Stories

ก่อนถึงเพลงและฟุตบอล : โรเบร์โต ดูรัน...ฮีโร่เบอร์ 1 ตลอดกาลแห่งปานามา



ก่อนที่ ปานามา จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกด้วยบทเพลง รวมถึงผลงานของทีมฟุตบอลทีมชาติที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียได้สำเร็จ ประเทศนี้มีของดีอยู่ 2 สิ่ง คือ คลอง และ กีฬามวยสากลอาชีพ ซึ่งหากจะพูดถึงนักชกที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศนี้เคยมีมา โรเบร์โต ดูรัน ก็คือชายผู้นั้น Main Stand ขอนำทุกท่านไปพบกับชีวิตสุดเหลือเชื่อเหมือนรถไฟเหาะตีลังกา ที่กว่าจะมีวันนี้ได้ ตัวเขาก็ต้องผ่านอะไรมามากมายเหลือเกิน

 

ลูกจีไอในสลัม

โรเบร์โต ดูรัน เกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 1951 ที่ประเทศปานามา โดยมีแม่เป็นชาวปานามา ส่วนพ่อเป็นทหารอเมริกันเชื้อสายเม็กซิโกที่ถูกส่งมาประจำการที่นี่ ก่อนหมดภารกิจและเกิดทางกลับสู่บ้านเกิดในขณะที่ดูรันอายุเพียง 3 ขวบเท่านั้น นั่นทำให้แม่คือผู้เลี้ยงดูเขาและพี่น้องอีก 8 คนด้วยตัวคนเดียวมาโดยตลอด

 

ซึ่งวัยเยาว์ของเจ้าตัวนั้นถือว่าลำบากไม่น้อย กับการเติบโตในสลัมที่เมือง เอล ชอร์ริลโล่ ไม่ไกลจากกรุง ปานามา ซิตี้ เมืองหลวงของประเทศมากนัก ซึ่งบังเอิญเหลือเชื่อที่ย่าน ลา คาซา เด ปิเอดรา ละแวกบ้านของเขาสามารถแปลได้ว่า The House of Stone หรือ บ้านแห่งหิน บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาได้รับฉายา Hands of Stone หรือ ไอ้หมัดหิน (แต่ที่ไทยเรียกว่า มนุษย์หิน) ก็เป็นได้

 

ส่วนเรื่องกีฬา แม้ปานามาจะเป็นประเทศที่ได้รับวัฒนธรรมจากสหรัฐอเมริกาค่อนข้างมาก กีฬาอย่าง เบสบอล, บาสเกตบอล ถือเป็นหนึ่งในกีฬายอดนิยมของประเทศ แต่ด้วยชีวิตที่ไม่มีทางเลือกมาหนักในสมัยเด็ก มวย จึงเป็นกีฬาที่ดูรันเลือก โดยหวังนำเงินไปซื้อบ้านหลังใหม่ ให้แม่ที่เลี้ยงดูมาทั้งชีวิตได้สุขสบายขึ้นบ้าง

 

แม่ของเขาเล่าถึงการที่ลูกชายของเขาเลือกเส้นทางเดินนี้ว่า “อันที่จริงแม่ก็ไม่อยากให้ลูกชายต่อยมวยหรอกนะ แต่สมัยที่โรเบร์โตยังเด็กๆ เขาก็ชอบแอบออกจากบ้านไปต่อยอยู่เสมอ สมัยนั้นแม่มีลูกๆ อีก 8 คนต้องดูแลเพียงลำพัง ทำงานรับซักรีดทั้งวัน แถมพ่อของเขาก็ไม่อยู่อีกด้วย เรื่องที่จะให้ลูกอยู่ในสายตาตลอดก็เลยแทบจะเป็นไปไม่ได้ล่ะค่ะ”

 

เจ้าตัวเริ่มฝึกวิชามวยเป็นครั้งแรกที่ เนโก เด ลา การ์เดีย ยิม หนึ่งในค่ายมวยชื่อดังของปานามาตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ ก่อนจะเทิร์นโปรขึ้นชกอาชีพในปี 1968 ตอนที่อายุเพียง 16 ปีเท่านั้น

 

แชมป์แรกสุดกังขา

Picture : www.latintrends.com

ดูรันเริ่มต้นเส้นทางอาชีพมวยด้วยชัยชนะทุกนัด พร้อมสร้างชื่อกับสไตล์การชกที่ดุดัน แลกเป็นแลกไม่กลัวใคร แถมยังมีหมัดสุดหนักเป็นทีเด็ด สมฉายา ‘ไอ้หมัดหิน’ จนได้โอกาสขึ้นชิงแชมป์โลกครั้งแรกในรุ่นไลท์เวท 135 ปอนด์ ของสมาคมมวยโลก หรือ WBA กับ เคน บูคาแนน ซึ่งการชกเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 1972 ที่ เมดิสัน สแควร์ การ์เด้น มหานครนิวยอร์ก ก็จบลงด้วยข้อกังขา เมื่อกรรมการตัดสินให้ดูรันชนะ TKO ในยกที่ 13 (สมัยนั้นไฟท์ชิงแชมป์ยังชกกัน 15 ยก) ทั้งๆ ที่บูคาแนนถูกต่อยใต้เข็มขัด แต่ตัวกรรมการมองว่านักชกจากปานามาต่อยโดนท้องในจังหวะนั้น

 

หลังจากนั้นแม้ดูรันจะไปแพ้ให้กับ เอสเตบัน เด เชซุส ในอีก 5 เดือนต่อมา แต่ไฟท์ดังกล่าวเป็นเพียงไฟท์อุ่นเครื่อง ดูรันจึงไม่เสียแชมป์ ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าตัวก็ทำสถิติชกชนะต่อเนื่อง แม้จะมีปัญหากับบูคาแนนอีก เมื่อมีเหตุให้ไฟท์ล้างตาล่มถึง 2 ครั้ง 2 ครา แต่ที่สุดแล้ว ดูรันก็ยังรักษาแชมป์ไว้ได้ถึง 7 ปี ซึ่งรวมถึงการชนะ เด เชซุส ในไฟท์ล้างตา คว้าเข็มขัดแชมป์รุ่นไลท์เวทของสภามวยโลก WBC ได้อีกเส้น

 

เมื่อหมดความท้าทายในรุ่นเดิม ดูรันจึงตัดสินใจขยับขึ้นไปสู้ในรุ่นเวลเตอร์เวท 147 ปอนด์ ซึ่งนั่นทำให้เขาได้มาปะทะกับคู่ปรับฟ้าประทานนาม ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด

 

พบหน้าพ่อ

Picture : www.latintrends.com

แต่ระหว่างที่ดูรันกำลังสร้างชื่อบนสังเวียนผืนผ้าใบอยู่นั้น ก็มีอีกเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับเจ้าตัว ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่เขารอคอยมาทั้งชีวิต

 

เพราะหลังจากที่พ่อของดูรันต้องกลับสหรัฐอเมริกาหลังเสร็จสิ้นภารกิจทางทหารเมื่อปี 1954 ตัวเขาก็ไม่ได้เจอกับลูกชายอีกเลย กระทั่งปี 1973 โชคชะตาก็พาให้พ่อลูกดูรันกลับมาเจอหน้ากันอีกครั้ง ในจังหวะที่ดูรันมาชกที่นคร ลอส แองเจลิส ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมือง ซาน ดิเอโก้ สถานที่พำนักของดูรันผู้พ่อ

 

ดูรันกล่าวถึงการพบหน้ากันครั้งนั้นว่า “แม้จะไม่ได้เจอหน้ากันนาน แต่การพบกันครั้งนั้นก็ผ่านไปอย่างราบรื่นนะ เราสวมกอดกัน ถ่ายรูปคู่ด้วยกัน พ่อของผมเล่าให้ฟังว่า เขาเดินไปที่แผงหนังสือพิมพ์แล้วเจอนิตยสารเล่มหนึ่งซึ่งผมขึ้นหน้าปก พอเขาเห็นหน้าผมเท่านั้น เขาบอกว่าจำได้เลยว่าผมคือลูกเขา ผมว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อของผมทำในช่วงที่หายหน้าไปนานเลยล่ะ”

 

จากฮีโร่สู่ซีโร่

ช่วงปลายยุค 1970 ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด คือยอดนักชกรุ่นกลางของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเริ่มสร้างชื่อจากการคว้าเหรียญทองรุ่นไลท์เวทเตอร์เวท 63.5 กิโลกรัม ในมวยสากลสมัครเล่นโอลิมปิกปี 1976 ที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ก่อนเทิร์นโปรทำสถิติคว้าชัย 27 นัดรวด คว้าแชมป์รุ่นเวลเตอร์เวทของ WBC มาครองได้สำเร็จ ถือเป็นอเมริกันฮีโร่คนใหม่ต่อเนื่องจากยุคของ มูฮัมหมัด อาลี

 

ขณะที่ดูรัน แม้จะไม่มีประวัติสวยหรูจากมวยสากลสมัครเล่น แถมยังมีมลทินจากความพ่ายแพ้ไปแล้ว แต่ด้วยลีลาการชกสุดเดือด รวมถึงตำแหน่งแชมป์ 2 สถาบันจากรุ่นเล็กกว่า ก็ทำให้เขาคืออีกหนึ่งสุดยอดของวงการ กับการยกย่องให้เป็นนักชกที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์แห่งยุค รวมถึงเป็นฮีโร่ของคนปานามาทั้งชาติอีกด้วย

 

ไฟท์ดังกล่าวซึ่งจัดขึ้นที่นครมอนทรีออลกลายเป็นที่พูดถึงในหลายประเด็น เริ่มจากสถานการณ์ระหว่างประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งปานามากำลังเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาคืนสิทธิ์ในการบริหารคลองปานามา ที่สหรัฐฯ เป็นผู้ออกทุนในการขุดให้กลับมาเป็นของปานามาเอง ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนแบ่งค่าตัวของทั้งคู่ยังต่างกันราวฟ้ากับเหว เมื่อเลียวนาร์ดได้ค่าตัวถึง 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ดูรันได้เพียง 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น ไฟท์นี้จึงเปรียบเสมือนสงครามของทั้งสองชาติไปโดยปริยาย

 

การชกของทั้งคู่เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 1980 ในไฟท์ที่ถูกเรียกว่า ‘ศึกตะลุมบอนในมอนทรีออล’ (The Brawl in Montreal) เป็นดูรันที่โชว์ฟอร์มพระเอก ด้วยการไล่บี้เลียวนาร์ดจนแทบไม่มีเวลาหายใจ ก่อนชนะไปด้วยคะแนนเอกฉันท์ ไอ้หมัดหินทำให้เลียวนาร์ดพ่ายเป็นครั้งแรกในการชกอาชีพ รวมถึงชาวปานามาทั้งประเทศที่ยกให้เขาเป็นฮีโร่อันดับ 1 อย่างหมดใจ

 

หลังจากชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ ดูรันก็เข้าสู่โหมดฉลองเต็มคราบจนน้ำหนักตัวขึ้น ขณะที่เลียวนาร์ดซุ่มซ้อมอย่างหนักหวังชำระแค้นอีกครั้ง ก่อนใช้สิทธิ์ขอรีแมตช์ในอีก 5 เดือนต่อมาทันที โดยให้เหตุผลว่า

 

“ความตั้งใจของผมคือต้องการไฟท์ล้างตากับดูรันโดยเร็วที่สุด เพราะผมรู้ไลฟ์สไตล์ของอีกฝ่ายดี เจ้าตัวเป็นนักกีฬาสายปาร์ตี้ ซึ่งทำให้น้ำหนักขึ้นพรวดเดียวถึง 40-50 ปอนด์ และต้องใช้ความพยายามอย่างหนักหน่วงแน่เพื่อลดน้ำหนักให้ได้ตามพิกัด”

 

อันที่จริงไฟท์ล้างตาดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของหลายฝ่าย ตั้งแต่ เดฟ จาค็อบส์ เทรนเนอร์คู่ใจของเลียวนาร์ดที่มองว่าเจ้าตัวควรได้ชกอุ่นเครื่องเคาะสนิมก่อน แต่ก็ต้านทานความต้องการของเลียวนาร์ดไม่ได้ จนเป็นสาเหตุให้ทั้งคู่แยกทางกัน ส่วนตัวดูรันเองก็ไม่ต้องการขึ้นชกตอนนี้ เนื่องจากรู้ดีว่ายังไม่พร้อม ทว่า คาร์ลอส เอเลต้า โปรโมเตอร์คู่บุญต้องการให้เกิดไฟท์ดังกล่าว จนตัวนักชกเองถึงกับกล่าวว่า “นี่ถือเป็นการตัดสินใจที่แย่ที่สุดของเขาเลยทีเดียว”

 

ดูรันพูดไม่ผิด เพราะในไฟท์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 1980 ที่เมืองนิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา เป็นฝ่ายเลียวนาร์ดที่ไล่บี้ดูรันตลอดทั้งไฟท์ จนกระทั่งยกที่ 8 จู่ๆ ดูรันก็เดินหนีคู่ต่อสู้เอาดื้อๆ จนกรรมการต้องยุติการชก ไอ้หมัดหินเสียแชมป์ในที่สุด

 

ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว มีคนได้ยินดูรันพูดว่า ‘No más’ (No more) หรือ ‘กูไม่เอาแล้ว’ แต่เจ้าตัวปฏิเสธในเวลาต่อมาว่า จริงๆ แล้วเขาไม่ได้พูดแบบนั้นเสียหน่อย

 

“ตอนนั้นที่ผมเดินหนีเลียวนาร์ด ผมพูดกับตัวเองว่า 'No Sigo' (I can’t go on.) หรือ ‘กูจะไม่ไหวแล้ว’ แต่ดูเหมือน ฮาเวิร์ด โคเซลล์ ผู้บรรยายจะได้ยินเป็นคำว่า ‘No más’ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่ามันเป็นแบบนั้นได้อย่างไรเหมือนกัน”

 

แต่ความพ่ายแพ้หนนั้น ก็ทำให้ชาวปานามาหมดศรัทธาในตัวดูรันไปเสียแล้ว

 

กลับสู่ฮีโร่เบอร์ 1

หลังจากแพ้เลียวนาร์ดแบบหมดรูป ดูรันดูเหมือนจะเมาหมัดไปพักนึง เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว เจ้าตัวแพ้ถึง 2 ไฟท์ติดให้กับ วิลเฟรด เบนิเตซ และ เคิร์กแลนด์ แลง ซึ่งไฟท์กับเบนิเตซนั้นถือเป็นไฟท์ชิงแชมป์โลกรุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวท 154 ปอนด์ของ WBC ด้วย

 

แต่ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟฉันใด ที่สุดแล้วดูรันก็กลับสู่จุดสูงสุดได้อีกครั้งด้วยการชนะ เดวี่ มัวร์ กระชากแชมป์โลกรุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวทของ WBC มาได้แบบเหนือชั้น ซึ่งไฟท์ดังกล่าวตรงกันวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 32 ปีพอดีอีกด้วย และผลงานนี้ก็ทำให้เจ้าตัวคว้ารางวัลคัมแบ็กแห่งปีของนิตยสาร เดอะ ริง ในปี 1983

 

และแม้เจ้าตัวจะแพ้อีก 2 ไฟท์ติดให้กับอีกตำนานนักชกอย่าง มาร์วิน แฮคเลอร์ และ โธมัส เฮิร์นส์ รวมถึงการตัดสินใจขยับขึ้นไปสู้ในรุ่นมิดเดิลเวท 160 ปอนด์ แต่ดูรันก็ยังพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ตัวเขานั้นยังไม่แก่เกินแกง เมื่อสามารถคว้าชัยเหนือ อิราน บาร์คลี่ย์ กระชากแชมป์โลกรุ่นมิดเดิลเวทของ WBC มาได้อีกเส้น ซึ่งในขณะนั้น เขามีอายุถึง 37 ปีแล้ว ซึ่งผลงานจากไฟท์ดังกล่าว ทำให้นิตยสาร เดอะ ริง ต้องมอบรางวัลไฟท์แห่งปี และคัมแบ็คแห่งปี 1989 ให้กับดูรันด้วยเช่นกัน

 

และดูเหมือนสังเวียนผืนผ้าใบจะเป็นอีกครึ่งชีวิตของเขา เพราะดูรันคือนักชกคนที่สองเท่านั้นที่สามารถขึ้นชกได้ถึง 5 ทศวรรษ โดยไฟท์สุดท้ายของเจ้าตัวเกิดขึ้นเมื่อปี 2001 กับ เฮคเตอร์ คามาโช่ ก่อนแขวนนวมในวัย 50 ปี ด้วยสถิติชก 119 ไฟท์ ชนะ 103 ไฟท์ แพ้ 16 ไฟท์ และตำแหน่งแชมป์โลก 5 เส้นจาก 4 รุ่น ซึ่งถือเป็นนักชกไม่กี่คนบนโลกที่มีสถิติชกและชนะเกิน 100 ไฟท์ด้วย

 

ตำนานและแรงบันดาลใจ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า แค่ผลงานบนสังเวียนของดูรันนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เขาคู่ควรกับการเป็นตำนานแห่งวงการมวยแล้ว แต่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เจ้าตัวยังถือเป็นอีกหนึ่งผู้สร้างแรงบันดาลใจ จนหลายคนพลิกชีวิตตัวเองจากที่เคยตกอับให้กลับมายืนได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง

 

หนึ่งในนั้นก็คือ ไมค์ ไทสัน ตำนานนักชกรุ่นเฮฟวี่เวทผู้ที่ยึดถือดูรันเป็นหนึ่งในไอดอล ซึ่งเคยพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากเมื่อเขาเสียลูกสาววัยเพียง 4 ขวบจากอุบัติเหตุเมื่อปี 2009 ไทสันโทรไปหาเขาตอนตีสอง และเขาก็รับสายพร้อมให้กำลังใจจนไทสัน กลับมามีชีวิตที่เป็นปกติอีกครั้ง

 

งสาเหตุที่ทำให้ดูรันเป็นที่รักของคนในวงการมวย ก็มาจากทัศนคติของเขาที่มองว่า ความบาดหมางบนสังเวียนผืนผ้าใบที่เกิดขึ้น ก็ควรจบที่ตรงนั้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาเป็นเพื่อนที่ดีของอดีตคู่ชก ซึ่งรวมถึง ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด คู่ปรับฟ้าประทานอีกด้วย

 

“ถึงบนสังเวียนเราจะเป็นคู่ชก แต่หลังก้าวลงจากเวทีแล้ว ผมคิดเสมอนะว่าพวกเขาคือเพื่อน และเมื่อพวกเขาเจอกับปัญหาชีวิต ผมเองก็รู้สึกเห็นใจพวกเขาเสมอ ด้วยเหตุนี้ อะไรที่พอจะช่วยได้ ผมก็จะช่วย”

 

ส่วนที่ปานามา แน่นอนว่าด้วยผลงานที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิต ทำให้เขาคือวีรบุรุษเบอร์ 1 และเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจของคนทั้งชาติ ไม่ต้องสงสัยว่า เหล่าขุนพลนักเตะทีมชาติ พร้อมยึดเอาวีรกรรมบนสังเวียนของดูรันเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อทำผลงานให้ดีที่สุดในฟุตบอลโลกครั้งแรกของพวกเขาเช่นกัน

 

แหล่งที่มา

Giudice, Christian. Hands of Stone: the Life and Legend of Roberto Duran. 2nd ed. Milo Books, 2009.
https://www.washingtonpost.com/archive/sports/1980/06/18/duran-took-responsibility-for-his-family-when-still-a-boy/4c4e1613-301b-4cab-a23f-08d04a7aa0a7/?utm_term=.c82f69f24103
http://articles.latimes.com/1989-12-04/sports/sp-120_1_roberto-duran
https://www.theguardian.com/sport/2016/aug/26/roberto-duran-boxing-panama-new-york-swinging
https://www.theguardian.com/sport/2017/may/08/roberto-duran-boxing-sugar-ray-leonard
http://www.nydailynews.com/latino/roberto-duran-tells-real-story-behind-no-mas-bou-article-1.2765921
http://fightland.vice.com/blog/roberto-duran-the-stone-fists-of-a-nation
https://howtheyplay.com/individual-sports/Why-Roberto-Durn-Is-the-Greatest-Boxer-of-All-Time



 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง