mainstand

Stories

ชะตาชีวิตที่สมฉายา “เมสซี่เวียดนาม” ของ เหงียน กง เฝิง



ผลงานของเวียดนามตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมาคือการบุกชนะไทยรุ่นยู 23 คาบ้านในศึก M-150 คัพ ตามด้วยการแสดงศักยภาพเขย่าเอเชียด้วยการเป็นรองแชมป์ทวีป ในปี 2018 เข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายศึก เอเชี่ยน เกมส์ ครั้งล่าสุด


 

และตอนนี้พวกเขาต่อกรกับ อิรัก ใน เอเชียน คัพ 2019 อย่างสมศักดิ์ศรีถึงแม้จะแพ้ พวกเขาก็ทำให้ทีมแชมป์เมื่อปี 2007 ต้องออกแรงจนถึงวินาทีสุดท้ายของเกม … และคนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเกมนั้นคือ “เหงียน กง เฝิง” หรือ “เมสซี่เวียดนาม” ที่เรารู้จักและเห็นเขามานานตั้งแต่ลงเล่นในชุดยู 19

อาเซียน คือหนึ่งในภูมิภาคที่บ้าฟุตบอลมากที่สุดในโลก ทว่าเรื่องของฟุตบอลกลับเป็นสิ่งที่ชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำได้ไม่ดีเอาเสียเลย แม้ว่าหลายประเทศจะมีประชากรในประเทศมากมายชนิดที่ว่าเยอะกว่าทีมที่ได้ไปเล่นในฟุตบอลโลกอย่าง อุรุกวัย,ไอซ์แลนด์ และ เดนมาร์ก ฯลฯ หลายเท่านัก

ในเมื่อพวกเราดูบอลเยอะ แต่เล่นไม่เก่ง สิ่งที่พอจะเติมเต็มความฝันได้ก็คงหนีไม่พ้นการมโน ไม่ว่าจะประเทศใดก็ตามเมื่อไหร่ที่มีนักเตะดาวรุ่งเก่งๆขึ้นมาสักคน เราจะตื่นเต้นกันเป็นอย่างมากและสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือการห้อยท้ายฉายานักเตะเหล่านั้นด้วยชื่อของซูเปอร์สตาร์ลูกหนังระดับโลก ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆในบ้านเราที่มีทั้ง "เมสซี่เจ","เต๋าดินโญ่","ริวัลโด้กั๊ก" ไปจนถึงรุ่นเก่าๆอย่าง "มาราโดน่า เมืองไทย" นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าชาวอาเซียนคลั่งไคล้ฟุตบอลขนาดไหน

แม้นักเตะที่ได้ฉายาจะไม่ได้เก่งเทียบเท่า แต่แน่นอนนี่คือความสนุกที่ใครไม่อาจเถียงได้ การใส่ฉายาทำให้นักเตะเหล่านั้นเป็นที่จดจำมากขึ้น และนักเตะเหล่านี้ก็ทำให้แฟนบอลมีหวังเล็กๆว่าพวกเขาคือคนที่จะทำให้ฟุตบอลในประเทศก้าวข้ามระดับที่เคยเป็น

และหนึ่งในเมสซี่อาเซียนที่ถูกพูดถึงที่สุดในตอนนี้คงจะต้อง เหงียน กง เฝิง "เมสซี่เวียดนาม" ที่มีชื่อประดับวงการของภูมิภาคนี้มาแสนนาน ในช่วงแรกๆเขาอาจจะกลายเป็นเรื่องตลกโปกฮาของแฟนบอลชาติอื่นๆ แต่เมื่อวันคืนเคลื่อนผ่านไป เขาโตขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าจากเสียงหัวเราะจะถูกเปลี่ยนเป็นความเกรงขาม .... เขาไม่เก่งเท่าเมสซี่หรอก ไม่มีนักเตะคนไหนทำได้แบบนั้น แต่ทำไมล่ะเขาจึงได้ฉายานี้ติดตัวมาแสนยาวนาน นี่คือเรื่องราวความเหมือนในความแตกต่างของ เหงียน กง เฝิง เมสซี่แห่งแดนมังกรทอง

 

เกือบไม่ได้เล่นฟุตบอล

เรื่องราววัยเด็กของทั้งคู่มีความคล้ายกันโดยบังเอิญ...

เมสซี่จริง เริ่มหัดเล่นฟุตบอลกับทีมถิ่นตั้งแต่ 4 ขวบกับทีม กรานโดลี่ ที่มีพ่อของเขาเป็นกุนซือของทีมในเวลานั้น ก่อนที่จะได้เข้าไปอยู่ในทีมชุดเยาวชนของ นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ ตอนอายุ 6 ขวบ หลังจากที่โชว์ฟอร์มโดดเด่นเกินเด็กรุ่นๆเดียวกันด้วยการยิงไปกว่า 500 ประตูให้กับ นีเวลส์ จึงทำให้ เมสซี่ โดนจับตามองมากขึ้นทว่าเมื่ออายุ 10 ปีเขาก็ต้องเจออุปสรรคครั้งใหญ่เกี่ยวกับฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone Deficiency) ที่มีปัญหา ซึ่งทำให้เขาตัวเล็กกว่าเด็กคนอื่นๆและทางรักษาคือต้องฉีดฮอร์โมนทุกเดือนโดยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายราว 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน นั่นคือวันที่พรสวรรค์ไม่มีค่าอันใด นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ และ ริเวอร์เพลท ทีมดังของ อาร์เจนติน่า มองข้ามเขา เพราะเป็นนักเตะที่ไม่คุ้มกับการลงทุนในระยะยาว และครอบครัวของเขาไม่ร่ำรวยพอที่จะลงทุนกับการฉีดฮอร์โมนนี้ด้วย...


Photo : www.infobae.com

ขณะที่ "เมสซี่เวียดนาม" เติบโตมาในครอบครัวเกษตรกรที่ยากจนตามแบบฉบับของนักเตะเลือดนักสู้ทั้งหลาย พ่อและแม่ของเขามีลูกทั้งหมด 6 คน และ เหงียน กง เฝิง เป็นคนที่ 5

"เขาเตะบอลทั้งวันทั้งคืน เตะจนลูกฟุตบอลแหลกคาเท้าก็มี เราเป็นชาวนา สิ่งที่เราจะซื้อให้เขาได้ในตอนนั้นคือลุกบอลพลาสติกที่มีราคาถูก ลูกฟุตบอลหนังลืมไปได้เลย เราต้องขายผลไม้อีกเยอะเลยแหละ" พ่อของ กง เฝิง กล่าว

เขาเล่นฟุตบอลตั้งแต่ 5 ขวบ ว่ากันว่าลูกฟุตบอลลูกแรกของเขาคือการเอาฟางมาม้วนให้มีทรงกลมและเตะกับเพื่อนๆ ซึ่งเขาเก่งกว่าใคร เพราะมีพี่ชายวัย 9 ขวบ คอยเป็นพี่เลี้ยงให้ พ่อของเขาหวังให้ลูกชายทั้งสองเป็นนักฟุตบอล และเมื่อเห็นถึงความตั้งใจของลูกๆ เกษตรกรคนจนจึงเลือกจะลงทุนในสิ่งเล็กๆ ที่เป็นเดิมพันใหญ่สำหรับครอบครัว


Photo : Nguyễn Công Phượng Jmg

"ผมเข้าใจว่ามันต้องลงทุนสูง แต่การได้เห็นเด็กๆคลั่งไคล้ในฟุตบอลขนาดนั้น ทำให้ผมต้องขนเอาข้าวขึ้นจักรยานไปขายในเมือง และเงินที่ขายได้ในวันนั้นก็เอามาซื้อลูกฟุตบอลให้พวกเขานั่นแหละ" ผู้เป็นพ่อกล่าว

แต่โชคร้ายที่ Nguyễn Công Khoa พี่ชายของ กง เฝิง จมน้ำตายในช่วงเวลาหลังจากนั้นไม่นานนัก และเขาคือฝันเดียวของพ่อ ที่อยากให้ลูกชายเจอชีวิตที่ดีด้วยการให้ฟุตบอลนำทาง

ในวันที่ กง เฝิง อายุ 11 ปี พ่อของเขาหอบหิ้วลูกชายไปพร้อมๆกับความฝันเพื่อทดสอบฝีเท้าเพื่อเข้าทีมระดับเยาวชนของหลายๆสโมสร แต่ไม่มีทีมไหนเปิดโอกาสให้แม้แต่จะเข้าคัดเลือก เพราะนอกจากจะส่วนสูงน้อยเกินไปแล้ว กง เฝิง ยังผอมมากๆ เขามีน้ำหนักเพียงแค่ 25 กิโลกรัม (56 ปอนด์) เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าน้ำหนักตามเกณฑ์ที่กำหนดคือ 31 กิโลกรัมสำหรับการเข้าระบบเยาวชนสโมสร  

ทุกๆสโมสรในเวียดนามเหนือลงมติเป็นเอกฉันท์เสียงเดียวกันคือ "เด็กคนนี้ไม่น่าลงทุนระยะยาว"

 

ในขณะที่ผู้เป็นพ่อเข่าทรุดเพราะนี่คือปัญหานอกการควบคุมของเขา เรื่องของการเจริญเติบโตเป็นเรื่องคาดเดาได้ยาก หากไม่มีนักโภชนาการที่ดีก็แทบจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เพราะลุกชายของเขามีประสิทธิภาพด้านร่างกายต่ำกว่าเกณฑ์เยอะมาก หากไม่ได้โอกาสจากทีมระดับโลกเหมือนกับ เมสซี่ ที่ได้รับจาก บาร์เซโลน่า ที่มองเรื่องทักษะเป็นอันดับแรกและร่างกายเป็นอันดับรองลงมา นักเตะที่ตัวเล็กเกินเกณฑ์อย่างลูกชายของเขาก็แทบจะไม่มีโอกาสได้เล่นฟุตบอลอาชีพเลย และการเกิดและโตในเวียดนามจะไปหาโอกาสแบบนั้นได้จากที่ไหนกันล่ะ? Nguyễn Công Bảy ผู้เป็นพ่อยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว

ในขณะที่ความฝันกำลังเลือนลงทุกที พ่อของ กง เฝิง ก็ได้เห็นแสงเล็กๆจากรายงานข่าวในโทรทัศน์ "JMG อคาเดมี่ โครงการพัฒนานักเตะจากอาร์เซน่อล พร้อมเปิดคัดตัวนักเตะอายุไม่เกิน 13 ปี เพื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตของวงการฟุตบอลเวียดนาม หากลูกหลานท่านมีความสามารถอย่าลืมมาเจอกันที่ ญาลาย" โฆษณาดังผ่านโทรทัศน์ไม่กี่วินาที แต่มันดังก้องในประสาทของผู้เป็นพ่ออยู่นานจนคิดไปไกลถึงไหนต่อไหน

 

1,000 กิโลเมตรพิสูจน์ใจ

เมื่อได้ยินดังนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องรอกรองข่าวอะไรหลายขั้นหลายตอนให้เสียเวลา เพียงแค่ชื่อของโครงการก็ทำให้พ่อของเขารีบปลุกให้ลูกชายรู้ว่า รถไฟขบวนใหญ่ที่พร้อมหิ้วเอาความฝันของครอบครัวเหงียนกำลังจะวิ่งผ่านไป นี่คือขบวนรถมาตรฐานจากยุโรป และเขาไม่อยากให้ลูกชายพลาด เตรียมตัวให้พร้อมและเราจะเดินทางเป็นระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร มุ่งสู่ ยาลาย เมืองที่ลูกชายของเขาจะได้พิสูจน์ตัวเอง....


Photo : zing.vn

แต่ลิขิตฟ้าก็ต้องถูกขัดขวางด้วยบัญชาเมีย

"ฉันไม่สนับสนุนหรอกนะ เพราะลูกต้องเดินทางไกลมาก ถนนหนทางก็ลำบาก ดูยังไงก็ไม่คุ้มกับเด็กที่ผอมและอ่อนแออย่าง กง เฝิง ไม่มีทางชนะคนอื่นเขาแน่" Nguyễn Thị Hoa แม่ของ กง เฝิง เปิดใจถึงวันที่เลือกเบรกพ่อลูกที่กำลังจะออกเดินทางไกล 1,000 กิโลเมตร

สิ่งเดียวที่ทำให้แม่ของเขาเปลี่ยนใจคือสายตาลูกชายที่มุ่งมั่น กง เฝิง และพ่อ บอกกับผู้เป็นแม่และภรรยา ว่า "ขอโอกาสอีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น" พวกเขาเชื่อว่า JMG จะให้ชีวิตใหม่ และที่สุดแล้ว 2 พ่อลูกก็ชนะเสียงของวีรสตรีประจำบ้าน

แม่ของ กง เฝิง ไม่ใช่แค่ยอมรับอย่างเดียวเท่านั้น เธอ ยังสนับสนุนเต็มที่ เพราะนี่คือครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆสำหรับลูกชายคนรองสุดท้อง ดังนั้นเธอจึงจัดกระเป๋าที่อัดแน่นไปด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบกระป๋อง ค้นเงินเก็บที่ทั้งบ้านรวบรวมได้ทั้งหมดแต่ก็ยังไม่พอ เธอรับหน้าเสื่อแบกหน้าไปขอยืมเพื่อนบ้านมาอีก 500,000 ดง เพื่อส่งลูกชายและสามีให้ถึง ยาลาย และความช่วยเหลือสุดท้ายคือโทรศัพท์ไปหาญาติที่อาศัยในเมืองยาลาย ให้ช่วยจัดที่นอนให้สองพ่อลูกสักคืน เพราะเงินที่เตรียมไปไม่พอค่าที่พักสำหรับคนสองคน

การเดินทางบนรถโดยสารผ่านไป 16 ชั่วโมง สองพ่อลูกก็แบกกระเป๋าลงที่ Pleiku ในเวลาตี 4 ของอีกวัน ทั้งสองคนเหนื่อยอ่อนหวังว่าจะได้พักสักงีบบนเตียงที่ญาติที่ติดต่อไว้จัดการให้ แต่แล้วความยากลำบากก็คูณสอง ... ไม่มีใครมารับทั้งสองคน พวกเขาติดต่อใครไม่ได้... กง เฝิง และ พ่อ จึงต้องนอนหน้าประตูสนามกีฬาที่ใช้ทดสอบจนถึงเที่ยงวัน และเริ่มคัดตัวในช่วงบ่ายโมง


Photo : motthegioi.vn

ร่างกายที่อิดโรยไม่อาจทำอะไรหัวใจที่มุ่งมั่น กง เฝิง สวมรองเท้าและชุดกีฬาเก่าๆ พร้อมแล้วที่จะดวลกับเด็กในเมืองใหญ่ทั้งหลาย

ชาวต่างชาติที่ชื่อว่า "มิสเตอร์ เซเว่น" ประกาศว่าวันนี้มีเยาวชนมาคัดตัวหลายร้อยคน และข่าวดีสำหรับกง เฝิง คือ น้ำหนักและส่วนสูง จะไม่ถูกนำมาเป็นข้อจำกัดในการคัดตัวครั้งนี้


Photo : Nguyễn Công Phượng Jmg

เด็กเทพจากเมือง เหงะอัน สบายใจได้เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาผ่านทุกบทสอบทั้งด้านทักษะและการลงทีม นักเตะคนไหนที่ดวลกับเขาเขาก็สามารถเอาชนะได้ทั้งหมด คราวนี้ก็ถึงเวลาประกาศรางวัล

"มิสเตอร์ เซเว่น" ไม่ได้เดินมาจับมือกับ กง เฝิง แต่อย่างใด เพราะเขาเห็นสภาพของ Nguyễn Công Bảy ผู้เป็นพ่อที่กำลังโรยแรง แต่ก็ยังเกาะขอบเวทีดูการตัดสินของลูกชาย มิสเตอร์ เซเว่น จึงเดินมาจับมือกับพ่อของ กง เฝิง และบอกว่า "เหงียน กง เฝิง ผ่านการทดสอบ!"

ยิ่งกว่ายิ้มกว่าคือน้ำตาคลอ ทีมงานของสโมสร ฮอง อัน ยา ลาย เดินมาบอกเขาว่าต่อจากนี้ทางสโมสรจะจัดการออกค่าใช้จ่ายให้กับลูกชายของเขา "ทุกเรื่อง" ต่อจากนี้ทั้งการศึกษา,อาหารการกิน,การฝึกฟุตบอล เหนือสิ่งอื่นใดคือค่าเดินทางกลับบ้านเกิดสำหรับการทดสอบครั้งนี้ด้วย  


Photo : Nguyễn Công Phượng Jmg

"คุณกลับไปพักผ่อนก่อน แล้วเราจะเรียกตัวลูกชายคุณอีกครั้งในการประกาศครั้งต่อไป" แค่ได้ยินคำนี้การเดินทาง 1,000 กิโลเมตรก็เป็นแค่เรื่องจิ๊บๆ สองพ่อลูกนั่งรถกลับบ้านด้วยหัวใจที่พองโตที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ตลอดช่วงเวลานั่งรถขากลับพวกเขาอดที่จะบอกข่าวดีกับคุณแม่ที่อยู่ทางบ้านไม่ไหวแล้ว

ณ JMG อคาเดมี่ แห่งนี้มันไม่ได้มอบชีวิตใหม่ให้แค่กับ กง เฝิง เท่านั้น แต่ได้ให้โอกาสกับครอบครัวของเขาด้วย ก่อนหน้านี้ลูกๆของครอบครัวนี้ต้องเลิกเล่นกีฬากันเพราะพ่อแม่อยากให้เรียนหนังสือโตมาจะได้หางานทำ แต่ กง เฝิง ลูกรายคนรองสุดท้อง พิสูจน์แล้วว่า ฟุตบอลคือสิ่งที่เขาตั้งใจจริงๆและจะไม่ทำให้ใครผิดหวังแน่นอน


Photo : zing.vn

ที่อคาเดมี่แห่งนี้ … ว่าก็ว่าเถอะ กง เฝิง คือบ้านนอกเข้ากรุงดีๆที่เอง ที่นี่อัดแน่นด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกมากมายไม่ต่างจากบ้านพักตากอากาศ อากาศเย็นสบาย สนามฝึกซ้อมดีเยี่ยม ตกแต่งสวยงาม มีสระน้ำ และ อื่นๆอีกเยอะที่เขาไม่เคยเห็น

สิ่งที่ต้องยอมรับในตัวของ กง เฝิง คือ เขาไม่ได้มาเล่นๆ เขามาพร้อมกับการแบกความหวังคนทั้งบ้านไว้ ดังนั้นเขาจึงเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีผลการฝึกซ้อมยอดเยี่ยมที่สุดร่วมกับ เลือง ซวน ตรวง (กองกลางทีมชาติเวียดนามคนปัจจุบัน) และเรื่องวินัยไม่ต้องพูดถึง เขาจริงจังมากในทุกๆด้าน ตามคำบอกเล่าของผู้ร่วมทาง


Photo : zing.vn

ที่ JMG สอนให้รู้ว่าตัวเล็กไม่ได้แปลว่าจะเล่นฟุตบอลไม่เก่ง ความแข็งแกร่งอาจจะหายไป แต่ก็แลกมาด้วยความเร็ว ส่วนจุดเด่นของ กง เฝิง ที่โค้ชให้การยอมรับคือการเป็นนักฟุตบอลที่เล่นฉลาด ไม่เปลืองตัวไปกับการเลี้ยงบอลมากมายนักในจังหวะที่ไม่จำเป็น ด้วยเหตุนี้เขาจึงถูกส่งเขาระบบฟุตบอลอาชีพของ ฮอง อันห์ ยา ลาย ตั้งแต่อายุ 18 ปี

แม้ที่สุดแล้ว JMG ของ อาร์เซน่อล จะปิดตัวลง แต่กงเฝิง ก็ไม่โดนผลกระทบอะไร เขาถูกส่งไปยังสโมสรต้นทางอย่าง ฮอง อันห์ ยา ลาย แล้ว และติดทีมชาติเวียดนามมาตั้งแต่บอลนักเรียนและสร้างชื่อในวัย 19 ปี พร้อมๆกับเพื่อน ยู 19 ที่ชาวเวียดนามตั้งอกตั้งใจรอเป็นอย่างมากเพราะคาดว่ากง เฝิง ในฉายาของ "เมสซี่เวียดนาม" จะพาทีมก้าวสู่ยุคใหม่

 

เติบโตบนความคาดหวัง

แม้ “กง เฝิง” จะถูกเรียกอย่างนั้น แต่เวียดนามไม่เคยได้แชมป์ระดับเยาวชนเลย พวกเขาได้รองแชมป์ยู 19 ชิงแชมป์อาเซียน ในปี 2013, 14 และแม้จะขยับขึ้นรุ่นมาเล่นในระดับยู 23 แต่ก็สู้ ไทย ไม่ได้อยู่ดี เมื่อพวกเขาได้เพียงอันดับ 3 ใน ซีเกมส์ ปี 2015


Photo : zing.vn

ช่วงเวลาที่เวียดนามรอการเติบโตของ กงเฝิง และเหล่ายู 19 อย่างปวดใจเพราะไม่มีแชมป์ที่ทำให้พวกเขาปิติได้เลย กลับเป็นช่วงเวลาที่ทีมชาติไทยในยุคของ "โค้ชซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตพระเจ้าของ ฮอง อันห์ ยา ลาย เดินหน้าเก็บชัยและคว้าแชมป์ในระดับภูมิภาคเป็นว่าเล่น ในวันที่ทัพช้างศึกคว้าแชมป์ ซูซูกิ คัพ 2014 กง เฝิง เดินทางเก็บตัวกับ ฮอง อันห์ ยา ลาย ที่กรุงเทพฯ พอดี นั่นหมายความว่าในวันที่รถแห่ถ้วยแชมป์ของไทยวิ่งไปทั่วเมืองหลวงของประเทศไทย กลุ่มดาวรุ่งของเวียดนามได้เห็นภาพในวันนั้นทั้งหมด

ล่ามประจำทีมได้อธิบายความรู้สึกของเด็กๆที่เป็นประจักษ์พยานต่อการฉลองแชมป์ AFF 2014 ของไทยว่า "ยิ่งดูก็ยิ่งปวดใจ" ขณะที่ กง เฝิง มีเรื่องที่จะพูดถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้ไม่น้อย แต่ที่น่าชื่นชมคือทัศนคติของเขายอดเยี่ยม เขามองหาเหตุผลว่าทำไม ไทย ในยุคนั้นจึงเก่งกว่าและยากสำหรับการต่อกร  เขาบรรจงเขียนสิ่งที่คิดลงในบล็อกส่วนตัว

"แชมป์นี้มาจากความเป็นมืออาชีพในระดับสโมสร เป็นการทำงานที่มีรายละเอียดและระบบที่ชัดเจน แถมยังมีสปิริตการเล่นที่สะอาด,ไม่มีการสาดโคลนใส่กัน (เขาประชดที่สื่อในประเทศมักใส่ความว่าเวียดนามโกงอายุในระดับเยาวชน) ซึ่งในนัดฮองอันห์ยาลายอุ่นเครื่องชนะ ปตท ระยอง 3-2 นักเตะไทยก็เป็นแบบนี้เช่นกัน"

"สิ่งที่ช่วยให้ทีมไทยประสบความสำเร็จคือรูปแบบการเล่นที่ดุดัน พวกเขาเล่นบอลไม่ได้เล่นคน ไม่เคยใช้เล่ห์เหลี่ยมเอาเปรียบซึ่งทำให้ทั้งไทยและคู่แข่งเล่นได้อย่างปลอดภัย และถ้าแค่ทีมอันดับรั้งท้าย (ปตท ระยอง) ของลีกสูงสุดไทยยังทำได้เช่นนี้ แล้วทีมใหญ่ๆในเวียดนามล่ะ เล่นไม่สกปรกได้หรือยัง?"

ความเจ็บปวดถูกลั่นออกมาเป็นตัวหนังสือ กง เฝิง รู้ว่าเขาและเพื่อนๆจะต้องเป็นผู้เปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ให้ได้ พวกเขาคือผู้ถืออนาคตใหม่ของประเทศชาติ หากไม่มีใครเริ่มทำในสิ่งที่เป็นอุดมคติของฟุตบอลที่ดี พวกเขาจะเริ่มทำมันเอง ขอเพียงมีผู้นำที่น่าเดินตามเท่านั้นก็เพียงพอ

 

"มิสเตอร์ ปาร์ค" ผู้ลบเสียงหัวเราะที่มีต่อ "กง เฝิง"

กง เฝิง มีความสามารถทุกคนในอาเซียนรู้ดี ดังนั้นเขาจึงเป็นเป้าทุกครั้งที่ลงแข่ง เมื่อใดก็ตามที่เขาพลาดมักจะมีคลิปตัดเอาไว้เพื่อล้อเลียนในกลุ่มแฟนฟุตบอลอาเซียน การล้อ กง เฝิง ก็เหมือนกับการล้อวงการฟุตบอลของเวียดนามที่ ณ เวลานั้นการกระทำเสียงดังกว่าคำพูด เวียดนาม แข่งรายการไหนก็ตกรอบ อย่างดีที่สุดก็เป็นได้แค่พระรองเท่านั้น

สิ่งที่ยอดเยี่ยมคือทัศนคติของกง เฝิง ไม่เปลี่ยนไป ลูกชาวนาคงนี้ไม่ได้พอใจแค่การสร้างบ้านให้พ่อ-แม่ หลังใหม่ และถูกเรียกว่า "เมสซี่เวียดนาม" เท่านั้น  เขาอยากจะเก่งขึ้นอีก จนกระทั่งในปี 2017 สมาคมฟุตบอลเวียดนามแต่งตั้ง ปาร์ค ฮัง ซอ กุนซือชาวเกาหลีใต้เข้ามารับงานคุมทีม


Photo : zing.vn

นักเตะอาเซียนนั้นขึ้นชื่อเรื่องความรักสบายและความมุ่งมั่นที่ไม่มากนัก แต่การมาของ ปาร์ค เปลี่ยนทุกคนใหม่หมด โดยเฉพาะกงเฝิง ที่เป็นตัวตลกของเพื่อนร่วมภูมิภาคมาโดยตลอด กลับกลายเป็นอาวุธหลักในแนวรุกของทัพดาวทองอีกครั้ง ด้วยวินัยที่เฮี้ยบถึงขีดสุด ชนิดที่ว่าหากนักเตะไม่ยอมทำตามก็ต้องเกลียดเขาได้ง่ายๆเลยทีเดียว

"ปาร์คเป็นคนเจ้าระเบียบ เป็นกุนซือที่มีความเนี๊ยบและเฮี๊ยบมาก ผมรู้ในสิ่งที่นักเตะเวียดนามจะต้องเจอเมื่อต้องร่วมงานกับเขา หากรับในสิ่งที่ปาร์คเป็นได้ เวียดนามจะก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งผมคิดว่าพวกเขารับในสิ่งที่ปาร์คต้องการให้เป็นได้”

“เมื่อเขาเป็นโค้ช คนที่รู้จักเขาจะรู้ดีกว่านักเตะที่เขาดูแลจะเป็นเช่นไร แน่นอนทุกคนต้องอยู่ภายใต้ระเบียบที่เขาวางไว้" นี่คือสิ่งที่ "เดอะ ตุ๊ก" ปิยพงษ์ ผิวอ่อน ตำนานนักเตะไทยที่เคยเป็นเพื่อนร่วมทีมกับกุนซือ ปาร์ค ในสมัยเป็นนักเตะว่าไว้

โชคดีที่ กง เฝิง เป็นคนที่ เคมีตรงกับ ปาร์ค ฮัง ซอ เขาเป็นนักเตะประเภท "หนักๆสิดี" ดังนั้นระบบการสร้างและปลูกฝังของกง เฝิง จึงพัฒนาขึ้นมากนับตั้งแต่กุนซือชาวโสมขาวเข้ามาคุมทีม

เขาแนะนำให้ กง เฝิง ให้เวลาอยู่ในโรงยิมให้มากกว่าเดิม ไม่ใช่เพื่อให้ล่ำบึ๊กเป็นปีศาจแต่เพื่อมีกล้ามเนื้อเพื่อใช้ในการปะทะและยืนระยะตลอด 90 นาที  สิ่งที่ กง เฝิง ตอบกลับคือ "ครับบอส" เขาทำมันอย่างจริงจัง เพราะรู้ว่าหากเชื่อคนๆนี้เขาจะเป็นนักเตะที่เก่งขึ้นได้

"เราสามารถเป็นทีมที่เก่งที่สุดในภูมิภาคนี้ได้ พวกเราแข็งแกร่ง พวกเรามีความมุ่งมั่น และพวกเรามีความคิดที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างถูกต้องแล้ว" กง เฝิง กล่าว

นับตั้งแต่ ปาร์ค ฮัง ซอ เข้ามาระบบการเล่นเปลี่ยนไปจากยุค เหงียน วู ถัง และ โทชิยะ มิอูระ เป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่ในสนามเท่านั้น นักเตะตัวเล็กๆของเขาจะเก่งขึ้นได้ถ้าได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีเริ่มตั้งแต่การใช้ชีวิตเลยทีเดียว

“สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลง คือ โภชนาการ … เวียดนามกินอาหารที่ยังไม่เหมาะกับนักกีฬาเท่าไหร่ แต่ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ เมื่อนักฟุตบอลกินดี พักผ่อนเต็มที่ พวกเขาก็มีความพร้อม และซ้อมได้ดี นั่นนำมาซึ่งความมั่นใจ เพราะมีสภาพจิตใจที่ดีด้วย "

จากนั้นคุณคิดว่าเกิดอะไรขึ้นล่ะ? ... เวียดนาม และ กง เฝิง ที่เคยโดนดูถูกมาในมาดใหม่ทั้งหมด ในรายการ  M-150 คัพที่ประเทศไทย คือการเปิดตัวที่สร้างความเซอร์ไพรส์ถึงขีดสุด เกมนัดแรกที่เวียดนามชนะ เมียนมา 4-0 เหงียน กง เฝิง ยิงไป 1 ประตูและทำไป 2 แอสซิสต์ เท่านั้นยังไม่พอเกมที่ 2 เวียดนามเล่นกับทีมหัวแถวของเอเชียอย่าง อุซเบกิสถาน ซึ่งก็แพ้ไปแค่ 1-2 เท่านั้น จึงต้องเข้ามาชิงที่ 3 กับทีมชาติไทย ที่มี โซรัน ยานโควิช มือขวาของ มิโลวาน ราเยวัช คุมทีมอยู่

ณ นาทีนั้นกองเชียร์ไทยไม่เคยคิดว่า เวียดนาม จะเป็นของยากโดยเฉพาะทีมชุดนี้ที่เคยถูกแข้งไทยร่วมรุ่น ที่นำโดย วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ,สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ และ อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ ถล่มไปถึง 6-0 ในศึกยู 19 ชิงแชมป์อาเซียนเมื่อปี 2015 แม้ตอนนั้น กง เฝิง จะถูกเลื่อนชั้นไปแล้วก็เถอะ แต่หลังจากนั้นที่เขาต้องเจอกับทีมชาติไทย โดยเฉพาะในซีเกมส์ปี 2015 และ 2017 ก็ไปไม่เป็นอยู่ดี

แต่ ณ ปลายปี 2017 ทุกอย่างต่างออกไป ปาร์ค ฮัง ซอ เปลี่ยนให้ เวียดนาม วิ่งให้เยอะขึ้นและเปลี่ยนทัศนคติใหม่ให้หมด โดยเฉพาะเรื่องจิตใจที่ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง ซึ่งกลุ่มผู้เล่นเวียดนามชุดของ กง เฝิง นี้ถูกกุนซือ ปาร์ค บอกว่าเป็นเหมือนกับฟองน้ำที่พร้อมจะซับความรู้ใหม่เสมอแถมยังทำได้เร็วมาก สิ่งใดก็ตามที่เขาสอน นักเตะจะรีบฟังและบอกว่า "โอ้ ต้องแบบนั้นเหรอครับโค้ช"

ผลการแข่งขันนิดชิงที่ 3 จบลงด้วยการที่ เวียดนาม เอาชนะไทยในชุดที่เรียกว่ารวมเด็กเทพของประเทศไว้ในทีม 2-1 และ เหงียน กง เฝิง คือคนที่ยิง 2 ประตูในเกมนั้น ส่วนรายละเอียดภายในคึอเขาเล่นงานนักเตะไทยได้อย่างเซอร์ไพรส์ เขาเร็วกว่า,จมูกไวกว่า,และอ่านเกมดีกว่า นี่คือสิ่งแรกที่ เวียดนาม ทุบโต๊ะประชุมอาเซียน และบอกว่าพวกเขาเรากำลังจะมาแล้ว

ณ ตอนนี้ แฟนบอลทั่วอาเซียนรู้แล้วว่าเวียดนามเก่งจริง ผลงานของพวกเขาดีวันดีคืน โดยเฉพาะกับ กง เฝิง ที่แต่ก่อนแทรกตัวจริงยังยากเปลี่ยนมาเป็นอาวุธหนักที่มีสกอร์ตลอด  

พวกเขาจบศึกชิงแชมป์เอเชีย รุ่นยู 23 ปี 2018 ที่ประเทศจีนด้วยการคว้ารองแชมป์ โดยเส้นทางก่อนหน้านั้นทั้งเอาชนะ ออสเตรเลีย,ชนะ อิรัก,ชนะ กาตาร์ ก่อนจะไปแพ้ อุซเบกิสถาน ในช่วงต่อเวลาของนัดชิง จากนั้นตามด้วยการเข้าไปถึงรอบตัดเชือก ก่อนคว้าอันดับ 4 ศึกเอเชี่ยน เกมส์ ที่ประเทศอินโดนีเซีย และตบท้ายด้วยการผงาดเป็นเจ้าอาเซียนในซูซูกิ คัพ 2018 ซึ่งในทุกชุด กง เฝิง ถูกจัดอยู่ใน "คีย์แมน” ทั้งหมด

ณ เวลานี้เขาอายุ 23 ปี แต่ฉายา เมสซี่แห่งเวียดนาม ก็ยังคงติดตัวมาเสมอ เขาอาจจะได้เงินเดือนเพียงปีละ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบเกับ เมสซี่จริง ที่รับค่าเหนื่อย 122 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และฝีเท้าก็ห่างกันลิบลับ แต่เสียงที่เหมือนกันคือตอนนี้เขาคือความหวังของเวียดนามเหมือนที่ เมสซี่ เป็นความหวังของ อาร์เจนติน่า


Photo : zing.vn

กง เฝิง คือหนึ่งในนักเตะที่ชาวเวียดนามชื่นชอบที่สุด ความมุ่งมั่นของเขาเปลี่ยนกระแสนให้แฟนบอลในประเทศเลิกต่อต้านและกลับมาบ้าคลั่งฟุตบอลทีมชาติแบบไร้ข้อแม้อีกครั้ง ทุกเกมที่เวียดนามชนะ ทุกทั่วเมืองหัวระแหงจะถูกปกคลุมไปด้วยแฟนฟุตบอลที่ออกมาเฉลิมฉลอง ทาหน้าสีแดงลายธงชาติ และบิดรถแห่ทั่วเมืองเพื่้อสร้างความอึกทืก ราวกับว่าพวกเขาได้ไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

"มันยังคงเป็นความฝันที่ยากอยู่ดี แต่สิ่งที่เป็นคือผมภูมิใจมากที่คนเวียดนามแสดงความเชื่อมันในตัวเรามากมายขนาดนี้ พวกเราไม่ได้โดดเดี่ยวอีกแล้ว เราถูกบรรจุด้วยแรงขับเต็มพิกัด เพื่อทำให้เราสู้เต็มที่ที่สุดในทุกๆเกม" กง เฝิง กล่าวปิดท้าย

 

แหล่งอ้างอิง

https://news.zing.vn/bo-me-tiet-lo-ly-do-cong-phuong-bi-loai-khoi-lo-slna-post458685.htmlhttps://en.wikipedia.org/wiki/Nguy%E1%BB%85n_C%C3%B4ng_Ph%C6%B0%E1%BB%A3ng
https://www.ozy.com/the-huddle/vietnams-own-messi-is-putting-his-nation-on-the-soccer-map/85868
https://news.zing.vn/muon-neo-duong-vao-u19-viet-nam-post458883.html
https://news.zing.vn/cong-phuong-va-buoi-chieu-dinh-menh-den-voi-hagl-jmg-post459430.html
http://soha.vn/dung-goi-cong-phuong-la-messi-viet-nam-20180418181306619.htm
https://www.fourfourtwo.com/th/features/exclusive-paarkh-hang-ch-phmepliiynaeplngaairewiiydnaamnaehr



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง