Stories

เล่าผ่านแฟนพันธุ์แท้ NBA : การปฏิวัติ “แฟชั่น” ในวงการยัดห่วงมะกัน ที่เกิดขึ้นเพราะคนๆเดียว



เมื่อพูดถึงการเล่นที่เร้าใจ การครอสโอเวอร์อันยอดเยี่ยม การทำสกอร์ได้ทุกนาที รวมถึงการเล่นที่ว่องไว ดุดัน และมีจิตใจที่ห้าวหาญอยากเอาชนะ แน่นอนหนึ่งในนักบาสเกตบอล ที่เราต้องนึกถึงคงหนีไม่พ้น “เอไอ” อัลเลน ไอเวอร์สัน การ์ดผู้สูง  6 ฟุต (183 ซม.) ผู้เป็นสัญลักษณ์ของลีกในหลายๆ ด้าน ตั้งแต่ความเป็นฮีโร่ของเด็กๆ สไตล์การเล่น ไปกระทั่งการแต่งตัวที่มีแนวทางเฉพาะ


 

สไตล์อันโดดเด่นไม่ซ้ำใครของเอไอ ทำให้วงการบาสเกตบอลต้องตื่นตะลึง จนผู้เล่นมากมายยึดเขาเป็นแบบอย่าง ทว่าเรื่องดังกล่าวกลับสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับ NBA จนต้องออกกฎเพื่อหยุดยั้ง ว่าแต่เจ้าของฉายา “The Answer” ผู้นี้ทำผิดตรงไหนถึงทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในลีกบาสเกตบอลอันดับ 1 ของโลกไม่อยากให้เขาทำอย่างที่ใจคิดกันล่ะ?

 

คนโตตัวเล็ก

ชีวิตของผู้เล่น NBA ที่ใจใหญ่เกินตัว (หากเทียบกับบรรดาผู้เล่นในลีกที่ต่างก็สูงชะลูดทั้งนั้น) ของ อัลเลน ไอเวอร์สัน จะว่าไปก็ไม่ต่างอะไรกับเพื่อนร่วมวงการหลายราย การเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ ทำให้เขามีน้ำอดน้ำทนค่อนข้างสูง เพื่อประคับประคองชีวิตและครอบครัวไปสู่จุดที่ดีกว่า

แต่เหตุการณ์ในช่วงวัยรุ่นก็เกือบทำให้เขาหมดโอกาสที่จะเป็นนักกีฬาอาชีพตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น เมื่อเจ้าตัวไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทในลานโบว์ลิ่งจนถูกตัดสินจำคุก 4 เดือน ซึ่งเอไอยอมรับกับ ESPN ว่า เรื่องดังกล่าวได้เปลี่ยนความคิดของเขาไปเลย

“ชีวิตในคุกแม่งเถื่อน ถ้าคนในนั้นรู้จุดอ่อนของคุณเมื่อไหร่ พวกจะเปิดโปงจนคุณอยู่ไม่เป็นสุข ผมเลยต้องทำตัวให้แข็งแกร่งเข้าไว้เพื่อรอวันได้รับอิสรภาพ แต่ผมก็คิดให้มันเป็นแง่บวก ในการให้ที่นั่นเปรียบเหมือนโรงเรียนเปลี่ยนนิสัยล่ะนะ”

แม้จะผ่านเรื่องแบบนั้นมา แต่ไอเวอร์สันโชคดีที่คนรอบๆ ตัวต่างก็ให้ความรัก และพร้อมจะสนับสนุนในสิ่งที่เขาต้องการ ด้วยความที่เป็นเช่นนี้เขาจึงมีความรักต่อกับครอบครัว เพื่อนๆ และคนที่ดีกับเขาสุดหัวใจ ขณะเดียวกัน ฝีมือการเล่นบาสที่เก่งจริง ก็ทำให้มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ เลือกที่จะมองข้ามประวัติช่วงถูกคุมขัง เสนอทุนการศึกษาเพื่อให้ไปเรียนและเล่นกับทางสถาบัน

ในช่วงการเล่นระดับคอลเลจที่จอร์จทาวน์ เอไอ ได้สร้างสไตล์การเล่นอันเป็นเอกลักษณ์ คือความว่องไว เข้าทำคะแนนได้รวดเร็ว และเปลี่ยนเกมในจังหวะสำคัญๆ ได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ฝีมือระดับนี้ต้องได้เล่นใน NBA เท่านั้น และก็เป็น ฟิลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ ซิกเซอร์ส ที่เลือกเข้าทีมด้วยฐานะ “ดราฟท์เบอร์ 1” ในปี 1996 ซึ่งซิกเซอร์สก็ได้สร้างทีมโดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง ด้วยความหวังให้เขานำความสำเร็จที่ห่างหายมานานกลับมาให้ได้

น่าเสียดายไม่น้อยที่เขาทำได้เพียง “เกือบ” เท่านั้น ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของ “The Answer” เกิดขึ้นในฤดูกาล 2000-01 ซึ่งเขางัดฟอร์มเทพจนคว้ารางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า หรือ MVP และนำซิกเซอร์สเข้าชิงชนะเลิศได้อีกด้วย ทว่าอีกหนึ่งผู้เล่นร่วมดราฟท์คลาส 1996 อย่าง โคบี้ ไบรอันท์ ก็ดับฝัน ด้วยการนำ ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส เอาชนะไป 4-1 เกม และหลังจากนั้น ซิกเซอร์สก็ไม่เคยเฉียดถึงรอบชิง NBA อีกเลยจนถึงทุกวันนี้

 

พ่อมดครอสโอเวอร์

ทักษะทางด้านกีฬาของไอเวอร์สันถือว่าโดดเด่นจนไม่มีใครกล้าปฏิเสธความเก่งกาจ ไม่ว่าจะเป็นการครอสโอเวอร์ (เลี้ยงสลับมือซ้ายขวา คล้ายการสับขาหลอกของนักฟุตบอล) ที่เขาถูกจัดอันดับจากหลายเว็บไซต์ทั่วโลกว่าเป็น “ผู้เล่นที่ครอสโอเวอร์ดีที่สุดตลอดกาล” กับช็อตแห่งตำนานที่ทำให้ ไมเคิ่ล จอร์แดน ต้องเสียท่า รวมถึงการทำแต้มที่มีให้เห็นในทุกจังหวะจนเป็นแชมป์ในการทำแต้มถึง 4 ปี สื่อหลายเจ้ายกย่องให้เขาเป็น “ผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลกเมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์”

นอกจากทักษะบาสเกตบอลที่โดดเด่น เอไอยังมีฝีมือการเล่นอเมริกันฟุตบอลสุดฉมัง แถมยังสามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง ทั้งควอเตอร์แบ็ก ตัววิ่ง กองหลัง และตัววิ่งย้อน ที่ว่ากันว่าหากเขาเลือกที่จะเข้าดราฟท์ใน NFL ก็มีโอกาสเป็นยอดผู้เล่นได้ไม่ยากเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ทักษะขั้นเทพของ “The Answer” ก็ได้ทำให้ NBA ต้องปวดเศียรเวียนเกล้า เมื่อมีผู้เล่นหลายคนฟ้องว่า จังหวะการครอสโอเวอร์อันเป็นเอกลักษณ์ของไอเวอร์สัน มันดูเหมือนว่าเขาจะจับลูกบอลด้วยฝ่ามือไว้ทั้งใบ ซึ่งขัดต่อกฎที่ว่า ปลายนิ้วมือ คือส่วนเดียวที่สัมผัสลูกบาสได้เท่านั้นในเวลาเลี้ยงบอล โดยเฉพาะ ทิม ฮาร์ดอเวย์ ตำนานการ์ดจ่ายยุค 90’ ของ โกลเด้นสเตท วอร์ริเออร์ส และ ไมอามี่ ฮีต ผู้มีการครอสโอเวอร์เป็นจุดเด่นเช่นกัน ที่ออกมาด่าอย่างสาดเสียเทเสียว่า เอไอ “ถือ” ลูกบาสทั้งใบในการเล่น จนลีกต้องสั่งให้กรรมการจับตาจังหวะครอสโอเวอร์ของผู้เล่นในลีกอย่างใกล้ชิดนับแต่นั้นมา หากดูเหมือนใช้ฝ่ามือจับบอล สามารถเป่าฟาวล์ได้ทันที

แน่นอน มีนักข่าวเอาเรื่องที่ฮาร์ดอเวย์ด่ากราดสไตล์การครอสโอเวอร์ไปถามไอเวอร์สัน ซึ่งเจ้าตัวก็ตอบสั้นๆ ว่า “ถือบอลแล้วไง กูก็ถือจนได้เข้าฮอลล์ออฟเฟมแล้วกัน” ดูเหมือนคำตอบดังกล่าวจะทำให้อีกฝ่ายจุกไม่น้อย เพราะฮาร์ดอเวย์ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ริเริ่มการครอสโอเวอร์ใน NBA กลับยังไม่ได้เข้าฮอลออฟเฟม หรือหอเกียรติยศเหมือนเอไอนั่นเอง

ถึงกระนั้น ไอเวอร์สันยังมีจุดขายอีกหลายอย่างซึ่งทำให้เขาเป็นที่นิยมของแฟนๆ แต่กลับกัน สิ่งเหล่านั้นก็ทำให้เจ้าตัวเป็นที่ถูกจับตามอง จนนำไปสู่การปฏิวัติ NBA เลยก็ว่าได้ และอีกหนึ่งเรื่องสำคัญก็คือ “แฟชั่น”

 

แฟชั่นใหม่ในสนาม

ย้อนกลับไปช่วง 3 ฤดูกาลแรกของไอเวอร์สันในฐานะการ์ดของซิกเซอร์ส เขาไม่มีการแต่งตัวที่เป็นจุดเด่นเลย ซึ่งก็เหมือนกับผู้เล่นส่วนใหญ่ในสมัยนั้นที่ใส่กางเกงขาสั้นๆ เหนือหัวเข่า เสื้อพอดีตัว และไม่ใส่ซัพพอร์ทเตอร์บริเวณแขน ศอก หรือเข่า

แม้ ไมเคิ่ล จอร์แดน จะเป็นผู้ริเริ่มในการใส่กางเกงให้ตัวใหญ่ขึ้นในยุค 90 หรือใส่ที่รัดข้อศอกเป็นคนแรกๆ ด้วยเหตุผลพื้นๆ ที่ว่า “ผมไม่ชอบกางเกงฟิตๆ ตัวเล็กๆ มันดูเคลื่อนไหวไม่สะดวก ส่วนที่รัดข้อศอก ผมเอาไว้เช็ดเหงื่อ” ทำให้ผู้เล่นหลายคนรวมถึงเอไอทำตาม ทว่าในเวลาต่อมา “The Answer” ก็ค้นพบคำตอบสำคัญ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติแฟชั่นในลีกเลยทีเดียว

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกับสไตล์การเล่นของเขาเสียก่อน เพราะเอไอเป็นผู้เล่นที่กล้าได้กล้าเสีย พร้อมลุยเข้าหาห่วงในทุกจังหวะชนิดเจ็บเป็นเจ็บ และนั่นก็ทำให้เจ้าตัวประสบกับเรื่องดังกล่าวเป็นว่าเล่น เรียกได้ว่านอกจากเพื่อนร่วมทีมและครอบครัวแล้ว คุณหมอ ยังเป็นอีกคนที่เจ้าตัวได้เจอหน้ากันบ่อยๆ โดยเฉพาะช่วงพีคๆ ในปี 2000

เรื่องดังกล่าวทำให้ไอเวอร์สันเริ่มคิดว่าต้องป้องกันตัวเองให้มากกว่านี้ เขาจึงนำ “อาร์มสลีฟ” หรือ ปลอกแขนรัดรูป มาใส่ ซึ่งอันที่จริง แพทย์ที่ดูแลอาการบาดเจ็บเป็นประจำก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าใดนัก “ผมไม่คิดว่าเจ้าสิ่งนี้ (อาร์มสลีฟ) มันจะช่วยแขนคุณไม่ให้บาดเจ็บมากซักเท่าไหร่นะ แต่ในเมื่ออยากใส่ ก็ใส่ไปเถอะ” โดยคุณหมอก็เชื่อว่า มันน่าจะช่วยเรื่องทางใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

และหลังจากนั้นเป็นต้นมาไอเวอร์สันก็ได้ใส่อาร์มสลีฟในทุกๆ เกมที่ลงแข่ง ช่วง 2-3 เกมแรกนั้นใส่เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บซ้ำก็จริง แต่แม้อาการบาดเจ็บจะหายไป เจ้าตัวก็ยังคงใส่มันจนเป็นเอกลักษณ์ “หมอก็บอกผมเหมือนกันว่ามันไม่ได้มีผลเท่าไหร่ แต่ผมใส่แล้วมันรู้สึกดีขึ้น เล่นดีขึ้น จนผมรู้สึกว่าต้องใส่มันตลอด” ดูเหมือนเหตุผลทางใจจะทำให้เจ้าตัวเสพติดเจ้าสิ่งนี้ไปซะแล้ว

สไตล์การแต่งตัวในสนามของเอไอไม่ได้มีแต่เพียงเท่านั้น เพราะเขายังเลือกที่จะใส่กางเกงตัวใหญ่ขึ้นจนคลุมหัวเข่า พร้อมกับใส่ที่คาดหัวด้วย “ไม่มีอะไรมาก ผมอยากใส่กางเกงตัวใหญ่ เพราะผมชอบเพลงฮิปฮอป และมันเคลื่อนไหวสะดวกมากๆ ส่วนที่คาดหัวนะเหรอ? มันเท่ดีนะ” ไอเวอร์สันกล่าวพร้อมหัวเราะในการให้สัมภาษณ์สื่อถึงการแต่งตัวของเขาเมื่อปี 2000

การใส่อาร์มสลีฟ กางเกงตัวใหญ่ ที่คาดหัว ได้กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไอเวอร์สัน และทำให้ผู้เล่นหลายคนในยุคนั้นและยุคต่อมาแต่งตัวตามเขา ลามมาจนกระทั่งมีผู้เล่นในยุคปัจจุบันเกือบครึ่งที่ใส่กางเกงตัวใหญ่ๆ อาร์มสลีฟ หรือที่คาดหัวตามอย่างชายผู้นี้

มากขนาดไหน? เอาเป็นว่าบิ๊กเนมอย่าง คาร์เมโล่ แอนโธนี่, เลบรอน เจมส์, โคบี้ ไบรอันท์, ดเวย์น เหวด, รัสเซล เวสต์บรูก, พอล จอร์จ พวกนี้ แต่งตัวสไตล์เอไอทั้งหมด จนเจ้าของแฟชั่นถึงกับเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงงว่า “ผมไม่รู้เลยว่าพวกเขาจะพากันมาแต่งตัวแบบนี้ ก็แค่เป็นตัวของผมที่อยากจะใส่อะไรก็ใส่เท่านั้นเอง”

ไม่เพียงเท่านั้น การแต่งตัวของไอเวอร์สันยังส่งผลทำให้อุปกรณ์กีฬาแบรนด์ดังๆ ทั้ง ไนกี้ อาดิดาส ต้องเปิดไลน์การผลิตอาร์มสลีฟแบบของเอไอ รวมถึงพัฒนาต่อยอดเป็นเสื้อซัพพอร์ตรัดรูปเพื่อวางจำหน่าย เรียกได้ว่าแฟชั่นของชายผู้นี้ไม่เพียงแค่เปลี่ยน NBA แต่ยังเปลี่ยนโลกกีฬาบาสเกตบอลไปเลยก็ว่าได้ ซึ่งสินค้าเหล่านี้ก็กลายเป็นหนึ่งในไอเทมยอดฮิตเสียด้วย

 

เมื่อแฟชั่นผสมกับกีฬา

จะว่าไป ตัวตนของไอเวอร์สันทั้งในและนอกสนามก็แทบไม่ต่างกัน คือมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่แคร์คำคนนอก หรือแม้กระทั่งเสียงวิจารณ์ให้มากหู สิ่งที่เขาแคร์มีไม่กี่สิ่ง นอกจากพ่อแม่  ครอบครัว ก็มีเพียงกลุ่มเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกันในวัยเด็กเท่านั้นเอง

ขณะเดียวกัน ไอเวอร์สันก็เป็นคนที่ชอบวัฒนธรรมสตรีทแฟชั่นและฮิปฮอปมาก ซึ่งจะว่าไป กระแสฮิปฮอปและสตรีทแฟชั่นใน NBA มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ยุค 80 แต่ไม่ได้เป็นที่สนใจกันสักเท่าไหร่ ทว่าสำหรับเอไอมันต่างกัน เพราะการฟังเพลงเหล่านี้มาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้ดนตรีแนวดังกล่าวอยู่ในสายเลือด ถึงกับเคยทำซิงเกิ้ลชื่อ 40 Bars แต่สุดท้ายเพลงไม่ได้ออกขาย หลังกระแสตีกลับจากเนื้อเพลงที่หลายคนมองว่า เหยียดกลุ่มคนรักร่วมเพศ

ความชื่นชอบในดนตรีฮิปฮอป ยังส่งผลมาถึงการแต่งตัวทั้งในและนอกสนาม ในสนามเราได้กล่าวไปแล้วข้างต้น แต่นอกสนามพี่เขาก็มีเอกลักษณ์เช่นกัน ทั้งการใส่เสื้อที่ใหญ่เกินตัว ใส่กางเกงขาสั้นที่เลยหัวเข่ามาเป็นคืบ ไว้ทรงผมแอฟโร คอนโรล (ถักเปียเป็นแถวๆ เหมือนข้าวโพด) หรือโพกหัวสไตล์แฟชั่น เหล่านี้เป็นการแต่งตัวที่เราจะเจอได้เสมอเมื่อไอเวอร์สันอยู่นอกสนาม

ไม่เพียงแต่นอกสนาม แต่ข้างสนามก็ด้วย เพราะเขาก็แต่งตัวในแบบฮิปฮอปที่ชอบเข้าสนามเพื่อนั่งเชียร์เพื่อน พบปะกองเชียร์ หรือแม้กระทั่งสัมภาษณ์สื่อ ซึ่งเจ้าตัวเปิดใจถึงสไตล์ดังกล่าวตอนทำซิงเกิ้ลเพลงว่า “มันเป็นสไตล์การแต่งตัวของผม  ผมชอบดนตรี ชอบเสียงเพลง มันอยู่ในใจผม และนี่คือสิ่งที่ผมแสดงมันออกมา”

นอกสนามคงไม่มีใครสนใจเท่าไร แต่เมื่อเอไอใส่แฟชั่นเหล่านี้เข้ามาในสนาม แน่นอน ทุกสายตาต่างจดจ้อง ขณะเดียวกันก็ทำให้รุ่นน้องนักบาสใน NBA ที่มีเพลงฮิปฮอปในสายเลือดเห็นตัวอย่างว่า ขนาดซุปตาร์อย่างเอไอยังใส่มา ทำไมเราจะใส่ไม่ได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าว ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของอีกกฎสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงในเวลาต่อมา

 

ขัดตานายใหญ่

ช่วงปี 2000 แฟชั่นการแต่งตัวเข้ามาในสนามของนักบาสนั้นไม่ได้ถูกกำหนด ขอเพียงแค่ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยเท่านั้น ซึ่งการแต่งตัวของไอเวอร์สันก่อนเข้าสนาม สัมภาษณ์สื่อ หรือมาเชียร์เพื่อนตอนที่ไม่ได้ลงเล่นนั้นก็จะเป็นสไตล์ฮิปฮอป เสื้อตัวใหญ่ กางเกงไซส์ใหญ่ สร้อยคอเส้นใหญ่ๆ เท่าโซ่ รวมถึงสารพัดกำไล กับริสแบนด์ หรือสายรัดข้อมือ พูดง่ายๆ ก็อย่างสไตล์ที่เจ้าตัวชอบนั่นเอง

ประเด็นก็คือ ผู้เล่นใน NBA หลายคนดันชอบอย่างที่เอไอแต่งด้วย ทำให้ภาพที่เห็นในช่วงปี 2001 เป็นต้นมา สตาร์แม่นห่วงแทบทุกคนก็จะแต่งตัวสไตล์ฮิปฮอปเข้ามาก่อนการแข่ง หรือสัมภาษณ์สื่อ  ทำให้เราชินตา จนสื่อมองว่า NBA ในช่วงนั้นคือ ยุคแฟชั่นฮิปฮอป ซึ่งผลพลอยได้ของกระแสดังกล่าว คือการที่แฟชั่นสายสตรีทและฮิปฮอป ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ ได้รับความนิยมจนขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ลามปามไปถึงเพลงฮิปฮอปที่มีการปล่อยซิงเกิ้ลดังๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้วัฒนธรรมฮิปฮอปและแฟชั่นสายสตรีทกลับมานิยมอีกครั้งในยุค 2000 และปฏิเสธไม่ได้ว่า ไอเวอร์สันเป็นส่วนนึงที่ทำให้เกิดกระแสนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์นักกีฬากับลีกอย่าง NBA ถือเป็นสิ่งสำคัญ เดวิด สเติร์น คอมมิสชันเนอร์ในยุคนั้นลงทุนไปมากกับการประชาสัมพันธ์ลีกเพื่อสร้างมูลค่า ทั้งเพิ่มโปรแกรมถ่ายทอดสด โยกโปรแกรมไปแข่งนอกอเมริกาทั้งช่วงปรีซีซั่นและฤดูกาลปกติ รวมถึงขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเกมใหญ่ๆ ส่งผลให้ลีกนั้นมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

แต่ภาพที่นักกีฬา NBA แต่งตัวแฟชั่นจ๋า ใส่เสื้อตัวใหญ่ๆ กางเกงขาสั้นตัวใหญ่ ผมทรงคอนโรลหรือแอฟโฟร กับรองเท้าแฟชั่น (เผลอๆ มีรองเท้าแตะ) สร้อยคอเส้นเท่าโซ่ ออกอากาศไปทั่ว ครั้งแรกคงไม่เท่าไร แต่เรียกได้ว่าเป็นแบบนี้แทบจะทุกทีม ทำให้ภาพลักษณ์ไม่เป็นอย่างที่สเติร์นวาดภาพไว้ จนกระทั่งสื่อหลายสื่อเริ่มท้วงติงว่า “แต่งตัวไม่สุภาพ”

ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2004 ได้เกิดการวางมวยที่เป็นประวัติศาสตร์ NBA ในเกมระหว่าง ดีทรอยต์ พิสตันส์ กับ อินเดียน่า เพเซอร์ส รวมไปถึงคนดูบนอัฒจันทร์จนเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก เหตุการณ์ต่างๆ รวมกันทำให้ภาพลักษณ์ของลีกเสียหายอย่างหนัก

ที่สุดแล้ว เดวิด สเติร์น ก็ไม่อาจทนได้อีกต่อไป เขาตัดสินใจออกกฎใหม่ในปี 2005 เกี่ยวกับการแต่งกายสำหรับผู้เล่น ซึ่งถือว่าเป็นกฎเกี่ยวกับการแต่งกายการเข้าสนาม และการให้สัมภาษณ์สำหรับกีฬาอาชีพในอเมริกาครั้งแรกเลยก็ว่าได้ โดยกฎระบุว่า ผู้เล่นทุกคนต้องแต่งกายด้วยชุดสูท ชุดสุภาพ ห้ามใส่ชุดที่เป็นลักษณะวัฒนธรรมฮิปฮอป ห้ามใส่เสื้อยืด ห้ามใส่กางเกงขาสั้นหรือกางเกงตัวใหญ่ ห้ามใส่รองเท้าบู๊ต ห้ามใส่เครื่องประดับที่อิงตามแบบฮิปฮอป ห้ามใส่หมวกแก๊ป แถมยังระบุด้วยว่า ผู้เล่นทุกคนต้องใส่ทั้งในช่วงก่อนเข้าสนามและให้สัมภาษณ์ (ยกเว้นบางเทศกาลที่ลีกยกเว้นให้ เช่น ฮาโลวีน) กรณีถ้าผู้เล่นไม่ปฏิบัติตามจะมีการปรับและแบนตามความเหมาะสม


Photo : www.theplayerstribune.com

ไม่ต้องสงสัย กฎดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับผู้เล่นเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่มีใครสามารถคัดค้านได้ ชนวนหลักที่ทุกคนทราบคือการที่ไอเวอร์สันแต่งตัวสไตล์ฮิปฮอปเข้ามาในสนาม ทำให้คนอื่นๆ แต่งตัวตามเขา เมื่อเรื่องนี้ถูกห้าม มันจึงเปรียบได้กลายๆ ว่า ไอเวอร์สันเป็นคนที่ทำให้เกิดกฎระเบียบเรื่องการแต่งตัว ซึ่งเอไอได้เปิดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “การแต่งกายที่เขาบอกให้เราทำแบบนั้นแบบนี้ ต้องสวมสูท ผมบอกตามตรงเลยนะ มันไม่ใช่ตัวผมเลยว่ะ ผมไม่ได้มีความเป็นตัวเองเวลาผมแต่งกายแบบนั้น” และนั่นก็ทำให้ยอดขายแฟชั่นสตรีทจากแบรนด์ต่างๆ ตกไประดับหนึ่งเลยเหมือนกัน

 

ผู้ปฏิวัติจากหัวจรดเท้า

นับตั้งแต่ไอเวอร์สันเข้าลีกมา นอกจากการเล่นที่ยอดเยี่ยมและโดดเด่น การแต่งตัวในสนามที่เป็นแบบอย่างให้นักบาสรุ่นหลังต้องทำตาม รวมถึงการนำแฟชั่นฮิปฮอปเข้ามาในช่วงก่อนเกมและสัมภาษณ์ จนต้องมีการออกกฎเพื่อล้างบางแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่ตัวเขาปฏิวัติให้ผู้เล่นในลีกหันมาทำแบบเขานั่นก็คือ “ทรงผมและรอยสัก”

จุดเริ่มต้นนั้นมาจากการที่เอไอเป็นคนที่ชอบทำผมทรงคอนโรลมาก นั่นทำให้ผู้เล่นหลายคนทำตามแบบเขา ไม่ว่าจะเป็น คาร์เมโล่ แอนโทนี่ ที่บอกว่า “ผมถักผมตามแฟชั่นของอัลเลนเลย” หรือ อมาเร่ สเตาเดอไมร์ แม้กระทั่งในยุคนี้อย่าง จิมมี่ บัตเลอร์, แอนดรูว์ ไบนั่ม, แอนดรูว์ วิกกิ้นส์, คาไว เลียวนาร์ด และอีกหลายๆ คนก็ได้แรงบันดาลใจแฟชั่นเหล่านี้ส่วนหนึ่งจากชายผู้นี้

แม้ไอเวอร์สันจะเลิกเล่น จนชื่อเข้าหอเกียรติยศไปแล้วก็ตาม แต่อิทธิพลที่เขาสร้างไว้จนเป็นการปฏิวัติ NBA ก็ยังคงอยู่ หลายคนอาจบอกว่าเอไอเป็นผู้เล่นที่คุมไม่ได้ อีโก้สูง มีความเป็นตัวเองเยอะ เกเร หรืออื่นๆ อีกมากมาย แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า การกระทำต่างๆ ที่เขาทำมันส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกของลีกไปเลย

สมมติว่าไอเวอร์สันไม่แต่งตัวแฟชั่นลงสนาม ในยุคนี้เราอาจเห็นนักบาสใส่กางเกงขาสั้น เสื้อพอดีตัว ถุงเท้ายาวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และอาจไม่ได้เห็นรอยสักทั้งตัวเหมือนแทบจะกลิ้งทับหนังสือพิมพ์ของผู้เล่นหลายคน รวมถึงอาจจะไม่ได้เห็นแฟชั่นการแต่งตัวหรูหรา และสไตล์การแต่งตัวก่อนเข้าสนามสุดเท่ แบบที่ เลบรอน เจมส์ กับ รัสเซล เวสต์บรูก ชอบใส่มาประชันกันก่อนเข้าสนามก็เป็นได้ หากไอเวอร์สันไม่แต่งตัวสไตล์ฮิปฮอป จนสเติร์นทนไม่ได้และต้องเปลี่ยนกฎในเวลาต่อมา

จะชอบหรือไม่ แต่เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า อัลเลน ไอเวอร์สัน คือชายผู้เปลี่ยนทุกอย่างใน NBA ไม่ว่าจะเป็นการเล่น การแต่งตัว และเอกลักษณ์ ซึ่งช่วยพลิกโฉม NBA เข้าสู่ยุคสมัยใหม่อย่างแท้จริง



ชื่นชอบบทความนี้ของ : วัชรินทร์​ จัตุชัย​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง