Stories

เรื่องวุ่นๆเมื่อ “กัดดาฟี” เข้ามายุ่งกับวงการไอซ์ฮอคกี้เยอรมัน



อดีตผู้นำเผด็จการจอมโหดแห่งลิเบียเกี่ยวข้องกับวงการไอซ์ฮอคกี้ได้อย่างไร อะไรที่ทำให้วงการฮอคกี้น้ำแข็งเยอรมันต้องลุกเป็นไฟ


 

หากเอ่ยถึงชื่อของ มูอัลมา กัดดาฟี เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกถึงภาพผู้นำจอมโหดที่ปกครองลิเบีย มาเกือบครึ่งศตวรรษ และเป็นไม้เบื่อไม้เบากับชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐมาโดยตลอด นอกจากการปกครองที่กดขี่ข่มเหงประชาชนในประเทศ เขายังเป็นต้นเหตุการระเบิดสังหารหมู่หลายครั้ง และเคยระเบิดเครื่องบินจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 200 ราย

อะไรที่ทำให้ผู้นำจอมเผด็จการในประเทศที่หิมะไม่ได้ตกบ่อยครั้ง กับสโมสรฮอกกี้น้ำแข็งในเมืองที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยต้องมีอันมาเกี่ยวข้องกัน

 

ชายที่ชื่อ ไฮนซ์ ไวเฟนบัค

ในวันที่เยอรมันยังแบ่งการปกครองออกเป็นสองประเทศ - ตะวันออกและตะวันตก อีเซอร์โลห์น อีดีซี สโมสรฮอคกี้น้ำแข็งจากเมืองอีเซอร์โลห์นในบุนเดสลีกา ลีกสูงสุด ได้มีโอกาสต้อนรับเจ้าของคนใหม่ที่ชื่อว่า ไฮนซ์ ไวเฟนบัค นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จจากอสังหาริมทรัพย์


Photo : iserlohn-roosters.de

แม้ว่ากีฬาไอซ์ฮอคกี้ จะไม่ได้เป็นที่นิยมในเยอรมัน แต่ ไฮนซ์ ก็รักในกีฬาชนิดนี้ และมีความฝันที่จะพาทีมคว้าแชมป์ นับตั้งแต่เข้าซื้อทีมในปี 1980 เขามุ่งมั่นและทุ่มเงินไปมากมายที่ทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น จนกลายเป็นที่รักในหมู่แฟนๆ  

“ไฮนซ์ ไวเฟนบัค เขามีคาแร็คเตอร์ที่ชัดเจน” เอิร์ล สปราย อดีตผู้เล่นของอีดีซีชาวแคนาดารำลึกความหลัง

“เขาเป็นคนร่างอวบค่อนไปทางตัวใหญ่ เขามักจะสวมโค้ทหนังยาวอยู่เสมอ เขาดูเหมือนผู้ชายที่เหมือนกับเกสตาโพ (ตำรวจลับของนาซี) หรือคนจากเรื่อง Hogan’s Heroes (ซิทคอมของอเมริกา) อะไรทำนองนั้น ผมเขายาวหยักศกและหนวดแบบสิงโตทะเล นั่นคือเขาเลยล่ะ” สปายกล่าว

ไฮนซ์มีความชัดเจนในความฝันของเขา และผู้เล่นก็ต่างรู้ดี ในช่วงต้นฤดูกาล 1987-1988 อีเซอร์โลห์น พ่ายต่อคู่แข่งที่ควรเอาชนะถึง 6-0 แดน โอลเซน ผู้เล่นในแนวรับบอกว่า ไฮนซ์ เดินเข้ามาในห้องแต่งตัวในช่วงพักครึ่ง

“เขามักจะเดินเข้ามาในห้องแต่ตัว เวลาที่เราเล่นไม่ดี เขาจะสบถเป็นภาษาเยอรมัน และครั้งหนึ่งเขาเคยเอาปืนออกมาจากกางเกง” โอลเซน กล่าวกับ The Guardian

นี่เป็นวิธีของไฮนซ์ เขาพยายามสร้างทีมให้แข็งแกร่ง หนึ่งฤดูกาลก่อนทีมไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศ และทีมดูเหมือนจะมีความหวังขึ้นมา เมื่อไฮนซ์ลงทุนมากขึ้น ทุกอย่างกำลังไปได้สวย

แต่จากนั้นไม่นานก็เหมือนฟ้าผ่าลงกลางหัว

 

ปัญหาการเงินรุมเร้า

ด้วยความที่ฮอกกี้น้ำแข็ง ไม่ได้เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมในเยอรมัน รายได้ของจากสปอนเซอร์จึงไม่ได้สูงนัก อีเซอร์โลห์น ก็เหมือนสโมสรอื่นในลีก พวกเขาจำเป็นต้องหาสปอนเซอร์มาสนับสนุนทีมให้ได้มากที่สุด


Photo : www.wbur.org

“เรามีบริษัทเบียร์ Iserlohner Pilsner และหนึ่งในสปอนเซอร์หลักของเราคือ Ritzenhoff Cristal  ซึ่งเป็นบริษัททำคริสตัล BMW ก็เป็นหนึ่งในสปอนเซอร์ของเรา ผมคิดว่ามันน่าจะอยู่บนหมวก” โอลเซนกล่าว

อย่างไรก็ดี สปอนเซอร์เหล่านั้นก็ไม่ได้ทำเงินมากพอที่จะทำให้สโมสรจ่ายภาษีย้อนหลังมูลค่า 3.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้หมด พวกเขาต้องหาเงินมาจ่ายให้ทันก่อนฤดูใบไม้ร่วงปี 1987 ในขณะที่ไฮนซ์ กำลังจะหมดหวัง เขาก็เจอแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ด้วยการจ้างผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะมาจัดการเรื่องนี้

“คนช่วยจัดการเรื่องภาษีของไฮนซ์ พวกเขาเรียกเขาว่า เมอร์ลิน นักมายากล (Merlin the Magician)’”กาเบรียล หลุยส์ แมนกา นักหนังสือพิมพ์ชาวเยอรมันกล่าว

การเข้ามาของบุคคลลึกลับทำให้ผู้เล่นได้รับเงินเดือน แต่ไม่จำเป็นต้องจ่ายภาษีให้สรรพากรเยอรมัน เจ้าหน้าที่ต่างก็รู้ดีว่า อีเซอร์โลห์น กำลังใช้ทริคอะไรซักอย่างที่ทำให้พวกเขาไม่ต้องจ่ายภาษี แต่ไม่รู้ว่าทำด้วยวิธีไหน

เมื่อหาทางจัดการกับสโมสรไม่ได้ สรรพากรเปลี่ยนวิธีโดยมุ่งไปหาผู้เล่น พวกเขาเดินไปเคาะประตูบ้านของผู้เล่นในทีมเพื่อขอดูสัญญาและรายได้ที่จ่ายให้กับผู้เล่น เพราะหากพบหลักฐานว่าสโมสรจ่ายเงินให้กับผู้เล่น สโมสร ก็ต้องจ่ายภาษีให้สรรพากร แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็หาไม่เจอ เมื่อมันถูกจัดการโดยเมอร์ลิน

เมื่อหาหลักฐานไม่ได้พวกเขาจึงใช้วิธียึดข้าวของเครื่องใช้ แม้ว่าบรูซ ฮาร์ดี หนึ่งในสมาชิกของทีมชาวแคนาดา จะไหวตัวทันเกือบทุกครั้งตอนที่เจ้าหน้าที่มาเยือน แต่ก็ไม่เสมอไป เมื่อวันหนึ่งเขาถูกจับได้

“พวกเขาเอาลูกฟุตบอล ถุงมือเบสบอล แจ็คเก็ตหนัง และทีวีของผมไป และในช่วงเวลานั้น ปี 87 เหรียญลูนนี ก็เข้ามาพอดี และพี่ชายให้ผมไว้เหรียญหนึ่ง เขาคิดว่าเป็นทองเลยเอาไปด้วย” ฮาร์ดีกล่าว


Photo : www.wbur.org

“พวกเขาเคยถึงขั้นมายึดรถของเราที่ลานสเก็ต พวกเขามีรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่เอามาเพื่อขนรถของพวกเราไป”

“เราเคยโดนคนจากไฟแนนซ์เข้ามาล็อคประตูห้องแต่งตัว และบอกเราว่าไม่อนุญาตให้ฝึกซ้อม” เราจะไม่ได้รับอนุญาตให้เล่นต่อ จนกว่ากว่าจะจ่ายเงินส่วนหนึ่ง” โอลเซนกล่าวเสริม

หลังโดนกดดันจากทุกวิถีทาง สโมสรดิ้นรนอย่างหนักเพื่อไม่ให้ทีมล้มละลาย การเลี่ยงภาษี แก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ไฮนซ์ ทำแบบนี้ตลอดไปไม่ได้ เขาต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้ ที่ยั่งยืนและถูกกฏหมาย ในตอนนั้นเขาเริ่มคิดถึงสปอนเซอร์รายใหญ่ จึงปรึกษากับ ฮาน เมเยอร์ นายกเทศมนตรีเมืองเฮเมอร์ เมืองที่อยู่ข้างๆ   

อันที่จริง ฮาน มีชื่อเสียงไม่ดีเกี่ยวกับธุรกิจของเขา เขาอยู่เบื้องหลังในการเจรจาของกลุ่มตะวันออก (Eastern Bloc) ซึ่งเป็นกลุ่มรัฐหรือประเทศในยุโรปที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยม

หลังพูดคุยกับ ไวเฟนบัค ฮานบอกว่ามีคนหนึ่งที่น่าจะสนใจที่จะเป็นพาร์ทเนอร์กับ อีเซอร์โลห์น และเป็นคนที่ทุกคนน่าจะรู้จัก

ชายคนนั้นชื่อว่า “มูอัมมาร์ กัดดาฟี”

 

เผด็จการจากลิเบีย

ด้วยความที่ฮาน มีเบื้องหลังที่เต็มไปด้วยข่าวลืออื้อฉาวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับคนจากประเทศสังคมนิยม  จึงไม่แปลกที่เขาจะรู้จักกับผู้นำจอมเผด็จการจากแอฟริกา

“ฮานบอกว่าเขาเจอคนที่น่าจะสนใจเป็นหุ้นส่วนแล้ว เขาจะลองคุยกับ มูอัมมาร์ กัดดาฟี จากนั้นไฮนซ์ก็บอกว่าเยี่ยมไปเลย พวกเขาจึงได้โทรคุยกับกัดดาฟีเลย” แมนกากล่าว

กัดดาฟี คือผู้นำของลิเบีย ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ให้กับเยอรมัน เขาปกครองประเทศนี้มาตั้งแต่ปี 1969 หลังก่อการรัฐประหารจากระบอบกษัตริย์ เขายังเป็นผู้นำที่ไม่ใช่กษัตริย์ที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดในโลก


Photo : www.aljazeera.com

หลังการพูดคุยผ่านโทรศัพท์ผ่านไปด้วยดี การเจรจาก็เกิดขึ้น ฮาน และ ไวเฟนบัค เดินทางไปพบกับผู้นำของลิเบียถึงกรุงทริโปลี ในช่วงปลายปี 1987 พวกเขาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี และร่วมดื่มไวน์และรับประทานอาหารค่ำกับ กัดดาฟี อย่างเป็นกันเอง

“กัดดาฟีบอกว่า ‘คุณก็รู้ เราไม่มีน้ำแข็งที่นี่ แต่เราเคยเห็นฮอกกี้ และดูเหมือนว่าคนจะชอบฮอกกี้กันในเยอรมัน’ กัดดาฟีเป็นคนชอบอะไรที่เปิดเผยเป็นสาธารณะ เขาชอบเป็นคนของประชาชน” แมนกากล่าว

กัดดาฟี เป็นที่รู้จักในฐานะผู้สนับสนุนการก่อการร้ายข้ามชาติ เขาเป็นผู้ต้องสงสัยสั่งวางระเบิดไนท์คลับในกรุงเบอร์ลิน เยอรมัน ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตสามราย โดย 2 รายเป็นทหารอเมริกัน อเมริกาพุ่งเป้ามาที่เขาทันที เนื่องจากที่ไนต์คลับแห่งนั้นมักจะเป็นที่แฮงเอาท์ของพลรบจากแดนลุงแซม  


Photo : www.aljazeera.com

หลังการเจรจาเสร็จสิ้น กัดดาฟี ยินดีที่จะมอบเงินสนับสนุนเป็นจำนวนสูงถึงเกือบ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเงินจำนวนนี้หากได้มา จะสามารถปลดหนี้ให้ทีมได้เกือบหนึ่งในสามเลยทีเดียว  

แต่กระนั้น กัดดาฟี ก็ขอข้อแลกเปลี่ยนกับอะไรบางอย่าง

 

สปอนเซอร์รายใหม่

หลังการเจรจาเป็นไปด้วยดี ไฮนซ์ จัดการตีตั๋วกลับเยอรมันทันที เขานัดประชุมกับลูกทีม เพื่อแจ้งข่าวดี หลังได้ผู้เข้ามากอบกู้ทีม จากคำกล่าวอ้างของแมนกา ไฮนซ์บอกลูกทีมว่า

“ไงพวก เรามีข่าวดี เจ้าหน้าที่สรรพากรไปยุ่งกับอพาร์ทเมนต์ของพวกคุณไม่ได้อีกแล้ว คุณอาจจะได้เสื้อโค้ทหนังและลูนนี่และถุงมือเบสบอลกลับมา และเรากำลังจะได้เล่นอีกครั้ง เรากำลังจะได้อัดฉีดเพื่อคว้าแชมป์”


Photo : www.theversed.com

ประธานสโมสรโชว์เสื้อแข่งแบบใหม่ของทีม มันคล้ายกับชุดน้ำเงินขาว ชุดเดิมของอีเซอร์โลห์น เพียงแต่มันมีสปอนเซอร์รายใหม่แปะอยู่บนหน้าอก

“มันมีสมุดปกเขียวขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้าของเรา” ฮาร์ดีกล่าว “มันเขียนว่า  'Das Grüne Buch' ในภาษาเยอรมัน ที่หมายความว่า 'The Green Book' และ 'M. Gaddafi' ก็อยู่ตรงนั้น”


Photo : www.wbur.org

“เขาบอกว่าเราต้องใส่ชุดแข่งที่มีโฆษณา Green Book ของมูอัมมาร์ 5-6 เกม เราถึงจะได้เงิน” โอลเซนกล่าว “เราดูไปรอบๆห้อง รู้สึกตะลึงนิดหน่อยที่ มูอัมมาร์ กัดดาฟี เป็นสปอนเซอร์หลักให้เรา”  

“เรากำลังรู้สึกว่า ว้าว อะไรบ้าๆหลายๆอย่างกำลังจะเกิดขึ้นที่นี่”

 

Green Book

Green Book ของกัดดาฟี ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1975 หรือราว 12  ปีก่อนการเป็นสปอนเซอร์ แต่ทำไมเขาถึงอยากให้หนังสือของเขาอยู่บนหน้าอกของทีมฮอกกี้น้ำแข็งเยอรมัน  


Photo : zimbio.com

“ความทะเยอทะยานของกัดดาฟีเหนือไปกว่าการเป็นผู้นำลิเบีย” ดาเนียล คัลเดอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมเกี่ยวกับเผด็จการกล่าว

ในช่วงที่โลกยังเป็นยุคสงครามเย็น การต่อสู้ระหว่างระบอบคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตยเป็นไปอย่างดุเดือด ทั้งสองฝั่งต่างเชื่อมั่นในระบอบของแต่ละฝ่ายว่าดีที่สุด แต่กัดดาฟีไปไกลกว่านั้น เขาเสนอแนวคิดแบบใหม่ขึ้นมา  

“เขามีความทะเยอะทะยานในระดับโลกมาก่อนหน้านี้ และเขาก็ได้ประกาศ Third Universal Theory ที่จะมาแทนที่คอมมิวนิสต์และทุนนิยม เขาพูดว่าทุนนิยมมันไม่ได้ผล ประชาธิปไตยก็หลอกลวง สังคมนิยมก็เหมือนกัน ดังนั้นนี่คือวิธีที่จะแก้ปัญหาของโลก ว่าจะจัดระเบียบและปกครองสังคมได้อย่างไร”   

ว่าแต่ระบบของกัดดาฟี ต้องทำอย่างไร และมันใช้งานได้จริงหรือ?

“ใช่คุณก็รู้ มันบอกรายละเอียดไว้น้อยมาก” คัลเดอร์กล่าว “ผมไม่คิดว่าเขาจะคิดเกี่ยวกับมันลึกกว่านี้ มันเป็นทริคของหนังสือที่จะลวงให้คนมาอ่าน เพราะว่ามันค่อนข้างจะเขียนไปเรื่อยเปื่อย และมันก็ไม่ได้สนับสนุนการพิสูจน์อย่างชัดเจน”


Photo : thedailybeast.com

ในหนังสือ Green Book กัดดาฟี ได้พูดถึงความคล้ายคลึงกันระหว่างชาตินิยมกับดาวที่เป็นก๊าซ และลิสต์ที่ยาวเหยียดของการเปรียบเทียบผู้หญิงกับผู้ชาย เขายังได้ดูถูกแฟนกีฬาไว้ว่าพวกที่มาชมเกมการแข่งขันในสนามคือพวกงี่เง่าที่ไม่สามารถทำกิจกรรมของตัวเองได้

กัดดาฟี พยายามที่จะผลักดันหนังสือของเขาให้ทุกคนในประเทศได้อ่าน เขาส่งหนังสือของตัวเองไปทุกที่ทั้งในห้องเรียน หรือระดับมหาวิทยาลัย เขาต้องการให้ทุกคนได้ซึมซับและคล้อยตามในวิธีคิดของเขา

“เขายังคงหาวิธีที่จะไปสู่ระดับโลก” คัลเดอร์กล่าว

“เพราะว่าเขาประสบความสำเร็จในการควบคุมคนอ่านในประเทศ เขาไม่ได้กังวลกับพวกเขามากนัก แต่แน่นอน มันไม่พอ”

แต่แล้ววันหนึ่งสโมสรฮอกกี้น้ำแข็งก็เดินเข้ามาหากัดดาฟีเอง

 

ชุดแข่งตัวปัญหา

4 ธันวาคม 1987 อีเซอร์โลห์น เปิดบ้านรับการมาเยือนของ โรเซนไฮมน์ เอสบี ฮาร์ดี และเพื่อนร่วมทีมของเขา สวมชุดแข่งใหม่ที่มี Green Book ปะอยู่บนหน้าอก แต่แฟนของพวกเขารู้มาก่อนหน้านั้น และต่างแต่งกายให้เข้ากับสปอนเซอร์ใหม่อย่างสนุกสนาน

“ผู้คนดูหลุดโลกไปเลย พวกเขาแต่งตัวเหมือนกัดดาฟี ด้วยเครื่องแต่งตัวแบบชาวเบดูอิน” แมนกากล่าว


Photo : republika.mk

ความหวังจากการเข้ามาของสปอนเซอร์รายใหม่ ทำให้บรรยากาศของทีมดีขึ้น ทุกคนต่างให้ความสนใจ รวมไปถึงสื่อต่างประเทศ ฝูงชนจำนวนมหาศาลกว่า 6,000 เบียดเสียดกันเข้ามาในสนามที่จุผู้คนได้แค่ 4,900 คน

“คนเข้ามาดูเกมแน่นมาก เหมือนสวนสัตว์เลย เป็นบรรยากาศที่น่าตื่นตาที่สุดที่ผมเคยเห็นในชีวิต” ฮาร์ดีกล่าวกับ Guardian

อีเซอร์โลห์น ประเดิมชัยชนะไปได้ในเกมนั้น ความฝันในการคว้าแชมป์ของทีมเริ่มต้นขึ้นแล้ว ทุกอย่างกำลังไปได้สวย พวกเขาได้ผู้สนับสนุนรายใหม่ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่แฮปปี้กับพวกเขา

สมาคมฮอกกี้น้ำแข็งของเยอรมันออกมาเรียกร้องให้ อีเซอร์โลห์น ถอดสปอนเซอร์ Green Book ออกจากเสื้อ ส่วน Friedrich Zimmermann รัฐมนตรีมหาดไทยประณามว่า “สิ่งที่ตอนแรกดูเหมือนกับงานคาร์นิวัลตลกๆ มันคือการละเมิดหลักความเป็นกลางทางการเมืองของกีฬา” ในขณะที่  Xavier Unsinn โค้ชทีมชาติเยอรมันก็ออกมาตำหนิว่า “กีฬาไม่ควรเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมและการก่อการร้าย”   

เกมนัดต่อไปพวกเขาต้องบุกไปเยือนแฟรงเฟิร์ต เมืองที่มีทหารอเมริกันประจำการอยู่เป็นพันนาย ที่เพื่อนของเขาเพิ่งถูกสังหารโดยสปอนเซอร์ของอีเซอร์โลห์น

ตอนที่ไปถึงแฟรงเฟิร์ต โอลเซน มองออกไปที่นอกหน้าต่างรถบัส เขารู้สึกว่าบรรยากาศมันเริ่มไม่ดี ทุกคนไม่มีความเป็นมิตรเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่ตำรวจก็ไม่สามารถรับรองความปลอดภัย

“เราเจอกับฝูงชนที่ดูไม่เป็นมิตรเลย พวกเขามองเราเหมือนกับว่าเป็นปีศาจที่เล่นให้กับกัดดาฟี และโฆษณาหนังสือของเขา” โอลเซนกล่าว

“เราโดนขู่ ไม่มีอะไรที่สามารถรับรองชีวิตของเราได้ เรารู้สึกว่าเสื้อตัวนี้กำลังทำให้เรามีปัญหา” ฮาร์ดี ระลึกความหลังกับ Guardian

ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดในห้องแต่งตัว ทุกคนกำลังตัดสินใจว่ากำลังจะสวมชุดแข่ง Green Book ต่อไปแต่เสี่ยงที่จะทำให้เกิดความวุ่นวาย หรือสวมชุดแข่งเก่า และมีโอกาสที่จะถูกตัดงบประมาณ  


Photo : www.handelsblatt.com

“เราโหวตกัน ผมคิดว่ามันค่อนข้างเอกฉันท์ เราเพียงพูดว่า ไม่ เราจะไม่ใส่มัน” สปรายรำลึกความหลัง

หลังการโหวต ไฮนซ์ เจ้าของทีมเดินเข้ามาในห้องแต่งตัว และรับทราบผลการโหวตที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป  เขาบอกว่าเขายอมรับในการตัดสินใจของลูกทีม

“เขามองมาที่เราเล็กน้อย แล้วก็พูดว่าโอเค” ฮาร์ดีกล่าว “จากนั้นเขาก็เดินออกห้องไปเลย”

“ใช่ เขาผิดหวัง” โอลเซนเสริม “เพราะเขาอยากให้ทีมอยู่ต่อไป เขาไม่อยากให้ตัวเองต้องติดคุกด้วย หรือไม่ใช่?”

 

ตั้งแต่วันนั้น   

“พูดตามตรง ผมรู้สึกโล่งที่มันจบลง” สปรายเผยความรู้สึก “ผมรู้สึกเสียใจกับแฟนนะ แต่ผมก็อยากไปอยู่ซักที่และมีสมาธิกับฮอกกี้ของผม และมันก็ช่วยผม ผมทิ้งมันไว้ในอดีต”

6 ธันวาคม อีเซอร์โลห์น ใช้ชุดแข่งเก่าที่ไม่มี Green Book ปะอยู่บนหน้าอกลงดวลกับคู่แข่ง ซึ่งทำให้กัดดาฟี ระงับการจ่ายเงิน เนื่องจากไม่เป็นไปตามสัญญา สโมสรถูกประกาศว่าล้มละลายในไม่กี่วันต่อมา หลังจากนั้นทีมก็ถูกยุบ


Photo : www.aljazeera.com

สปราย เล่นไอซ์ฮอกกี้ในเยอรมันต่ออีก 11 ฤดูกาล เช่นเดียวกับ ฮาร์ดี ที่เล่นต่ออีก 13 ฤดูกาล ตอนนี้เขาเป็นโปรกอล์ฟที่ เอ็ดมอนตัน ส่วนแดน โอลเซน เป็นเฮดโค้ชให้กับทีมไอซ์ฮอกกี้ชายให้กับ Southern Alberta Institute of Technology

ด้าน กัดดาฟี เขาตกเป็นข่าวโด่งดังเมื่อปี 2011 หลังโดนประชาชนหลายแสนคนลุกฮือทวงอำนาจ ก่อนที่เขาจะถูกสังหารเสียชีวิต ปิดฉากการปกครองประเทศมาอย่างยาวนาน  


Photo : sputniknews.com

ในขณะที่ชุดแข่ง Green Book ปัจจุบันหลงเหลือเพียงสองตัวในโลก ตัวหนึ่งอยู่ในหอเกียรติยศ ของสมาคมฮอกกี้น้ำแข็งเยอรมันที่เมืองเอาส์บวร์ก ส่วนอีกตัวหนึ่งอยู่ในตู้เสื้อผ้าของบรูซ ฮาร์ดี

ส่วน ไฮนซ์ หลังจากวันนั้นเขาพยายามหลบเลี่ยงภาษีด้วยเป็นประธานของ เซาเออร์ลันด์ อีซีดี สโมสรไอซ์ฮอกกี้ในดิวิชั่น 3 ของเยอรมัน และฝันของเขาก็เป็นจริง หลังทีมคว้าแชมป์ในปี 1989 เขาลาออกในอีกสองปีต่อมา และสองปีหลังจากนั้นก็โดนจับ และอยู่ในคุก 27 เดือนจากคดีเลี่ยงภาษี

ไฮนซ์ ไวเฟนบัค เพิ่งจะเสียชีวิตไปเมื่อปี 2015 ปิดฉากตำนานประธานสโมสรสุดโลดโผนแห่งเมืองอีเซอร์โลห์น

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.voathai.com/a/gadhafi-obit-ss-20oct11-132285958/925086.html
http://www.wbur.org/onlyagame/2018/07/06/german-ice-hockey-gaddafi-sponsorship
https://www.theguardian.com/sport/2016/feb/01/muammar-gaddafi-ice-hockey-germany-iserloh



ชื่นชอบบทความนี้ของ : มฤคย์ ตันนิยม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง