Stories

เก่งอย่างเดียวไม่พอ : เกิดอะไรขึ้นกับอดีตเด็กเทพเบอร์ 1 ของโลกลูกหนัง?



อะไรคือสาเหตุความล้มเหลวของดาวรุ่งที่ขึ้นชื่อว่าเก่งที่สุดในโลกฟุตบอลเมื่อเกือบ 20 ปีก่อนชาวสหรัฐอเมริกา กลับไปไม่สุดทาง...เขาพลาดอะไรไป?  


 

ครั้งหนึ่ง… เขาเคยได้รับการขนานนามว่า “นิวเปเล่” และได้รับการจับตามองจากทั่วโลก หลังเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพตั้งแต่อายุ 14 ปี

ครั้งหนึ่ง… เขาเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักเตะดาวรุ่งที่ดีที่สุดของโลกของยุค ตอนที่เขาเล่นทีมชุดใหญ่ ลิโอเนล เมสซี เพิ่งจะลงเล่นในระดับเยาวชนให้กับบาร์เซโลนา

ครั้งหนึ่ง… เขาเคยเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมชาติสหรัฐอเมริกาชุดรองแชมป์โกลด์คัพ ทั้งที่เพิ่งจะอายุครบ 20 ปีไม่นาน

และ ครั้งหนึ่ง… เขาเคยวาดลวดลายต่อหน้า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จนเกือบได้เซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดทีมจากอังกฤษ และเคยได้รับความสนใจจากเรอัล มาดริดมาแล้ว

ทว่าโชคชะตาของ “เฟรดดี อาดู” ก็พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ

 

จากวอนเดอร์คิดสู่ดิวิชั่น 4

อาดู ตกเป็นข่าวใหญ่ในหน้าสื่ออีกครั้งเมื่อปี 2015 หลังยิงประตูแรกให้กับ เอสซี คุฟุ สโมสรในดิวิชั่น 4 ของฟินแลนด์ หลังถูก KuPS ต้นสังกัดที่แท้จริง ส่งมาให้ยืมตัวมาใช้งาน


Photo : www.si.com

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน เขาเคยเป็นนักเตะที่โด่งดังมากในสหรัฐอเมริกา กับฐานะความหวังใหม่ของประเทศ ทว่ากลับไปไม่สุด ชีวิตต้องระหกระเหิน พเนจรไปอยู่หลายสโมสร เขาเคยค้าแข้งในยุโรปกับเบนฟิกา แต่ก็ถูกปล่อยยืมให้กับหลายทีม และได้ลงเล่นไม่ถึง 13 นัดต่อฤดูกาล

ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อปี 2014 เขาต้องกลายเป็นนักเตะไร้สังกัดอยู่เกือบปี หลังถูกปล่อยตัวออกจากทีมบาเฮีย ในลีกบราซิล แม้ไปตระเวนคัดฝีเท้าในยุโรป ทั้งแบล็คพูล ในลีกรองของอังกฤษ และ อาแซด อัคมาร์ ในลีกฮอลแลนด์ แต่ก็ไม่มีทีมใดมอบสัญญาให้

แม้จากนั้นจะได้เซ็นสัญญาระยะสั้นกับ จาโกดินา แต่ก็ไม่ได้รับโอกาสลงสนามในเกมลีกแม้แต่นัดเดียว ก่อนจะถูกปล่อยตัวออกมา จนต้องรับจ็อบโปรโมตไนท์คลับในบ้านเกิด รวมทั้งเคยขายเครื่องดูดฝุ่นผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัว

อะไรที่ทำให้โชคชะตาของ “อาดู” อดีตดาวรุ่งที่เก่งที่สุดในโลก ต้องกลับตาลปัตรขนาดนี้?

 

ดาวรุ่งพุ่งแรง

อาดู ถือเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ลงเล่นเมเจอร์ลีก ซอคเก้อร์ หรือ MLS หลังลงสนามให้ต้นสังกัดอย่าง ดีซี ยูไนเต็ดด้วยวัยเพียง 14 ปี ในปี 2004 และยังเป็นเจ้าของสถิตินักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ในการลงสนามฤดูกาลนั้นอีกด้วย (ฤดูกาลของ MLS จะเริ่มต้นและสิ้นสุดภายในปีปฏิทินเช่นเดียวกับไทยลีก)


Photo : www.si.com

เขาลงเล่นไปทั้งสิ้น 30 นัด ในฤดูกาลแรก และมีส่วนช่วยทีมคว้าแชมป์ MLS คัพ 2004 รวมไปถึง ติดทีมออลสตาร์ของลีกในปีดังกล่าว

อย่างไรก็ดี มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาดู ลงสนามเยอะเกินไปในซีซั่นแรก และอายุน้อยเกินไปที่จะเล่นในระดับอาชีพ แถมยังโดนคอมเมนเตเตอร์บางรายแนะนำว่า ควรให้เวลาเขามากกว่านี้ในการพัฒนาร่างกาย และจิตใจ

ในเวลาต่อมา แม้ ปีเตอร์ โนวัค โค้ชของดีซี จะรับฟังเสียงวิจารณ์ และส่ง อาดู ลงสนามน้อยลง แต่เขาก็ยังลงเล่นในลีกไปถึง 25 และ 22 นัดในอีกสองฤดูกาลต่อมา แถมยังก้าวขึ้นไปติดทีมชาติสหรัฐอเมริกาชุดใหญ่ ในวัยเพียงแค่ 17 ปี


Photo : www.rte.ie

การเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จเกินวัยได้เพิ่มความมั่นใจให้กับ อาดู ในมุมหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องดีที่ทำให้เด็กคนหนึ่งไม่กลัวใครเวลาเล่นในสนาม แต่มันก็ได้ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาเองเช่นกัน

 

ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง  

อาดู ได้รับการเซ็นสัญญากับ ไนกี้ แบรนด์ดังระดับโลก ตั้งแต่อายุ 13 ปี และเป็นเจ้าของหลายสถิติใน MLS รวมไปถึงทีมชาติสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ  


Photo : USA TODAY Sports-Matthew Emmons

สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้ อาดู มั่นอกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และมันก็กลายเป็นอีโก้โดยไม่รู้ตัว เขามักจะออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงความไม่พอใจหลายครั้ง เมื่อตัวเองไม่ได้รับโอกาสลงสนาม   

“ผมได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ แต่สัปดาห์ต่อไปผมกลับต้องนั่งอยู่บนม้านั่งสำรอง” อาดูวัย 16 กล่าวกับ AFP เมื่อปี 2005

“มันเป็นความรู้สึกผิดหวังทุกครั้ง ตอนที่คิดว่าคุณน่าจะได้รับโอกาสลงสนาม แต่ทำได้เพียงแค่นั่งอยู่บนม้านั่งสำรอง”

“ผมเป็นผู้เล่นที่อยากออกไปเล่น ผมไม่ได้พูดว่าผมควรได้เล่น 90 นาทีทุกนัด แต่ผมพูดว่าคุณควรให้ผมได้เล่นมากกว่านี้”

สิ่งเหล่านี้ยืนได้จากปากของ จอห์น แฮคเวิร์ธ กุนซือฟิลาเดเฟีย ยูเนียน ต้นสังกัดในเวลาต่อมาที่ให้คำจำกัดความอาดูว่าเป็นคน “ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง”

และมันยิ่งตอกย้ำขึ้นไปอีกเมื่ออเล็กซี่ ลาลาส อดีตกองหลังทีมชาติสหรัฐอเมริกาที่เป็นนักวิเคราะห์ของ ESPN วิจารณ์ว่า อาดู “เหมือนกับรถหรู แต่ใช้ไม่ค่อยได้ในทางปฏิบัติ” แน่นอน รุ่นน้องรายนี้ทนไม่ได้ และทวิตข้อความประชดประชันตอบโต้

“คุณน่ะมันเก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลสหรัฐอเมริกาแล้ว พวกเราไม่คู่ควรกับคุณหรอก”​​​​​​​ อาดูกล่าวถึง ลาลาส ผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัว

การเป็นคนมีอีโก้สูงของเขาได้สร้างความลำบากใจให้แก่โค้ชและทีมหลายครั้ง และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาถูกเทรดออกจากทีมไปในปี 2007


Photo : www.informationleafblower.com

“เฟรดดี้ มีความปรารถนาที่จะเล่นในบทบาทที่ต่างไปจากที่เรามอบให้ที่ดีซี ดังนั้นเราจึงคิดว่าการย้ายทีมนี้จะช่วยให้เขาสมหวัง” ปีเตอร์ โนวัค กุนซือของดีซี กล่าวในงานแถลงข่าวหลังเทรดอาดูให้ เรียล ซอลท์ เลค เมื่อปี 2007

และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตเขาต้องพลิกผัน

 

การตัดสินใจที่ผิดพลาด

แม้จะย้ายมาอยู่กับ เรียล ซอลท์ เลค เพียงครึ่งปี แต่ผลงานที่ถือว่าน่าประทับใจไม่น้อยในฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ซึ่งเจ้าตัวสวมปลอกแขนกัปตันทีมด้วย ก็ทำให้ได้ไปเล่นในยุโรปสมใจ


Photo : www.nysun.com

ในวัยเพียงแค่ 18 ปี อาดู ได้มีโอกาสเซ็นสัญญากับทีมดังของโปรตุเกส อย่าง เบนฟิกา ซึ่งขึ้นชื่อในการปั้นนักเตะส่งออกให้กับลีกใหญ่ในยุโรป  

ช่วงแรก อาดู เริ่มต้นได้ดี ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองเป็นประจำ และทำสถิติลงสนามไป 17 นัด ยิงไปได้ 4 ประตู รวมถึงได้มีโอกาสได้สัมผัสเกมระดับทวีปอย่าง ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2 เกม

อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไป อาดู กลับไม่ได้พัฒนาขึ้นมากนัก จากสุดยอดนักเตะในอเมริกา เขาเป็นเพียงนักเตะธรรมดาในยุโรป และเมื่อเล่นยิ่งทำได้ไม่ดี ความมั่นใจที่เคยมีมาก็ค่อยๆหมดลง ในที่สุดเขาก็ถูกปล่อยให้หลายทีมยืมตัวในยุคของกุนซือ กิเก ฟลอเรส

“คุณต้องมีพรสวรรค์และความปรารถนาในฐานะผู้เล่น แต่ก็ต้องมีโชคบ้างนิดหน่อย” อาดูกล่าวกับ BBC World

“ตอนที่คุณตัดสินใจไปเล่นในยุโรป คุณต้องตัดสินใจให้ดี ต้องแน่ใจว่าเลือกทีมและโค้ชถูก”


Photo : www.byfarthegreatestteam.com

อาดู ถูกส่งไปตระเวนค้าแข้งในต่างแดนถึง 4 สโมสร 4 ประเทศ ตลอด 4 ฤดูกาลที่เหลือกับ เบนฟิกา ไล่ตั้งแต่ โมนาโก ของฝรั่งเศส (2008), เบเลเนนเซ ของโปรตุเกส (2009), อาริส ของกรีซ (2010) และ ริเซสปอร์ ในลีกรองของตุรกี (2011) ซึ่งเขามองว่านี่คือการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต

“การไปเล่นเบนฟิกา ไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีสำหรับผม ด้วยอายุ 18 ปี มันมีแรงกดดันที่มากเกินไปที่ต้องชนะในทันทีทันใด ผมต้องเจอกับโค้ช 3 คนในปีเดียว”

“ตอนอายุ 23 ผมน่าจะได้เล่นในท็อปลีกของยุโรป แต่บางครั้ง คุณก็ต้องเลือกเส้นทางที่ต่างออกไป”

 

แรงเสียดทานจากรอบข้าง

ความยอดเยี่ยมเกินวัย ทำให้ อาดู มักไปโผล่อยู่บนหน้าสื่ออยู่เสมอตั้งแต่สมัยค้าแข้งในอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือ รายการทีวี เพราะเรื่องราวของดาวรุ่งที่สร้างชื่อได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นเรื่องชวนฝันที่ราวหลุดออกมาจากภาพยนตร์ และสามารถเรียกความสนใจได้จากผู้คนทั่วไป  


Photo : www.worldsoccer.com

ซึ่งตัวเขาออกมายอมรับว่านี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตนักเตะอาชีพของเขาต้องพังลง และตัวเองก็เป็นแค่เครื่องมือทางการตลาดเท่านั้น แต่หากมองย้อนกลับไป เขาก็ไม่สามารถปฏิเสธสิ่งที่เข้ามาได้อยู่ดี

“ครอบครัวผมจนมาก แม่ของผมต้องทำงาน 2 หรือ 3 งานเพื่อมาดูแลผมและน้องชาย ดังนั้นตอนที่ไนกี้เข้ามาและบอกว่าจะให้เงินหนึ่งล้านดอลลาร์ในการเซ็นสัญญา และ MLS อยากให้ผมเป็นนักเตะอายุ 14 ที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงสุด ผมคงจะปฏิเสธไม่ได้ ไม่ได้เลย” อาดูกล่าวกับ BBC  

“ผมตอบตกลงทุกอย่างที่เขาเสนอมา ซึ่งมันจบลงด้วยการได้ปรากฎตัวเพิ่มขึ้น ได้โปรโมทเพิ่มขึ้น ได้สัมภาษณ์มากขึ้น และมันก็ทำให้ผมออกห่างจากสนามไปทุกที ผู้คนมองผมในฐานะเครื่องมือทางการตลาด”

เช่นเดียวกัน ชื่อเสียง เงินทอง และเกียรติยศเหล่านี้ยังได้แปรเปลี่ยนเป็นความกดดัน ทั้งจากสื่อและแฟนบอล และมันก็ได้ทิ่มแทงใจของอดีตวอนเดอร์คิดคนนี้อย่างช้าๆ  

“ผมไม่ได้โกหก หลายๆ อย่างมันรบกวนผม ผมเจ็บปวดมาก” อาดู กล่าวด้วยความชอกช้ำในจิตใจ

“ผมอาจจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากบ้างในชีวิต แต่ผมก็มีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน แต่ท้ายที่สุด ผมไม่สามารถควบคุมได้ว่าผู้คนจะพูดอะไร”

“ทุกๆ อย่างที่ผมเคยผ่านมา ทุกๆ อย่างที่ทำให้เส้นทางอาชีพของผมมันเจ็บปวด นั่นก็เป็นเพราะผมเองนั่นแหละ ผมไม่ได้อุทิศตัวเองให้กับมันได้มากพอ

 

จิตใจไม่แกร่งพอ

โทมัส โรเกน อดีตกุนซือสหรัฐอเมริการุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ที่เคยร่วมงานกับอาดูในทีมชาติชุดเยาวชนรุ่นเดียวกับ คลินท์ เดมป์ซีย์, ไมเคิล แบรดลีย์ และ โจซี อัลติดอร์ เป็นอีกคนที่รู้สึกเสียดายในความสามารถของอดีตเด็กก้นกุฎิรายนี้


Photo : www.topdrawersoccer.com

“เขา (อาดู) เป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมกว่า (ไมเคิล) แบรดลีย์ และ (โจซี) อัลติดอร์” โทมัส โรเกน กล่าวกับ Grantland

“เขาเป็นเด็กดี มีอารมณ์ขัน เขาถูกผลักดันในเวลานั้นเพื่อประสบความสำเร็จในทางที่ถูกต้อง”

โรเกน มองว่า อาดู มีพรสวรรค์ แต่มีจิตใจที่ไม่แแข็งแกร่งพอ และน่าเสียดายคือเขาไม่รู้วิธีที่จะรับมือกับคนที่เข้ามาหาผลประโยชน์กับเขาได้อย่างไร ซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของแข้งดาวรุ่งพังไม่เป็นท่า  

“ผมไม่คิดว่าเขาจะเข้าใจว่าอะไรคืออะไร เหมือนกับห้องแต่งตัวในระดับต่อไปที่มีคนแก่กว่า และใช้ชีวิตอยู่ด้วยเงินพวกนั้น”

“โลกข้างนอกมันโหดร้าย และเราก็ไม่ต้องใจดีตลอดเวลา ตอนที่คนที่ไม่เคยเตะบอลเข้ามาหา และมันเป็นอะไรที่มากกว่าผู้คนในห้องแต่งตัว”

“สิ่งหนึ่งที่ต่างกันระหว่างเขากับไมเคิล  แบรดลีย์คือ ไมเคิลมีจิตใจที่แข็งแกร่งกว่าเฟรดดี”  

 

ก้าวต่อไป

ปัจจุบัน อาดู เล่นให้กับ ลาส เวกัส ไลท์ส สโมสรใน ยูเอสแอล แชมเปียนชิพ ลีกระดับรองของอเมริกา ซึ่งเป็นทีมที่ 14 ในชีวิตการค้าแข้ง และเป็นทีมแรกในรอบปีกว่า หลังถูกปล่อยตัวจาก แทมปา เบย์ ราวดีส์ ตั้งแต่ปลายปี  2016


Photo : www.reviewjournal.com

แม้จะร้างสนามไปนาน แต่อดีตวอนเดอร์คิดคนนี้ ก็ยังมีความมุ่งมั่น และอยากกลับสู่เส้นทางชีวิตนักเตะอาชีพอยู่เสมอ เพราะฟุตบอลคือสิ่งที่เขารัก

เขายอมรับว่าที่ผ่านมาได้ตัดสินใจผิดพลาดหลายครั้ง และอยากให้ทุกอย่างที่ผ่านมา ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญในชีวิตที่จะไม่ให้ตัวเองตัดสินใจผิดพลาดอีก

“ผมแค่อยากจะเล่นฟุตบอลอีกครั้ง ผมคิดถึงมัน ผมอยากจะอยู่กับมัน ไปฝึกซ้อมในทุกๆ เช้า และกลับลงไปในสนาม” อาดูกล่าว

“หลายคนไม่เชื่อผมแล้ว ผมรู้ ผมเข้าใจ ผู้คนตั้งความหวัง และเมื่อคุณทำไม่ได้ตามที่เขาหวัง เขาจะว่าคุณห่วย คุณมันไม่ดี คุณมันถูกอวยเกินไป แต่ท้ายที่สุด ผมยังเชื่อในตัวเองเสมอ และไม่เคยลังเล”

เจ้าตัวเปรียบเทียบเส้นทางการค้าแข้งที่ผ่านมาอย่างน่าสนใจ โดยมองว่าเขาเริ่มจากจุดสูงสุด ก่อนจะดิ่งลงมาสู่ก้นเหว และในตอนนี้ เขาต้องค่อยๆ ปีนกลับไปอีกครั้ง

“(ในช่วงที่ไร้สังกัด) ผมไม่เคย ไม่เคยคิดว่าจะเลิกเล่น ผมนึกชีวิตผมตอนไม่มีฟุตบอลไม่ออกเลย แต่ผมก็เห็นอะไรได้กว้างขึ้นในปีที่ผ่านมา แม้ว่าผมจะไม่ได้เล่นเลยก็ตาม”

“มันเป็นส่วนหนึ่งของผม ตอนที่ไม่มีมัน ผมรู้สึกโหวงๆ เลยทีเดียว ผมรักมัน (ฟุตบอล) มาก ผมอยากจะกลับมาหามัน แต่ผมก็อยากทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

“ผมได้มองย้อนกลับไปในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา และผมทำให้เวลาสูญเปล่าไปมากเลยทีเดียว เสียเวลาไปหลายปีกับชีวิตนักกีฬาของผม แค่ผมไม่ได้ทุ่มเทเวลาไปกับสิ่งที่ผมควรทำกับกีฬา”


Photo : www.givemesport.com

ถึงกระนั้น ด้วยอายุปัจจุบันเพียง 29 ปี เจ้าตัวยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ เพื่อที่เส้นทางการค้าแข้งของเขาจะกลับมาอยู่ในลู่ทางที่ควรอีกครั้ง ก่อนวันแขวนสตั๊ดจะมาถึง

 

อ้างอิง

https://bleacherreport.com/articles/2070622-what-happened-to-americas-pele-the-rise-and-fall-of-freddy-adu
https://www.goal.com/en-ke/news/4533/usa/2016/01/28/19771382/freddy-adu-takes-full-responsibility-for-disappointing
https://www.bbc.com/sport/football/20184398
https://thesefootballtimes.co/2015/03/11/freddy-adu-the-human-being/
https://www.tifofootball.com/features/freddy-adu-footballs-obsession-fallen-wonderkids/
http://www.goal.com/story/freddy-adu-exclusive-2018/index.html
http://grantland.com/the-triangle/freddy-adu-us-national-team-mls-2015/
https://bleacherreport.com/articles/2327783-charting-where-it-all-went-wrong-for-new-pele-freddy-adu



ชื่นชอบบทความนี้ของ : มฤคย์ ตันนิยม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง