mainstand

Feature

เล่าผ่านแฟนพันธุ์แท้ : รอยสักฝังใจและเบอร์เสื้อของเควิน ดูแรนท์



หลายคนบอกว่าอาชีพนักกีฬา เป็นอาชีพที่มีทุกๆอย่างที่ต้องการที่จะมี ไม่ว่าจะเป็น เงินทองที่เรียกได้ว่าใช้ทั้งปีทั้งชาติยังไม่มีหมด ชื่อเสียงที่เรียกว่าไปไหนคนต้องแห่มารุมล้อม หรือขอลายเซ็น รวมถึงยังมีหน้ามีตาทางสังคมต่างๆอีก ได้รู้จักคนใหญ่โต และออกงานสังคมมีหน้ามีตาสวยหรูในสังคม


 

อย่างไรก็ตาม ชีวิตของนักกีฬาอาชีพในวัยเด็กส่วนใหญ่ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากกว่า หลายชีวิตนั้นมาจากครอบครัวที่ไม่มีอันจะกิน ปากกัดตีนถีบ ต้องสู้เพื่อจะไปให้ถึงฝั่งให้ได้ มันจึงไม่ใช่เรื่องพรสวรรค์อย่างเดียว แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยจิตใจที่เข้มแข็ง ต้องทนต่อแรงเสียดทานมากมายกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ และไม่เว้นแม้แต่ลีกบาสเกตบอลที่ดีที่สุดในโลกอย่าง NBA

ซุปเปอร์สตาร์หลายคนที่ร่ำรวยหลักร้อยล้านพันล้านนั้น สมัยเด็กแทบจะไม่มีข้าวกิน หรือไม่มีบ้านจะนอน ... เควิน ดูแรนท์ ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน ในวัยเด็กนั้นครอบครัวของเขาแตกแยก คุณพ่อทิ้งครอบครัวไป ปล่อยให้แวนด้า ดูแรนท์ อดีตภรรยาเลี้ยงดูลูกๆทั้งหมดตามลำพัง และสุดท้ายก็หย่าขาดกัน หน้าที่ทุกอย่างตั้งแต่หาเงิน หาอาหาร ดูแลทุกๆอย่างในครอบครัวนั้น ตกไปอยู่ที่แวนด้าคนเดียว

“เมื่อผมมองคุณแม่ผมในตอนผมวัยเด็ก ผมรู้ได้เลยว่ามันเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่มากๆ” เควินกล่าวถึงแวนด้า

“ในวัยเด็กเราลำบากกันมากๆ” เคดีกล่าวถึงอดีตของครอบครัวตัวเองที่คุณแม่ต้องทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด ในวัยเด็ก เขาเป็นคนที่ไม่ชอบเล่นกีฬา และเควินก็เหมือนเด็กทั่วๆไปคือ ติดเกมส์และชอบเล่นกับเพื่อน  “แม่ผมบอกผมว่ากีฬาจะพาให้ครอบครัวเราดีขึ้น หรือทำให้ครอบครัวเรามีเงินนั่นแหละ ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมนะในตอนนั้น แม่พาผมไปทั่วทุกที่ที่มีสนามบาสฯ หมดเลย”  เควิน ดูแรนท์กล่าว โดยในสมัยเด็กๆนั้นหลังจากที่เขาเริ่มที่จะหันมาจับลูกบาสเกตบอลและคุณแม่ก็เป็นส่วนสำคัญในการผลักดัน จนเขาเริ่มที่จะรักบาสเกตบอลขึ้นมาจริงๆ จังๆ แล้ว  

“แม่พาผมไปในทุกที่ ไปซ้อมในทุกๆที่ บางที่มีคนไม่ชอบหน้าผม ผมอยากจะกลับ แม่ผมบอกว่ามันจะดีสำหรับผมในอนาคต” แวนด้า พา เควิน ไปทุกๆที่ที่สามารถซ้อมได้ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับรุ่นเดียวกัน หรือรุ่นพี่ ซึ่งเธอได้บอกกับเควินว่าหน้าที่ของเขา คือ เล่นบาสเกตบอล อย่างเดียว และพยายามทำมันให้ดีที่สุด “บาสเกตบอลจะทำให้เขามีอนาคตที่สดใสของบาสเกตบอลรออยู่” แวนด้า กล่าว


Photo : newsok.com

การซ้อมที่หนักหน่วงในแต่ละวัน สร้างความเหนื่อย และท้อแท้ให้กับเคดี แต่เมื่อเขารู้ว่าคุณแม่แวนด้าเหนื่อยมากกว่า มันทำให้เขาสู้ต่อ เควิน เห็นว่าคุณแม่เหนื่อยแค่ไหน เธอจะไปกับเคดีทุกๆที่ และเวลากลางคืนก็ยังใช้เวลาว่างทำงานกะไปรษณีย์ในกรุงวอชิงตัน เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว และเพื่อนำเงินนั้นมาเป็นทุนต่อยอดการเล่นบาสเกตบอลของลูกชายเธอ  

“มันมีหลายคืนเลยที่ฉันไม่ทราบว่ามันผ่านไปได้อย่างไร มันเหนื่อยมาก ฉันไม่ได้มีแรงมาก แต่รู้ว่าท้อไม่ได้” แวนด้ากล่าวถึงความเสียสละที่ทุ่มเทให้กับลูก

“ฉันไม่สามารถหยุดพักหรืออะไรได้ แน่นอนว่ามันเหนื่อยนะในบางที  บางครั้งฉันต้องการเลิก ฉันบอกตัวเองบ่อยๆเลย แต่ฉันทำเพื่อลูกๆ ชั้นต้องเสียสละเพื่อเขา” แวนด้ากล่าว


Photo : ESPN.com

เคดีนั้นรู้ดีถึงความทุ่มเททั้งเวลา การหาเงินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว เพื่อที่จะให้เค้าเป็นยอดนักบาสเกตบอลที่ดีที่สุด เคดีจึงไม่เคยบ่นให้กับแวนด้าเห็นเลย  และมันก็ทำให้เควิน ดูแรนท์นั้นมีทักษะทางบาสเกตบอลที่ยอดเยี่ยม และเค้ายังคงไม่ลืมว่ามาจากจุดไหน “แม่ผมสอนเสมอว่าอย่าลืมจุดที่ตัวเองเคยมา”


Photo : thecatholiccatalogue.com

จากเรื่องราวเหล่านี้ ทำให้เควิน ดูแรนท์ รักคุณแม่แวนด้ามาก ... มากยิ่งกว่าชีวิตตัวเองเสียอีก และเมื่อเขาเริ่มที่เป็นวัยรุ่น เควินจึงไปสักชื่อคุณแม่แวนด้าตรงบริเวณหน้าอกของเขาเหนือหัวใจ เพื่อเป็นเกียรติแก่คุณแม่ของตัวเอง และคำสอนที่คุณแม่เค้าพร่ำสอนจากคำภีร์ไบเบิ้ลจากสุภาษิตที่ 15 ข้อที่ 33 ใจความที่ว่า ‘Walk by Faith Not by Sight’ (เดินหน้าด้วยศรัทธา ไม่ใช่แค่การมองเห็น) และนอกจากนั้นเควินยังไม่ลืมบุญคุณจากความรักของคุณยายที่เลี้ยงดูตัวของเขา และคุณแม่มาด้วย จึงสักเพิ่มชื่อคุณยายบาบาร่าไว้ตรงบริเวณอกขวา


Photo : hiphopdx.com

รอยสักอันมีความหมายบนร่างกายของเควิน ดูแรนท์ ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ สมัยที่ครอบครัวเขาแทบไม่มีกิน แถมบ้านยังต้องซ่อมแล้วซ่อมอีก เอาไม้เก่าๆมาซ่อม มาทำเป็นฝาบ้านในบ้านที่วอชิงตันที่ครอบครัวเขาอาศัยอยู่ นั่นจึงทำให้เจ้าตัวไม่เคยลืมว่ามาจากที่ไหน จึงมีการสักตัวอักษร “ดับเบิ้ลยู” ซึ่งหมายถึงวอชิงตัน ไว้บริเวณเหนือสะดือ  นอกจากนั้นบริเวณรอยสักด้านหลังและจุดอื่นๆ ที่เขาสักข้อความหลายอย่างเพื่อระลึกว่าต้องขยันและมุ่งมั่นด้วย “ตอนเด็กๆผมเป็นคนขี้เกียจทุกอย่าง แต่เมื่อผมผ่านจุดนั้นมาได้ ผมจึงอยากเตือนตัวเองด้วย” เคดีกล่าว

ด้วยความรักและศรัทธาในครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ของเขา จึงไม่แปลกที่เมื่อครั้งเคดีคว้าตำแหน่งผู้เล่นทรงคุณค่า หรือ MVP ในฤดูกาล 2013/14 การกล่าวสุนทรพจน์ของเขาจึงเต็มไปด้วยความซาบซึ้งแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ โดยเจ้าตัวได้ยกย่อง แวนด้า แม่ของเขาว่า "นี่แหละ MVP ตัวจริง"

นอกจากรอยสัก ... เบอร์เสื้อ 35 ที่เคดี ใช้มาจนถึงวันนี้ก็มีความหมาย

ในวัยเด็กนั้นเควินต้องเปลี่ยนโรงเรียนค่อนข้างบ่อยเขาย้ายไป 3 สถาบัน จนได้พบกับชาร์ล เคร๊ค โค้ชผู้ถ่ายทอดวิชาบาสเกตบอลให้กับเขา เควิน และเคร๊ค พบกับเมื่อตอนเควินอายุประมาณ 8 ปี และคุณแม่แวนด้า ก็ฝากให้เคร๊คดูแล และถ่ายทอดทักษะทางบาสเกตบอลให้กับหนูน้อยเควิน  มิตรภาพของทั้งคู่ก็เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เควินได้เล่าเรื่องราวต่างๆของเขาให้เคร๊คฟังหมด ไม่ว่าจะเป็นในวัยเด็กนั้นเค้าปลื้มวินซ์ คาร์เตอร์ มากๆ และถ้าเลือกได้อยากจะไปอยู่โตรอนโต แร๊พเตอร์ เพื่อเล่นกับไอดอลในวัยเด็ก


Photo : www.sportingnews.com

เคร๊คนั้นเป็นเหมือนเพื่อน เหมือนโค้ช เหมือนพ่อของเคดีในทุกๆอย่างเลยก็ว่าได้ ในบางครั้งที่เคดีไม่มีเงินพอที่จะซื้อข้าวกิน เคร๊คก็ให้เงินไป แถมช่วยเหลือเรื่องเงินในบางเรื่องให้กับครอบครัวดูแรนท์อีกด้วย  “เขาเป็นทุกอย่างของผมเลย เขาช่วยผมมาตลอด มันประทับใจมากๆ เราเป็นอะไรมากกว่าโค้ชและผู้เล่นบาสเกตบอล เขาสอนการใช้ชีวิตให้กับผมด้วย” เควินกล่าวถึงเคร๊ค

เคร๊ค และเควินนั้นสนิทสนมกันมาก จนเควินนั้นได้บอกหลายครั้งว่านี่คือคนที่เค้ารักมากที่สุดอีกคนในชีวิตเลยเหมือนคนที่ทำให้เขานั้นเกิดใหม่ด้วยซ้ำ


Photo : www.malaymail.com

ชาร์ล เคร๊คชายรูปร่างสูง 6 ฟุต 4 หนักราวๆ 310 ปอนด์ซึ่งถือว่าตัวใหญ่มากๆ ได้ออกไปบาร์ เคราะห์ร้าย ภายในบาร์และคนรอบๆได้เกิดการทะเลาะกัน และเคร๊ค ถูกยิงในสถานที่เกิดเหตุ เคร๊คที่สวมเสื้อโปโลแขนสั้นสีเหลืองสดใส และกางเกงยีนส์ ถูกยิงหลายนัดโดยกระสุน .38 นอนจมกองเลือด และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เคร๊ค เสียชีวิตเมื่ออายุ 35 ปี เขาจึงเลือกที่จะใช้เบอร์ 35 ในการเล่นบาสเกตบอล เพราะมันเป็นอายุที่บุคคลที่เขาเคารพมากที่สุดอีกคนเสียชีวิต

“ถ้าเขา (เคร๊ค) เสียชีวิตเมื่ออายุ 47 ผมก็จะใช้หมายเลข 47 ผมรักชาร์ล เคร๊ค” เควินกล่าว นอกจากนั้นคุณแม่ของเคร๊คก็ได้กล่าวเช่นเดียวกันว่า “ชาร์ลนั้นรักเด็กๆมาก โดยเฉพาะเควิน” แม่ของเคร๊คกล่าว - เคร๊คมักจะสอนเควิน ดูแรนท์ก่อนที่จะเสียชีวิตเสมอๆว่าสังคมของเรามันไม่เท่ากัน ถ้าช่วยเหลือใครได้จงช่วย เควินรับทุกคำสอนของเคร๊คและนำมาปฏิบัติเสมอๆ  “ชาร์ล เคร๊ค คือ โค้ชคนแรกของผม”

เมื่อเควินนั้นเข้ามาเล่นบาสในระดับมหาวิทยาลัยที่เท็กซัส เค้าก็สวมเสื้อเบอร์ 35 เพื่อเป็นเครื่องยึดเตือนจิตใจ และเมื่อได้เข้าเล่นใน NBA ตัวของเควินนั้นก็ไม่ลืมที่จะตอบแทนทุกอย่างคืนสู่สังคมตามที่แม่แวนด้าและโค้ชเคร๊คนั้นได้สอน “เมื่อผมมีผมจะช่วยคนอื่นตามที่แม่และโค้ชผมได้สอนไว้” และก็เป็นตามนั้นจริงๆ ในทุกๆปีเควินจะบริจาคเงินเพื่อเข้าการกุศลต่างๆ โดยเฉพาะในปี 2013 เค้าได้บริจาคเงินกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุทอร์นาโดมัวร์ และยังได้ก่อตั้งองค์กรการกุศลอีกหลายแห่ง และที่เรียนรู้ Hope Dream Believe and Achieve หรือ HDBA เพื่อที่จะช่วยเยาวชนในด้านต่างๆ รวมถึงสร้างองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร และทำเพื่อการกุศลอีกมากมาย


Photo : www.si.com

“ผมและแม่ตระหนักดีถึงวันที่เราเคยไม่มีกิน ไม่มีอะไรเลยมาก่อน รวมถึงสิ่งที่เคร๊คสอนมันทำให้เรารู้ว่าเมื่อเรามีเราต้องแบ่งปัน  เราไม่ลืมว่าเรามาจากไหน ผมยังสามารถทำอะไรได้อีกมากมายเพื่อสังคม” เควิน ดูแรนท์กล่าวถึงสิ่งที่อีกหลายคนยังไม่เคยทราบว่า เขาทำอะไรๆ ให้สังคมอีกมากมาย



ชื่นชอบบทความนี้ของ : วัชรินทร์​ จัตุชัย​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง