mainstand

Feature

จอร์เเดน คิลกาน่อน : 'God of Dunk'... ผู้รับข้อแลกเปลี่ยนจากพระเจ้า



เป็นธรรมเนียมของ NBA ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีจะต้องมีเกม ออลสตาร์ ที่เหล่าดาวดังต้องมาดวลกันต่อหน้าสายตาแฟนๆ จุดประสงค์ของเกมนี้เพื่อที่จะโชว์ความเอ็นเตอร์เทนแบบเต็มรูปแบบด้วยกลุ่มนักบาสตัวท็อป มันจะเป็นเกมที่มีแต่การ บุก บุก แล้วก็บุกเท่านั้น ทุกลีลาจะถูกจัดเต็มและคำนึงถึงความสนุกก่อนชัยชนะ


 

ขณะเดียวกัน ก็มีอีกหนึ่งอีเวนท์ที่แฟนๆ รอคอย ซึ่งเกิดขึ้น 1 วันก่อนหน้าการแข่งขันเกมออลสตาร์จริงๆ นั่นคือ สแลมดังค์ คอนเทสต์ (Slam Dunk Contest) การโชว์ลีลาการยัดห่วงของเหล่าซูเปอร์สตาร์ ที่ร่างกายของพวกเขาแทบจะถูกสั่งการให้ดังค์อย่างง่ายดายจากการฝึกซ้อมและอยู่กับลูกบาสทุกเมื่อเชื่อวัน  

และหนึ่งในสแลมดังค์แห่งความทรงจำ คงหนีไม่พ้นปี 2016 ที่ แซค ลาวีน จาก มินเนโซต้า ทิมเบอร์วูล์ฟส์ กับ แอรอน กอร์ดอน จาก ออร์แลนโด แมจิค เปิดศึกดวลดังค์แบบไม่มีใครยอมใคร จนทำให้แฟนๆ อ้าปากค้าง เพราะความสะใจที่ยัดห่วงอย่างหนักหน่วงและสวยงาม ทว่าทุกชื่อที่กล่าวมาเดินลงมาดังค์ด้วยชุดแข่งของทีม ตามกฎของ NBA เสื้อผ้าของพวกเขาอำนวยความสะดวกต่อการกระโดดและเคลื่อนไหว

ทว่าในวันต่อมา ช่วงการพักครึ่งของเกมออลสตาร์ กลับมีชายคนหนึ่งลงมาพร้อมการสวมเสื้อกล้าม 1 ตัวสกรีนชื่อด้านหลังว่า "จอร์เเดน" และสวมกางเกงยีนส์ทรงเดฟที่อย่าว่าแต่กระโดดเลย เอาแค่วิ่งให้ได้อย่างคล่องเเคล่วก็เป็นเรื่องยากเเล้ว ... เขาคนนี้ไม่มีต้นสังกัด ไม่ได้เป็นนักบาสเก็ตบอลอาชีพ แต่กล้าท้าชนเหล่าซูเปอร์สตาร์ด้วยโจทย์ที่ว่าจะทำท่าที่ยากและลอยตัวให้สูงกว่าทุกคน ... และยังบอกกับปากตัวเองว่า "ผมดั๊งค์ได้ดีกว่าไมเคิล จอร์เเดน"

 

จิ๊กโก๋บ้านนอกสะดุดรัก...

อันนี้จริง ... จอร์แดน คิลกานอน ก็เป็นเหมือนกับเด็กหนุ่มอเมริกันทั่วไป เขาเล่นกีฬาทุกอย่าง แค่ว่าตอนเด็กๆ ยังไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ คือ สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด  


Photo : Peter Paul Baltazar

การเกิดและโตใน เมืองซัดบิวรี่ รัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา เมืองเล็กๆ ที่มีประชากร 160,000 คนทำให้เขาเป็นเหมือนปลาน้อยในอ่างแก้ว นั่นคือเก่งทุกอย่างชนิดที่ว่าได้รางวัล MVP ระดับไฮสคูลทั้งการเเข่งบาสเกตบอล, เบสบอล และ วอลเล่ย์บอล จนกระทั่งเจอจุดเปลี่ยนจากการไปเที่ยวพักร้อนและพบว่าแท้จริงเเล้วเขาเองก็ไม่เท่าไหร่เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ

"ตอนอายุ 16 ผมสูง 180 เซนติเมตร ครอบครัวเราไปเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า ระหว่างนั้นมีการเล่นบาสกลางแจ้งที่แป้นเตี้ยกว่าปกติ แต่ผมกลับดังค์ไม่เป็น นี่คือเรื่องที่น่าผิดหวังมากสำหรับผม" เจ้าของฉายา "ดังค์ก็อด" เริ่มเล่าถึงวันที่เขาไต่บันได สู่สถานะพระเจ้าแห่งการยัดห่วง

"หลังจากจบไฮสคูลผมเลิกเล่นกีฬาทุกอย่างเลย แล้วได้แต่คิดทบทวนว่าควรจะทุ่มพลังทั้งหมดให้กับสิ่งไหนดี อะไรคือสิ่งที่ผมรักที่สุด ผมพบคำตอบว่ามันคือการเป็นนักดังค์นี่แหละที่ตามหา หลังจากนั้นก็ได้เวลาลุยไปข้างหน้าเท่านั้น"

ปี 2010 คือปีที่ คิลกาน่อน เริ่มหยุดที่จะวิ่งแต่เปลี่ยนมาเป็นการกระโดดเเทน เเละเขาให้คำจำกัดความว่าการฝึกซ้อมของเขาขั้นระดับใช้คำว่า "บ้า" ได้อย่างไม่เคอะเขิน นั่นคือเขาฝึกกระโดดทั้งวันชนิดที่ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย เขาไม่ได้ทำเพราะอยากจะเก่งเท่านั้น แต่ทุกการกระโดดทำให้อะดรีนาลีนหลั่งไหลไปทั่วร่างกาย เขาไม่เบื่อกับการทำสิ่งเดิมซ้ำๆ เลยแม้แต่น้อย

ยิ่งกระโดดก็ยิ่งสูง ยิ่งฝึกดังค์ยิ่งแม่นยำมากขึ้น หนึ่งสิ่งที่ติดตัวเขามาตลอดคือ เขาเป็นคนที่มีความมั่นใจสูงมาก และไม่เคยรีรอโอกาส เขาเริ่มคิดเเล้วว่าตัวเองในช่วงวัยรุ่นนั้นสามารถดังค์ได้ดีกว่าเหล่า “ดังค์เกอร์” มืออาชีพ แม้จะยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่นักก็ตาม แต่มีบางสิ่งบอกว่าเขาทำได้แน่หากพัฒนาอย่างถูกต้อง  

"ผมเริ่มรู้สึกว่าผมน่าจะทำได้เทียบเท่าหรือดีกว่าพวกมืออาชีพ เพียงแต่มันยังมีบางสิ่งในตัวผมที่ยังไม่ถูกค้นพบ จากนั้นผมแค่รอให้ใครสักคนหยิบผมขึ้นมา เเละมอบในสิ่งที่ช่วยให้ผมก้าวขึ้นไปอีกระดับได้" เขาเล่าย้อนความถึงจุดที่เริ่มรู้ว่าถ้าพยายามต่อไปจะต้องทำตามฝันได้แน่ เพียงแต่ว่ายังขาดบางสิ่งเท่านั้น


Photo : www.bluesblasters.nl

คิลกาน่อน เริ่มสร้างชื่อหลังยุค 2010 การลองผิดลองถูกของเขาถูกบันทึก และอัพโหลดลงยูทูบมาเป็นเวลานาน จึงเริ่มเข้าตาของทีมดังค์มืออาชีพอย่าง "Dunk Elite" ซึ่งจัดการติดต่อเขาเข้าร่วมทีม และหลังจากนั้นเขาก็ได้ค้นพบการฝึกซ้อมที่ไม่ใช่แค่การกระโดดอย่างเดียวแบบที่เคยทำ

 

เหลาจนเฉียบคม

การจะทำให้ร่างกายเเข็งแกร่งขนาดที่กระโดดสูงกว่านักบาสเกตบอล NBA ได้ไม่มีทางลัด คิลกานอน มีโปรเเกรมฝึกสุดโหดที่ถูกออกแบบมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ


Photo : uwaterloo.ca

เขาจะเริ่มต้นวันด้วยการอยู่ในห้องเวทเทรนนิ่งเพื่อให้ร่างกายงอตัวเพื่อดีดตัวให้สูงขึ้น เขาใช้เวลากับการอยู่ในยิมไม่ต่ำกว่า 2-3 ชั่วโมง และไม่จบเท่านั้น หลังออกจากยิมด้วยตัวที่เหงื่อชุ่มเเล้ว เขาจะมาซ้อมกระโดดดังค์วันละ ครึ่งชั่วโมงบ้าง 3-4 ชั่วโมง และบางครั้งก็มากถึง 9 ชั่วโมง เหตุผลที่ทำไมถึงต้องมากและหนักขนาดนั้น? คิลกาน่อน บอกว่ามันเป็นเรื่องของการสร้างภาพในหัวให้ชัดเจนจนทำในสิ่งที่ยากให้ง่ายลงได้ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ จากหนุ่มไฮสคูลเขาก้าวกระโดดเข้ามาเป็นแชมป์รายการ Sprite Slam Dunk Showdown ในปี 2012 (ซึ่งขณะนั้นเขาอายุเพียง 20 ปี) ได้สำเร็จ 2 ปีแห่งความพยายามยืนยันกับเขาเเล้วว่าการที่เขาคิดว่าตัวเองเป็น “เทพเจ้าแห่งการดังค์” ไม่ใช่เรื่องที่เข้าข้างตัวเองแต่อย่างใด

การเห็นภาพและสามารถจินตนาการท่าทางในการดั๊งค์อย่างเชี่ยวชาญ ทำให้ คิลกาน่อน เป็นผู้คิดท่าดั๊งค์ที่แตกต่างจากที่คนอื่นเห็น เขามีถึง 100 ท่าที่เขาทำมันเป็นคนแรกโดยเฉพาะท่า "แมงป่อง" นั่น คือ ท่ากระโดดให้ตัวเลยแป้นแล้วไขว้แขนอ้อมหลังยัดห่วง ที่เป็นเหมือนลายเซ็นของเขา หลักการฝึกก็ง่ายๆ คือ การทำซ้ำเป็นพันๆ ครั้งในแต่ละท่าเท่านั้นเอง

แต่ละท่าจะถูกขยับความสูงของแป้นขึ้นเรื่อยๆ ระดับจะถูกปรับจนเท่าแป้นบาสที่เเข่งจริงในวันที่เขามั่นใจว่า "ระยะนี้เสร็จแน่" หลายครั้งที่เขาต้องบาดเจ็บจากความผิดพลาดในการฝึกซ้อม แต่เขาไม่หยุดมันง่ายๆ เป้าหมายที่แน่นอนว่าจะต้องการเป็นนักดังก์ที่เก่งที่สุดในโลก คือ แรงผลักดันที่ทำให้เขา ไม่เพียงแต่ออกแบบการฝึกสุดหฤโหดเท่านั้น แต่ยังออกแบบโปรแกรมการรักษาสุขภาพกล้ามเนื้อของตัวเองให้ใช้งานได้อย่างยาวนาน เพราะไม่มีใครรู้ว่าเขาจะกระโดดสูงขนาดนั้นได้ถึงอายุเท่าไหร่ ทั้งการทรงตัว, การส่งพลังตอนกระโดด และตอนเท้าแตะพื้น ทุกอย่างมีการประมวลผลมาเป็นอย่างดี

ขณะที่ใครต่อใครหลายคนเริ่มรู้สึก “ว้าว” ต่อท่าทางการดั๊งค์ต่างๆที่เขาแสดงออกมา คิลกาน่อน ไม่แปลกใจ และไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวใดๆ ทั้งสิ้น เขารับทุกคำชม แถมยังกล้าพูดว่าการฝึกแบบนี้ ทำให้เขาเป็นคนที่ “ดังค์เก่งที่สุดในโลก”


Photo : www.rollingstone.com

"การจะดังค์ได้นั้นต้องระวังให้มากๆเลย การขึ้นดังค์ในท่าทางที่บ้าและอันตรายต้องเกิดใจความรู้สึกที่เด็ดเดี่ยวด้วย ถามว่ามันเกิดขึ้นจากไหน มันก็เกิดขึ้นจากการทำซ้ำเป็นพันๆ ครั้งนั่นแหละ การซ้อมที่บ้าคลั่งทำให้ผมผิดพลาดเป็น 100 ครั้ง และเมื่อผมเห็นความผิดพลาดอย่างชัดเจน ผมจึงสามารถดังค์ได้สมบูรณ์แบบ"

"ผมไม่เคยทำอะไรนอกจากการดังค์ แม้วันรุ่งขึ้นขาของผมจะเจ็บจนต้องร้องโหยหวนยืนแทบไม่ไหว ผมไม่เคยหยุดดังค์แม้อากาศจะติดลบ 35 องศา และหิมะกองเป็นพะเนิน ผมไม่เคยหยุดดังค์ในวันที่ฝนตก เที่ยงคืนถึง 10 โมงเช้าคือเวลาของผม ... เอาง่ายๆ ผมเคยฝึกดังค์แบบไม่หลับไม่นอนถึง 3 วันมาเเล้ว"  

นับตั้งแต่การฝึกอย่างจริงจังและเดินสายดั๊งค์อย่างเต็มตัว คิลกาน่อน คว้าแชมป์ Sprite Slam Dunk Showdown ถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2012 จนถึงปี 2016  รางวัลเหล่านี้ไม่แปลกอะไรเลย เมื่อได้เห็นว่าเขาซ้อมหนักดังที่กล่าวมาเป็นเวลาติดต่อกันเกือบ 8 ปี

ในทุกๆปีจะมีท่าใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ กระโดดข้ามมอเตอร์ไซค์, รถยนต์ หรือหมุนตัว 2-3 รอบ ก็มีมาเเล้ว จนกระทั่งมีการติดต่อให้เขาเข้ามาโชว์ในเกม NBA ออลสตาร์ ปี 2016 ที่เขาจัดการขโมยซีนเหล่าดาวเด่นที่มารวมตัวกันจนดับสนิทเลยทีเดียว

ก่อนหน้าเกม ออลสตาร์ 1 วัน แฟนบาสเพิ่งจะได้ดื่มด่ำกับการแข่งขัน สเเลมดังค์ ในการดวลกันระหว่าง แซ็ค ลาวีน กับ อารอน กอร์ดอน ว่าใครจะเป็นคนที่ดั๊งค์ได้หวือหวาฮือฮาที่สุด ดังนั้นจึงทำให้ช่วงพักระหว่างเกม ออลสตาร์ ซึ่ง NBA ให้ทีม Elite Dunk ขึ้นโชว์สร้างสีสัน แฟนบาสเกตบอลไม่ได้สนใจนัก อาจถึงขั้นละสายตา เพราะพวกเขามารอดูเหล่าซูเปอร์สตาร์ไม่ใช่ทีมโชว์แบบนี้ เช่นเดียวกับทีมออลสตาร์ทั้ง 2 ฝั่ง ที่ซ้อมรับส่งลูกกันอย่างชิลๆ  

จอร์เเดน คิลกาน่อน ปรากฏตัวพร้อมสวมกางเกงยีน วิ่งเข้าไปกระโดดยัดห่วงด้วยท่า "โน ลุค ดังค์" ด้วยความเร็ว และแรงเหลือเชื่อ ทันทีที่เสียงลูกบาสอัดกับตาข่าย ซวบบบ! เสียงเฮก็ลั่นสนามทันที ไม่ใช่แค่เหล่าคนดูเท่านั้น ผู้เล่นระดับสตาร์ดังของ NBA อย่าง ดเวย์น เหวด, คริส บอช, รัสเซลล์ เวสต์บรูค และอีกหลายๆ คนถึงกับกรามค้างกับสิ่งที่พ่อหนุ่มจากแคนาดาคนนี้ได้ทำลงไป หลังจากนั้นชื่อของ จอร์เเดน คิลกาน่อน ก็ไม่ใช่นักยัดห่วงอินดี้อีกเเล้ว เขากลายเป็นดังค์เกอร์กระแสหลักที่ใครก็พูด คลิปการดังค์ในเกม ออลสตาร์ 2016 ตามยูทูปถูกอัพโหลดเป็นร้อยๆคลิปในคืนเดียว บางคลิปถึงกับใช้ชื่อว่า "Best Dunk Of NBA All Star Ever" (การดั๊งค์ที่สุดยอดที่สุดในการเเข่งขันออลสตาร์) เลยทีเดียว

ส่วนคอมเมนต์บนโลกโซเชี่ยลส่วนใหญ่ลงมติสั้นๆ ว่า ... "ถ้าหมอนี่ได้สิทธิ์แข่งขันสแลมดังค์มันคงเป็นแชมป์ไปแล้ว" ซึ่งคำถามนี้ก็มีนักข่าวเอาไมค์ไปจ่อปากเขาว่าคิดว่าจะเอาชนะเหล่านักบาสเกตบอลอาชีพได้ไหม  สิ่งที่เขาตอบคือ “แหงสิ! ก็พวกเขาเป็นนักบาส ผมเป็นนักดังค์นี่หว่า"

แฟนๆ หลายคนที่ไม่เคยติดตามวงการนักดังค์จริงถึงกับสงสัยว่า คิลกาน่อน เล่นให้ทีมไหน? หรือมหาวิทยาลัยใด ทำไมจึงกระโดดได้สูงและดังค์ได้เร็วทั้งที่สวมกางเกงยีนส์ ... แต่ที่น่าสงสัยที่สุด คือ ร่างกายของเขารับกับการฝึกที่เกินมนุษย์มนาขนาดนี้ได้อย่างไรต่างหาก?

 

วิทยาศาสตร์บอกได้...

ความพยายามอย่างหนักเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ คิลกาน่อน เป็นยอดนักดั๊งค์ แต่นั่นก็แค่ส่วนหนึ่ง ร่างกายของเขามีบางสิ่งที่พระเจ้ามอบให้เพื่อมาดังค์เพียงอย่างเดียว แต่สิ่งนี้จะเรียกว่าพรสวรรค์ได้หรือไม่? คงพูดได้ไม่เต็มปากมากนัก แม้ว่าเขาจะมีแต้มต่อจากความสูง 6 ฟุต 1 นิ้ว (185 เซนติเมตร) ที่มีติดตัวก็ตาม


Photo : jordan kilganon(@killerjunior23)

"เขาเป็นนักกระโดดที่โคตรสุดยอดมากๆ และมีโครงสร้างเพื่อเป็นนักกีฬาโดยเฉพาะ" จอร์แดน แคนน่อน นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยวอเตอร์ลู และ ศาสตราจารย์ สจ็วร์ต แม็คกิล ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน ชีวกลศาสตร์เกี่ยวกับกระดูกสันหลังที่มีชื่อเสียงระดับโลก ทั้งสองคือผู้เห็นพลังกระโดดของ คิลกาน่อน และอดสงสัยไม่ได้ว่าเขากระโดดสูงขนาดนั้นได้อย่างไร จนต้องขอวิจัยร่างกายของ "ก็อด ออฟ ดังค์" เป็นกรณีพิเศษ เพราะหากไขความลับนี้ได้มนุษยชาติจะสามารถก้าวข้ามความสามารถทางกีฬาได้อีกขึ้น

แคนน่อน ได้ใช้เทคโนโลยี Electromyography ที่ล้ำสมัยเพื่อวัดการกระตุ้นด้านกล้ามเนื้อของ คิลกาน่อน ซึ่งหลังจากทดสอบดูแล้วพบว่านี่คือความประหลาดที่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป ...

กล้ามเนื้อของ คิลกาน่อน เป็นกล้ามเนื้อชนิดพิเศษที่มีความยืดหยุ่นสูงจนน่าตกใจ กล้ามเนื้อเขาสามารถหด และคลายตัวได้อย่างรวดเร็ว เส้นประสาทต่างๆ ก็ตอบสนองดีกว่าและเร็วกว่า แรงส่งจากกล้ามเนื้อที่เขาใช้กระโดดนั้น มาจากกล้ามเนื้อส่วนสะโพกในการยกตัวขึ้นสูงเหนือพื้น ขณะที่คนธรรมดาใช้แรงจากหัวเข่าร่วมกับการเก็บลำตัวให้ตรง

"ร่างกายของ คิลกาน่อน มีทักษะโดยธรรมชาติ เส้นประสาทและกล้ามเนื้อของเขาทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าคนปกติ กล้ามเนื้อของเขาหด และยืดตัวอย่างรวดเร็วมากในจังหวะที่จะกระโดดตัวขึ้นไป" แคนน่อน ตะลึงกับโครงสร้างพันธุกรรมของหนูทดลองของเขา

"การจะทำได้แบบนี้กล้ามเนื้อของเขาจะต้องเเข็งแรงมากและเขาสามารถควบคุมมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จังหวะระเบิดพลังกระโดดนี่แหละที่สุดยอดเขาสามารถเพิ่มความเร็วได้อีกในการดันตัวขึ้นมา"

"คำอธิบายที่ดีที่สุดเกี่ยวกับกล้ามเนื้อของเขาน่ะเหรอ? ... นี่แหละของขวัญจากพระเจ้าเลย" นักวิจัยสรุปอย่างเรียบง่ายแต่ได้ใจความ


Photo : jordan kilganon(@killerjunior23)

เรียกได้ว่าการฝึกแบบที่ คิลกาน่อน ใช้พัฒนาศักยภาพตัวเองนั้น คือ สิ่งที่ใครก็ทำตามได้หากมีความอึด, ถึก และทนมากพอ ทว่าการจะทำให้กระโดดได้สูงและเร็วในแบบที่เขาทำคือสิ่งที่ "ยากมาก" ที่ใครจะลอกเลียนแบบ เพราะร่างกายที่เกิดมาเพื่อการกระโดดดังค์โดยเฉพาะ แถมยังผ่านการฝึกแบบหฤโหดมาอีกด้วย

 

ข้อแลกเปลี่ยนกับพระเจ้า

ทุกอย่างบนโลกนี้ต่างมี 2 ด้าน ไม่มีสิ่งใดดีหมด 100% และการระเบิดพลังกระโดดของ คิลกาน่อน ก็เช่นกัน


Photo : www.asphalt-chronicles.com | Kevin Couliau

8 ปีที่ผ่านมากับการทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นและประสาทสัมผัสเร็วจี๋ขนาดนี้มีส่งผลเสียกับเขาเหมือนกัน การกระโดดสุดตัวแต่ละครั้ง คือ การดึงเอาพลังจากอนาคตมาใช้ คุณจำที่เขาบอกได้ไหมว่า ทุกเช้าจะต้องตื่นมาพร้อมกับความเจ็บปวดกล้ามเนื้อ นั่นแหละคือข้อแลกเปลี่ยนของการเป็นอันดับ 1 ของโลก

การกระโดดก็เหมือนการทุบกล้ามเนื้อที่เดิมซ้ำๆ เป็นพันๆ รอบ ดังนั้นการพักผ่อนถือเป็นหนึ่งในการซ้อมของ คิลกาน่อน เหมือนกัน เวลากระโดดต้องกระโดดให้เต็มแรง และเวลาพักผ่อนเขาก็ต้องเคร่งครัดอย่างเต็มที่

คิลกาน่อน มีกฎเหล็กอยู่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาซ้อมหนักเพื่อออกงานใหญ่ หลังจากซ้อมอย่างหนักจนสามารถสร้างภาพในหัวจนเกือบอยู่ในระดับไม่ต้องมองแป้นดังค์ได้ เขาจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูกล้ามเนื้อ 48 ชั่วโมงเลยทีเดียว แน่นอนว่าหากเขาคิดจะเป็นนักบาสเกตบอล NBA ขึ้นมา เขาไม่อาจสามารถมีเวลาฟื้นฟูร่างกายแบบนี้ได้แน่ๆ

แม้ดูน่าเสียดาย แต่ตัวของ คิลกาน่อน พอใจมากกับการเเลกเปลี่ยนกับพระเจ้าครั้งนี้ เขามีความสุขกับร่างกายของเขาที่กระโดดได้สูงกว่าใคร เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่เขาต้องการ เขาไม่ต้องการปอดใหญ่ๆ อย่างนักกีฬาอาชีพ เพราะถึงมีเขาก็ไม่ใช้มันอยู่ดี ทุกวันนี้เขายังเป็นคนติดบุหรี่ และไม่ชอบเดินทางไปไหนไกลบ้าน เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการซ้อมกับแป้นส่วนตัว และท่องโลกอินเตอร์เน็ต ... ใครอยากจะเล่นบาสเก็ตบอลเก่งจนครองโลกได้ก็ทำไป  ตัวเขาขอแค่เป็น “ราชาแห่งวงการดังค์” แค่นี้ก็พอแล้ว

"การดังค์คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตผม ผมพยายามจะผลักดันตัวเองให้เกินกว่าขีดจำกัดที่ทำได้ เชื่อสิ คุณจะได้เห็นการดังค์เจ๋งๆ จากผมมากกว่านี้อีก" นี่คือคำตอบของเขาที่ยืนยันว่าเล่นอย่างอื่นไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตามที่สุดเเล้วสิ่งที่ คิลกาน่อน ทำคือประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ในอนาคตหากมีคนที่มีกล้ามเนื้อยืดหยุ่นประสาทสัมผัสที่ว่องไปเหมือนกับเขา ขณะเดียวกันก็มีความแข็งแกร่งสุดถึกระเดียวกับกับ เลบรอน เจมส์


Photo : www.asphalt-chronicles.com | Kevin Couliau

"งานวิจัยของเราไม่หยุดแค่นี้แน่ วิธีการของเขาสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกีฬาชนิดอื่นๆ ได้แน่นอนเพื่อเพิ่มการกระโดดที่มีประสิทธิภาพ การสร้างนักกีฬาที่ไร้เทียมทานนั้น เราจำเป็นต้องศึกษาจากกระบี่มือหนึ่งเสียก่อน นี่แหละเหตุผลที่เราต้องมาวิจัยกับชายที่ทื่อ จอร์เเดน คิลกาน่อน คนนี้ยังไงล่ะ" กลุ่มนักวิจัยกล่าวทิ้งท้าย

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.just-fly-sports.com/interview-with-jordan-kilganon/
https://uwaterloo.ca/applied-health-sciences/whats-secret-behind-jordan-kilganons-epic-slam-dunks
https://www.complex.com/sports/2015/06/jordan-kilganon-greatest-dunk-ever ถามตอบ
https://bleacherreport.com/articles/2747154-dunking-on-their-deathbeds-nba-players-on-delaying-basketball-mortality
http://www.espn.com/sportsnation/story/_/id/15669490/meet-jordan-kilganon-high-flying-dunker-wants-do-else
https://www.rollingstone.com/culture/culture-sports/meet-jordan-kilganon-the-dude-who-dunked-in-jeans-47608/
https://ftw.usatoday.com/2016/11/pro-dunker-jordan-kilganon-upside-down-dunk-what



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง