mainstand

Stories

จองจำรับใช้ : ทีมฟุตบอลทาสนาซี...ที่มีสัญลักษณ์สวัสดิกะติดตราประทับบนอก



"พวกสุนัขไล่ต้อนเราเหมือนฝูงวัวควาย ผมเป็นเพียงทาสคนหนึ่งของพวกนาซี" ชายคนหนึ่งเล่าเรื่องนี้จากการย้อนกลับไปในช่วง 80 ปีก่อน


 

ณ เวลานี้เราอยากให้คุณนึกภาพชนทบทเเดนไกลสักที่ และตามด้วยเสียงเพลง ชมทุ่ง ของ ศิลปิน เพลิน พรหมเเดน ...

"เห่ เฮ้ ห่า ฮ้าาาาา เสร็จจากงานนาล่ะเมื่อเวลาเย็นๆ ..."  เสียงเพลงดังจากวิทยุทรานซิสเตอร์จาก ฟาร์มปศุสัตว์แห่งหนึ่ง ณ บ้านนอกเเดนกรุงบ้านทุ่งเเดนไกลที่เมือง เซา เปาโล ประเทศบราซิล ราว 160 กิโลเมตร ช่างเป็นวันที่ยอดเยี่ยม ฟ้ากำลังสดใส แสงแดดกำลังอุ่นจนกระทั่งเจ้าหมูซ่าขาใหญ่ประจำฟาร์มเเผลงฤทธิ์ มันไม่ยอมอยู่เฉยๆ เหมือนกับหมูทั่วไปและมันทำให้คุณลุง "โชเซ่ ริคาร์โด้ โรซ่า มาเชียล" เกษตรกรเจ้าของต้องออกแรงหนักตั้งเเต่เช้าตรู่

เขาวิ่งไว่ไล่จับเจ้าหมูซ่าขาใหญ่อยู่สักพักก็เอาไม่อยู่ ความชราทำให้แรงตกไปเยอะ ส่วนเจ้าหมูตัวนั้นก็วิ่งเร็วชนิดที่ไม่สนน้ำหนักตัว ทว่ามันเองคงสักแต่วิ่งไปและหันมาเยาะเย้ยลุง โชเซ่ ไป จนทำให้มันไม่ได้มองไปข้างหน้าและชนกำแพงทะลุหนีการจับกุมไปสู่ทุ่งกว้าง

"ไอ้อู๊ดนี่มันเอาอีกเเล้ว!" ลุงโชเซ่ เดินไปดูสภาพกำเเพงอิฐที่เป็นรูปโหว่ด้วยความฉุน ทว่าอารมณ์ของเขาก็เปลี่ยนไปในไม่กี่วินาที จากความฉุนเป็นความเหวอและพบว่า อิฐ 2 ก้อนที่เจ้าหมูชนกำแพงจนแตก มีเครื่องหมายสวัสดิกะของกองทัพนาซีซ่อนอยู่ ก่อนที่เขาจะหาเหตุผลต่อว่าทำไมอิฐในฟาร์มของเขาจึงมีสัญลักษณ์แห่งความชิงชังนี้ และความจริงก็ถูกเปิดเผยจนได้

ฟาร์มของเขาเคยเป็นแหล่งจองจำเหล่าทาสชาวบราซิลที่ถูกกลุ่มทหารที่เคยมียศใหญ่โตในพรรคนาซีใช้ทำงาน ...

 

นาซี มาทำอะไรที่บราซิล?

มีการยืนยันอย่างแน่นอนว่า หลังจากกองทัพนาซีพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างราบคาบ ประเทศในอเมริกาใต้เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทเกี่ยวพันกับสงครามโลกครั้งนั้นทันทีจากที่ไม่เคยได้เกี่ยวข้องอะไรมากนักตอนที่ฝ่ายอักษะ (นาซี) กับสัมพันธมิตร สู้รบกัน


Photo : www.bbc.com

ความพ่ายแพ้ของนาซีทำให้เหล่าสมาชิกพรรคหลายคนโดยเฉพาะพวกยศบิ๊กๆ ถูกตามตัวมาขึ้นศาลเพื่อรับความผิดที่เคยก่อไว้ ข่าวดังกล่าวรู้ถึงหูประเทศในอเมริกาใต้ซึ่งเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะให้ที่ซ่อนตัวในฐานะผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและการสู้รบ และหวังว่าหากรับนักโทษทางการเมืองเหล่านี้ประเทศของพวกเขาเองจะได้ประโยชน์

อาร์เจนติน่า คือประเทศแรกที่เปิดโอกาสนี้ พวกเขารับทหารนาซีเข้ามาก่อนในช่วงปี 1945-46 ในยุคของ ฮวน เปรอน เป็นผู้นำ เปิดช่องทางอพยพไปยังประเทศอื่นๆ ในอเมริกาใต้อย่าง โคลอมเบีย และ บราซิล … และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมนาซี จึงข้ามโลกมายัง บราซิล ได้ ซึ่งที่บราซิลนี้เองก็มีพรรคฟาสซิสต์ที่ใหญ่ที่สุดนอกยุโรปด้วยสมาชิกกว่า 40,000 คน

อย่างไรก็ตามเรื่องของ นาซี ในฟาร์มของ โชเซ่ คือเรื่องที่เกิดขึ้นในยุค 1930 ซึ่งถือว่าเป็นยุคก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะจบลงด้วยซ้ำไป

 

เรื่องราวก่อนนาซียิ่งใหญ่

ย้อนกลับมาที่คุณลุงโชเซ่ ยิ่งรู้ก็ยิ่งตะลึงไม่เคยคิดว่าฟาร์มตัวเองจะเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลก จากนั้นศาสตร์จารย์ ซิดนี่ย์ อากิญ่า ฟิลโญ่ นักประวัติศาสตร์ชาวบราซิเลี่ยนก็ได้บอกอะไรกับเขามากมาย


Photo : www.thesun.co.uk

ฟาร์มแห่งนี้มี โรช่า มิรานดาส เป็นเจ้าของเก่า และครอบครัวของ โรช่า เป็นนักอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยในนคร ริโอ เดอ จาเนโร แต่เบื้องหลังความยิ่งใหญ่คือครอบครัวนี้เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรค Acao Integralista Brasileira หรือ AIB พรรคการเมืองหัวเอียงขวานิยมเผด็จการแบบสุดโต่ง

ด้วยความคลั่งการเมืองผิดวิสัยคนบราซิเลี่ยน พวกเขาได้มีการจัดประชุมพรรคลับๆ ณ ฟาร์มแห่งนี้ ว่ากันว่าบางครั้งมีสมาชิกถึง 1,000 คน และเรื่องเลวร้ายที่ซ่อนอยู่ภายในคือค่ายทำงานสุดนรกที่แสนโหดร้ายสำหรับเด็กกำพร้าที่ไม่ใช่คนขาว

เด็กกำพร้าจากสถานเลี้ยงเด็กในริโอ กว่า 50 คน ถูกคนในพรรค AIB ได้แก่ โอตาวิโอ มิรันดาส ลูกชายของ โรช่าผู้ยิ่งใหญ่ รับมาเป็นบุตรอุปถัมภ์ โดยสัญญากับเด็กๆ ว่าจะดึงตัวมาเล่นฟุตบอล และเด็กทุกคนจะได้ขี่ม้า

"เขาส่งคนขับรถมารับเรา และเมื่อเราลงถึงฟาร์ม เขาก็ชี้เข้าไปในไร่อ้อย ‘เอ้า นั่นงานของพวกแก’" อลอยซี่ ซิลวา ชายวัย 90 ปี ณ ปัจจุบันที่ในอดีตเคยเป็นหนึ่งในเด็กกำพร้าที่ทำงานในฟาร์มแห่งนี้กล่าว


Photo : www.bbc.com

เด็กๆ จะถูกทุบตีด้วยไม้พายหากทำงานชักช้า และที่แห่งนี้เด็กกำพร้าทุกคนไม่มีชื่อเป็นของตัวเอง เหล่าเจ้าของฟาร์มหัวเอียงขวาจะเรียกของเขาเป็นหมายเลข และ อลอยซี่ ซิลวา ถูกเรียกว่า "ไอ้หมายเลข 23"

“ขนาดหมายังทำกับเราเหมือนฝูงสัตว์เลย มันไล่ต้อนเราหากเราคิดจะหนี” หมายเลข 23 กล่าวถึงช่วงเวลาสุดช็อคของเขา

 

อยากเตะบอลเหรอ? ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?

หมายเลข 1 ถึงหมายเลข 50 อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์มากมาย แม้ไม่ได้มีการลงรายละเอียดว่ามีกฎอะไรเกิดขึ้นบ้างในฟาร์มแห่งนี้ แต่ที่แน่ๆ โรชา มิรานดาส เจ้าของฟาร์ม และลูกอีก 2 คน เกลียดคนผิวดำเข้าไส้


Photo : www.thesun.co.uk

"พวกเขาไม่ชอบคนดำสักเท่าไหร่หรอกผมจะบอกให้ เราโดนทำโทษบ่อย อย่างเช่นไม่ให้อาหารกิน หรือโดนไม้พายหวดเข้าจังๆ ผมบอกเลยโคตรเจ็บ 2 ทีก็แทบอ้วกแล้ว มีคนเคยโดนฟาดไปทั้งหมด 5 ครั้งและเขายืนไม่ไหวไปหลายวัน" อลอยซิโอ ดา ซิลวา กล่าว

ทุกครั้งที่เหล่าเจ้าชีวิตของเด็กๆ ปรากฎตัว เด็กจะต้องทำท่า ไฮ ฮิตเลอร์ และยื่นมืออกมาเป็นท่าเคารพหัวหน้าพรรคนาซี  และทุกวันอาทิตย์ อลอยซิโอ เล่าว่าเด็กๆ ในฟาร์มต้อมาตั้งแถวเพื่อเชิดชูฮตเลอร์ด้วยเช่นกัน

“พวกเราต้องทักทาย ฮิตเลอร์ เสมอซึ่งผมก็ไม่เข้าใจท่าทางการทักทายแบบนั้นหรอกนะ"


Photo : www.gazetadopovo.com.br

งานในไร่กว่าจะผ่านไปแต่ละวันช่างยาวนาน และเด็กๆ พวกนี้ก็เครียดและกลัว พวกเขาอยากจะรู้สึกผ่อนคลายบ้างและด้วยความที่เป็นชาวบราซิล พวกเขานั้นแค่อยากจะเล่นฟุตบอล เหมือนที่เคยได้รับสัญญาตอนที่ย้ายออกจากบ้านเด็กกำพร้าเท่านั้น  

เหล่าแรงงานทาสทำผลงานในการเก็บเกี่ยวต้นอ้อยได้น่าพอใจ ครอบครัว มิรานดาส ตบปากรับคำพร้อมส่ง อลอยซี่ ซิลวา และเพื่อนๆไปเล่นฟุตบอลตามคำขอร้อง โดยฟาร์มของ มิรันดาส ได้ส่งทีมออกไปแข่งกับทีมคนงานของฟาร์มอื่นๆ


Photo : www.bbc.com

ในสมัยนั้นฟุตบอลถือเป็นกุญเเจสำคัญและเป็นเครื่องมือชวนเชื่อของเหล่านักการเมืองและผู้นำ ครั้งหนึ่งทหารได้เดินขบวนในสนามของ วาสโก ดา กาม่า เพื่อโฆษณาชวนเชื่อภายใต้การนำของ เกตูลิโอ วาร์กาส ประธานาธิบดีในช่วงปี 1928-1930 ดังนั้นการปล่อยให้เด็กๆ ได้มีความสุขกับการเล่นฟุตบอลบ้างถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เลวเท่าไรนัก

ทีมฟาร์มมิรันดาส จะลงสนามพร้อมกับเสื้อและถือธงที่มีเครื่องหมายสวัสดิกะก่อนจะลงสนาม และเมื่อลงเล่นพวกเขาชนะตลอดด้วยเหตุผลที่ว่าฟุตบอลคือความสนุกเดียวที่เกิดขึ้นในชีวิตของเหล่าเด็กกำพร้า ณ ช่วงเวลานั้น

"เราเตะฟุตบอลไปเรื่อยๆ ผ่านไปหลายปีเราก็เก่งขึ้น เราได้เป็นแชมป์ด้วยนะซึ่งก็ไม่แปลกอะไรเลย เพราะเราเก่งฟุตบอลอยู่แล้วการเจอกับคนงานด้วยกันไม่ใช่ปัญหา" อาร์เกมิโร่ ดอส ซานโต้ส หนึ่งในเด็กกำพร้าที่ถือธงสวัสดิกะ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ณ ปัจจุบันกล่าว


Photo : www.thesun.co.uk

อย่างไรก็ตามชีวิตของคนเราไม่ได้มีแค่เพียงความสนุกเท่านั้น และการสนุกกับการแค่เล่นฟุตบอลอย่างเดียวสำหรับชีวิตคนคนหนึ่งทั้งชีวิตมันไม่พอแน่ อาร์เกมิโร่ ดอส ซานโต้ส ชายผู้รอดตายผู้นำเรื่องนี้มาเล่าให้โลกได้รับรู้ก็เลือกที่จะหนีออกจากฟาร์มนรกแห่งนั้นและเขาก็ทำสำเร็จเพราะมีประตูหนึ่งบานที่ไม่ได้ปิดไว้

หลังจากนั้นชีวิตของ อาร์เกมิโร่ ดอส ซานโต้ส ก็ถูกดำเนินไปตามที่ควรจะเป็น เขากลับไปยังริโอ ตอนอายุ 14 ปีทำงานเป็นคนขายหนังสือพิมพ์ จากนั้นในปี 1942 หลังจาก บราซิล ประกาศสงครามกับเยอรมัน เขาก็เข้าร่วมกองทัพเรือ จากที่เขาเคยทำงานให้ นาซี ตอนนี้ เขาต้องมาสู้กับพวกนาซีเสียเอง

"ผมเเค่ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องทำเพื่อกองทัพบราซิล ผมไม่ได้เกลียดฮิตเลอร์หรอกนะผมบอกตรงๆ เลย เพราะผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมอนี่มันเป็นใคร"

"หลังจากมาเป็นนักฟุตบอลเต็มตัวผมก็ได้เล่นให้กับ ฟลูมิเนนเซ่, โบตาโฟโก้, วาสโก ดา กาม่า ยุคนั้นไม่มีนักเตะอาชีพหรอก หลายคนทำงานอื่นไปด้วย เช่นขายหนังสือพิมพ์และขัดรองเท้าอะไรแบบนั้น" ดอส ซานโต้ส ในวัย 91 ปี กล่าวถึงช่วงชีวิตที่แสนสงบของเขาหลังจากหนีออกมาจากฟาร์มนรกแห่งนั้นได้

ฟาร์มนรกของครอบครัว มิรันดาส ค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ตามการเวลา โดยเฉพาะในช่วงปี 1938 ที่พรรค AIB พยายามจะทำรัฐประหาร  และหลังจาก มิรันดาสผู้พ่อเสียชีวิตลง พื้นที่เหล่านั้นก็เปลี่ยนไปทีละนิดๆ มีสิ่งแปลกใหม่เขามา โดยเฉพาะในช่วงปี 1940 ที่การปกครองผ่อนคลายลงเยอะ แต่ก็ยังมีแรงงานทาสที่ทำงานแลกกับเงินในฟาร์มอยู่หลายแห่ง

ปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนไปมากจนไม่เหลือคราบความโหดร้ายเมื่อครั้งอดีต ไม่ว่าจะเป็นคริสต์จักร และ ฟาร์มปศุสัตว์ของคุณลงโชเซ่ผู้เริ่มเล่าเรื่องนี้

 

ตอนนี้ยังเถียงกันไม่จบ

มุมมองของเหล่าผู้รอดชีวิตถูกถ่ายทอดออกมาตามที่ว่าไว้ อย่างไรก็ตามลูกหลานเหลนโหลนของตระกูล มิรันดาส ก็ได้อธิบายและแก้ต่างภายหลังว่าสิ่งที่เคยกล่าวอ้างใส่บรรพบุรุษของเขาเป็นเรื่องเกินจริง


Photo : gauchazh.clicrbs.com.br

"มีเด็กกรำพร้าพูดถึงฟาร์มของเรา ณ ตอนนั้นมีการควบคุมกันจริงๆ แต่ไม่เคยมีการลงโทษหรือการกดขี่แต่อย่างใด" เมาริช มิรันดาส รุ่นเหลนให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น

"พวกเขาสร้างโรงเรียนให้เด็กๆ ให้การศึกษาและทำฟาร์มปศุสัตว์ไปพร้อมๆ กัน บ้าไปแล้วที่มีคำว่านาซีมาเกี่ยวข้อง"

อย่างไรก็ตาม คาร์โม่ โกเมส ผู้เฒ่าผู้แก่แถวนั้นก็ได้เล่าสิ่งที่เขาเคยได้ยินมาว่า "ตอนนั้นมีข่าวลือว่าฟาร์มปศุสัตว์เป็นอาณานิคมของนาซีหากเยอรมันชนะสงคราม แต่มันก็เป็นข่าวลือนะ มีคนในเมืองเล่ากันว่ามักจะมีพวกหัวทองเข้ามาเยี่ยมฟาร์มแห่งนี้ และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีอีกด้วย"

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ ด็อกเตอร์ อ็อตโต้ ชูลซ์ แคมเฮนเคิล หนึ่งในเจ้าหน้าที่ของ นาซี ที่เดินทางมายังอเมริกาใต้ในปี 1930 ได้เขียนเล่าถึงดินแดนแห่งนี้ว่า "สองพื้นที่ที่มีประชากรน้อยที่สุดคือไซบีเรียและอเมริกาใต้" ดังนั้นจึงเหมาะกับการปกครองและยึดดินเเดนนั้น

ซึ่ง ณ เวลานั้นพวกนาซีเชื่อว่าพวกเขาถูกลิขิตมาให้ครองโลกและตั้งถิ่นฐานในทุกที่ จากแนวคิดของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่ถือว่าคาบเกี่ยวกับที่เหล่าเด็กกำพร้าหมายเลข 1 ถึง 50 อาศัยอยู่ในฟาร์มแห่งนี้ด้วย  

ทว่าแนวคิดดังกล่าวก็ล่มสลายไปก่อนในช่วงที่กองทัพเยอรมันพ่ายในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุค ‘40


Photo : chicomiranda.files.wordpress.com

อย่างไรก็ตามมีทฤษฎีเปรียบเทียบและหลักฐานจากทั้งสองฝั่ง ดังนั้นคำถามนี้ก็ยังไม่ถูกตอบว่าข้อมูลฝั่งไหนที่ถูกต้อง 100%  นาซี มาตั้งค่ายในฟาร์มที่บราซิลจริงไหมหรือเรื่องนี้ 2 ผู้รอดชีวิตอุปโลกน์ขึ้นมาเอง เดราะแม้แต่คุณลุงโจเซ่ เจ้าของหมูจอมซ่า และฟาร์มปศุสัตว์รุ่นปัจจุบันเองก็ยังสับสนเช่นกัน

"มีแต่คนบอกผมว่าผมบ้านะที่บอกว่าพวกนาซีเคยมาอยู่ที่ฟาร์มของผม แต่ตอนนี้ผมก็เชื่ออย่างนั้น โบสถ์ ที่เห็นอยู่ทุกวันคือเครื่องเตือนความจำของอณาจักรอันเลวร้ายที่สุดท้ายล้มเหลวลงไป" โชเซ่ กล่าวทิ้งท้าย


แหล่งอ้างอิง

https://www.thesun.co.uk/archives/news/797210/facist-camp-in-the-jungles-of-brazil/
https://www.bbc.com/news/magazine-25815796
https://en.wikipedia.org/wiki/German_Argentine
https://en.wikipedia.org/wiki/Nazism_in_Brazil



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง