Stories

อเมริกันดรามา : เมื่อ เอเดรียน ปีเตอร์สัน ถูก NFL แบน 1 ปี เพราะรักลูกแบบโลกตะวันออก



ในสังคมตะวันออก การสั่งสอนเด็กด้วยการลงโทษถือเป็นสิ่งที่พบเห็นได้อย่างแทบจะเรียกว่า เป็นเรื่องปกติ เพราะแม้แต่ประเทศไทยก็ยังมีสุภาษิตอย่าง “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ซึ่งสื่อถึงเรื่องนี้แบบเต็มๆ


 

ทว่าการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ๆ รวมถึงกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ก็ได้ทำให้ความเชื่อหลายสิ่งในอดีตถูกท้าทายมากขึ้นในยุคสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมตะวันตก ซึ่งเรื่องราวของการสั่งสอนเด็กก็ถือเป็นเรื่องที่ถูกตั้งคำถามเช่นกัน

ยิ่งการที่นักกีฬาแห่งยุคสมัยใหม่ ไม่เพียงแต่จะต้องเป็นผู้เล่นที่ดีในสนามเท่านั้น แต่พวกเขายังต้องเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมอีกด้วย เมื่อมีข่าวว่า เอเดรียน ปีเตอร์สัน หนึ่งในยอดผู้เล่นของอเมริกันฟุตบอล NFL ยุคปัจจุบันยังคงมีแนวคิดรักลูกที่ดูจะเป็นแบบคนโลกตะวันออก เรื่องราวต่างๆ จึงถาโถมเข้าใส่เขาและลีกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่เหตุใดเรื่องราวที่ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญอย่าง “การตีเด็กเพื่อสั่งสอน” ถึงได้เป็นดรามาใหญ่โตไปได้ล่ะ?

 

เมื่อเรื่องบังเกิด

12 กันยายน 2014 วงการอเมริกันฟุตบอล NFL ต้องเจอกับเรื่องที่ชวนอึ้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งเขตมอนต์โกเมอรี่ รัฐเท็กซัส ออกหมายจับ เอเดรียน ปีเตอร์สัน ตัววิ่งของทีม มินนิโซต้า ไวกิ้งส์ (ณ ขณะนั้น) ในข้อหา “ทำร้ายร่างกายเด็กจนได้รับบาดเจ็บ”


Photo : www.msn.com

การถูกออกหมายจับของตัววิ่งเจ้าของฉายา “All Day” ถือเป็นเรื่องที่ชวนให้แปลกใจไม่น้อย เมื่อเขาเป็นนักกีฬาที่มีผลงานโดดเด่นระดับตัวท็อปของวงการ มีรางวัลมากมายการันตีฝีมือและฝีเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปี 2012 ที่เขาคว้าตำแหน่งผู้เล่นทีมบุกยอดเยี่ยม และรางวัลใหญ่อย่างผู้เล่นทรงคุณค่า หรือ MVP ของฤดูกาลนั้น แถมยังแทบไม่เคยมีประวัติในด้านเสื่อมเสียมาก่อนทั้งในและนอกสนามอีกด้วย

แต่หากไฟไหม้ย่อมมีควันฉันใด การที่ตำรวจตัดสินใจออกหมายจับก็พอจะอนุมานได้ว่า เรื่องนี้คงต้องมีมูลอยู่บ้างไม่มากก็น้อย และสิ่งที่ปรากฎก็ยืนยันเช่นนั้นจริงๆ เมื่อสื่อสายกอสซิปชื่อดังอย่าง TMZ เปิดเผยรูปที่ได้จากทางตำรวจ ซึ่งเห็นร่องรอยบาดแผลคล้ายถูกเฆี่ยนตีที่ตัวของลูกชายวัย 4 ขวบของเขาอย่างชัดเจน บ่งบอกว่าเหตุการณ์นี้ต้องมีการใช้อุปกรณ์ช่วยอย่างแน่นอน

ไม่เพียงเท่านั้น ตำรวจยังมีหลักฐานเป็นข้อความจากโทรศัพท์มือถือ ซึ่งกลายเป็นหลักฐานมัดตัวแบบกลายๆ เพราะตัวปีเตอร์สันสารภาพกับแม่ของเด็กด้วยว่า เขาเป็นคนที่ใช้ไม้เรียวตีลูกชายด้วยตัวเอง แถมยังมีการผิดคิว ตีไปโดนลูกอัณฑะอีกต่างหาก

ด้วยหลักฐานที่แน่นหนาเช่นนี้ก็ป่วยการที่จะปฏิเสธให้ยืดเยื้อ ปีเตอร์สันตัดสินใจเข้ามอบตัวทันทีหลังข่าวฉาวดังกล่าวออกสื่อเพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมง และสารพัดเรื่องราวดรามาก็ได้เริ่มต้น...

 

ความเห็นแตกสองฝ่าย

"ผมยอมรับครับว่าเป็นคนตีลูกของผมเอง แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้เขาบาดเจ็บแต่อย่างใด" เอเดรียน ปีเตอร์สัน เริ่มกล่าวในแถลงการณ์ด้วยคำสารภาพว่า เขาได้ใช้ไม้เรียวฟาดลูกชายของเขาจริงๆ "ถึงกระนั้น คงไม่มีใครเข้าใจความเจ็บปวดที่ผมได้รับจากเรื่องนี้ เพราะเป้าหมายของผมมีเพียงการสั่งสอนให้ลูกๆ รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดอยู่เสมอ และนั่นคือสิ่งที่ผมพยายามจะทำในวันนั้น"


Photo : www.tulsaworld.com

นอกเหนือจากนั้น เจ้าตัวยังยอมรับด้วยว่า วิธีการลงโทษด้วยการตี คือ สิ่งที่เขาเคยได้รับจากวัยเด็ก และหากไม่เจอกับวิธีการสั่งสอนลักษณะนี้จากพ่อแม่และญาติใกล้ชิด เขาอาจจะลงเอยไม่ด้วยการเป็นอันธพาลข้างถนน ก็อยู่ในหลุมฝังศพไปแล้ว

แม้ปีเตอร์สันจะยอมรับความผิดในสิ่งที่เกิดขึ้น ทว่าเรื่องราวดังกล่าวได้ลุกลามจนกลายเป็นกระแสใหญ่โตไปทั่วประเทศ ฟากหนึ่งของสังคมมองว่า การสั่งสอนลูกๆ ด้วยการตีแบบที่ปีเตอร์สันทำคือเรื่องปกติที่ไม่ว่าพ่อแม่คนไหนก็ทำกัน เหมือนอย่างที่ มาร์ค อินแกรม ตัววิ่งของ นิวออร์ลีนส์ เซนต์ส (ซึ่งปีเตอร์สันย้ายไปร่วมทีมเป็นเวลาสั้นๆ ในเวลาต่อมา) ทวีตว่า "สมัยเด็กๆ ผมถูกตีบ่อยเยอะเสียจนนับไม่ถ้วน แต่ผมก็ยังรักพ่อกับแม่นะ เพราะพวกเขาแค่ต้องการให้ผมเป็นคนดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เท่านั้นเอง"

ทว่าอีกฟากของสังคมกลับเห็นต่าง พวกเขามองว่า แม้จะมีเจตนาเพื่อสั่งสอน แต่การตีจนสร้างบาดแผลให้กับอีกฝ่าย แบบนั้นไม่สมควรเรียกว่าการสั่งสอน แต่เป็นการทำร้ายร่างกาย ละเมิดต่อเด็กเสียมากกว่า เหมือนอย่างที่ บูเมอร์ อไซซ่อน อดีตควอเตอร์แบ็กของ ซินซิเนติ เบงกอลส์ ให้ความเห็นว่า "ผมไม่สนใจหรอกนะว่าอดีตจะเป็นอย่างไร แต่เขากำลังเจอกับปัญหาใหญ่ ซึ่งต้องชดใช้ด้วยราคาแสนแพง"


Photo : 1061thecorner.com

และราคาที่ปีเตอร์สันต้องชดใช้ก็แสนแพงจริงๆ เพราะแม้เจ้าตัวจะรอดพ้นจากโทษหนักทางคดีความ มีเพียงการปรับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 130,000 บาท กับบำเพ็ญประโยชน์ 80 ชั่วโมง แต่กลับส่งผลต่อหน้าที่การงานอย่างมหาศาล เมื่อทาง NFL ถูกกดดันอย่างหนักจากสังคมที่มองว่า นักกีฬาควรเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งในและนอกสนาม ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังมีชนักปักหลังจากคดีที่ เรย์ ไรซ์ อดีตตัววิ่งชื่อดังทำร้ายร่างกายคู่หมั้นสาวที่ต่อมากลายเป็นภรรยา (ซึ่งเป็นต้นเหตุของการที่ บัลติมอร์ เรฟเว่นส์ ต้นสังกัดยกเลิกสัญญา จนต้องอำลาวงการไปแบบเงียบๆ ในเวลาต่อมา) ที่สุดแล้ว ทาง NFL เลยตัดสินใจแบนปีเตอร์สันจนกระทั่งจบฤดูกาล 2014 ทั้งๆ ที่ในตอนที่เกิดเรื่องเพิ่งจะเปิดฤดูกาลเองด้วยซ้ำ

คำถามก็คือ สิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติอย่างเช่นการตีลูกเพื่อสั่งสอน กลายเป็นเรื่องราวดรามาใหญ่โตระดับประเทศเช่นนี้ได้อย่างไรกัน

 

ตีเด็กเป็นเรื่องธรรมดา?

อันที่จริงหากเรื่องนี้เกิดขึ้นในสังคมเอเชีย เรื่องนี้อาจจะไม่ได้รับความสนใจมากเหมือนกับที่สหรัฐอเมริกาก็เป็นได้ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า การสั่งสอนลูกด้วยการตีถือเป็นเรื่องที่ปกติมากในโลกตะวันออก ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยที่มีสุภาษิตอย่าง “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ซึ่งสื่อถึงเรื่องการลงโทษเพื่อสั่งสอนหากจำเป็น


Photo : www_nydailynews_com

โดยในประเทศอินเดียเพิ่งจะมีการทำสำรวจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในปี 2018 นี้เอง และจากกลุ่มตัวอย่างพ่อแม่ 1,790 ตัวอย่าง ก็ได้นำมาซึ่งสถิติที่น่าสนใจยิ่ง เมื่อมีพ่อแม่ถึง 77.5% ที่ยอมรับว่าเคยตีลูก ยิ่งไปกว่านั้น 28% ของกลุ่มดังกล่าวยังยอมรับว่า ทำเรื่องดังกล่าวเป็นกิจวัตรประจำวัน ขณะที่ 19% เชื่อว่า นี่คือวิธีการเดียวที่พวกเขาจะสามารถสั่งสอนลูกให้ปฏิบัติดี ปฏิบัติถูกต้องตามครรลองของสังคมได้

ทว่า พญ.พรรณพิมล วิปุลากร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ซึ่งเพิ่งขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอนามัยคนใหม่ไปหมาดๆ กลับให้ความเห็นที่แตกต่าง โดยกล่าวว่า "การตีลูกในเวลาที่ไม่พอใจหรือโกรธที่ลูกไม่เป็นอย่างที่คิด โอกาสที่พ่อแม่จะควบคุมตัวเองในการตีลูกในภาวะอารมณ์เช่นนั้นทำได้ยาก การควบคุมน้ำหนักมือที่จะตี การหยุดตัวเอง เป็นโจทย์ยาก"

ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณากับเหตุการณ์นี้ ก็มีความเป็นไปได้ว่านี่จะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เรื่องราวของปีเตอร์สันเป็นดรามาใหญ่โต เพราะหลักฐานที่ปรากฎตามตัวลูกชายพอจะชี้ให้เห็นว่า สภาพอารมณ์ของเจ้าตัวขณะเกิดเหตุไม่น่าจะอยู่ในภาวะปกติ และต้องไม่ลืมด้วยว่า นักกีฬาอาชีพอย่างปีเตอร์สัน ย่อมมีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง และสามารถออกแรงได้มากกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว

ไม่เพียงเท่านั้น อลิซาเบธ เกอร์ชอฟฟ์ แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส วิทยาเขตออสติน ที่ศึกษาเรื่องการทำโทษของพ่อแม่กับพัฒนาการของลูก ยังได้เปิดเผยอีกประเด็นสำคัญที่สามารถนำมาอธิบายกับเรื่องราวดรามานี้ได้เต็มๆ

“ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าการทำร้ายเด็กเกิดขึ้นเพราะความเกลียดชังและขาดสติของพ่อแม่ แต่ที่น่าเศร้าคือ เรื่องราวแบบนี้ส่วนมากเกิดขึ้นเมื่อคนที่คิดว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง ตีลูกๆ ของเขาอย่างรุนแรงและมากเกินไป ซึ่งบางครั้งพวกเขาก็ใช้วัตถุในการตี เหมือนกับกรณีของ เอเดรียน ปีเตอร์สัน"

 

บทเรียนจากอดีตหรือบริบททางสังคม?

การศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการตีเด็กที่มีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเมื่อปี 2009 ซึ่งพบว่า เด็กที่ถูกตีมีไอคิวต่ำกว่าเด็กที่ไม่ถูกตี และยิ่งมีการตีบ่อยๆ ไอคิวก็จะยิ่งลดอย่างมีนัยยะสำคัญ ทำให้แพทย์และนักจิตวิทยาเด็กเรียกร้องให้ผู้ปกครองเลิกการสั่งสอนลูกด้วยการตี เปลี่ยนไปใช้วิธีการอื่นๆ อย่างเช่นการว่ากล่าวตักเตือน หรือกักบริเวณเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพราะการลงโทษด้วยการตีไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กเท่านั้น ยังมีผลถึงสภาพจิตใจอีกด้วย


Photo : northiowatoday_com

ถึงกระนั้น เรื่องดังกล่าวก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าใดนัก เพราะอย่างในสหรัฐอเมริกา ก็ไม่ได้มีกฎหมายบังคับทั้งจากส่วนกลางและระดับรัฐว่าห้ามพ่อแม่ตีลูกๆ แต่อย่างใด การบังคับห้ามตีที่มีข้อบัญญัติตามกฎหมายส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในสถานศึกษาแต่เพียงเท่านั้น

ยิ่งเมื่อมาดูผลการสำรวจที่ Child Trends สถาบันวิจัยเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของสหรัฐอเมริการวบรวมไว้ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่า ค่านิยมการสั่งสอนลูกด้วยการตีจากรุ่นสู่รุ่นถือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ ในระยะเวลาอันสั้น เมื่อสัดส่วนของผู้ใหญ่ซึ่งเชื่อในวิธีการดังกล่าวมีจำนวนที่ลดลงน้อยมาก แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 3 ทศวรรษ โดยการสำรวจเมื่อปี 2016 พบว่า ผู้ชาย 76% และผู้หญิง 66% ในกลุ่มอายุระหว่าง 18-65 ปี ยังเชื่อในการ "ตีสั่งสอน" ลดลงจากเมื่อ 30 ปีก่อนเพียง 8% และ 16% ตามลำดับเท่านั้น

และที่น่าสนใจยิ่งไปกว่าก็คือ กลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังเชื่อในการสั่งสอนด้วยการตีมากที่สุด คือกลุ่มคนเชื้อสายแอฟริกัน โดยผู้ชายเชื่อในวิธีการนี้ถึง 86% และผู้หญิง 77% เลยทีเดียว ซึ่ง คาดิจาห์ ไวท์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยรัทเจอร์ส ผู้ศึกษาเรื่องเพศและสีผิวกับปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างยาวนานให้ความเห็นว่า

"บางคนยังมีความกังวลในเรื่องของสีผิวที่ส่งผลถึงการเลี้ยงดูของพ่อแม่เชื้อสายแอฟริกันอยู่ ซึ่งจะว่าไปมันก็มีเหตุผลค่ะ เพราะโศกนาฏกรรมที่พวกเขาต้องเจอในยุคการค้าทาส มันได้หล่อหลอมนิยามความเชื่อเกี่ยวกับเสรีภาพในการเลี้ยงดูเด็กๆ ไปด้วย"

อีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เห็นจะเป็นเรื่องที่มีการสำรวจพ่อแม่ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศว่า พื้นที่ไหนที่เห็นด้วยกับการสั่งสอนด้วยการตีมากกว่ากัน ซึ่งผลที่ออกมาก็ยิ่งตอกย้ำความจริงของเรื่องดรามานี้เข้าไปอีก เมื่อคนที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศเชื่อในวิธีการนี้มากที่สุดถึง 51% มากกว่าพื้นที่อื่นๆ อย่าง ตะวันออกเฉียงเหนือ (20%), ตอนกลางตะวันตก (25%) และตะวันตก (27%) อย่างเห็นได้ชัด

เมื่อนำเรื่องที่เรากล่าวไปข้างต้นมาผนวกกับบริบทของ เอเดรียน ปีเตอร์สัน ผู้เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน และเกิดในรัฐเท็กซัสทางตอนใต้ ทุกอย่างก็ดูจะลงล็อก เพราะสิ่งที่หล่อหลอมพฤติกรรมของเขาในการสั่งสอนลูกอันนำมาสู่ดรามา ไม่ได้มีแต่เพียงประสบการณ์ชีวิตโดยตรงจากพ่อและแม่แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะค่านิยมของคนเชื้อสายแอฟริกันและคนทางตอนใต้ของประเทศก็มีอิทธิพลอันนำมาซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้อีกด้วย

ซึ่งประเด็นดังกล่าว ชาร์ลส บาร์คลี่ย์ ตำนานนักบาสเกตบอล NBA ก็ยอมรับว่ามันมีอิทธิพลต่อคนอย่างเขามากเช่นกัน

"คือผมเองก็มาจากทางตอนใต้ของประเทศน่ะนะ (บาร์คลี่ย์เกิดที่รัฐอลาบาม่า) ซึ่งไอ้เรื่องการตีเนี่ย มันเป็นเรื่องปกติเลย ถ้าเรื่องนี้มีความผิดขึ้นมา ผมว่าพ่อแม่เชื้อสายแอฟริกันในตอนใต้ของประเทศคงได้ติดคุกกันหมดแหละ"

“แต่จากเรื่องราวที่มันเกิดขึ้นเนี่ย ผมคิดว่าเราต้องให้ความระมัดระวังอย่างจริงจังเกี่ยวกับการสั่งสอนลูกๆ ของพ่อแม่ เพราะเส้นแบ่งระหว่างคำว่า สั่งสอน กับ ทำร้าย มันบางมากๆ เลยล่ะ”

คำพูดของตำนานวงการแม่นห่วงข้างต้น ดูจะเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะแม้พ่อแม่จะมีเจตนาในการให้ลูกๆ เติบโตเป็นคนดีของสังคม แต่บริบททางสังคมซึ่งเปลี่ยนไปและองค์ความรู้ใหม่ๆ ก็ได้ทำให้เรื่องราวการสั่งสอนรวมถึงการลงโทษที่สมัยก่อนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเหมาะสมหรือไม่ในปัจจุบัน


Photo : USA Today FTW2

ซึ่งการหาจุดสมดุล ไม่มากไป ไม่น้อยไป รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่เคยชินและเชื่อว่าดีสู่ความจริงชุดใหม่ ก็ถือเป็นสิ่งที่ทำยากไม่น้อย ยกตัวอย่างไม่ใกล้ไม่ไกลก็ตัวของ เอเดรียน ปีเตอร์สัน เองนั่นแหละ

เพราะหลังจากที่เคยสัญญากับสาธารณะว่าจะไม่ใช้การตีเพื่อสอนลูกๆ อีกต่อไปแล้วเมื่อปี 2014 … 4 ปีผ่านไป แม้เจ้าตัวที่ย้ายสังกัดอีกหลายครั้งจนมาลงเอยกับ วอชิงตัน เร้ดสกินส์ ในปัจจุบัน จะมีรูปแบบการลงโทษเพื่อสั่งสอนที่มากขึ้น แต่ก็ยังยอมรับว่า การใช้เข็มขัดฟาด ยังเป็นหนึ่งในวิธีที่เขาใช้อยู่กระทั่งทุกวันนี้

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.bbc.com/news/blogs-echochambers-29186080
https://bleacherreport.com/articles/2807182-adrian-peterson-is-still-the-same-ap
https://www.cbssports.com/general/news/adrian-peterson-starts-national-dialogue-on-discipline-and-child-abuse/
https://www.childtrends.org/indicators/attitudes-toward-spanking
https://www.fatherhood.org/fatherhood/adrian-petersons-child-abuse-situation-did-we-learn-the-right-lessons
https://www.healthtodaythailand.net/ตีลูก/
https://www.hindustantimes.com/india-news/survey-shows-77-parents-spank-children-at-home/story-zNNnm3jsFKshnpcCKPS0YO.html
https://www.nytimes.com/2014/09/13/sports/football/adrian-peterson-indicted-on-child-injury-charge.html
https://www.psychologytoday.com/us/blog/am-i-right/201409/adrian-peterson-hit-his-child-whats-wrong
https://www.sbnation.com/2014/9/17/6334793/adrian-peterson-child-abuse-statement-vikings-timeline
http://time.com/3379713/adrian-peterson-statement-not-a-child-abuser/
http://time.com/4359686/parents-spanking-survey-does-spanking-work/
http://time.com/the-discipline-wars-2/#charting-discipline
http://www.tmz.com/2014/09/12/adrian-peterson-indicted-for-child-abuse/
https://www.usatoday.com/story/sports/nfl/vikings/2014/11/20/adrian-peterson-roger-goodell-child-abuse-switch-minnesota-vikings/70025476/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง