Stories

จำกันได้บ้างไหม? เปิดตำนาน PUMA กับความทรงจำ ‘มหัศจรรย์’ ในฟุตบอลโลก




สำหรับ "ฟุตบอลโลก" มหกรรมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ… อันที่จริง "PUMA" ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีความสัมพันธ์กับการแข่งขันนี้มาอย่างยาวนาน… Main Stand ขอเท้าความเล่าให้ฟัง

 

ครั้งแรกในฟุตบอลโลก

อันที่จริง PUMA มีชื่อปรากฎทางสื่อเป็นครั้งแรกก็เมื่อฟุตบอลโลกปี 1958 ที่ประเทศสวีเดน ซึ่งรองสตั๊ดของพวกเขาเป็นสตั๊ดที่ผลิตจากประเทศเยอรมันเจ้าเดียวที่นักกีฬาเลือกสวมในรอบชิงชนะเลิศคราวนั้น และทาง PUMA ได้ลงโฆษณาแสดงความยินดีกับการคว้าแชมป์โลกสมัยแรกของทีมแซมบ้าอีกด้วย ก่อนที่ในครั้งต่อมาเมื่อปี 1962 ที่ประเทศชิลี เปเล่ สตาร์ดังเบอร์ 1 ของทีมชาติจะสวมสตั๊ดยี่ห้อนี้ลงสนามต่อเนื่อง

 

โมเม้นต์มหัศจรรย์

เหตุการณ์ที่เป็นตำนานที่สุดของ เปเล่ กับ PUMA เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกปี 1970 เมื่อ 2 บริษัทผู้ผลิตรองเท้าจากประเทศเยอรมันที่เป็นคู่แข่งกัน ตกลงเซ็นสัญญา “Pele Pact” ที่จะไม่ให้ เปเล่ สวมสตั๊ดของค่ายใดค่ายหนึ่ง ทว่า ฮานส์ เฮนนิงเซ่น ตัวแทนจาก PUMA ที่ได้รับมอบหมายให้ไปเกาะติดทีมชาติบราซิลก่อนฟุตบอลโลกคราวนั้น ทำให้ เปเล่ ยอมเซ็นสัญญากับทาง PUMA ได้สำเร็จ โดยได้รับค่าจ้างสูงถึง 120,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

 

และฟุตบอลโลกครั้งนั้น เปเล่ ก็โชว์ผลงานได้สุดยอดที่สุดเท่าที่เคยลงสนามในศึกฟุตบอลโลก กับการยิงไป 4 ประตู นำทีมแซมบ้าคว้าแชมป์โลกสมัย 3 ได้สำเร็จ พร้อมได้รับขนานนามให้เป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20

หลังจากนั้น PUMA ก็ได้เซ็นสัญญานักเตะชื่อดังให้สวมสตั๊ดของพวกเขาลงสนามอย่างต่อเนื่อง ทั้งในปี 1974 ที่ โยฮัน ครัฟฟ์ ไม่เพียงแต่จะใส่สตั๊ดแบรนด์นี้ลงสนามพาทีมชาติฮอลแลนด์คว้ารองแชมป์โลกปี 1974 เท่านั้น เขายังอาจหาญเลาะแถบเสื้อทีมชาติที่ผลิตโดยแบรนด์คู่แข่ง สร้างเอกลักษณ์แบบไม่มีใครเหมือน

 

รวมถึง ดีเอโก้ มาราโดน่า อีกหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 ที่พาทีมชาติอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์โลกปี 1986 อย่างยิ่งใหญ่ ประตูสุดงามที่เขาแหวกผู้เล่นทีมชาติอังกฤษเข้าไปทำประตูอย่างสวยงามในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก็บังเกิดขึ้นจากสตั๊ดของ PUMA เช่นกัน

 

ฟุตบอลโลก 2018

สำหรับฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งกำลังจะเปิดฉากในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ PUMA ยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันอันยิ่งใหญ่เช่นเดิม ด้วยการเป็นผู้ผลิตชุดแข่งขันให้กับ 4 ชาติที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย อย่าง อุรุกวัย, สวิตเซอร์แลนด์, เซอร์เบีย รวมถึง เซเนกัล

 

เริ่มจาก อุรุกวัย แชมป์โลก 2 สมัยในปี 1930 และ 1950 ซึ่งเคยสวมชุดแข่งของ PUMA ลงสนามมาแล้วในฟุตบอลโลกปี 1990 ที่ประเทศอิตาลี กลับมาเซ็นสัญญาร่วมงานกันอีกครั้งตั้งแต่ปี 2006 ก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวสู่ยุคทองร่วมกัน เมื่ออุรุกวัยทำผลงานสุดยอดในเวทีนานาชาติ คว้าอันดับ 4 ฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ รวมถึงแชมป์โคปา อเมริกา 2011 ที่ประเทศอาร์เจนติน่ามาแล้ว จนทำให้ PUMA เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์เคียงข้างความสำเร็จโดยปริยาย

 

ด้าน สวิตเซอร์แลนด์ เป็นพันธมิตรกับ PUMA อย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาพัฒนาฝีเท้าจนก้าวขึ้นมาเทียบชั้นกับทีมระดับโลก รวมถึงการคว้าแชมป์โลกรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปีเมื่อปี 2009 ถือเป็นอีกคู่ความสัมพันธ์ที่แยกจากกันไม่ขาด

 

ส่วน เซเนกัล ก็เป็นอีกรายที่มีความสัมพันธ์กับทาง PUMA อย่างยาวนาน ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมงานกันตั้งแต่ปี 2004-2016 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งชาติสำคัญที่ทาง PUMA สร้างชื่อในตลาดแอฟริกา ก่อนที่พวกเขาจะกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในการสู้ศึกฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้

 

ขณะที่ เซอร์เบีย ถือเป็นพันธมิตรรายล่าสุดที่ได้ร่วมงานกับ PUMA ตั้งแต่ปี 2017 ที่ผ่านมานี้เอง โดยหนึ่งในสาเหตุสำคัญของความเป็นพันธมิตรครั้งนี้ คือความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในการดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร

 

นอกจากนี้ ยังมีนักเตะดังหลายราย ที่เตรียมสวมรองเท้าสตั๊ดของ PUMA ในฟุตบอลโลกหนนี้กับคอลเลคชั่น "Illuminate the Game" ทั้ง อองตวน กรีซมันน์ สตาร์เบอร์ 1 ทีมชาติฝรั่งเศส ที่จะสวมสตั๊ดรุ่น FUTURE 2.1 NETFIT ลงทำการแข่งขัน ขณะที่ เซร์คิโอ "กุน" อเกวโร่ ดาวยิงทีมชาติอาร์เจนติน่า จะเลือกสตั๊ดรุ่น ONE 1 ลงสนาม



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง