Stories

เทพนิยายที่โลกรัก “เลสเตอร์ ซิตี้” ฤดูกาล 2015-16



ทุกๆ ฤดูร้อนที่ประเทศอังกฤษ นับเป็นช่วงเวลาที่แฟนบอลทั่วโลก ต่างรอคอยว่า ทีมใดกันที่จะก้าวขึ้นมาชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก… แต่คงไม่มีซัมเมอร์ไหนที่โลกจะจดจำทีมแชมป์ได้ดีเท่ากับฤดูกาล 2015-16


 

แทง 1 ได้ 5000 คืออัตราต่อรองของบ.พนันถูกกฏหมาย ก่อนเปิดฤดูกาล สำหรับผู้ที่หญ้ากล้าเดิมพันว่า “เลสเตอร์ ซิตี้” จะจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งอันดับ 1 บนตารางคะแนน

อย่างที่ทราบกันดีว่า “ลีกสูงสุดอังกฤษ” จัดว่าเป็นลีกที่มีมูลค่าและการลงทุนมากที่สุดในโลก ความเหลื่อมล้ำระหวางทีมใหญ่ลุ้นแชมป์ กับทีมขนาดเล็กที่ต้องดิ้นรนหนีตาย ห่างกันเกินไป เพราะมีนักลงทุนระดับโลกมากมาย กระโดดเข้ามาห่ำหั่นกันที่นี่ ในฐานะเจ้าของทีม

ยิ่งโดยเฉพาะกับสโมสรที่เพิ่งหนีตกชั้นมาอย่างปาฏิหาริย์เมื่อฤดูกาล 2014-15 หรือจะย้อนให้ลึกไปกว่านั้น 2 ปีที่แล้ว พวกเขามีสถานะเป็นเพียงทีมระดับ ลีก แชมเปียนชิพ และ 6 ปีที่แล้ว เลสเตอร์ ซิตี้ ยังต้องต่อสู้ดิ้นรนอยู่ใน ลีก วัน (ดิวิชั่น 3) อยู่ด้วยซ้ำ

แต่เพราะฟุตบอลไม่ใช่สมการตายตัว ที่ทีมยักษ์ใหญ่ จะเป็นผู้ผูดขาดแชมป์เสมอไป ในอดีต บรรดาเหล่า Underdog ต่างเคยแสดงให้เห็นว่า “เทพนิยาย” ไม่ได้มีอยู่แค่ในหนังสือนิทาน หรือภาพยนตร์แฟนตาซีเท่านั้น

บ่ายวันที่ 8 พ.ค. 2016 ภายในสนามคิง พาวเวอร์  ฉากจบของเทพนิยายฟุตบอลที่โลกรักมากที่สุดเกิดขึ้นที่นี่…

พลันที่ “เวส มอร์แกน” ปราการหลังกัปตันทีมชาวจาไมก้า และ "เคลาดิโอ รานิเอรี" ผู้จัดการทีมชาวอิตาลี ร่วมกันชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกขึ้นเหนือศีรษะ อันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า “เลสเตอร์ ซิตี้” สโมสรจากเมืองเล็กๆของประเทศอังกฤษ ผงาดขึ้นมาคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้สำเร็จ…

 

ลงทุนอย่างมีเหตุผล

เลสเตอร์ ซิตี้ หนึ่งในสโมสรฟุตบอลเก่าแก่ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลางของประเทศอังกฤษ


Photo : www.birminghammail.co.uk

พวกเขายังไม่เคยเฉียดกายเข้าใกล้กับคำว่าแชมป์ลีกสูงสุดเลย นับตั้งแต่ก่อตั้งทีมในปี 1884 ทีมเจ้าจิ้งจอก ถูกจัดอยู่ในโหมดหมู่ของทีมที่ขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างลีกสูงสุดกับลีกรอง มาเป็นเวลากว่า 130 ปี วัดได้จากการคว้าตำแหน่งแชมป์ลีกรอง (ดิวิชั่น 1) ถึง 7 สมัย และตกชั้นจากลีกสูงสุดมาแล้วถึง 12 ครั้ง

แชมป์พรีเมียร์ลีก อาจไม่ใช่สิ่งที่แฟนบอล ในเมืองที่แสนสงบและมีประชากรราว 300,000 กว่าคน อย่าง เลสเตอร์ ในมณฑลเลสเตอร์เชอร์ (Leicestershire) เคยคิดฝันมาก่อนว่า ในตลอดช่วงชีวิตของพวกเขา จะได้แห่ถ้วยแชมป์ใบนี้

ยิ่งเมื่อมองไปตามความจริง ในฤดูกาล 2008-09 เลสเตอร์ ซิตี้ ตกชั้นลงไปเล่น ลีก วัน (ลีกระดับ 3) เป็นหนแรกในประวัติศาสตร์ ยิ่งเต็มไปด้วยความมืดมน และความฝันสูงสุดของแฟนๆเลสเตอร์ ในเวลานั้น หวังเพียง แค่เห็นอยากเห็นทีมกลับไปสู่พรีเมียร์ลีกก็น่าพอใจแล้ว

“จริงๆ คุณพ่อเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ประหลาด มองไกลจนผมตามไม่ทัน เวลาท่านพูดอะไร ท่านจะก็ต้องทำให้ได้ เอาให้ได้ คุณพ่อเป็นคนไทยกลุ่มแรกๆ ที่เข้าไปซื้อบอร์ดโฆษณาของสนาม ทีมเชลซี มาเป็น 10 ปี โดยเขียนบอร์ดโฆษณาคำว่า Thailand ไม่ใช่ King Power ท่านให้เหตุผลว่าต้องการให้ฝรั่งรู้จักประเทศไทยก่อน เมื่อไหร่ที่เขามาประเทศไทย เขาก็จะรู้จัก King Power เอง”

“วันหนึ่งเจ้าของสโมสร (มิลาน มันดาริช) ติดต่ออยากขอสปอนเซอร์คาดหน้าอกจาก King Power ราคาประมาณ 300,000 ปอนด์ คุณพ่อก็ดูท่าจะสนใจ เลยเดินทางไปดูสโมสร ระหว่างนั่งทานข้าว เขาก็หยิบเสื้อที่สกรีนว่า King Power คุณพ่อถามมิลานกลับไปเลยว่า ยู ขายทีมไหม วันที่ซื้อทีม ท่านบอกว่า จะพลาดหรือไม่พลาดไม่มีใครรู้ รู้แค่ว่าต้องทำให้สำเร็จ”

อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา รองประธานสโมสรเผยผ่านหนังสือ “The Fairy Tale of Underfox” ถึงจุดเริ่มต้นในการเข้ามาปลุกชีพจิ้งจอกตัวนี้ ในปี 2010 จากไอเดียและวิสัยทัศน์ของผู้เป็นพ่อ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” ที่มอบหมายให้เขา ได้มาทำหน้าที่บริหารสโมสรในลีก แชมเปียนชิพ


Photo  : www.sanook.com

เทพนิยายทุกเรื่องมีฉากเริ่มต้นเรื่องที่ยากลำบาก...เช่นเดียวกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ในยุคเจ้าของทีมชาวไทย พวกเขาผ่าน 9 แรกของฤดูกาล ชนะเพียง 1 นัด จมอยู่อันดับสุดท้ายของตาราง ท่ามกลางความสงสัยมากมายของกองเชียร์ต่อตัว นายใหญ่หัวดำจากเอเชียว่า “พวกแกเข้ามาทำบ้าอะไรที่นี่”

เปาโล ซูซา ถูกถอดออกจากตำแหน่งเฮดโค้ช ตามผลงานที่เกิดขึ้น คนเข้ามาแทนที่คือกุนซือ ไฮ-โปรไฟล์ นามว่า สเวน โกรัน อิริคส์สัน ผู้มาพร้อมกระดาษเปล่า 1 แผ่น ที่เต็มไปด้วยนักเตะที่ต้องลงทุนซื้อด้วยราคาที่แพงเกินจริง หากกลุ่มทุนจากไทยต้องการเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก

นั่นคือบทเรียนราคาแพง ที่พวกเขาต้องจ่าย ซึ่งเปลี่ยนแปลงวิถีทางของสโมสรไปตลอดกาล จากทีมที่พยายามทุ่มเงินซื้อนักเตะเกินจริง มาเป็นทีมที่เริ่มใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผล ตามค่าตัวที่ควรจะเป็น

ผู้บริหารชาวไทย ตัดเอางบประมาณส่วนหนึ่งสำหรับการซื้อขายนักเตะ มาปรับปรุงสนามฝึกซ้อม การทำอคาเดมี รวมถึงนำเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาใช้อย่างจริงจัง

ด้วยแนวคิดที่ว่า ถ้าหากต้องเสียเงินจ้างนักเตะ แต่พวกเขากลับได้รับบาดเจ็บ จนไม่สามารถใช้งานได้ สู้เอาเงินมาลงทุนกับวิทยาศาสตร์การกีฬาดีกว่า ที่จะช่วยให้ นักเตะมีความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บลดลง

“ผมรู้จักพวกเขาทั้งครอบครัว  สิ่งที่เขาทำให้เลสเตอร์นั้น มันเหลือเชื่อ เขาสร้างสโมสรจากระดับดิวิชั่น 2 ขึ้นมาดิวิชั่น 1 และคว้าแชมป์ลีกสูงสุด มันพิเศษสุดๆ ถ้าคุณรู้จักเขา สต๊าฟโค้ช และนักเตะทุกคน จะรู้ว่าเขา (วิชัย ศรีวัฒนประภา) เป็นชายที่ใจกว้างมากๆ”  

“เขาไม่ใช่แค่คนที่จ่ายเงินเดือนเท่านั้น เขามักจะดูแลทุกคนอย่างดีเสมอ มีครั้งหนึ่งผมไปช้อปปิ้งที่ลอนดอน จู่ๆก็จ่ายเงินซื้อแจ็กเก็ตให้ เขาเป็นผู้ชายที่ใจกว้างจริงๆ”

“ตอนผมมาที่สโมสร เขาบอกผมว่า เขาอยากทำให้ทีมแห่งนี้ เป็นสโมสรใหญ่ในระดับพรีเมียร์ ลีก เขาอาจจะไล่ผมออก เพราะผมเองก็พลาดที่ซื้อผู้เล่นผิด มันก็ยุติธรรมที่สุดแล้ว เพราะ นั่นคือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับเลสเตอร์” สเวน โกรัน อีริคส์สัน ให้สัมภาษณ์ผ่าน BBC Radio 5


Photo : www.bbc.co.uk

เงินที่เลสเตอร์ลงทุนไปกับศูนย์ฝึกกีฬา สนามฝึกซ้อม สิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนระบบวิทยาศาสตร์การกีฬา ดูเหมือนจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับสโมสรในลีกรอง ที่ส่วนใหญ่ในเวลานั้นยังคงมองข้ามเรื่องดังกล่าว

แต่ในอีกไม่กี่ปีต่อมา ทุกคนต่างต้องยอมรับว่า การลงทุนครั้งนั้น เป็นหนึ่งในจิกซอว์ชิ้นสำคัญของเลสเตอร์ ในฤดูกาล 2015-16 ที่พวกเขาประสบปัญหาเรื่องสภาพความฟิต อาการบาดเจ็บของผู้เล่นน้อยมาก จนยืนระยะได้ถึงนัดที่ 38

ขณะที่เรื่องการซื้อตัวผู้เล่น เลสเตอร์ ซิตี้ พวกเขาได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสโมสรที่ซื้อนักเตะได้ชาญฉลาดที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มนักเตะชุดแชมป์พรีเมียร์ลีก ล้วนเป็นนักเตะที่ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ แต่เมื่อรวมตัวกันแล้ว กลับลงตัวอย่างเหลือเชื่อ และสร้างกำไรแก่สโมสรได้มากมาย ยามที่ปล่อยตัวออกไป

จนเป็นสโมสรที่มีรายรับมากถึง 104 ล้านปอนด์ ภายในระยะเวลาแค่ซัมเมอร์เดียว เทียบกับปี 2014 สโมสรมีรายรับเข้ามาเพียง 31 ล้านปอนด์ในปีนั้น


Photo : mickhughes.physio

ขุมกำลังหลักอย่าง เวส มอร์แกน, เจมี่ วาร์ดี้, แดนนี่ ดริงก์วอเตอร์, แดนนี่ ซิมป์สัน, โรเบิร์ต ฮูธ เซ็ทนี้มีค่าตัวตกอยู่คนละ 1-3 ล้านปอนด์, เอ็นโกโล กองเต้ ย้ายมาราคา 5.6 ล้านปอนด์, ชินจิ โอกาซากิ มีค่าตัว 7 ล้านปอนด์

ส่วน แคสเปอร์ ชไมเคิล, มาร์ก อัลไบรท์ตัน, คริสเตียน ฟุชท์ เป็นนักเตะที่ย้ายมาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัว รวมถึง ริยาด มาห์เรซ ที่สโมสรจ่ายไปเพียง 350,000 ปอนด์ แต่กลับตอบแทนผลงานในฤดูกาลดังกล่าวได้อย่างร้อนแรง จนคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของ PFA ไปครอง

การเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จแบบที่ไม่ได้ใช้เงินเกินตัว แถมยังสร้างกำไร กลายเป็นโมเดลที่หลายๆทีมฟุตบอล ต่างหันมาจับตามองและศึกษาในสิ่งที่ เลสเตอร์ ซิตี้ ทำได้สำเร็จ ในโลกฟุตบอลที่ลงทุนกันมหาศาลเพื่อถ้วยรางวัลโทรฟี่ จนทำให้มูลค่าของตลาดนักเตะ เฟ้อเกินจริง

 

Mr. Share Man

นอกจากการลงทุน ที่ไม่เหมือนกับสโมสรแชมป์พรีเมียร์ลีกที่ผ่านๆมา เลสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาลนั้น ยังได้สะท้อนให้เห็นอีกแง่ของผู้บริหารสัญชาติไทย ที่เลือกลงทุนกับสิ่งที่ ซีอีโอ หลายๆทีมมักมองข้าม


Photo : www.lcfc.com

สิ่งที่ครอบครัวศรีวัฒนประภาทำ เริ่มต้นจากการประชุมเจ้าหน้าที่สโมสรทุกฝ่าย ทุกคน และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูดถึงสิ่งที่สโมสรต้องปรับปรุงแก้ไข พวกเขาทำแม้กระทั่งปิดผับเลี้ยงพนักงาน ที่หลายคนมองว่าเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่เจ้าของทีมชาวไทย กลับไม่ได้มองเช่นนั้น เขาให้ความสำคัญกับบุคลากรทุกฝ่ายในสโมสรเป็นอันดับแรก

จากนั้น พวกเขาเริ่มสร้างความสัมพันธ์กับแฟนบอล มีการนัดกองเชียร์มาพูดคุย เพื่อทำความเข้าใจ ลงไปทำกิจกรรมกับท้องถิ่น กิจกรรมการกุศล รวมถึงการแจกเครื่องดื่ม ผ้าพันคอ เสื้อเชียร์ การลดราคาค่าเดินทางในการไปชมเกมเยือน และอื่นๆอีกมามาย …

จากคนหัวดำเอเชียที่แฟนบอลในเมืองเลสเตอร์ กังวลและตั้งคำถามมากมาย วันเวลาผ่านไปไม่มีความสงสัยใดๆเกี่ยวกับตระกูลศรีวัฒนประภา จากแฟนบอลเลสเตอร์อีกต่อไปแล้ว

“เราเพียงเเต่ต้องการที่จะแสดงให้เเฟนบอลเห็นว่า พวกเขามีคุณค่าต่อเรามากเเค่ไหน เราอยากที่จะปฎิบัติต่อเเฟนบอลเหมือนครอบครัวเเละเราจะฉลองความสำเร็จไปด้วยกัน”

“สำหรับเราสิ่งเหล่านี้มีความหมายมากกว่าการได้รับเค้กวันเกิดฟรี,เครื่องดื่มฟรี หรือธงในสนาม เราทำเพื่อให้แฟนบอลทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วม เเละเเสดงให้พวกเขาเห็นว่าพวกเขาเป็นส่วนสำคัญของสโมสรเ เละเรามีความสัมพันธ์ที่ก้าวข้าม แค่ช่วงเวลาเก้าสิบนาทีในการแข่งขันฟุตบอล”

“ผมคิดว่าผู้คนเห็นในสิ่งเหล่านี้ที่เขาอาจไม่เคยได้เห็นมาก่อน เรามีความภูมิใจกับความสัมพันธ์กับเเฟนบอลของเรา ซึ่งทำให้เราเเตกต่างจากสโมสรอื่นๆ ถ้าสิ่งนี้จะส่งผลต่อไปยังทีมอื่นๆ”

“เมื่อเราฉลองช่วงเวลาที่ดีด้วยกัน เราจะสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและพร้อมจะทำให้เราสามารถผ่านอุปสรรคต่างๆ ที่เราอาจต้องเผชิญกับความท้าทายในอนาคตด้วยกัน ขอบคุณที่สนับสนุนทีมด้วยความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ สโมสรฟุตบอลจะไม่มีความหมายหากไม่มีแฟนบอล” วิชัย ศรีวัฒนประภา ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์อย่างเป็นทางการสโมสร ถึงเหตุผลที่เขาตัดสินใจทำเช่นนี้ตลอด 8 ปีที่เป็นเจ้าของทีม


Photo : www.lcfc.com

ในปี 2016 เลสเตอร์ มียอดผู้ชมเพิ่มขึ้นจากสองปีก่อนหน้านี้ ที่มีค่าเฉลี่ยผู้ชมอยู่ที่ 25,003 คน มาเป็น 31,696 คน ส่วนหนึ่งอาจมาจากผลงานของสโมสรที่ร้อนแรงเกาะกลุ่มหัวตาราง ภายใต้การนำของ เคลาดิโอ รานิเอรี ที่เข้ามารับไม้ต่อจาก ไนเจล เพียร์สัน

อีกประการสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ การลงทุนกับความรู้สึก จิตใจของแฟนบอล กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ กลุ่มทุนจากไทย แตกต่างและไม่เหมือนกับเจ้าของทีมอื่นๆ ในเกาะอังกฤษ ที่บางคนไม่ได้รับการยอมรับจากแฟนบอล และขาดการมีส่วนร่วมกันระหว่างแฟนบอลกับสโมสร

ถึงแม้ วิชัย ศรีวัฒนประภา จะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในอังกฤษบ่อยนัก แต่เขาเลือกที่จะปรากฏตัวกับแฟนบอล บ่อยกว่าการให้สัมภาษณ์กับสื่อสำนักต่างๆ… ในแวดวงสื่อ เขาเป็นเพียงเจ้าของทีมฟุตบอลที่ทำตัวลึกลับ และไม่ค่อยออกสื่อ

กลับกัน ถ้าเป็นในมุมของแฟนบอล และชาวเมืองเลสเตอร์ นี่คือผู้ชายที่เขาสามารถพบเจอ ทักทายได้ง่าย และทุกครั้งก็จะได้รับ รอยยิ้ม และอัธยาศัยที่ดีจากนายใหญ่วัย 60 ปีกลับมา  ไม่แปลกหากผู้คนในเมืองเลสเตอร์ จะรักเขา และยกย่องให้เป็น “เจ้าของสโมสรที่ดีสุดตลอดกาล” แบบไร้ข้อสงสัย

“เขาเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ก็น่ารักและสมถะ ผมเป็นคนเมืองเลสเตอร์ และเป็นแฟนบอลสโมสรนี้ ผมเคยเจอกับเขา เขาเป็นคนที่จิตใจดีมาก แม้แต่วันเกิดของตัวเอง เขาเลือกที่จะฉลองวันเกิดตัวเองด้วยการแจกเค้กให้แฟนบอลในสนาม คิง พาวเวอร์ เลี้ยงเครื่องดื่มแฟนบอล รวมถึงเลี้ยงอาหารเช้า และแจกผ้าพันคอแก่แฟนบอลด้วย” เอียน สตริงเกอร์ นักข่าวบีบีซี ประจำเมืองเลสเตอร์ กล่าวเริ่ม


Photo : www.lcfc.com

“เมื่อไม่กี่วัน สภาเมืองได้อนุมัติให้มีการปรับปรุงสนามฝึกซ้อม ที่วางงบประมาณไว้ถึง 100 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขมหาศาลที่ไม่มีใครคาดคิดว่า ประธานสโมสรคนไหนจะกล้าลงทุนกับสิ่งเหล่านี้”

“ครอบครัวศรีวัฒนประภา เป็นที่รักของผู้คนในเมืองเลสเตอร์ จากสิ่งที่เขาทำให้กับสโมสรเรา และเมืองของเรา พวกเขาทำให้ เลสเตอร์ มีตัวตนในแผ่นดินโลก ไม่ใช่แค่ฟุตบอล เขายังทุ่มเงินเพื่อสร้างโรงพยาบาล ศูนย์รับเลี้ยงเด็กอีกด้วย”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของ เทพนิยายเลสเตอร์ มาจากความแข็งแกร่งในห้องแต่งตัว เพราะหากเทียบตามขุมกำลัง งบประมาณการทำทีม พวกเขาห่างชั้นกับท็อป 6 พรีเมียร์ลีก แบบสุดกู่

เลสเตอร์ ซิตี้ เก็บผู้เล่นชุดที่พลาดตั๋วเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก หลังแพ้วัตฟอร์ด ไว้กับทีมในฤดูกาลต่อไปที่พวกเขาคว้าแชมป์ ลีก แชมเปียนชิพ ได้สำเร็จ เช่นเดียวกับ ฤดูกาล 2015-16 จิ้งจอกสีน้ำเงิน ยังรักษาแกนเดิมจากกลุ่มผู้เล่นชุดที่เพิ่งหนีตายมาด้วยกัน

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปของ เลสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาลนั้น พวกเขาพัฒนาจากทีมที่มีจุดแข็ง แค่เรื่องของทีมเวิร์ก มาเพิ่มด้วยแท็กติกของ เทรนเนอร์ชาวอิตาเลียน ที่เน้นผลการแข่งขันที่สม่ำเสมอ ไม่แกว่งไป แกว่งมา เหมือนฤดูกาลก่อน ผลคือเขาต่อกรกับคู่แข่งได้ดี จนพบว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูงของตาราง หลังย่างก้าวเข้าสู่ปี 2016


Photo : foxesofleicester.com

จากสโมสรที่อยู่นอกสายตาในครึ่งฤดูกาลแรก เพราะนักเตะเกือบทั้งทีม แทบไม่เคยมีประสบการณ์ในการลุ้นแชมป์ลีกสูงสุด

ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง เลสเตอร์ ซิตี้ กลายเป็นทีมที่ถูกจับตามองและพูดถึงมากที่สุดในเวลานั้น แรงกดดันมหาศาล ถาโถมมาใส่ทีม รวมถึงความคาดหวังของแฟนบอลทั่วโลก ที่อยากเห็นพวกเขาขีดเขียนเรื่องราวเทพนิยายให้เกิดขึ้น ในบั้นปลาย

รานิเอรี จัดการทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ เขาไม่ได้แบกรับความกดดันไปโยนใส่ลูกทีม ว่า ทีมจะต้องเป็นแชมป์สถานเดียว ว่ากันว่าห้องแต่งตัวของเลสเตอร์เข้มแข็งมาก ทุกคนช่วยเหลือกัน และต้องการสู้เ พื่อเข้าใกล้แชมป์ และสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้เกิดขึ้น ให้ได้มากที่สุด

เลสเตอร์ ซิตี้ คอนโทรลตัวเองอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ จนถึงนัดที่ 36 พลพรรคจิ้งจอกสีน้ำเงิน บุกไปเสมอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงถิ่นด้วยสกอร์ 1-1 หนึ่งแต้มนั้นทำให้ขาข้างหนึ่งของพวกเขาไปถึงตำหน่งแชมป์แล้ว รอแค่ลุ้นผลของ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ รองจ่าฝูง ที่พบกับ เชลซี อดีตทีมเก่าของรานิเอรี

ภาพกระโดดโลดเต้นของนักเตะทุกคนที่บ้านของ เจมี่ วาร์ดี้ แทบจะอธิบายทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในการชมเกมฟุตบอลนัดที่ดีที่สุดของทุกคนเกี่ยวข้องกับเลสเตอร์ ซิตี้ และเอาใจช่วยให้พวกเขาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกสักครั้ง

“เชลซี 2-2 สเปอร์ส”


Photo : www.lcfc.com

ผลการแข่งขันนัดที่ 36 จบลงพร้อมกับส่งให้ เลสเตอร์ ซิตี้ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้สำเร็จ ก่อนฤดูกาลจะสิ้นสุดในอีก 2 นัดข้างหน้า...ด้วยการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรก ในรอบ 132 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร

 

ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้

ความสำเร็จของ เลสเตอร์ ซิตี้ อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาไปเลย หากพวกเขามีสถานะเป็น สโมสรยักษ์ใหญ่ของโลกลูกหนัง ที่ทุ่มเงินซื้อความสำเร็จ เหมือนกับที่หลายๆสโมสรที่ประสบความสำเร็จทำกัน


Photo : foxesofleicester.com

แต่สิ่งที่ทำให้ เลสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาล 2015-16 ได้รับการยอมรับอย่างสูงว่าเป็น The Greatest Underdog  นั่นอาจเป็นเพราะพวกเขามีสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสโมสรใหญ่ทั้งหมด แต่กลับเดินไปถึงจุดหมายได้เหมือนกัน

เลสเตอร์ ซิตี้ ปลุกความเชื่อมั่นให้กับทุกคนว่า “โลกนี้ยังมีความหวัง และทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ” แม้พวกเขาจะเป็นเพียงแค่สโมสรจากเมืองเล็กๆ ที่ไม่ได้มีแฟนบอลมากมายทั่วโลก ไม่ใช่ทีมที่ทุ่มเงินเป็นบ้าเป็นหลัง เพื่อไล่ล่าความสำเร็จ มีกลุ่มนักเตะและโค้ชที่เคยถูกมองข้ามจากหลายๆทีม มีเจ้าของสโมสรทีมที่ครั้งหนึ่งเคยโดนดูถูกว่า "อยากเข้ามายุ่งกับวงการฟุตบอล"

สโมสรต่างๆ บุคคลในวงการฟุตบอล ตลอดจนผู้นำประเทศทั่วโลก ต่างส่งข้อความร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของ เลสเตอร์ ซิตี้ หลังจากคว้าโทรฟีแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครองได้สำเร็จ

ทุกคนรู้ดีว่า นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามปกติในโลกลูกหนัง และหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่รู้ว่าอีกกี่สิบปี อีกกี่ร้อยปี จะมีทีมแชมป์แบบนี้เกิดขึ้นอีก” ยิ่งในยุคสมัย ที่นับวันช่องว่างระหว่างทีมใหญ่เงินถัง กับทีมเล็กงบประมาณจำกัด ยิ่งห่างออกไกลออกไป ในทุกขณะ


Photo www.lcfc.com

“เราทุกคนรู้เรื่องการลงทุนในสโมสรที่ท่านและครอบครัวได้ทำ แต่นี่เป็นเรื่องที่มากกว่าตรงนั้นมาก ๆ ท่านใส่ใจอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่สโมสร แต่เป็นทั้งชุมชนเรา ความช่วยเหลืออันไม่สิ้นสุดที่มีให้กับโรงพยาบาลและงานการกุศลในเมืองเลสเตอร์ของท่านจะไม่มีวันถูกลืม ท่านสูงส่งไปในทุก ๆ ด้าน”

“ผมไม่เคยพบใครอย่างท่านมาก่อน คนที่ทำงานหนักอย่างยิ่ง ทุ่มเทอย่างยิ่ง มีไฟอย่างยิ่ง ใจดีมีเมตตาอย่างที่สุด ท่านมีเวลาให้ทุกคน เข้าถึงทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครท่านมีเวลาให้เสมอ ผมชื่นชมท่านทั้งในฐานะผู้นำ ฐานะพ่อ และฐานะผู้ชายคนหนึ่ง”

“ท่านให้ความหวังกับทุกคน ว่าสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้นเป็นไปได้ ไม่ใช่แค่แฟน ๆ ของเรา แต่เป็นแฟน ๆ ของทุกกีฬาทั่วโลก! มีไม่กี่คนหรอกที่ทำได้อย่างนี้”

“ท่านให้แรงบันดาลใจผม และผมเชื่อในท่าน ท่านทำให้ผมรู้สึกว่าไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ หากไม่มีท่านและครอบครัว ทุกสิ่งที่เราทำมาด้วยกัน ประสบความสำเร็จมาด้วยกันอาจไม่มีทางเกิดขึ้นเลย ท่านได้มอบประสบการณ์ที่ผมจะมีได้แค่ในจินตนาการเท่านั้น”

“ท่านทำให้ฝันของผมเป็นจริง ท่านไม่มีทางรู้เลย ว่าท่านมีความหมายกับผมและครอบครัวมากมายเพียงใด...ท่านเปลี่ยนฟุตบอลไปตลอดกาล!” แคสเปอร์ ชไมเคิล ผู้รักษาประตูเลสเตอร์ ซิตี้ กล่าวสดุดี วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรที่โลกฟุตบอลจะไม่มีวันลืม


Photo : www.lcfc.com

ทั้งหมดคือเหตุผลที่ว่าทำไม เทพนิยายของ เลสเตอร์ ซิตี้ ฤดูกาล 2015-16 ยังคงตราตรึงอยู่ในใจแฟนกีฬาทั่วโลก

เรื่องราวในฤดูกาลดังกล่าว ไปไกลเกินกว่าแค่ สโมสรเล็กๆ ทีมหนึ่ง ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นแชมป์ลีกที่ดีสุดในโลก แต่เรื่องราวของ เลสเตอร์ฯ นับเป็นแรงบันดาลใจชั้นดีแก่ผู้คนที่ยังคงหายใจอยู่ ให้เชื่อว่า “ชีวิตนี้ยังคงมีความหวัง และทุกอย่างเป็นไปได้จริงๆ”

 

อ้างอิง

หนังสือ The Fairy Tale of Underfox : เทพนิยายจิ้งจอกสีน้ำเงินจากคำบอกเล่าของ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา โดย จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์
https://www.dailymail.co.uk/sport/sportsnews/article-6325567/Sven-Goran-Eriksson-boss-hired-Vichai-Srivaddhanaprabha-speaks-Leicester-owner.html
http://www.lcfcthai.com/lcfc-foxstory-4mar2016-01/
http://www.lcfcthai.com/8-years-in-king-power-stadium-with-special-interview-wichai-sriwattana-prapa-president-of-leicester-city-club/
https://www.matichon.co.th/sport-slide/news_1201213
https://twitter.com/kschmeichel1/status/1056676586446090240?s=07&fbclid=IwAR0q48sUch9SHNn1CFvK86I8Zxf88WIB5JQxJ_3FPM2790RgyTM316ADcvg



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง