Stories

อุรุกวัยสู่รัสเซีย : วิวัฒนาการและตัวตนของลูกฟุตบอลในเวิลด์ คัพ แต่ละยุคสมัย



ราว 206 ปีก่อน ค.ศ. ลากยาวจนถึง ค.ศ. 220 มีการละเล่นหนึ่งที่ชื่อว่า  "ชู่จวี" เป็นวัตถุทรงกลมที่ทำจากหนังสัตว์ซึ่งยัดขนนกหรือขนไก่รวมถึงเส้นผมก่อนถูกเปลี่ยนเป็นลูกบอลอัดอากาศในยุคราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907) เป็นสิ่งที่หลายคนเชื่อว่าคือจุดเริ่มต้นของ "ลูกฟุตบอล"

 

ลูกบอลเริ่มพัฒนามาเป็นแบบที่เราคุ้นเคยกันในช่วงศตวรรษที่ 19 ในปี 1855 ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ วิศวกรการผลิต และนักเคมีชาวอเมริกัน เป็นผู้จดลิขสิทธิ์ยางคงรูป ออกแบบและสร้างลูกบอล ที่ทำจากยางคงรูปขึ้นมาเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นลูกฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก  ลูกฟุตบอลดังกล่าวถูกใช้ในเกมการแข่งขันระหว่าง โอเนด้า ฟุตบอล คลับ ทีมฟุตบอลแรกสุดใน สหรัฐฯ กับ ทีมรวมนักเตะจาก บอสตัน ละติน และ บอสตัน อิงลิช สกูล เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ปี 1863 โดยลูกบอลนั้นกลายเป็นโทรฟี่ สำหรับผู้ชนะของเกมนั้นด้วย

 

ปี 1862 เอช. เจ. ลินดอน ประดิษฐ์ลูกฟุตบอลที่ทำให้พองได้ เชื่อว่าเจ้าตัวได้รับแรงบันดาลใจจากการเสียชีวิตของภรรยาจากโรคปอดจากการเป่าลมใส่ลูกบอลที่ทำจากยางผสมกระเพาะสัตว์มากเกินไป ซึ่งลูกบอลในยุคนั้นพอเตะๆ ไป ก็จะแฟ่บเพราะลมไม่ได้คงตัวอยู่ในลูกบอล

 

1863 สมาคมฟุตบอลอังกฤษ มารวมตัวกันเพื่อพูดคุยเรื่องการวางกฎระเบียบ โดยตอนแรกยังไม่มีการระบุเรื่องรูปลักษณ์ของลูกบอล ปี 1872 มีการกำหนดว่าลูกบอลต้องเป็นทรงกลมพร้อมด้วยเส้นรอบวง 27-28 นิ้ว จากนั้นในปี 1937 มีการกำหนดว่าน้ำหนักของลูกบอลจาก 13-15 ออนซ์ ไปเป็น 14-16 ออนซ์

 

ไล่มา จนถึง ค.ศ. 1888 หลังการก่อตั้ง ฟุตบอล ลีก  Mitre และ Thomlinson จาก กลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์เป็น 2 บริษัทแรกๆ ที่เริ่มต้นการผลิตลูกบอลในจำนวนมาก โดยหนังสัตว์ในเวลานั้นที่นำมาใช้คลุมเป็นด้านนอกของลูกบอล ถ้าเป็นลูกฟุตบอลเกรดดี หนังสัตว์จะเป็นส่วนสะโพกวัว ขณะที่ลูกบอลเกรดต่ำเป็นส่วนไหล่

 

ลูกบอลดังกล่าวเตะได้ดี (ในยุคนั้น) แต่กลับทำให้เวลาโหม่งรู้สึกเจ็บ เนื่องจากรอยตะเข็บบนผิวด้านนอกของลูกบอล รวมถึงการที่หนังสัตว์ดูดน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ต้องเล่นท่ามกลางสายฝน ทั้งหมดคือเรื่องราวเริ่มต้น และปัญหาที่พบในยุคตั้งไข่ของลูกฟุตบอล ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะเกิดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 1 ขึ้น และวิวัฒนาการของลูกฟุตบอลก็เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย...

 

ค.ศ. 1930 : เตียนโต้ และที-โมเดล

ปฐมบทฟุตบอลโลก เกิดขึ้นบนแผ่นดินอุรุกวัย ที่มี 13 ทีมเข้าแข่งขัน บางแหล่งบอกว่าไม่มีบอลออฟฟิเชียล ของการแข่งขัน บางคนบอกว่ามีลูกบอลพร้อมชื่อที่ใช้แข่งขัน  แต่มีข้อมูลกล่าวถึงบอลที่ใช้ในบอลโลกหนนี้มี 2 ลูกชื่อว่า เตียนโต้ และ ที-โมเดล

 

เตียนโต้ ที่แปลว่า “สัมผัส” ในภาษาสแปนิช คือชื่อลูกฟุตบอลฝั่งอาร์เจนติน่าเอามาเอง ส่วน ที-โมเดล คือบอลของเจ้าภาพอุรุกวัย

 

เรื่องราวที่ทุกคนจดจำเกี่ยวกับลูกฟุตบอลในทัวร์นาเมนต์นี้ คือ เกมนัดชิงชนะเลิศที่ อุรุกวัย กับ อาร์เจนติน่า ตกลงกันว่าจะใช้ลูกฟุตบอลของฝั่งตนเอาแข่งกันคนละครึ่ง

 

เกมนัดชิงหลังจากหมดครึ่งแรก อาร์เจนติน่า ออกนำ อุรุกวัย 2-1 ด้วยบอล เตียนโต้ แต่เมื่อกลับมาเล่นครึ่งหลัง เจ้าภาพใช้ บอลที-โมเดล ลงแข่ง ผลสุดท้ายทีมจอมโหด กลับมาชนะ 4-2 พร้อมกับคว้าแชมป์โลกสมัยแรกบนแผ่นดินตัวเอง

 

ค.ศ. 1934 : เฟเดลาเร่ 102

ในยุคที่ อิตาลี ยังปกครองแบบเผด็จการในยุคของ เบนิโต้ มุสโซลินี่ โดยมี ECAS องค์กรกีฬากลางของอิตาลี ที่ตั้งในโรมเข้ามาผลิตลูกฟุตบอลที่ชื่อว่า เฟเดราเล่ 102

 

ภาพของมันไม่ต่างจาก เตียนโต้ และ ที-โมเดล บอลหนังที่มีรอยเย็บใส่เชือกตรงกลาง ที่ใช่ในบอลโลกหนแรกมากนัก แต่ในเมื่อมันผลิตในอิตาลี ที่ขึ้นชื่อเรื่องหนัง ทำให้ผิวสัมผัสของมันเกลี้ยงกว่าเดิม ซึ่งมีส่วนในการคอนโทรลบอลได้ง่ายขึ้น

 

ค.ศ. 1938 : แอล็ง

ฟุตบอลโลก 2 ครั้งแรกเจ้าภาพที่จัดการแข่งขันได้แชมป์โลก ไปครอง ทำให้ในเวลานั้น หลายคนคงมั่นใจว่าฝรั่งเศส อาจจะมีกับเขาบ้าง

 

“ALLEN" คือชื่อของลูกฟุตบอลประจำทัวร์นาเมนต์ ที่ผลิตในฝรั่งเศส ที่ขึ้นชื่อเรื่องแฟชั่น แน่นอนว่าผลที่ได้ต้องไม่ใช่บอลกลมๆ เดิมๆ อีกต่อไป โดย แอล็ง มีสีสันมากขึ้นแถมยังเป็นครั้งแรก กับการมีลวดลายตัวหนังสือภาษาฝรั่งเศส บนลูกฟุตบอลด้วยข้อความ "coupe du monde allen officiel" โดย อแล็ง คือลูกฟุตบอลที่ใช้จำนวนหนัง 13 ชิ้น ซึ่งถือว่าน้อยสุดในยุคนั้น มาผนึกเข้าด้วยกัน พร้อมผิวสัมผัสที่ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมกับรูปทรงโค้งมนเป็นวงกลมกว่า 95%

 

ค.ศ. 1950 : ดูโปล ที

สงครามโลก ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของบอลโลกครั้งที่ 3 และ 4 ทำให้กว่าจะเกิดขึ้นได้ต้องรอนานถึง 12 ปี หนนี้จัดขึ้นบนแผ่นดินอเมริกาใต้ อีกครั้งเมื่อ บราซิล รับหน้าที่เจ้าภาพ

 

นี่คือครั้งแรกที่เริ่มใช้ฟุตบอลสีขาวในฟุตบอลโลก ชื่อของมันคือ ดูโปล ที ซึ่งมันเป็นต้นแบบทางด้านพัฒนาการลูกฟุตบอลในเวลาต่อมา ด้วยการผลิตให้ช่วงรอยต่อเรียบที่สุด เท่าที่จะทำได้

 

นวัตกรรมของมันนอกจากทำให้หนังแต่ละชิ้นเย็บติดกันให้สนิทที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่ต้องใช้เชือกผูกเหมือนบอลลูกแรกๆ ยังมีการเติมลมผ่านเข็มเล็กๆ และยังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้

   

ค.ศ. 1954 : สวิส เวิลด์ แชมเปี้ยน

คอร์สท์ สปอร์ต คือชื่อของบริษัทที่ได้รับหน้าที่ผลิตลูกฟุตบอลที่ใช้ในเวิลด์ คัพ ฉบับ สวิส โดยมีฐานที่ตั้งฐานการผลิตในเมืองบาเซิ่ล

 

เมื่อโอกาสโชว์ของมาถึงจึงไม่รอช้าที่จะปล่อยเจ้า "สวิส เวิลด์ แชมเปี้ยน" บอล ออฟฟิเชียลของทัวร์นาเมนต์ในครั้งนั้นออกสู่สายตาชาวโลก

 

เป็นครั้งแรกที่มีการเพิ่มจำนวนชิ้นส่วนหนังภายนอกเป็น 18 ชิ้น เรียงต่อกันแบบซิกแซก ซึ่งบอลที่ออกมาดูไม่กลมเท่ากับครั้งก่อน

 

การเรียงโครงสร้างลูกบอลเข้ากับหนัง 18 ชิ้นสีเหลืองสดและหลังจากนั้นมันคือจุดเริ่มต้นของบอลที่ใช้กันในทศวรรษที่ 1980 และ 1990

 

แต่มันก็พาเจ้าภาพไปไกลสุดได้แค่รอบน็อกเอาท์ทั้งที่เกมนั้นออกนำทีมบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างออสเตรีย ก่อน 3-0 แต่สุดท้ายพ่ายไป 5-7 ตกรอบในที่สุด แต่บอลสีส้มสะดุดตาลูกนั้นยังติดตาหลายคนจนถึงวันนี้

 

ค.ศ. 1958 : ท็อป สตาร์

ฟุตบอลโลกเดินทางมาถึงสมัยที่ 6 มันเป็นครั้งแรกที่ ฟีฟ่า เปิดให้มีการประกวดเพื่อแย่งชิงการเป็นผู้ผลิตลูกบอลที่จะใช้แข่งขัน ด้วยการชักชวนให้แต่ละบริษัทส่งบอล ที่ไม่มีชื่อแบรนด์ของพวกเขาเข้ามา ซึ่งมีผู้ส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 102 ลูก มีหมายเลขเรียง 1-102 การคัดเลือกใช้เจ้าหน้าที่ 4 คน ซึ่งเป็นคณะกรรมการจากฟีฟ่า 2 คนและเจ้าหน้าที่จากเจ้าภาพ 2 คนทดสอบ

 

บทสรุปบอลหมายเลข 55 ได้รับเลือกและมันก็กลายเป็น ท็อปสตาร์ บอลสีเหลืองที่ผลิตโดยบริษัทจากเมือง อังเกลโฮล์ม โดยเป็นครั้งแรกที่มีชิ้นหนัง 24 ชิ้นมากกว่าหนก่อนที่ใช้ 18 ชิ้น มาผนึกเข้าด้วยกันและมันมีส่วนกับจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของทีมชาติบราซิล กับแชมป์โลกสมัยแรก ส่วน ท็อปสตาร์ ก็เป็นบอลลูกแรกที่ใช้ในฟุตบอลโลกมากกว่า 1 ทัวร์นาเมนต์

 

ค.ศ. 1962 แคร็ค ท็อปสตาร์

ปัญหาของนักฟุตบอลกับลูกบอลเกิดขึ้นอีกครั้งกับ แคร็ค ท็อปสตาร์ ลูกบอลที่ใช้ในบอลโลกบนแผ่นดินละติน

 

แคร็ค ที่ผลิตโดยบริษัท กุสตาดิโอ ซาโมร่า ของประเทศชิลี มีชิ้นหนัง 18 ชิ้นผนึกเข้าด้วยกัน แต่ที่มันต่างจาก “ท็อปสตาร์” ลูกก่อนเพราะดีไซน์ของหนังแต่ละชิ้นที่ออกมามีทั้ง 6 เหลี่ยม และสีเหลี่ยมผืนผ้ามาเย็บเข้าด้วยกันและการปรับรูปแบบในครั้งนี้ทำให้มันเริ่มมีปัญหาจนเป็นที่ไม่พอใจกับหลายทีมในยุโรป

 

แคร็ค อาจไม่โดนใจบางประเทศแต่การปรับรูปแบบครั้งนี้ก็เป็นเหมือนการวางรากฐานให้กับลูกบอลหลายๆ ลูกที่ตามมาในอนาคตว่ามันไม่จำเป็นต้องมีลายแบบเดิมๆ เสมอไป และแน่นอนบอลที่มีคำว่า ท็อปสตาร์ ตามหลังยังถูกโฉลกกับขุนพล เซเลเซา จนเข้าวินคว้าแชมป์สมัย 2 ไปครอง

 

ค.ศ. 1966 ชาลเลนจ์ 4 สตาร์

ครั้งแรกกับการมีแบรนด์สมัยใหม่ (ในเวลานั้น) ของอังกฤษ อย่าง ซลาเซนเจอร์ มาเป็นผู้ผลิตลูกฟุตบอลสำหรับเวิลด์ คัพ สมาคมฟุตบอลอังกฤษใช้วิธีต่างๆ ในการทำให้แน่ใจว่าคนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกฟุตบอลจะไม่มีความรู้มาก่อนเกี่ยวกับลูกบอล 111 ลูกที่ถูกใช้ทดสอบ

 

บอล 48 ลูกไม่ผ่านมาตรฐาน และเมื่อมันถูกตัดชอยส์มาจนเหลือ 8 ลูก 2 ในนั้นไม่สามารถรักษามาตรฐานที่ต้องการเมื่อระยะเวลาของการทดสอบดำเนินต่อไป

 

ท้ายที่สุด ผู้ชนะเลิศคือ ชาลเลนจ์ 4 สตาร์ ที่ผลิตโดย ซลาเซนเกอร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงการอุปกรณ์กีฬาประเภทแร็คเก็ต มันเหมือนกับลูกบอล ท็อปสตาร์ เพียงแต่มีปรับชิ้นหนังจาก 24 เป็น 25 แผ่น ส่วนรูปร่างหน้าตากลับมาใช้วิธีเย็บแบบเดิมอีกครั้ง

 

กระบวนการทดสอบและพัฒนาฟุตบอลสำหรับ ฟุตบอลโลก 1966 ถือว่าล้ำสมัยที่สุดแล้วในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกในเวลานั้น ลูกบอล 400 ลูกในสีที่แตกต่างกัน 3 สีถูกขอให้ผลิตขึ้นมาสำหรับรอบสุดท้าย ขณะที่สมาคมฟุตบอลของแต่ละชาติที่เข้ารอบได้รับลูกบอลก่อนการแข่งขัน 6 เดือนเพื่อโอกาสในการทดลองใช้ลูกบอล ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะลีกเยอรมัน ที่มักมีให้เห็นบ่อยๆ

 

ค.ศ. 1970 เทลสตาร์

ในเวลานั้นคงไม่มีใครคิดว่านับจากบอลโลก 1970 และยาวมาอีก 48 ปี ลูกบอลที่ใช้ในบอลโลกจะมีผู้ผลิตแบรนด์เดียว เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของจักรวรรดิ อาดิดาส ด้วยการเปลี่ยนทุกอย่างที่เคยมีและนั่นคือต้นแบบของบอลยุคใหม่จนถึงทุกวันนี้

 

บอลถูกตั้งชื่อตามดาวเทียมดวงแรกของโลกที่ใช้ในการสื่อสารชื่อว่า เทลสตาร์ ส่วนสาเหตุที่มันมีสีขาวดำก็เพื่อให้มองเห็นชัดๆ ในการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ในเวลานั้นที่ยังเป็นแบบขาวดำ และนั่นคือการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

เทลสตาร์ ประกอบขึ้นจากหนังทรงห้าเหลี่ยมและหกเหลี่ยมจำนวน 32 ชิ้นเย็บติดกัน แต่มันไม่ใช่หนแรก ที่ลูกบอลใช้สีขาวดำ เพราะเคยเกิดขึ้นกับ ดูโปร ที มาแล้ว

 

ค.ศ. 1974 เทลสตาร์ ดูร์ลาสต์

หน้าตาอาจไม่ต่างจาก เทลสตาร์ ตัวแรก ที่ชัดเจนคือการปรับฟ้อนท์ตัวอักษรที่พิมพ์ไว้บนลูกฟุตบอลจากสีดำมาเป็นสีทอง รวมทั้งตัวหนังสือปีการแข่งขัน แต่จริงๆ นี่คือครั้งแรกที่มีการเคลือบสารกันน้ำ และทนต่อการใช้งานไว้ที่ลูกฟุตบอล ก่อนจะเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน

 

บางแหล่งบอกว่ามันมีอยู่ตั้งแต่ เทลสตาร์ ในปี 1974 แต่ในปี 1978 ถูกพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจนกว่า เวลานั้น อาดิดาส ยังได้รับการยอมรับในการเป็นพาร์ทเนอร์กับฟีฟ่า อย่างเป็นทางการด้วยอีกด้วย

 

ค.ศ. 1978 แทงโก้

แทงโก้ คือบอลอีกลูกที่ขึ้นหิ้งของ อาดิดาส ด้วยการดีไซน์ที่เปลี่ยนโฉมวงการอีกครั้ง และมันยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

 

สารตั้งต้นมาจากการตีโจทย์บอลที่จะใช้ในบอลโลกฉบับ ฟ้า-ขาว ด้วยแนวคิดจากการเต้นในจังหวะ แทงโก้ ของชาวอาร์เจนไตน์

 

ตัวลูกบอลใช้หนังสีขาวล้วนจำนวน 32 ชิ้นเย็บขึ้นมาเป็นลูกบอลก่อนพิมพ์ลายลงบนผิวของบอลด้วยลายวงกลมจำนวน 12 วง ว่ากันว่านี่เป็นการออกแบบเพื่อให้เป็นมาตรฐานสำหรับการแข่งขัน ฟุตบอลโลกไปอีก 5 ครั้งและใครจะรู้ว่ามันจะกลายเป็นลวดลายที่ฮิตและติดลมบนจนถึงวันนี้

 

ค.ศ. 1982 แทงโก้ เอสปันญ่า

แทงโก้  เอสปันญ่า โดย เอสปันญ่า มาจากคำว่า สเปน เจ้าภาพในปีนั้น แทงโก้ฉบับกระทิงดุ ใช้หนัง 20 ชิ้น และมีการเคลือบสารโพลีแทน ไว้ที่ผิวของลูกบอล

 

การตัดเย็บคล้ายหนก่อนแต่ปรับปรุงเรื่องการเย็บตะเข็บให้เนียนยิ่งขึ้น และยังเป็นการผลิตลูกบอลครั้งแรกที่ผสมระหว่างหนังแท้กับหนังเทียมเข้าด้วยกัน

 

ทั้งหมดเพื่อลดการดูดซึมน้ำ ทำให้น้ำหนักลูกบอลคงที่มากขึ้น เป็นอีกก้าวของ เทคโนโลยี ในการผลิตลูกบอลของ อาดิดาส ทำให้มันไม่ต้องพึ่งเทคโนฯ ดูลาสต์ ที่เป็นสารเคลือบผิวเพื่อการกันน้ำซึมเข้าลูกบอลอีกต่อไป

 

อีกจุดเด่นคือ โลโก้ อาดิดาส ที่เริ่มนำลายคล้ายๆใบไม้ 3 แฉกที่เรียกว่า เตรโฟลี่ มาใช่ในการผลิต แทงโก้ เอสปันญ่า เป็นครั้งแรก

 

ค.ศ. 1986 เอซเตก้า

ฟุตบอลโลกกลับมาจัดบนแผ่นดิน จังโก้ อีกครั้งในรอบ 16 ปี มีบอล เอซเตก้า เป็นภาพจำในครั้งนั้น ด้วยการเป็นลูกบอลที่ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์แทนของเดิมๆ ที่ใช้หนังสัตว์ เป็นครั้งแรก

   

ลายของลูกฟุตบอลเป็นอีกสิ่งที่มีการพูดถึงกันมาก เพราะมันไม่ใช่ลายแทงโก้ เดิมๆ ที่เคยทำกันมาแต่เป็นลายแฝงอารยธรรมดั้งเดิมของ เม็กซิโก เข้าไปด้วยลาย "แอซเต็ก" ที่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์ทางตอนกลางของเม็กซิโกในยุคดั้งเดิม

   

สุดท้าย เอซเตก้า ก็ส่งให้ อาร์เจนติน่า ของ ดีเอโก้ มาราโดน่า ผงาดแชมป์โลกสมัยแรก

 

ค.ศ. 1990 เอตรัสโก้ อูนิโก้

จากแผนงานเดิมที่ตั้งใจจะใช้ลายแทงโก้นี้ 5 ครั้ง ซึ่งในปี 1990 เดินทางมาถึงหนที่ 4 กับ "เอตรัสโก้ อูนิโก้" ที่ผลิตด้วยสารตั้งต้นเดิมหน้าตาคล้ายๆ เอซเตก้า ทั้งการผลิตที่เย็บด้วยมือ

   

หนังสีขาวล้วนและพิมพ์ลาย แต่เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นหนนี้คือการผสมโพลิยูริเทน เข้าไป เพื่อให้ประสิทธิภาพในการกันน้ำสูงขึ้นกว่าเดิม

 

ด้านการแสดงเอกลักษณ์ประจำชาติยังคงเป็นไม้ตายของ เอตรัสโก้ ยูนิโก้ ด้วยลายที่ได้แรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของอิตาลีและศิลปะอันวิจิตรของชาว อิทรุสกัน ด้วยลายสิงโตสามหัวสะท้อนความเป็นมาชัดเจน

 

ค.ศ. 1994 เกซตร้า

นวัตกรรมของลูกบอลก้าวไปอีกขั้นจากโจทย์ 3 ข้อที่ ต้องกันน้ำได้ ต้องนุ่มเบา และควบคุมลูกได้ดี จนเป็นที่มาของ เกซตร้า บอลที่ผลิตจากโพลิยูริเทน น้ำหนักเบา ควบคุมทิศทางได้ดี มีการพุ่งผ่าอากาศได้เร็วขึ้นกว่าที่รุ่นก่อนๆ ส่วนผิวด้านนอกใช้สไตรีนโฟม เข้ามาช่วยให้สัมผัสที่นุ่มมากขึ้น

 

การออกแบบเน้นเรื่องของการเดินทางในอวกาศ ด้วยลายล้ำสมัย และมันเห็นผลชัดเจนมีแค่เพราะมีแค่ 3 นัดคือ เกาหลีใต้ พบกับ โบลิเวีย ในรอบแบ่งกลุ่มซี, ไอร์แลนด์ ฉะ นอร์เวย์ กลุ่มอี และเกมนัดชิง บราซิล กับ อิตาลี เท่านั้นที่ไม่มีสกอร์เกิดขึ้น ทั้งหมดช่วยกระตุ้นยอดคนดูกับเกมฟุตบอลที่น่าตื่นเต้นได้มาก

 

ค.ศ. 1998 ตริโกรอ

"ตริโกรอ" ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ไตรรงค์ หรือ 3 ซึ่งมาจากสีน้ำเงิน, ขาวและแดง บนธงชาติฝรั่งเศส ทำให้นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกบอลมีสีสันมากขนาดนี้ ฉีกกรอบลูกฟุตบอลแบบเดิมๆ ไปเลย

 

นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีพิมพ์ลายน้ำชั้นบางๆ ลงบนลูกฟุตบอลอีกด้วย จนกลายเป็นบอลที่ได้รับเสียงชื่นชมมากมาย

 

ด้านเทคโนโลยีมีการปรับสมรรถนะชั้นโฟมจากตัวก่อนๆ เพื่อให้ลูกบอลมีความนุ่มนวลและพุ่งได้เร็วขึ้น

 

ด้วยการเอาฤกธิ์เอาชัยหนนี้ ตริโกรอ ส่งให้ ฝรั่งเศส คว้าแชมป์โลกสมัยแรกและสมัยเดียวจนทุกวันนี้ได้สำเร็จ พร้อมการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวของ ซีเนอดีน ซีดาน จอมทัพตราไก่

 

ค.ศ. 2002 ฟีเวอร์โนว่า

ฟุตบอลโลกครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วมระหว่าง ญี่ปุ่นกับกาหลีใต้ เป็น 2 ชาติที่ขึ้นชื่อทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี และแฟชั่น ผลที่ตามมาคือการลบภาพของ แทงโก้ ที่กินเวลา 24 ปีทิ้งไปแบบสิ้นเชิง พร้อมสร้างตัวตนใหม่ด้วย "ฟีเวอร์ โนว่า"

 

ลายกราฟฟิก ถูกดึงเข้ามาช่วยในการแปลงโฉมหนนี้ด้วยลาย "ชูริเคน"  (ดาวกระจาย) พร้อมสีสันแปลกตามาในลุคแดงกับทองที่สะท้อนตัวตนของเอเชียได้เป็นอย่างดี

 

ฟีเวอร์โนว่า ยังคงเดินมาในเส้นทางของลูกบอลที่เบา, กันน้ำและคอนโทรลได้ดี โดยผลิตจากโฟมสังเคราะห์ 3 ชั้นเพื่อให้เกิดความเสถียรมากที่สุด

 

เดวิด เบ็คแฮม ชั่วโมงนั้นเป็นสตาร์ของอาดิดาส ทดสอบมันด้วยตนเองและหลังจากได้ลองเขายกมือสนับสนุนเต็มที่ พร้อมยอมรับว่า ฟีเวอร์โนว่า เป็นลูกบอลที่ช่วยให้การยิงบอลแม่นยำที่สุดเท่าที่เคยทำมา แต่ในทางกลับกัน จานลุยจิ บุฟฟ่อน และผู้รักษาประตูหลายคน เริ่มจะมีปัญหากับการหยุดฟีเวอร์โนว่า

 

ค.ศ 2006 ทิม ไกสค์

ทีมไกสค์มาจากภาษาเยอรมันแปลว่า "สปิริตของทีม" พร้อมเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงของลูกฟุตบอลเดิมๆ อีกครั้งด้วยการลดจำนวนชิ้นหนังจาก 32 ชิ้นมาเหลือ 14 ชิ้น เรียกว่าเป็นบอลที่ปฏิวัติการดีไซด์อย่างจริงจังจากหนดก่อนๆ ที่เปลี่ยนลายแต่การเย็บบอลยังเหมือนเดิม แต่คราวนี้เปลี่ยนตั้งแต่ขนาดของวัสดุแต่ละชิ้น

 

ทั้งหมดเพื่อลดรอยต่อการเย็บลูกฟุตบอล เพื่อให้ได้บอลที่กลมขึ้นและเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าเดิม แต่ไม่ใช่ทุกคนจะชอบมัน

 

บอลของ อาดิดาส ยังคงมีปัญหากับผู้รักษาประตูต่อไปบางคนบอกว่ามันมีอาการ "นัคเกิ้ลบอล" คือเมื่อลูกบอลอยู่ในอากาศมันคาดเดาการพุ่งของมันได้ยาก ภาพชัดเจนคือบอลโลกหนดังกล่าวมีลูกยิงไกลสวยๆ ให้เห็นหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่นัดแรกที่ลูกยิงไกลของ ฟิลิปป์ ลาห์ม และ ทอร์สเท่น ฟริงค์ พุ่งซุกก้นตาข่ายอย่างสุดสวย

 

บอลทุกลูกมีการพิมพ์แมตช์ดีเทลการแข่งขันลงไป และในเกมนัดชิงมีการเปลี่ยนบอลเป็น ทีมไกสค์ เบอร์ลิน ด้วยความต่างที่สีของลูกบอล

 

ค.ศ. 2010 จาบูลานี่

อาดิดาส ลองตลาดมาตั้งแต่ปี 2002 ด้วยกราฟฟิกใหม่ๆ ที่ต่างไปจากเดิม จนมาถึงบอลโลก 2010 บนดินแดนกาฬทวีป ซึ่งมีแอฟริกาใต้ รับหน้าที่เจ้าภาพ

 

ชื่อเสียงของทวีปนี้นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ สีสันก็เป็นอีกสิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันจนเป็นที่มาของ จาบูลานี่ บอลที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากในช่วงนั้นและยาวจนถึงทุกวันนี้

 

จาบูลานี่ จากจากภาษา ซูลู หมายถึง "ความสุข และ การเฉลิมฉลอง" ซึ่งมันเป็น 1 ใน 11 ภาษาทางการของ แอฟริกาใต้

 

มันถูกสื่อสารออกมาว่าเป็น ลูกฟุตบอลรุ่นกลมที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา เพราะไม่ได้ผลิตจากการเย็บ แต่ใช้อัดความร้อนแทนซึ่งมีน้ำหนักเพียง 380 กรัมและมี 11 สีสะท้อนถึง 11 ผู้เล่นตัวจริงในสนาม โดยในขั้นตอนการผลิตมี มิเชล บัลลัค กับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เป็นผู้ร่วมทดสอบบอลลูกนี้

 

ในทางตรงกันข้าม จาบูลานี โดนวิจารณ์จากนักบอลหลายคนบอกว่ามันควบคุมทิศทางได้ยาก ซึ่งหนนี้ไม่ใช่แค่ผู้รักษาประตู รวมถึงนักเตะในตำแหน่งอื่นๆ ด้วย

 

นัดชิงมีการปล่อยบอลอีกลูกที่ชื่อคล้ายกันอย่าง โจบูลานี่ ซึ่งสื่อถึงเมือง โจฮันเนสเบิร์ก หรือ โจเบิร์ก สังเวียนแข้งนัดชิงนั่นเอง

 

ค.ศ. 2014 บราซูก้า

หลังจาก จาบูลานี่ ในบอลโลก หนก่อนโดนวิจารณ์หนักจากบรรดานักบอลต่างๆ ทำให้ อาดิดาส ใช้เวลาในการทดสอบลูกฟุตบอลอย่างหนัก และนานที่สุดเท่าที่เคยทำมาจนได้ บราซูก้า ออกมาสู่สายตาชาวโลก

 

ชื่อของมันมาจากการโหวตชื่อจากแฟนๆ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ให้คนทั่วไปมีส่วนร่วมขนาดนี้

 

มี 3 ชื่อสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบอย่าง บราซูก้า, บอสซาโนว่า และ การ์นาวาเลสก้า โดย บราซูก้า กินขาดด้วยคะแนน 70 เปอร์เซ็นต์จากคนบราซิล 1 ล้านคนที่โหวต

 

บราซูก้า ถูกอธิบายออกมาด้วยความหมายที่ว่า "ความภาคภูมิใจของชาติในวิถีชีวิตชาวบราซิล"

 

บอลดีไซน์ออกมาแบบสีสันสุดๆ ตามแบบฉบับแซมบ้า รวมทั้งวัสดุที่ทำผิวของบอลมีรูปร่างต่างไปจากเดิมมาก รวมทั้งยังแก้ไขข้อบกพร้องในเรื่องน้ำหนักที่เคยโดนติงมาในหนก่อนกับ จาบูลานี่ อย่างสิ้นเชิง

 

ค.ศ. 2018 เทลสตาร์18

ชื่อ เทลสตาร์ ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในบอลโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น อาดิดาส ต้องการสื่อสารถึงการถ่ายทอดสดเมื่อครั้งอดีตอีกครั้ง

 

เทลสตาร์ 18 ดึงส่วนที่ดีที่สุดจากบราซูก้า เข้ามาก่อนจะพัฒนาโครงใหม่ทั้งหมด ผิวสัมผัสยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การคอนโทรลบอลได้ดีขึ้นมากที่สุด

 

เรื่องของความทนทานเป็นอีกจุดที่ได้รับการพัฒนาหลังจากก่อนหน้านี้บอลที่อัดด้วยความร้อน นานไปอาจมีปริ หรือหลุดให้เห็น ทั้งหมดผ่านการทดสอบโดยทีมดังๆ อย่าง อาร์เจนตินา, โคลอมเบีย, เม็กซิโก, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ยูเวนตุส, เรอัล มาดริด และอาหยักซ์

 

นอกจากนี้ เทลสตาร์ 18 ยังถูกชูเรื่องการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยการผลิตบางชิ้นส่วนให้ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ

 

ไฮไลท์ของมันคือการฝังชิป เอ็นเอฟซี ทำให้ผู้เล่นมีปฏิสัมพันธ์กับลูกฟุตบอลผ่านทางสมาร์ทโฟน เพื่อให้สามารถดึงข้อมูลส่วนตัวแสดงรายละเอียดเฉพาะเจาะจงของตัวเล่นในแต่ละลูกได้ ซึ่งน่าจะเข้ามาช่วยในเรื่องของการฝึกซ้อมได้ดียิ่งขึ้น


ขอบคุณรูปภาพ 
www.worldcupballs.info



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง