป็นเอเยนต์ที่ทำงานหนัก เขาทุ่มเทให้กับงานเกือบ 24 ชั่วโมงตลอด 31 ปีในเส้นทางสายนี้

“สก็อตต์เป็นนักกอล์ฟที่โหดมาก นั่นเพราะว่าเขาทำงานหนักมาก เขาใช้เวลาไปหลายชั่วโมงกับงาน เราเคยไปตีกอล์ฟด้วยกันและเขาพูดว่า ‘ผมแทบไม่เชื่อเลยว่าผมจะมีวันหยุด 2 วันติดต่อกัน’ เสียงของเขาดูรู้สึกผิด ผมบอกว่า ‘เอาน่าสก็อตต์ ผ่อนคลายหน่อยน่า’ แต่เขาทำไม่ได้” แมดดักซ์กล่าว


Photo : www.nytimes.com

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือกลยุทธ์ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ พร้อมล้มโต๊ะทันทีหากไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ทำให้เขาได้เปรียบในการเจรจาอยู่เสมอ เขากล้าที่จะแนะนำให้ผู้เล่นปล่อยให้เวลาผ่านไปหนึ่งปี แทนที่จะเซ็นสัญญาที่เขามองว่าไม่เป็นธรรม

“ผมแค่อยากให้ผู้เล่นได้เล่นในที่ที่เขาอยากเล่น และทำในสิ่งที่เขาอยากทำ” โบราสกล่าว กับ New York Times

“นี่คืองานของผม หากลูกค้าของผมมีไอเดียและวิธีการ หรือแนวทางที่จะทำให้สำเร็จ งานของผมคือเตรียมข้อมูล และอำนวยความสะดวกในสิ่งที่เขาสนใจที่จะทำให้ข้อตกลงเป็นไปได้ด้วยดี”  

ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคือเหตุการณ์ในอเมเจอร์ดราฟท์ในปี 2004  เมื่อ สเตเฟน ดรูว์ และ เจเรด วีเวอร์ ผู้เล่นอันดับต้นๆ ในอเมเจอร์ดราฟท์ที่มีเขาเป็นเอเยนต์ ไม่ยอมเซ็นสัญญา หลังจากไม่สามารถตกลงเรื่องโบนัสได้

แม้ว่าตามกฎ ดรูว์และวีเวอร์ จะไม่มีสิทธิ์เซ็นสัญญากับทีมใดก็ตาม ตลอดหนึ่งปีที่เหลืออยู่ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะประวิงเวลาเพื่อกดดัน ก่อนท้ายที่สุดมันจะเป็นผล ทำให้ทั้งสองคนยอมเซ็นสัญญากับ อาริโซนา ไดมอนด์แบคส์ และ ลอส แองเจอลิส แองเจิลส์ ออฟ อนาไฮม์ ตามลำดับ ก่อนการดราฟท์ปี 2005 เพียงไม่กี่วัน   


Photo : www.forbes.com

วิธีการของโบราส ทำให้เมเจอร์เบสบอลลีก (MLB) ต้องเปลี่ยนกฎอเมเจอร์ดราฟท์หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนวันเดดไลน์ในการเซ็นสัญญา เพื่อป้องกันผู้เล่นไม่ยอมเซ็นสัญญา เพื่อต่อรองเงินโบนัส หรือ สร้างระบบชดเชยผู้เล่นในมูลค่าเท่ากัน สำหรับทีมที่ไม่สามารถเซ็นสัญญากับผู้เล่นที่กำลังเล่นแง่ได้

โบราส ยังวิจารณ์ระบบดราฟท์หลายครั้ง โดยเขามองว่าระบบนี้ไม่เป็นธรรรม เนื่องจากผู้เล่นไม่สามารถเรียกค่าเหนื่อยหรือค่าเซ็นสัญญาอย่างที่ควรจะเป็นได้ เช่นเดียวกับที่เขาไม่เห็นด้วยกับระบบจำกัดเพดานโบนัสที่ลดหลั่นไปตามอันดับดราฟท์ (Collective Bargaining Agreement) ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2011

บุคลิกแบบสุดโต่งและตรงไปตรงมาของเขา ทำให้ไม่เพียงขัดแย้งกับลีกเท่านั้น แต่ยังบานปลายไปถึงสโมสรหรือแม้กระทั่งผู้เล่น

 

ไม้เบื่อไม้เบา

ในสายตาของนักเบสบอล โบราส เปรียบเสมือนนักบุญ เพราะเขาสามารถเรียกผลประโยชน์ มาจากสโมสรได้มากที่สุดด้วยสไตล์ไม่เกรงกลัวใคร แต่ในขณะเดียวกัน ความเคี่ยวของเขา บางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นเล่ห์เหลี่ยมแสวงหาผลประโยชน์จากผู้เล่นจนทำให้ถูกตำหนิมาแล้วหลายครั้ง


Photo : www.nydailynews.com

ปี 2012 เคน เคนดริค เจ้าของทีมอาริโซนา วิจารณ์โบอาสอย่างรุนแรง จากกรณีที่เขาแนะนำให้ สเตเฟน ดรูว์ ค่อยๆใช้เวลาพักฟื้นร่างกายจากกระดูกหัก เพื่อไม่ให้เสี่ยงไปเจ็บซ้ำอีก

มันคงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากไม่ใช่ว่าดรูว์กำลังจะหมดสัญญากับทีม ซึ่งหมายความว่าหากเขาพักฟื้นตามคำแนะนำของ โบอาส จะทำให้เขาไม่ได้ลงเล่นให้ทีมแม้แต่เกมเดียวจนกระทั่งหมดสัญญา จนทำให้เคนดริตโกรธจนควันออกหู

“พูดตรงๆผมคิดว่า สเตเฟน ควรจะออกไปเล่นได้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ สำหรับผม ผมผิดหวังมาก ผมจะพูดอย่างตรงไปตรงมา สเตเฟน และตัวแทนของเขากำลังจดจ่ออยู่กับสโมสรที่สเตเฟนจะไปในปีหน้า มากกว่าที่จะช่วยทีมที่จ่ายเงินเดือนให้เขา” เคนดริคกล่าวกับ SB Nation

เขายังมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทที่เป็นประเด็นจนขึ้นโรงขึ้นศาล ในกรณีของ เปโดร อัลวาเรซ ตัวดราฟท์อันดับ 2 ในอเมเจอร์ ดราฟท์ปี 2008

ในตอนนั้น โบราส และ พิตส์เบิร์ก ไพเรท บรรลุข้อตกลงในสัญญาของ อัลวาเรซ รวมไปถึงโบนัสมูลค่า 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่าหนึ่งนาทีก่อนวันเดดไลน์ 15 สิงหาคม อัลวาเรซ กลับไม่ยอมเซ็นสัญญา

จากผลดังกล่าว ทำให้ MLB ใส่ชื่อเขาเป็นผู้เล่น Restricted list (ผู้เล่นที่ทิ้งทีมไปโดยไม่มีเหตุอันควร โดยห้ามลงเล่นหรือเซ็นสัญญากับทีมอื่น จะกลับมาลงเล่นได้อีกครั้งต่อเมื่อต้นสังกัดแจ้งต่อ MLB) แม้ว่าโบราส จะอ้างว่าเจ้าตัวเซ็นสัญญาหลังเดดไลน์ 45 นาทีก็ไม่เป็นผล จนเกิดเป็นเรื่องราวฟ้องร้องในที่สุด


Photo : www.nytimes.com

สมาคมผู้เล่นเบสบอลอาชีพ พยายามเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ และรองต่อศาลในฐานะตัวแทนของ อัลวาเรซ ก่อนที่คดีจะถูกส่งไปให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา

ทว่าในวันที่ 24 กันยายน ก่อนที่คดีจะถูกพิจารณาไม่กี่วัน อัลวาเรซ ก็บรรลุข้อตกลง 4 ปี กับ ไพเรท พร้อมโบนัส 6.355 ล้านดอลลาร์ฯ มากกว่าครั้งแรกก่อนเกิดกรณีพิพาท ทำให้เขาได้สิทธิ์กลับมาลงแข่งอีกครั้ง


Photo : www.mlbtraderumors.com

เหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากการบัญชาของ โบราส ที่บางครั้งอาจจะดูดีในสายตาผู้เล่น แต่กลับสร้างปัญหาให้ลีก และสโมสร แต่ถึงอย่างไรซูเปอร์เอเยนต์รายนี้ก็ยังคงยึดมั่นในแนวทางของตัวเองต่อไป

ปัจจุบันชื่อของเขายังคงปรากฎอยู่ในสื่ออยู่เสมอ จากกลยุทธ์ดึงเวลาไม่ยอมเซ็นสัญญาไปจนถึงการฝึกซ้อมในฤดูใบไม้ผลิ เพื่อต่อรองเอาสัญญาที่ดีกว่า และส่วนใหญ่ก็ได้ผล เมื่อลูกค้าของเขาหลายคนได้รับสัญญาที่ดีขึ้นหลังจากนั้น

ฤดูกาลนี้ แม้จะอยู่ในช่วงปิดซีซั่น แต่เขาก็กำลังง่วนอยู่กับ ไบรซ์ ฮาร์เปอร์ ที่เพิ่งปล่อยให้ตัวเองหมดสัญญากับ วอชิงตัน เนชั่นแนล และรอฟังข้อเสนอจากหลายทีมสำหรับผู้เล่นดีกรีออลสตาร์ 6 สมัย


Photo : www.nydailynews.com

โบราส คาดหวังว่าเขาจะเรียกสัญญามูลค่าถึง 400 ดอลลาร์สหรัฐให้กับ ฮาร์เปอร์ ซึ่งจะกลายเป็นสถิติใหม่ของลีกทันที แต่ต้องรอดูต่อไป ว่าจะเป็นทีมไหนที่ยอมจ่ายขนาดนี้  

แต่ไม่ว่าเขาจะทำเงินได้มากแค่ไหน หรือจะทำลายสถิติหรือไม่ แต่การเป็นเอเยนต์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการเบสบอลอเมริกา จะอยู่คู่กับกับเขาไปตราบนานเท่านานจนกว่าเขาจะล้างมือจากวงการนี้

 

แหล่งอ้างอิง 

https://www.nytimes.com/2007/12/03/sports/03iht-BORAS.1.8568182.html
https://www.prachachat.net/spinoff/sport/news-229337
https://miscbaseball.wordpress.com/2010/12/04/how-scott-boras-became-a-baseball-super-agent/
https://larrybrownsports.com/baseball/diamondbacks-owner-ken-kendrick-rips-stephen-drew-justin-upton/140092
https://nypost.com/2018/11/08/scott-boras-didnt-just-rip-mets-he-went-around-the-league/
https://www.forbes.com/sites/jasonbelzer/2018/09/25/the-worlds-most-powerful-sports-agents-2018/#19efced1536d
https://www.baseball-reference.com/bullpen/Scott_Boras
https://www.nytimes.com/2007/12/03/sports/03iht-BORAS.1.8568182.html



ชื่นชอบบทความนี้ของ : มฤคย์ ตันนิยม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง