mainstand

Stories

อัล เฮย์มอน : ก็อดฟาเธอร์ ผู้ใช้งาน ฟลอยด์ และ ปาเกียว ดั่งแขนขาของตัวเอง



"ผมไม่ได้อยากดัง ผมแค่อยากเป็นนักธุรกิจก็เท่านั้นเอง"


 

ปฎิเสธไมได้หรอกว่าแฟนมวยทั่วโลกนับตั้งแต่ยุคปี '80 เป็นต้นมาจนถึงตอนนี้ก็ตีเสียว่าผ่านมาแล้ว 40 ปี จะคุ้นชินภาพของโปรโมเตอร์ที่ชอบออกหน้าผ่านสื่อ ให้สัมภาษณ์ด้วยคำพูดที่เร้าใจ และมีรูปลักษณ์ที่ฉูดฉาดอย่าง ดอน คิง โปรโมเตอร์หัวฟูผู้โด่งดัง

แต่โลกของหมัดมวยเปลี่ยนไปแล้วในเวลานี้ แต่ละไฟต์มีเดิมพันสูงมาก โดยเฉพาะ Fight of the Century หรือ ไฟต์แห่งศตวรรษ ระหว่าง ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ กับ แมนนี่ ปาเกียว ที่ไฟต์เดียวทำเงินไปถึง 400 ล้านเหรียญสหรัฐ

หากมองจากคนนอกเราพอจะคาดเดาได้ว่างานนี้ทั้งคู่ต่างหอบเงินกลับบ้านแบบคุ้มค่าเจ็บตัวแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าคนที่ Win ที่แท้จริงคือ "เดอะ ก็อดฟาเธอร์" แห่งวงการมวยสากลยุคปัจจุบัน เขาดึงทั้ง ฟลอยด์ และ ปาเกียว เข้ามาอยู่ในสังกัดของเขาและเมื่อทั้งสองคนชกกันก็ต้องบอกว่า "เรือล่มในหนองทองจะไปไหน"

ชื่อของชายผู้อยู่หลังผ่านไฟต์หมื่นล้านคือ อัล เฮย์มอน ไม่แปลกหรอกที่คุณจะไม่ค่อยได้ยินชื่อเขา เพราะหาก ดอน คิง คือโปรโมเตอร์ในอุดมคติ เฮย์มอน ก็เป็นเหมือนโปรโมเตอร์สายแอนติฮีโร่ ที่เราอยากให้คุณได้รู้จักตัวตนของเขา

 

เทวดาและปีศาจแดงในร่างเดียวกัน

จุดเริ่มต้นของ อัล เฮย์มอน ที่ทำให้เขาร่ำรวยนั้นมาจากสายงานบันเทิงเต็มตัว เขาเป็น music promotion ของศิลปินดังแห่งยุค '90 อย่าง M.C. Hammer, New Edition, Whitney Houston, Janet Jackson และ Mary J. Blige  เขาประสบความสำเร็จอย่างสุดกับสายงานนี้จนสามารถขยายสาขาจากวงการเพลงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในสาขาภาพยนตร์อีกด้วย


Photo : www.ringtv.com

นี่เองคือสิ่งที่ทำให้แนวคิดของเขาไม่เหมือนกับโปรโมเตอร์ยุคเก่า ในโลกของวงการบันเทิงไม่มีทางเสียหรอกที่โปรโมเตอร์จะสามารถดังกว่านักร้องหรือดาราได้ แต่ปัญหาอยู่ตรงไหนล่ะ? อัล เข้าใจจุดนี้ และมันไม่ใช่ปัญหาของเขาเลย เขารู้ว่ายิ่งเงียบก็ยิ่งดี เพราะเขาสามารถใช้ชื่อเสียงของเหล่าดาราและนักร้องเหล่านี้เดินเกมการตลาดได้อย่างไหลลื่น เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่โปรดิวเซอร์หรือนายทุนพูดมากเกินไป นั่นคือสาเหตุที่เขาไม่ชอบพูดออกสื่อ ไม่แม้แต่จะให้ใครพูดถึงเขาในแง่ดีเลยด้วยซ้ำ

ถามว่าแนวคิดนี้มาจากไหน? ... คงต้องย้อนกลับไปตั้งแต่วัยเด็กของเขาเลยทีเดียว อัล มีแม่เป็นแบบอย่าง แม่ของเขาเป็นนักบัญชี และนี่คือหนึ่งบทสัมภาษณ์ของเขาที่หาได้ยากมาก เพราะนานๆ ครั้งเขาจึงจะยอมสัมภาษณ์กับสื่อสักครั้งหนึ่ง

"แม่ของผมเป็นพนักงานบัญชี และคือแบบอย่างที่ดีในด้านการบริหาร แต่ก่อนท่านสร้างธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองโดยใช้แนวทางในแบบนักบัญชีซึ่งมันประสบความสำเร็จแบบไม่น่าเชื่อ" อัล เฮย์มอน กล่าวถึงไอดอลด้านการทำงานของเขา

หลักสูตรการบริหารในมุมมองของนักบัญชีแตกต่างจากสายงานอาชีพอื่นตรงที่สามารถขมวดเอาจุดแข็งของหลายๆ ด้านมาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารกับคนรอบข้าง การทำงานเป็นทีม ความสามารถในการวิเคราะห์ ความแม่นยำในหลักการบัญชี การคิดแบบนักธุรกิจ นี่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ อัล เฮย์มอน ประสบความสำเร็จมาตลอด จนกระทั่งปี 1999 เขาขายหุ้นกิจการที่ทำเงินให้เขามากมายภายใต้ชื่อบริษัท SFX เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ ไป 50% เพื่อไปยังบ่อทองอีกหนึ่งบ่อ มันคือบ่อของกีฬา โดยเฉพาะมวยสากลอาชีพ

ในปี 2000 อัล เฮย์มอน เข้าสู่วงการมวยอย่างเต็มตัว ในการประชุมกลุ่มโปรดิวเซอร์สำหรับการถ่ายทอดสดมวยสากลในระดับบิ๊กไฟต์ที่ MGM แกรนด์ ฮอลล์ ก็เกิดเหตุที่ทำเอาทุกคนแตกตื่น ขณะที่กลุ่มผู้ร่วมประชุมมือเก่ากำลังวางแผนสำหรับไฟต์ต่อไป อัล เฮย์มอน ก็ปรากฎตัว และทำให้ทุกคนในที่ประชุมนั้นกลายเป็นเด็กอมมือ

สำหรับ อัล มวยเหมือนโชว์โชว์หนึ่ง ไม่ใช่แค่กีฬาที่มีแค่แพ้ชนะและจบแค่นั้น เขาพยายามจะทำให้มวยมีมูลค่าต่อการติดตามด้วยการทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมมากขึ้น สามารถดึงดูดคนดูได้ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นชก การลงทุนกับโปรดัคชั่นคือสิ่งสำคัญมากเพราะหากทำได้ดีและน่าประทับใจแฟนมวยจะติดหนึบและแทบไม่อยากลุกออกจากหน้าจอ และถ้าทำแบบนั้นได้กำไรจะไปไหนเสีย

"อัลเข้ามา ในตอนที่มีคน 15-20 กำลังถกกันอยู่ ... เขาพูดแทรกขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในการหาเงินจากกีฬา และบอกว่าเขากำลังสนใจที่จะปฎิวัติวงการมวย" หนึ่งในผู้ประชุมวันนั้นกล่าวย้อนความ


Photo : espndeportes.espn.com

รากฐานของความยิ่งใหญ่ขอของ เฮย์มอน ในวงการมวยเพราะเขามีสัมพันธ์ที่ดีกับ HBO มาตั้งแต่ตอนที่ทำธุรกิจบันเทิง อัล ซี้กับ เครี่ เดวิส คนสำคัญในวงการถ่ายทอดสดของ HBO มาอย่างยาวนาน (ก่อนลาตำแหน่งไปตั้งแต่ปี 2013) ด้วยความสนิทสนมนี้ ทำให้ เดวิส อนุญาตให้ เฮย์มอน สามารถเดินงานบริหารการจัดไฟต์ต่อสู้ได้ตามแต่ใจ โดยเหตุผลที่ HBO ยอมขนาดนั้นเพราะ เฮย์มอน มีโปรโมเตอร์ที่เป็นเครือข่ายของเขาถึง 6 คน และคอนเน็คชั่นที่กว้างขวางทำให้เขาสามารถเอานักชกดีๆ มาจัดแม็ตช์กระตุ้นยอดเข้าชมของช่อง HBO ที่ถ่ายทอดสดได้อย่างดี และจากนั้นไม่นานนักเขาก็กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลไปโดยปริยาย

"รายรับของวงการมวยตกไปอยู่บนสุดของบ่วงโซ่อาหาร ผมนี่แหละที่เป็นคนต่อแถวรอรับส่วนแบ่งจาก อัล เขาจะพูดตลอดว่าคุณคือคนสำคัญของผม”

“แต่ไม่หรอก จริงๆ แล้วนักมวยของผมต่างหากล่ะที่เป็นคนของเขา อัล เป็นคนต่อรองกับ HBO ทั้งหมด ว่าใครจะได้รับส่วนแบ่งเท่าไหร่ เราก็จำใจต้องทำตาม ขณะที่เขาร่ำรวยผมเองกลับแทบไม่เคยได้เงินก้อนโต”

"เขาจะบอกคุณเสมอว่า ไม่ต้องห่วงครั้งต่อไปจะเป็นของคุณ แต่ผมจะบอกอะไรให้สำหรับ อัล เฮย์มอน ครั้งต่อไปไม่มีจริงหรอก" นี่คือสิ่งที่ แกรี่ ชอว์ หนึ่งในโปรโมเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายของ อัล กล่าว

ลูกล่อลูกชนของเขาเต็มไปหมด เขาใช้เงินต่อเงิน อำนาจต่ออำนาจ รู้ตัวอีกทีเขาก็ไม่ได้เป็นแค่เจ้าของลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด เขายังมีนักมวยเก่งๆ อยู่ในมืออีกมากมายและหนึ่งในนั้นคือ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ ที่เซ็นสัญญากับ อัล เฮย์มอน ตั้งแต่ปี 2005 รวมถึง ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า เจ้าของฉายาโกลเด้นบอย ที่ต่อยเมื่อไหร่สนามแตกเมื่อนั้น (ก่อนที่จะกลายเป็นคู่ปรับเสียเองเมื่อ เดอ ลา โฮย่า ผันตัวมาเป็นโปรโมเตอร์) การที่เขาขยับมากขึ้นทำให้เห็นภาพลางๆ ว่า อาณาจักรวงการกำปั้นกำลังจะเป็นของเขาแล้ว...

 

รวบหัวรวบหาง

การมีนักมวยเก่งๆ, โปรดัคชั่นดีๆ และ คอนเน็คชั่นที่แข็งโป๊ก ทำให้หลังจากผ่านช่วงกลางของยุค '2000 อัล รวบหัวรวบหางวงการมวยจนหมดสิ้น


Photo : www.latimes.com

รายรับมหาศาลไม่ทำให้เขาอิ่มตัว อัล เฮย์มอน ดึงนักมวยทั้งมีชื่อและไม่มีชื่อกว่า 200 คนให้เขามาอยู่ภายใต้การดูแลของเขา ตอนนี้จำนวนดังกล่าวมันมากเกินกว่าที่ช่อง HBO พันธมิตรเดิม และ Showtime ที่เฮย์มอนจับมือเป็นพันธมิตรใหม่ในปี 2012 จะสามารถซอยเวลาให้กับเขาได้ แม้จะดูน่าระส่ำแต่นี่คือแผนการของเขาอยู่แล้ว ...  

14 มกราคม 2015 ช่อง NBC ถ่ายทอดสดมวยสากลรายการ Premier Boxing Champions โดยจะมีการชกทั้งหมด 20 คู่ แต่การเจรจานี้แปลกกว่าที่เคยมี เพราะ NBC ไม่ได้ขอซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดจาก อัล แต่เป็นตัวเขาเองที่เอาเงินมาซื้อเวลาของช่องโดยได้รับการสนับสนุนเม็ดเงินจากเครือข่ายของเขา ดังนั้นในช่วงการถ่ายทอดสดเขาจึงสามารถขายโฆษณาของตัวเองได้อย่างเต็มที่

หลังจากนั้นเป็นต้นมา อัล เฮย์มอน ไม่เคยง้อใคร เขาไม่จำเป็นต้องเร่ขายลิขสิทธิ์เพื่อให้คนทั่วโลกได้ดูนักมวยของเขาขึ้นชกอีกแล้ว เขาแค่ซื้อเวลาออกอากาศมาซะ (แต่ที่สุดแล้วก็เป็น Showtime ซึ่งรับหน้าเสื่อในไฟต์ที่เฮย์มอนดูแลตลอด) และใช้สิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดนั่นคือยุทธวิธี "เงินชนเงิน" โกยรายรับเข้ากระเป๋ามากขึ้นเรื่อยๆ จากสปอนเซอร์ที่พร้อมจะสนับสนุนเต็มที่โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นนักมวยอย่าง ฟลอยด์ มีชื่อเป็นไฮไลต์ของงาน

"เป้าหมายของ อัล เฮย์มอน ไม่ใช่การช่วยเหลือกีฬาแน่นอน ประเด็นที่เขาสนใจคือไฟต์ไหนจะสร้างรายได้ให้กับกลุ่มทุนและตัวเขาต่างหาก" นี่คือคำพูดของ มาร์ค ลาเซรุส ประธานของ NBC สปอร์ตส์ กรุ๊ป ผู้ดูแลเรื่องการถ่ายทอดสดที่ยอมซูฮกในตัวของคนเบื้องหลังผู้ร่ำรวยคนนี้

"ผมไม่ได้อยากดัง ผมแค่อยากเป็นนักธุรกิจก็เท่านั้นเอง" คำพูดของเขาชัดเจนที่สุดในวันที่เขารวบทุกอย่างในวงการมวยสากลได้สำเร็จ

 

ชายผู้อ่านเกมนำหน้าโลก 1 ก้าวเสมอ

จะบอกว่า ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ โด่งดังและร่ำรวยถึงขีดสุดในเวลานี้มี อัล เฮย์มอน เป็นตัวแปรคนสำคัญก็ไม่ผิดนัก


Photo : www.nytimes.com

เฮย์มอน คือผู้อยู่เบื้องหลังของ ฟลอยด์ มาอย่างยาวนาน เขาเป็นทั้งตัวแทน, ที่ปรึกษา, คนใกล้ตัว และอื่นๆ อีกมากมาย เปรียบเทียบง่ายๆ คือ เฮย์มอน เป็นสมองและสายตา ฟลอยด์ ก็เป็นแขนขาที่แข็งแรง นี่คือทีมเวิร์กที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่วงการมวยเคยมีมา

เฮย์มอน รู้ว่าคนดูอยากจะเห็นอะไร เขาพยายามเปลี่ยน ฟลอยด์ จากนักมวยให้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ และคำจำกัดความของซูเปอร์สตาร์คือภาพลักษณ์ต้องขายได้ ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไม เมย์เวทเธอร์ จึงยะโสโอหังทั้งในด้านฝีมือและความร่้ำรวย คาแร็คเตอร์ดังกล่าวทำให้เขามีทั้งคนรักและคนเกลียด โดยเฉพาะในอย่างหลังเหล่า Hater ย่อมอยากที่จะเห็น ฟลอยด์ โดนซัดลงให้หมอบกับพื้นแบบสู้ไม่ได้ ดังนั้น อัล จึงมีหน้าที่ที่จะทำให้ความหมั่นไส้นี้ดำเนินต่อไปแบบไม่มีที่สิ้นสุดด้วยการทำให้ ฟลอยด์ เป็นนักชกไร้พ่ายซึ่งเป็นสถิติที่เรียกคนดูได้เสมอ

ซึ่งคนที่ดูจะมีชื่อชั้นและดีกรีที่คู่ควรแก่การคว่ำฟลอยด์ได้คงมีแต่คนเดียวเท่านั้น อัจฉริยะจากฟิลิปปินส์อย่าง แมนนี่ ปาเกียว นักชกสังกัดของ บ็อบ อารัม คู่กัดคู่แค้นของ อัล เฮย์มอน นั่นเอง


Photo : www.philstar.com

ในช่วงปี 2009 ปาเกียว ถูกโลกยกย่องให้เป็นนักมวยที่ดีที่สุดในโลกหากเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ ดังนั้นโลกจึงฝากความหวังให้ ปาเกียว คว่ำ ฟลอยด์ ผู้น่าหมั่นไส้ให้ได้  อัล เฮย์มอน รู้เรื่องนี้ดี หากเขาให้ฟลอยด์ ชกกับ ปาเกียว ตอนที่ปาเกียวพีกถึงขีดสุด ก็มีโอกาสที่นักชกเบอร์ 1 ในสังกัดของเขาต้องพบกับความพ่ายแพ้ เขาจึงเปลี่ยนสังเวียนชกของ ฟลอยด์ และ ปาเกียว จากเวทีมวยกลายเป็นเวทีสื่อ   ทั้งสองฝั่งทะเลาะกันไปมา ฝ่ายปาเกียวก็อยากจะชก ฝ่ายฟลอยด์ก็อยากจะดึงเวลา จนแล้วจนรอดก็ต้องรอเวลาถึง 6 ปี

ทีสุดแล้ว ไฟต์ดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2015 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ปาเกียว เริ่มโรยลงไปพอสมควรจากปี 2009 เพราะเขาหันไปเล่นการเมือง และสิ่งที่บอกได้ชัดเจนที่สุดคือ เกียรติยศรางวัลต่างๆ ที่สถาบันมวยมอบให้ปาเกียวทั้ง 20 รายการ เกิดขึ้นก่อนปี 2011 ทั้งหมด

ขณะที่ ฟลอยด์ ขึ้นชกอยู่ทั้งหมด 5 ไฟต์ในระยะเวลา 5 ปี ก่อนหน้านี้ แถมแต่ละไฟต์เจอแต่ของแข็งๆ ทั้งนั้น (มิเกล ค็อตโต้, โรเบิร์ต เกร์เรโร่, คาเนโล่ อัลวาเรซ และ คาร์ลอส ไมดาน่า อีก 2 ครั้ง) ซึ่งหากจะวัดเรื่องความหนักความเร็วแล้ว ณ ตอนนี้เหนือกว่าแน่ นั่นหมายถึงว่าโอกาสเอาชนะและยืดสถิติไร้พ่ายของตัวเองก็เพิ่มเป็นเงาตามตัว … ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ "เดอะ มันนี่" เอาชนะ "แพ็คแมน" หลังจากต่อยครบ 12 ยก

อย่างไรก็ตามคนดูไม่จบ เสียงวิจารณ์แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง หลายคนยังค้านสายตา เพราะคิดว่า ปาเกียว ออกหมัดมากกว่า แต่อีกกลุ่มบอกว่าการออกหมัดที่มากกว่าของปาเกียวคือเป็นการชกส่งเดชไม่เข้าเป้า

เมื่อความเห็นไม่ตรงกันมันจึงกลายเป็นข้อถกเถียงที่ค้างคาอยู่จนทุกวันนี้ และโลกอยากจะเห็นทั้ง 2 คนเจอกันอีกสักครั้งหนึ่ง แม้รู้ว่า 2 ยอดนักชกจะอายุแตะหลัก 4 กันแล้วก็ตาม … ทุกอย่างเข้าล็อคหมด ผลประโยชน์เข้ากับ อัล เฮย์มอน เต็มๆ

ในเดือนตุลาคมปี 2018 ที่ผ่านมาหลังจาก ปาเกียว คว้าแชมป์โลกรุ่นเวลเตอร์เวตของ WBA ได้ เขาก็ทำช็อคด้วยการออกจาก บ็อบ อารัม มาอยู่กับ อัล เฮย์มอน ตอนนี้ อัล มี 2 นักชกที่ขายได้มากที่สุดแห่งยุคอยู่ในมือ แต่เขาก็ไม่ได้เสิร์ฟอาหารหลักทันที เฮย์มอน ปล่อยเมนูเรียกน้ำย่อยด้วยการให้ ปาเกียว ขึ้นชกป้องกันแชมป์กับ เอเดรียน โบรเนอร์ ซึ่งก็เป็นนักชกในสังกัดของเขานี่แหละ ผลออกมาก็เป็นไปตามเป้า ปาเกียว เอาชนะไปได้แบบไม่ระคายผิว ซึ่งแน่นอน หลังคว้าชัยชนะ ปาเกียวก็เปิดปากท้า ฟลอยด์ ให้เลิกอวดร่ำอวดรวยแล้วมาต่อยล้างตาอีกครั้ง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในไฟต์วันนั้นเนี่ยสิที่น่าสนใจ … เพราะก่อนชก จู่ๆ ฟลอยด์ ก็เข้าไปหา ปาเกียว ในห้องแต่งตัว ซึ่งทีมงานของปาเกียวก็ได้ถ่ายคลิปเหตุการณ์นั้นไว้ ราวกับว่าจะบอกสัญญาณอะไรบางอย่าง และล่าสุด ปาเกียว ก็โพสต์คลิปที่พบกับ ฟลอยด์ ระหว่างเข้าชมเกม NBA ระหว่าง โกลเด้นสเตท วอริเออร์ส กับ แอลเอ เลเกอร์ส อีก


Photo : www.philstar.com

เหตุการณ์จุดกระแสอย่างต่อเนื่องนี้พอจะมโนได้ว่าทั้งคู่อาจจะกลับมาสานต่ออารมณ์ที่ค้างเติ่งตั้งแต่ไฟต์ค้านสายตาในปี 2015 ของแฟนหมัดมวยก็เป็นได้

"ยิ่งกระตุ้นก็ยิ่งน่าสนใจ ยิ่งสร้างเรื่องราวก็ยิ่งขายได้" เชื่อเหลือเกินว่า อัล เฮย์มอน ไม่ได้เซ็นสัญญาปาเกียวมาเข้าสังกัดเพื่อชกกับ โบรเนอร์ เพียงอย่างเดียวแน่นอน ... เงินทองกองอยู่ข้างหน้า และคุณคิดว่าคนอย่าง อัล จะพลาดเหรอ? ไฟต์ระหว่าง เดอะ มันนี่ และ แพ็คแมน จะกลับมาให้หายข้องใจแน่ แค่ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เท่านั้นเอง


Photo : www.express.co.uk

อัล เฮย์มอน รู้ดีว่าโลกอยากเห็นอะไร และรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรปล่อยท่าไม้ตาย แฟนหมัดมวยล้างคอรอได้เลย

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.ringtv.com/415577-what-we-know-about-al-haymon-part-ii/
https://www.ringtv.com/415547-what-we-know-about-al-haymon-part-i-2/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง