Stories

ราชาในคราบราชินี : เปิดตำนาน 2 บทเพลงที่ ‘Queen’ พาดนตรีก้าวข้ามโลกสู่กีฬา



ปี 1968 กลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยลอนดอน อย่าง ไบรอัน เมย์, โรเจอร์ เทย์เลอร์ และ ทิม สตัฟเฟิล ได้ตั้งวงดนตรีเล็กๆ ขึ้นมาชื่อว่าวง Smile พวกเขาเป็นวงที่มีงานเล่นในผับเล็กๆ ในกรุงลอนดอน เพียงแต่ว่ายังขาดฟรอนท์แมนที่มีพลังเสียงและลีลาบนเวทีชนิดที่ว่า "เอาอยู่" ทุกสถานการณ์


 

กระทั่งต่อมาไม่นานพวกเขาได้พบนักศึกษาเชื้อสายอินเดียนาม ฟารุก บัลชารา หรือที่โลกรู้จักกันในภายหลังภายใต้ชื่อใหม่ว่า "เฟร็ดดี้ เมอร์คิวรี"

หลังจากนั้นวงดนตรีแนว โอเปร่า ร็อค ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ชื่อ Queen วงที่ทำดนตรีให้หลุดพ้นจากจักรวาลแห่งเสียงเพลงไปได้ด้วยเหตุผลและวิธีคิดที่เรียกได้ว่า "มาก่อนกาล"

การรวมตัวกันครั้งนี้ (ซึ่งรวมถึงตอนที่ จอห์น ดีคอน เข้ามาแทนที่ ทิม สตัฟเฟิล ผู้ออกไปอยู่กับวงอื่นด้วย) เปลี่ยนโลกดนตรีไปอย่างมหาศาล Queen เปิดโลกทัศน์ด้วยวิธีทำดนตรีแบบใหม่ ไม่มีกลุ่มคนฟังกลุ่มไหนที่พวกเขาเข้าไม่ถึง แม้แต่ในวงการดนตรีอเมริกันที่ยากมากที่วงจากอังกฤษจะตีตลาดได้

แต่ Queen ระเบิดทุกชาร์ตเพลงทั่วโลกอย่างง่ายดาย โดยเฉพาะอัลบั้มที่ 4 Night at the Opera ในปี 1975 ที่ก่อกำเนิดซิงเกิลระดับตำนานอย่าง Bohemian Rhapsody ที่มีทำนองหกช่วงตลอดทั้งเพลง จัดเต็มและใส่รวมกันอย่างกลมกล่อมทั้ง A Cappella, Ballad, Guitar Solo, Opera, Hard Rock, Outro

ไม่เคยมีดนตรีแบบนี้เกิดขึ้นบนโลก นี่คือศาสตร์แขนงใหม่ และทำให้ เฟร็ดดี้ กลายเป็น ร็อคสตาร์ ของโลกคนแรกที่มาจากอังกฤษ...

แม้ Bohemian Rhapsody จะประสบความสำเร็จอย่างมากในต่างประเทศ แต่เพลงนี้ไม่ได้มีอิทธิพลมากมายจนถึงขั้นที่เข้าถึงคนทั้งโลกที่ไม่ใช่แค่คอดนตรี

ดังนั้นวิธีการคิดและผลิตงานที่ยากและซับซ้อน จึงถูกแก้ไขใหม่อีกครั้งให้ง่ายขึ้นและกลับสู่พื้นฐานให้มากที่สุด หนนี้พวกเขาพิสูจน์ตัวเองว่า ไม่ว่าแนวทางไหน Queen คือวงดนตรีที่สามารถเขย่าโลกทั้งใบ แม้คนที่ไม่เคยฟังเพลงของพวกเขามาก่อนก็สามารถร้องตามได้อย่างง่าย

2 ซิงเกิ้ลในอัลบั้มปี 1977 อย่าง We Will Rock You และ We Are the Champions พาเข้าของผลงานของมันหลุดจักรวาลแห่งดนตรีได้อย่างไร…  

 

Queen Never Walk Alone

ย้อนกลับไปในปี คศ.1975 ในเวลานั้น Queen ขึ้นแท่นเป็นวงดนตรีที่โด่งดังไปทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะแค่ในเกาะอังกฤษ

พวกเขามีงานโชว์ทั่วยุโรป, อเมริกา ตลอดจนฝั่งเอเชียที่ ญี่ปุ่น นับเป็นช่วงเวลา 1 ปีเต็มที่พวกเขาได้ขยายฐานแฟนเพลงออกไปทั่วโลก ด้วยเนื้อหา, ดนตรี ตลอดจนการแสดงสดที่เอาคนได้อยู่หมัด และกลายเป็นวงดนตรีที่ไม่ว่าจะไปแสดงที่ไหน ผู้คนก็จะหลั่งไหลเข้ามาชมกันอย่างเนืองแน่นเสมอ

18 กันยายน 1976 Queen ได้รับการช่วยเหลือจาก ริชาร์ด เเบรนสัน เจ้าของอาณาจักร Virgin จัดฟรีคอนเสิร์ตที่ ไฮด์ พาร์ค

คอนเสิร์ตนี้เกิดขึ้นจากความต้องการที่จะคืนกำไรให้คนดูหลังจากความสำเร็จของพวกเขาตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สมาชิกวงสวมชุดสีขาวเดินขึ้นสู่เวทีต่อหน้าแฟนเพลง 200,000 คน ทำลายสถิติคนดู ที่เคยมีมาในประวัติการณ์การจัดแสดงคอนเสิร์ตของสหราชอณาจักร

เซ็ตลิสต์ทั้ง 21 เพลงถูกจัดเรียงไว้อย่างดี Queen เปิดตัวด้วยเพลง A Day At The Races ที่เป็นการออกอากาศครั้งแรก ณ เวทีดังกล่าว เพราะในเวลานั้นพวกเขากำลังบันทึกอัลบัมใหม่อยู่ และยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี  

แต่สมาชิกวง ก็ต้องทำให้แฟนๆ 2 แสนกว่าชีวิต ต้องแปลกใจ เมื่อจัดการเปลี่ยนลำดับการเล่นเพลง โดยนำเอา Bohemian Rhapsody ที่ถูกวางไว้เป็นเพลงปิดท้าย ขึ้นมาเล่นเป็นเพลงที่ 2 แบบสุดเซอร์ไพรส์....แค่อินโทรขึ้นเท่านั้นกลุ่มคนดูที่นั่งอยู่กับพื้นหญ้าก็ลุกขึ้นตะโกนร้องเพลงนี้อย่างสุดเสียงทำให้คอนเสิร์ตถูกติดไฟขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งแรก

เซอร์ไพรส์ดอกใหญ่ นอกจากจะทำให้เกิดชีวิตชีวาเเล้ว ยังส่อเค้าความวุ่นวายอีกด้วย ว่ากันว่า ณ วันนั้นคนดูกว่า 90% ไม่สามารถมองเห็นเวทีได้ ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มหากระป๋อง, ขวด เพื่อเขวี้ยงไปข้างหน้าด้วยความไม่สบอารมณ์ คนร่วม 2 แสนคนกำลังเดือดแต่เเล้วเสียงของเฟร็ดดี้ก็ดังขึ้นหยุดความบ้าคลั่งได้อย่างชะงัดแบบไม่น่าเชื่อ

"ผมได้รับการขอร้องจากกรมตำรวจมาเเล้วนะ เราอยากให้ทุกคนสงบสติอารมณ์ลง อะไรก็ตามที่พวกคุณโยนมันออกมาผมขอให้หยุดและอยู่ในความสงบเสีย นั่งลงซะ และจงฟังสิ่งที่เราจะเล่าให้ดี" เฟร็ดดี้ ว่าแค่นั้น และทุกอย่างก็กลับสู่สภาวะปกติ

เมื่อความสงบเข้ามาก็ได้เวลาที่ Queen จะเนรมิตคอนเสิร์ตครั้งนี้ ให้เป็นไลฟ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไบรอัน เมย์ จัดการขยี้สายกีตาร์ออกมาเป็นท่อนโซโล่ เพื่อให้คอนเสิร์ตดำเนินต่อไป เซ็ตลิสต์ที่จัดเตรียมไว้ทั้ง 21 เพลงทำหน้าที่ขับเคลื่อนอารมณ์คนดูให้ไปในทิศทางเดียวกับสิ่งที่วงต้องการจะสื่อ

ก่อนจะถึงเพลงสุดท้าย ไบรอัน เมย์ กล่าวถึงเพลงที่จะเล่นอย่างเขินอาย เขาบอกว่า "นี่คือเพลง In The Lap Of The Gods หรืออะไรอะไรเทือกนั้น"

แฟนเพลงร้องร่วมกันจนจบเพลง และสุดท้ายเมื่อเสียงจากวงสิ้นสุดลงเป็นก็ถึงช่วงเวลาที่แฟนๆ จะตอบกลับถึง 21 เพลงที่จุใจและเต็มอิ่ม มีเสียงเพลงๆหนึ่งดังขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพลงของพวกเขา

สมาชิกวงกำลังตั้งใจฟัง และพบว่ามันคือเพลง You’ll Never Walk Alone เพลงคลาสสิกที่เป็นเหมือนเพลงชาติของวงการฟุตบอลดังขึ้นจากเหล่าแฟนเพลง

ความหมายของแฟนเพลง คือการประกาศจุดยืนว่าพวกเขาจะอยู่เคียงข้างกับ Queen ไปตลอดกาล นี่คือคำขอบคุณจากกว่า 200,000 ชีวิต เพียงแต่ว่านี่คือ Queen...พวกเขารับสารมา และเเปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า และหมายความถึงพวกเขาเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น

 

2 เพลงเขย่าโลก

การแสดงสดที่ ไฮด์ พาร์ค กลายเป็นตัวชี้วัดว่าพวกเขาใหญ่คับเมือง ไบรอัน เมย์ ยังคงยืนยันว่านี่คือไลฟ์ที่มีความหมายต่อวงเป็นอย่างมาก และได้เปลี่ยน Queen ให้กลายเป็นวงที่ทะเยอทะยาน ไม่หยุดแค่ความยิ่งใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า แต่ต้องก้าวต่อไปทำในสิ่งที่ใครทำไม่ได้

"มันสร้างเราจริงๆ แหละ" ไบรอัน กล่าวถึงไลฟ์ในปี 1976 "ผมคิดว่า ไฮด์ พาร์ค คือหนึ่งในคอนเสิร์ตที่สำคัญที่สุดในอาชีพนักดนตรีของเรา เราเดินทางไปหลายที่ได้รับความรักจากหลายประเทศ แต่อังกฤษเรายังไปไม่สุด...เราเองไม่ค่อยแน่ใจว่าเราจะได้รับการยอมรับจากที่นี่มากแค่ไหน จนกระทั่งได้รับรู้จากคอนเสิร์ตที่ยอดเยี่ยมนี้ แฟนเพลงตอบกลับเราอย่างยิ่งใหญ่"

ภาคส่วนของความภูมิใจจบลงอย่างรวดเร็ว แม้จะยิ่งใหญ่แต่ Queen ไม่ต้องการให้ใครร้อง You’ll Never Walk Alone ให้กับพวกเขา

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความหยิ่งยโสแต่อย่างใด เพียงแต่ว่ากลุ่มคนดูมักจะร้องเพลงนี้ตามคอนเสิร์ตต่างๆ ของวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่วงอื่นๆ เพื่อขอบคุณ Queen จึงอยากจะทำเพลงที่ทำให้แฟนเพลงได้มีส่วนร่วมไปพร้อมกับแนวทางของวง ว่าเเล้ว 2 ผู้นำวงอย่าง เฟร็ดดี้ และ ไบรอัน จึงผนึกกำลังคิดเพลงขึ้นมา 2 เพลง และถือโอกาสทำไปพร้อมๆ กับอัลบั้มที่ 6 ที่วางแผนจะปล่อยออกมาหลังจากคอนเสิร์ตจบลง

"You'll Never Walk Alone ถือเป็นเพลงที่เกี่ยวข้องและฮิตมากับวงร็อคในยุคนั้น หากคุณไปดู Led Zeppelin และ The Who คุณแทบอยากจะยิงตัวตายเลย เพราะว่าร้องตามไม่ได้ ดังนั้นผมจึงอยากจะเขียนบางสิ่งออกมาที่ทำให้คนนี้เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันกับวงดนตรีได้" ไบรอัน เมย์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของความคิดนี้

ระหว่างที่ ไบรอัน กำลังเขียนเนื้อเพลงที่บ่งบอกถึงแนวทางที่จะเป็นลายเซ็นของวง เขาได้แรงบันดาลใจเพลงนี้มาจากเพลงกล่อมเด็กเพลงหนึ่งที่มีชื่อว่า "We Will Rock You"

เนื้อเพลงบอกเล่าถึง 3 ช่วงอายุลูกผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่เคยเกรงกลัวต่อสิ่งใดแม้ว่าจะเคยผิดหวังและเจ็บปวดมาก่อน ไม่ว่าจะ วัยเด็ก,วัยรุ่น และ วัยชรา .... และปิดท้ายด้วยถ้อยคำที่ทรงพลังทรงพลัง  'We Will We Will Rock You' แปลแบบให้ถึงอารมณ์คงประมาณว่า "เดี๋ยวมึงเจอกูแน่" ภาคของเนื้อร้องจบลงด้วยตามที่ว่า แต่ในส่วนของดนตรีจากที่เคยคิดไว้ว่าจะใช้เสียงเบสและกลอง แต่สมาชิกวงก็ออกเสียงตรงกันว่า องค์ประกอบเพลงนี้ต้องเรียบง่ายเพื่อให้เขาถึงแฟนๆ จนกลายมาเป็นทำนอง "ตึ่ง ตึ่ง โป๊ะ" ที่มาจากการ ย่ำเท้า 2 ครั้งและปรบมืออีก 1 ครั้ง  

"นอกจากเสียงร้องเราไม่ใส่อย่างอื่นเลย ไม่มีกลอง, ไม่มีเบส เราต้องการแค่การปรบมือและกระทืบเท้า กีตาร์ คือเครืองดนตรีเดียวที่เราใส่ไป มันคือเพลงที่แปลกแต่เพราะเราทำเพื่อให้แแฟนเพลงมีส่วนร่วม" โรเจอร์ เทย์เลอร์ หนึ่งในสมาชิกวงกล่าวถึงจุดเริ่ม

"เมื่อคุณอยู่กลางวงคอนเสิร์ตมันเป็นเรื่องยากที่ขยับตัวได้ แต่อย่าลืมสิคุณกระทืบเท้ากับปรบมือ แล้วตะโกนเสียงให้มาถึงเราได้" ไบรอัน เมย์ ย้ำถึงเเนวคิดดังกล่าวนี้

เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อ ไบรอัน เมย์ ปล่อยทีเด็ดออกมาใน We Will Rock You เฟร็ดดี้ ก็จัดการซัดอีกหนึ่งเพลงในอัลบั้มนี้คือ  We Are the Champions ... 3 นาที ผ่านเปียโนและเสียงร้องของ เฟร็ดดี้ ตอบโจทย์ทุกอย่าง แฟนเพลงจะสามารถร้องและโบกมือไปพร้อมกับวงได้ตามที่พวกเขาหวังจะให้เป็น หลังจากนี้ก็ต้องรอคำตอบจากแฟนๆ แล้วว่าสิ่งที่พวกเขาตั้งใจจะสื่อสามารถส่งไปถึงผู้รับหรือไม่

อัลบั้ม News of The World ปี 1997 ของ Queen ถูกชูโรงด้วย We Will Rock You และ We Are the Champions ส่งผลให้วงประสบความสำเร็จถึงขีดสุดยิ่งกว่าเดิม นี่คือเพลงที่ข้ามกาลเวลาอย่างแท้จริง

We Will Rock You ถูกศิลปินดังยุคหลังๆอย่าง Guns N' Roses, U2 และ Nirvana เคยใช้เล่นในคอนเสิร์ตของพวกเขามาเเล้วทั้งนั้น ขณะที่ไต่ขึ้นชาร์ตเพลงทั่วโลกทั้งในยุโรปและอเมริกา

ส่วนสิ่งที่นอกเหนือจากความดังที่ทางวงอยากได้นั่นคือการทำให้แฟนเพลงเข้าถึงและใช้ทั้ง 2 เพลงร่วมร้องไปพร้อมๆ กันกับวงก็ได้คำตอบที่น่าประทับใจ  We Will Rock You กลายเป็นเพลงดังที่สุดเพลงหนึ่งของ Queen และมักจะถูกรับเลือกให้ใช้เพื่อกระตุ้นเเฟนเพลงมีส่วนร่วม และที่เหลือร้ายกว่านั้นคือ We Will Rock You ถูกเลือกให้ใช้ในการแข่งขันกีฬาของเหล่าอเมริกันชนไม่ว่าจะเป็นฮ็อคกี้และเบสบอล

ส่วน We Are the Champions ถูกจดจำจากในคอนเสิร์ต Live Aid ที่สนามเวมบลี่ย์ชนิดที่ว่าแฟนบอลเต็มความจุ เสียงของแฟนๆ ที่ร้องตามและการแผดเสียงของ เฟร็ดดี้ คือสิ่งที่โลกนี้ลืมไม่ลง นอกจากนี้ We Are the Champions กลายเป็นเพลงที่อยู่คู่กับวงการกีฬาไปโดยปริยาย เสียงเพลงนี้จะดังขึ้น หลังการคว้าแชมป์หรือการเฉลิมฉลองแชมป์ เพราะเพลงนี้ฟังแล้วมันให้ความรู้สึกถึงพลังแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่

 

ตรงความหมาย แต่ไม่ได้ตั้งใจ

"ให้ตายเถอะเราไม่เคยคิดเลยว่าเพลงของเราจะมาเกี่ยวข้องกับกีฬา อย่าเข้าใจผิดล่ะเรื่องนี้สุดยอดจริงๆ แต่ผมน่ะใช้ชีวิตในวงดนตรีมาตั้งแต่เด็ก กีฬานี่ผมไม่เคยคิดจะเเตะเลยด้วยซ้ำ ผมก็คิดๆ มาตลอดว่าถ้าเล่นดนตรีแล้วสาวจะกรี๊ดกว่าไปเตะฟุตบอลแน่นอน" โรเจอร์ เทย์เลอร์ มือกลองของวงยอมรับว่าเรื่อง เพลง กับ กีฬา คือสิ่งที่เขาไม่คิดว่ามันจะมาบรรจบกันได้หมดจดขนาดนี้

นอกจาก We Will Rock You และ We Are the Champions จะกลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตเเล้วจะห็นได้ว่าทั้งสองเพลงก้าวข้ามโลกของดนตรีไปสู่โลกของกีฬาได้อย่างน่าทึ่ง โลกนี้อาจจะมีหลายเพลงที่ถูกเลือกใช้ในเทศกาลกีฬาต่างๆ แต่ไม่มีเพลงไหนอมตะเท่ากับ 2 เพลงจากปี 1977 ของ Queen   

ส่วนของ We Will Rock You ไม่ต้องพูดถึง เนื้อเพลงที่บ่งบอกถึงความอยากจะเป็นผู้ชนะแบบไม่กลัวใคร ทำให้มันเหมาะกับเกมกีฬาเป็นอย่างยิ่ง

"จุดเด่นของเพลงนี้คือเสียงคอรัสที่เป็นเหมือนท่อนสังหารเลย เรามักจะจบโชว์ของเราด้วย We Will Rock You เพลงนี้จะเป็นเพลงสุดท้ายที่ดีที่สุด แต่ผมยอมรับนะว่าผมแปลกใจมากที่มันกลายเป็นสุดยอดเพลงของวงการกีฬา ผมเองก็ไม่คิดถึงเรื่องนี้ไว้ก่อนหรอก" ไบรอัน เมย์ กล่าวว่าสิ่งที่คนดูทำในคอนเสิร์ตกับในสนามแข่งขันกีฬานั้นไม่ต่างกัน ความเรียบง่ายของจังหวะและประสานเสียงกันได้คือจุดกำเนิดแห่งความอมตะที่อยู่คู่กับโลกกีฬาจนถึงทุกวันนี้

ทั้ง We Will Rock You และ We Are the Champions นั้นถือว่าความบังเอิญแบบกึ่งหนึ่ง....พวกเขาไม่ได้ตั้งใจให้เพลงมาในทิศทางนั้น เพียงแต่ว่าจุดกำเนิดจุดเล็กๆ ในส่วนขั้นตอนของการเขียนเนื้อเพลงกลับมีส่วนต่อการข้ามข้ามเส้นแบ่งระหว่างดนตรีและกีฬาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

"ตอนเขียนเพลง We Are the Champions ผมคิดถึงการแข่งขันฟุตบอลอยู่ ผมนึกถึงเพลงเชียร์ของที่แฟนฟุตบอลมักจะพร้อมใจร้องกันในสนาม มันเป็นการกระทำโดยที่ไม่ได้นัดหมายอย่างน่าทึ่ง และถูกตีความไปในทางเดียวกัน ผมเลยคิดว่า ผมก็ทำแบบนี้ได้ในแนวทางของเรา หลังจากนั้นเราก็ทำมัน ไม่มีกุหลาบโรยบนเตียงเหมือนกับที่เนื้อเพลงว่า การเขียนเพลงนี้ไม่ง่ายเลยจริงๆ" เฟร็ดดี้ พูดถึงจุดเริ่มต้นที่อยากจะทำเพลงให้แฟนเพลงร้องได้ เหมือนที่แฟนบอลร้องพร้อมกันเวลาที่เชียร์ฟุตบอลในสนาม  

แม้จะเป็นแค่เพียงการนึกภาพและแรงบันดาลใจจากเกมฟุตบอล แต่เมื่อ เฟร็ดดี้ ถ่ายทอดด้วยการร้องเพลงนี้ให้เพื่อนๆ ในวงฟัง ทุกคนหันมองหน้าเขาอย่างพร้อมเพรียงและรู้สึกได้ถึงสิ่งที่เฟร็ดดี้ต้องการจะสื่อ

"ผมจำได้ว่าผมรู้สึกตกใจมากตอนที่ เฟร็ดดี้ ร้องเพลงนี้ครั้งแรก ผมคิดในใจทันที เอาล่ะทุกคนเข้าถึงความรู้สึกของเขาแน่ๆ" ไบรอัน เมย์ ชายผู้ได้ฟัง We Are the Champions เป็นคนแรกบอกเล่าถึงความรู้สึกก่อนที่เพลงๆ นี้จะยิ่งใหญ่คับโลก

ต้นกำเนิดที่ We Are the Champions นิยมในการเปิดหลังจากเกมนัดชิงชนะเลิศเกิดขึ้น หลังจากที่เพลงถูกปล่อยมาเเล้ว 1 ปี และไม่ได้เกิดขึ้นที่อังกฤษบ้านเกิดของวงอีกด้วย มันไปดังที่อีกฟากโลกเเละเกิดขึ้นในสนามบาสเก็ตบอล และที่สำคัญคือเพลงนี้ไม่ได้ถูกร้องขึ้นโดยทีมที่เป็นเเชมป์

เเดน เอปสไตน์ นักเขียนเกี่ยวกับดนตรีของนิตยสาร Rolling Stone ไล่ย้อนเหตุการณ์ที่เพลง We Are the Champions ดังกระหึ่มฝังหัวเขาและเขย่าวงการอเมริกันเกมส์

"มีประวัติอันยาวนานในด้านกีฬาของพวกบริเตน แฟนบอลมักจะร้องเพลงแบบนี้และ แต่ละวัฒนธรรมของอเมริกาไม่เหมือนกันโดยเฉพาะเรื่องการพร้อมใจกันร้องเพลง มีเพลงอย่าง Take Me Out to the Ballgame หรือเพลงของมหาวิทยาลัย แต่มันก็ยังไม่มากพอที่จะบ่งบอกถึงการเป็นแชมเปี้ยนส์ได้"

"ผมยังจำได้ชัดเลยมันเกิดขึ้นในการเเข่งขันบาสเก็ตบอล NCAA รอบชิงชนะเลิศปี 1978 เป็นการเจอกันระหว่าง ดุ๊ก และ เคนตั๊กกี้ ตอนนั้นเคนตั๊กกี้ผูกขาดเเชมป์มานานและก็เอาชนะไปได้ เพียงแต่ว่าทีม ดุ๊ก ที่เป็นผู้เเพ้และกลุ่มแฟนๆ ร่วมร้องเพลง We Are the Champions เหมือนกับว่า ให้ตายสิวะเราไม่ชนะ แต่เราก็สู้เต็มที่เเล้วเท่าที่จะทำได้ การสู้แบบนี้ก็ไม่แตกต่างอะไรกับการเป็นแชมป์หรอก"

"ความทรงจำครั้งนั้นติดอยู่ในหัวผมเสมอมา นี่คือเพลงของผู้กล้าที่ถึงแม้จะแพ้แต่พวกเขาก็ไม่สะทกสะท้านอะไรเลย" นักเขียนมือเก๋าที่เคยสัมภาษณ์ Queen เขียนผ่านเว็บไซต์ www.rollingstone.com

ด้วยเนื้อเพลงที่มีความหมายที่ เราคือผู้ต่อสู้ชั้นเยี่ยมเพื่อนรัก....เราต้องสู้ต่อไปจนถึงที่สุด เราคือสุดยอดนักสู้ ไม่มีเวลาสำหรับผู้แพ้เพราะเราคือผู้ต่อสู้ชั้นเยี่ยม (ของโลก) เพลงนี้จึงกลายเป็นบทเพลงที่อยู่คู่กับวงการกีฬาและกระหึ่มแบบสุดๆ ในปี 1994 ที่กลายเป็นเพลงธีมหลักประจำฟุตบอลโลกที่ สหรัฐอเมริกา อีกด้วย

ทุกการทำงานหนักและไม่หยุดนิ่งของ Queen ทำให้ทุกอย่างก้าวไปแบบเหนือความคาดหมาย หากพวกเขาพอใจกับเสียงที่แฟนๆ ร้องเพลง You'll Never Walk Alone ในวันนั้น โลกใบนี้อาจจะต้องแสวงหาบทเพลงที่สามารถร้องในสนามกีฬาได้โดยไม่รู้สึกระคายเคืองหูเหมือนกับที่ We Will Rock You และ We Are the Champions ทำได้

เหนือสิ่งอื่นใด การจะทำให้เป็นที่จดจำไปตลอดกาล ต้องอาศัยความแตกต่างที่ไม่อาจมีใครเลียนแบบได้ แม้แต่คนที่มีส่วนร่วมในการเขียนยังยอมรับว่า ทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงของตัวเอง มันยังสร้างความรู้สึกขนลุกได้เสมอ

“เหมือนมันมีอะไรบางอย่างจุกตรงลำคอตลอดเวลา และแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ขนลุกเวลาได้ยินเพลงนี้”

“จริงๆ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากนะ เพราะมันเป็นการตอบรับที่ดีที่สุดเท่าที่โลกนี้จะมีให้กับเพลงของเรา เห็นได้ชัดว่าเด็กรุ่นใหม่ยังคงมีเพลงนี้อยู่ในใจเสมอ แม้บางครั้งพวกเขาไม่รู้ว่าเป็นเพลงของใครก็ตาม”  ไบรอัน เมย์ กล่าวทิ้งท้าย


แหล่งอ้างอิง

https://www.billboard.com/articles/columns/rock/7972856/queen-we-will-rock-you-we-are-the-champions-jock-jam-interview
http://americansongwriter.com/2014/02/queen-champions/
https://www.billboard.com/articles/columns/rock/7972856/queen-we-will-rock-you-we-are-the-champions-jock-jam-interview
http://www.queenlive.ca/queen/76-09-18.htm
https://www.guitarthai.com/webboard/question.asp?QID=384096
https://www.radiox.co.uk/artists/queen/why-did-queen-write-we-will-rock-you



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง