mainstand

Inspiration

โรมัน เรนส์ vs ลูคีเมีย : ผมชนะเเล้ว 2 ครั้ง…และผมจะไม่มีวันยอมมัน



วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2018 โรมัน เรนส์ นักมวยปล้ำดาวดังของ WWE เดินทางเข้ามายังห้องประชุมของบริษัท ด้วยสีหน้าที่ไม่ได้ดุดันเหมือนครั้งที่เขาอยู่บนเวที ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไรก่อนที่จะปิดประตูห้องประชุมและเข้าไปคุยกับท่านประธาน วินซ์ แม็คแมน แต่นี่จะต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่


 

หลังจากการคุยกันแบบลับๆ จบลงก็ได้เวลาที่เรื่องนี้จะกระจ่างกลางสังเวียน WWE ในช่วงเปิดรายการ Monday Night Raw ของคืนนั้นที่รัฐโรดไอส์แลนด์ สหรัฐอเมริกา ท่ามกลางเสียงโห่ของแฟนๆ ซึ่งไม่ค่อยพอใจกับบทที่สมาคมขีดเขียนให้เขาเป็น “มหาเทพ” ผู้ชนะแทบจะตลอดศกเรื่อยมา...

"หลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้ยืนอยู่บนเวทีแห่งนี้และได้พูดอะไรออกมาหลายสิ่งหลายอย่างในฐานะ โรมัน เรนส์ ผมเคยพูดว่าผมจะเป็นแชมป์ ผมจะเป็นนักมวยปล้ำที่ไร้เทียมทาน และผมจะทำลายสถิติโลก แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันคือคำโกหก"  

"จริงๆ ผมชื่อ โจ ผมสู้กับโรคลูคีเมียมา 11 ปี และตอนนี้แย่หน่อยที่มันกลับมาเยือนผมอีกเเล้ว" 

สิ้นสุดประโยคนี้ โรมัน ก็ประกาศอย่างชัดเจนว่าเขาจะสละเข็มขัดแชมป์ยูนิเวอร์แซล หรือที่เรียกแบบไทยๆ ก็คือ แชมป์จักรวาล ที่ต่อสู้เพื่อให้ได้มันมาอย่างยากลำบาก เพื่อกลับไปสู้กับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวอีกครั้งหลังจากที่มันห่างหายมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ต่อจากนี้เขาจะเปลี่ยนสถานะจาก โรมัน เรนส์ กลับมาเป็นนาย โจ อานัวอี หนุ่มชาวอเมริกัน-ซามัว กล้ามโตวัย 33 ปี จาก ฟลอริด้า

จากนั้นแฟนมวยปล้ำทุกคนที่เคยโห่ใส่ กลับทำให้เขารู้สึกยิ่งใหญ่ เสียงตะโกนว่า "ขอบคุณ โรมัน ขอบคุณ โรมัน ขอบคุณ โรมัน" ดังสนั่นฮอลล์ ก่อนที่ โจ จะเดินลงจากเวทีอย่างชวนใจหาย นี่คือช่วงเวลาที่วงการมวยปล้ำต้องหาแชมป์คนใหม่อีกครั้ง

การลาสังเวียนอันยิ่งใหญ่ของเขาเป็นภาพสะท้อนที่ว่าเขาสร้างอะไรไว้บ้างตอนที่ยังอยู่ และนี่คือเรื่องราวของ โรมัน เรนส์ ชายผู้ได้รับข่าวร้ายในวันที่ตัวเองยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการมวยปล้ำ

 

เกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬา

"โจโว้ย ตื่นได้เเล้ว" เด็กชายโจลืมตาตื่นขึ้นมาทุกเช้าในฐานะผู้แบกรับความกดดันจากตระกูลที่ยิ่งใหญ่ เมื่อพ่อของเขาคืออดีตนักมวยปล้ำนามว่า ซิก้า (ซึ่งก็เป็นชื่อจริงด้วย) ที่เคยปล้ำในศึก NWA และ WWF ตั้งแต่ยุค 1970-80 ยิ่งไปกว่านั้น แม็ตต์ พี่ชาย ยังเคยปล้ำอาชีพใน WWE ภายใต้ชื่อ โรซี่ย์ (ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว) แถมวงศาคณาญาติยังเป็นนักมวยปล้ำแทบทั้งสิ้น ชนิดที่เอ่ยชื่อในสังเวียนเป็นร้องอ๋อ ไม่ว่าจะเป็น อูมาก้า, โยโกซึนะ, ริคิชิ, ตองก้า คิด แม้กระทั่ง ฝาแฝด ดิ อูโซ่ส์ กับ ดเวย์น จอห์นสัน หรือ "เดอะ ร็อค" ก็มีความเกี่ยวพันกับครอบครัวของโจด้วย ดังนั้นเขาจึงซึมซับสัญชาตญาณนักสู้โดยสายเลือด และเจ้าตัวก็ดูจะชอบที่จะเอาตัวเองท้าทายกับขีดจำกัดนี้เสียด้วย


Photo : www.wwe.com

ทุกเช้าที่เขาไปโรงเรียนเขาจะต้องโดนเพื่อนในห้องด่าทุกวัน "พ่อของฉันเกลียดพ่อเเกมากเลย อะไรจะโหดขนาดนั้น"

ว่ากันว่าการล้อเลียนของเด็กๆ จะถูกลืมไปง่ายๆ พอล้อกันมากๆ เข้าวันหนึ่งก็จะเบื่อจนที่สุดเเล้วก็เลิกล้อกันไปเอง ทว่าครอบครัวของ โจ (ชื่อที่เราใช้เรียก เรนส์ อาจจะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของชีวิต ขอได้อย่าสับสน) นั้นย้ายที่อยู่บ่อยๆ เพราะพ่อของเขาต้องไปปล้ำเวทีต่างๆ ทั่วประเทศ ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนโรงเรียนเขาก็จะเจอคำพูดเดิมๆ จากเพื่อนใหม่เสมอ "เฮ้ย พ่อเอ็งโคตรน่ากลัวเลยว่ะ"

"ชีวิตเราเหมือนกับพวกยิปซีโยกย้ายไปเรื่อยๆ" โรซี่ย์ หรือ แม็ตต์ อานัวอี พี่ชาย (ผู้ล่วงลับ) ที่แก่กว่า โจ ถึง 15 ปี ช่วยเสริมถึงเรื่องราววัยเด็กของครอบครัวนักมวยปล้ำครอบครัวนี้

"พ่อเริ่มเป็นนักมวยปล้ำตอนผมอายุ 5 ขวบ ตอนที่พ่อเริ่มใหม่ๆ ครอบครัวของเราเดินทางทั่วประเทศเลย มีพ่อ, แม่, ผม และหมาของเรานั่งอัดกันบนรถโตโยต้าเพื่อไปยังที่ต่างๆ เราเปลี่ยนที่อยู่บ่อย ส่วนผมเองก็ต้องย้ายโรงเรียนเเทบทุกปี"

โจ เองไม่ได้ซึมซับเรื่องราวความลำบากเท่าไรนัก เพราะตอนที่ลืมตาดูโลกพ่อของเขาก็เป็นระดับแชมป์ ครอบครัวมีบ้านเป็นของตัวเองแถมยังมีสวนหลังบ้านให้เดินเล่นอีกด้วย อย่างไรก็ตามแม้จะไม่ได้สัมผัสความลำบากแต่ก็เป็น โจ เองนั่นแหละที่ชอบเล่นกีฬาเอามากๆ เขาทุ่มเททุกหยดเพราะไม่อยากน้อยหน้า พ่อ และ พี่ชาย ช่วงวันหยุดไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่พ่อของเขาจะพาไปหลังเวทีพบกับเหล่านักมวยปล้ำดังๆ หลายคน ดังนั้นรูปในวัยเด็กของเขาจะมีรูปคู่กับซูเปอร์สตาร์ทั้ง ฮัลค์ โฮเเกน และคนอื่นๆ อีกมากมาย แต่นักมวยปล้ำที่มีอิทธิพลของเขามากที่สุดคือ "เบร็ต ฮาร์ท"


Photo : reddit.com

"ทุกครั้งที่เขาปรากฎตัวเขาจะใส่แจ็คเก็ตหนักสุดเท่ และโยนแว่นตาดำให้กับเด็กๆ ที่ข้างเวที ผมหวังจะเป็นคนนั้นมาตลอด ดูเขาสิเท่ระเบิดระเบ้อไปเลยล่ะ" โจ เล่าถึงช่วงเวลาการเป็นติ่งในวัยเด็กของเขา และในขณะเดียวกันเขาก็ต้องอดทนกับการเดินตามเส้นทางที่ครอบครัวได้ถางไว้  

ในช่วงไฮสคูล โจ ตัวใหญ่กว่าเด็กทั่วไปเยอะ แหงล่ะเรื่องนี้ ครอบครัวของเขามีสายเลือดที่ไม่ธรรมดา แถมยังเป็นพวกบ้าออกกำลังกายตั้งยังเด็ก แม้เส้นทางมวยปล้ำจะรอเขาอยู่แต่ด้วยความเป็นวัยรุ่นจึงทำให้เขาขอเลือกความเท่ระดับสาวๆ ในโรงเรียนต้องกรี๊ดไว้ก่อน กับกีฬามหาชนของชาวอเมริกัน นั่นคือ อเมริกันฟุตบอล … ไอ้เลือกน่ะไม่เท่าไหร่ แต่เลือกเล่นเพราะความเท่กลับกลายเป็นว่าเมื่อได้เล่นไปสักพักเขากลับเก่งขึ้นมาจริงๆ เสียอย่างนั้น

 

โจ จอมระห่ำ

โจ เรียนในโรงเรียน เพนซาโคล่า แคธอลิก ไฮสคูล ความใหญ่โตมโหฬารของเขาทำให้ เกร็ก ไซเบิร์ต โค้ชทีมโรงเรียนในเวลานั้นสงสัยมากๆ ว่าไอ้หนุ่มคนนี้เป็นใครมาจากไหน เพราะในวันคัดตัวโค้ชเกร็กเดินมามองหน้า โจ แต่ที่เขาสงสัยที่สุดคือรอยสักตัว L บนเเขน ซึ่งรอยสักสำหรับเด็กอายุ 14-15 ดูแล้วจะแปลกๆ และมาไวไปเสียหน่อย


Photo : @HelpfulRo1

"ผมถามเขาว่า ไอ้หนุ่ม รอยสักตัว L นี้แกได้มาจากไหน แล้วเขาก็บอกว่าเขาสักเองด้วยการใช้ไม้แขวนเสื้อเผาไฟให้ร้อน ซึ่งตัว L มาจาก Leati ซึ่งเป็นชื่อซามัวของเขาในวันที่ลืมตาดูโลก"

"ไอ้นี่บ้าดี" โค้ชเกร็ก ไม่ได้พูดหรอก แต่อาจจะคิดในใจ เพราะตอนนั้นเขาสนใจในความระห่ำของเด็กที่กล้าเอาไม้แขวนเสื้อแทนเข็มจิ้มใส่แขนตัวเองเป็นชั่วโมงๆ คงทำให้ทีมคู่แข่งครั่นคร้ามได้แน่ๆ และยิ่งตัวใหญ่ๆ แบบนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะมาเป็นนักอเมริกันฟุตบอล ซึ่งโค้ชเกร็กก็คิดถูกเพราะ โจ ในตำแหน่งไลน์แบ็คเกอร์ไล่แท็กคู่แข่งกระจายตลอดระยะเวลา 3 ปีที่เรียนอยู่


Photo : @RomanFansite

ความยอดเยี่ยมทำให้เขาได้เรียนในมหาวิทยาลัยจอร์เจียเทค ก่อนจะเก่งจริงจังจนถึงขั้นถูกดราฟต์ไปเล่นในระดับ NFL กับ มินนิโซต้า ไวกิ้งส์ ในปี 2007 แต่เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพของเขาไม่ได้เก่งกาจยืนยาวเหมือนตอนสมัยที่เรียนอยู่ "โจ อานัวอี" ไม่ได้เล่นให้กับ ไวกิ้งส์ เลยก่อนถูกปล่อยให้กับ แจ็คสันวิลล์ จากัวร์ส ซึ่งก็เหมือนเดิม คือแม้จะได้ออกสตาร์ทเกมแรกอย่างเป็นทางการแต่ก็เป็นเพียงเกมปรีซีซั่นเท่านั้น สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จต้องออกจากทีมและย้ายไปเล่นใน CFL ลีกอเมริกันฟุตบอลอาชีพในประเทศ แคนาดา กับทีม เอ็ดมอนตัน เอสกิโมส์ ซึ่งก็อยู่ได้แค่ปีเดียวและโดนปล่อยออกจากทีม


Photo : Foxsports.com

"ตอนไม่มีทีมเล่นผมเริ่มคิดเเล้วว่า โอเค เอาล่ะ ถ้ามันไม่มีทีท่าว่าเส้นทางนี้จะเกิดขึ้นได้ ผมก็จะสร้างเส้นทางใหม่ของตัวเองดู แม้ว่าผมจะผูกพันกับกีฬานี้มาก และเล่นมันตั้งแต่เจ็ดขวบเเล้วก็ตาม" นี่คือสิ่งที่เขาเปิดใจกับ เอ็ดมอนตัน ซัน สื่อท้องถิ่นของเมืองถึงช่วงก่อนถึงจุดเปลี่ยนในชีวิต

โจ เอาเรื่องนี้มาขบคิดอยู่นานสองนานว่า เหตุใดเขาจึงไม่สามารถเล่นอเมริกันฟุตบอลอาชีพได้ดีเหมือนกับตอนที่เรียนอยู่ ช่วงที่เป็นผู้เล่นฟรีเอเย่นต์เขาหาทีมเล่นอยู่นานสองนาน แต่สุดท้ายก็ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก ณ เวลานั้นเขารู้ตัวแล้วล่ะว่าจบเเล้วเส้นทางคนชนคน แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีโอกาสเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ได้เสียทีเดียว


Photo : Academic Dictionaries and Encyclopedias

เมื่อย้อนคิดเขาก็พบว่าครอบครัวของเขาคือสายเลือดนักมวยปล้ำอาชีพ ทำไมจึงไม่ลองพิสูจน์ดูล่ะว่าคำว่า "ลูกไม้หล่นใต้ต้น" นั้นมีจริงหรือเปล่า ซึ่งเขาเองจะได้รู้ภายหลังว่าเขาไม่ควรเสียใจเลยที่จะเดินตามสัญชาติญาณแห่งตระกูลครั้งนี้

 

ขอโทษที่ทำให้รอนาน...แต่ผมมาเเล้ว

หาก โจ ฝึกฝนและเอาจริงเอาจังกับมวยปล้ำแต่แรกเขาคงไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ทว่าเมื่อมาเริ่มจริงจังเอาตอนอายุ 20 กว่ามันก็ต้องยากหน่อย เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นคือการเข้าสู่วงการมวยปล้ำของเขาไม่ได้ผ่านการฝากฝังจากใคร ดังนั้นเขาจึงต้องเริ่มถางทางใหม่เองตั้งแต่ต้น


Photo : Study WWE Facts

ปี 2010 เขาถอดหมวกและเครื่องแบบอเมริกันฟุตบอลออกทั้งหมดและตรงเข้าเซ็นสัญญากับ WWE ซึ่งจุดแรกเขาต้องไปเริ่มกันที่โรงเรียนฝึกสอนมวยปล้ำ FCW เสียก่อน การปล้ำหนแรกของเขาในระดับล่างตอนนั้นเขาใช้ชื่อว่า โรมัน ลีก

กว่าจะเจอทางที่ใช่ก็กินเวลามาถึง 1 ปี เขาจึงพบว่าการปล้ำแบบแท็กทีมของของถนัดที่เหมาะสมกับตัวเองเป็นอย่างยิ่ง เขาจับคู่กับ ดอนนี่ มาร์โลว์ และกลายเป็นแชมป์แท็กทีมของ FCW ได้สำเร็จ  

จากนักปล้ำจ็อบเบอร์ ปล้ำเมื่อไหร่เป็นบันไดให้เมื่อนั้นที่นักมวยปล้ำแทบทุกคนต้องเจอ เขาเริ่มได้ปล้ำออกโทรทัศน์มากขึ้นเรื่อย โรมัน ลีก ได้ปล้ำกับ ดีน แอมโบรส และ เซ็ธ โรลลินส์ ซึ่งที่สุดเเล้วทุกคนที่กล่าวมาก็ได้กลายเป็นนักปล้ำระดับอาชีพของ WWE พร้อมกันทั้งหมด

ปมเดิมของเขากลับมาอีกเเล้ว เหมือนกับตอนที่เล่นอเมริกันฟุตบอลเป๊ะ เขามักจะเก่งในเวทีระดับล่าง แต่เมื่อเข้าสู่การแข่งขันในกระแสหลัก ก็ต้องปรับตัวอีกเยอะ มีหลายสิ่งที่จำเป็นสำหรับนักมวยปล้ำ WWE แต่เขากลับทำไม่ค่อยได้เพราะยังขาดความชำนาญ

ประการเเรกของเขาไม่ใช่คนพูดเก่งอยู่แล้ว ซึ่งนี่ถือว่าเป็นสิ่งร้ายแรงมากสำหรับ WWE เพราะนักมวยปล้ำก็เหมือนตัวละครที่ดำเนินเรื่องราวให้ถูกใจคนดู ดังนั้นช่วงแรกเขาจึงไม่ถูกโปรโมตมากนัก ไม่ใช่เพราะเขาไม่เก่งเพียงแต่ว่าเขาเดินบทไม่ค่อยเป็นนั่นเอง  

ขณะที่ แอมโบรส และ โรลลินส์ มีคาแร็คเตอร์ที่เด่นชัดเป็นของตัวเอง โรมัน ลีก ที่เปลี่ยนชื่อในสังเวียนใหม่เป็น โรมัน เรนส์ กลับแก้ปัญหาตัวเองไม่หาย เขาต้องได้รับบทบาทของตัวละครที่ไม่พูดเยอะในภายหลัง และเมื่อคนเดียวไปไม่รอด เขาจึงถูกจับรวมเป็น ทริโอ ในนาม "เดอะ ชิลด์"  


Photo : believe-in-rollins.com

บทนี้แหละที่เกิดสุดๆ เมื่ออยู่กับ เดอะ ชิลด์ เขาไม่ต้องพูดเยอะ เขาเจอ คาแร็คเตอร์ ที่เหมาะกับตัวตนจนได้ หน้าที่ของ เรนส์ คืออัดคู่ปล้ำให้ลงไปกองด้วยความแข็งแกร่งและขนาดร่างกายก็พอ ในขณะที่สั่งสมชื่อเสียงและเจนเวทีขึ้น เรนส์ เริ่มจะพูดเป็นและเริ่มฉายแววดาวเด่นขึ้นเรื่อยๆ

แม้จะพูดน้อยแต่เขาฉลาดที่จะพูด และทัศนคติเขาดูไม่เหมือนคนเลว และนี่คือบทบาทที่ WWE อยากให้เขาเป็น ด้วยภาพลักษณ์รวมๆ กัน รวมกับทักษะการปล้ำที่ดูเเข็งแกร่ง นั่นจึงถึงเวลาเเล้วที่เขาจะถูกผลักดันแบบเต็มตัว เรนส์ กำลังจะได้บทบาทใหญ่ที่สุด และนั่นหมายถึงเขาต้องเปลี่ยนรูปแบบในการขึ้นปล้ำเสียใหม่

WWE จำเป็นต้องยุบ "เดอะ ชีลด์" และแยก เรนส์ ออกมาเป็นตัวละครหลักและดันกันแบบสุดชีวิต ทว่ามันเป็นเหมือนดาบสองคมที่ทำให้ เรนส์ กลายเป็นนักมวยปล้ำที่โดนโห่มากที่สุดในยุคนี้

เรนส์ โดนแฟนมวยปล้ำเกลียดและโห่ใส่ตลอด เพราะบารมีเขายังไม่เหมาะกับบทฮีโร่ เหมือนที่ จอน ซีน่า และ เดอะ ร็อค เคยทำได้ แฟนๆ ยังมองว่ามีนักมวยปล้ำคนอื่นๆ อย่าง เอเจ สไตล์ส หรือแม้แต่อดีตเพื่อนร่วมแก๊งโล่อย่าง โรลลินส์ ที่ดูจะเหมาะสมตำแหน่งนี้มากกว่า


Photo : MLive.com

อย่างไรก็ตามทุกอย่างมี 2 ด้าน ปฎิกิริยาของแฟนมวยปล้ำที่มีต่อเรนส์ เรียกได้ว่าเสียงแตกมาตลอด ฝั่งหนึ่งที่ชอบก็ชอบเขาแบบสุดลิ่มทุ่มประตูในฐานะนักมวยปล้ำที่ดุดันและมีคาแร็คเตอร์ "เท่โดนใจ" โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กๆ ที่มักจะชื่นชอบคนที่เป็นฮีโร่อยู่แล้ว ส่วนอีกฝ่ายคือคนที่เกลียดเขาเข้าไส้หาว่าเป็นลูกรักของ WWE

แต่ถึงอย่างนั้นยิ่งโห่ WWE ก็ยิ่งดันเข้าไปใหญ่ เรนส์ เดินหน้าคว้าชัยชนะได้มากมาย คว้าแชมป์ อินเตอร์คอนติเนนทัล, เเชมป์ US, แชมป์แท็คทีม รวมถึงแชมป์โลก และแชมป์จักรวาลที่เป็นเหมือนจุดสูงสุดของ WWE


Photo : PWPIX.net

เรื่องเดียวที่เขาต้องรู้สึกเสียใจคือโรคร้ายที่เกาะเขาไม่เลิก มันทำให้เขาต้องยุติฝันเป็นครั้งที่ 2 แล้ว หนแรก ลูคิเมีย ตอนอายุ 22 ที่ทำให้เขาไม่สามารถเป็นนักอเมริกันฟุตบอลได้ และหนนี้เอากลับมาเพื่อพรากเข็มขัดเเชมป์ที่เขาหวงเเหนไปอีกครั้ง

"ผมจะไม่โกหกอีกเเล้ว นี่คือช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตผม ตอนนั้นผมไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีบ้าน และมีลูกเมียต้องดูแล ลูคิเมีย ทำให้อเมริกันฟุตบอลต้องจากผมไป รู้ไหมใครให้โอกาสผม ... WWE ไงล่ะ"

"บางครั้งชีวิตของคุณมันก็ไม่แน่นอนหรอก สิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ผมคงต้องลงจากเวทีแล้วก็กลับบ้านไปดูแลสุขภาพของตัวเอง จากนี้ไปผมจะพยายามเตะตูดไอ้มะเร็งเส็งเคร็งนี่ออกไปจากชีวิตของผมเสีย ผมมันพวกลูกผู้ชายใจสู้ ผมจะชนะมัน และผมจะกลับมาให้พวกคุณเห็นหน้าอีกครั้งในเร็วๆ นี้" เรนส์ กล่าวในวันขึ้นเวทีครั้งล่าสุด ซึ่งเขามั่นใจว่า นี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย..

 

อนาคตที่รออยู่

เมื่อถึงคราวเจ็บไข้ได้ป่วย ทุกคนล้วนต้องการหายขาดด้วยกันทั้งสิ้น แต่ขึ้นชื่อว่า มะเร็ง แน่นอนว่ากระบวนการรักษาย่อมต้องใช้เวลา แต่จะนานแค่ไหนล่ะ?


Photo : mykhel.com

"มันยากมากที่จะบอกว่าเขาจะกลับมาเป็นนักมวยปล้ำได้อีกหรือไม่” ดร.โจเซฟ อัลวานาส แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคลูคิเมียพูดถึงสถานการณ์ของ เรนส์ ในเวลานี้

“หลังจากเข้ารับการรักษา มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการรักษาโรคนี้่เพราะภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะถูกแทรกซึมไปเรื่อย ตอนนี้อาจจะต้องใช้การทำเคมีบำบัดควบคู่ไปกับการปลูกถ่ายไขกระดูกเพื่อทำให้ผลลัพธ์ที่เป็นอยู่นั้นดีขึ้น"

"ดังนั้นผมเรียนตามตรงเลยว่าการจะให้ เรนส์ ไปโดนเตะโดนต่อยบนเวทีอีกครั้งมันยากที่จะจินตนาการได้ บางคนหลังจากรักษาแล้วก็ต้องมีระยะพักฟื้นอีกไมน้อยเลยทีเดียว"

ดร. อัลวาร์นาส ยืนยันว่า เรนส์ จะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้และคู่กันกับการรักษาคือกำลังใจจากคนรอบข้างทั้งเพื่อนและครอบครัวของเขา นั่นอาจจะหมายถึงทุกกำลังใจจากวงการมวยปล้ำ ไม่เว้นแต่แฟนๆ ที่เคยโห่เขาด้วยก็ตาม

11 ปีก่อนลูคีเมียครั้งแรกที่มาเยือน แม้ทำให้เขาหยุดเดินต่อบนเส้นทางคนชนคน แต่ก็ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น โรคร้ายออกอาการใส่แบบไม่ยอมลดละแต่ก็ไม่อาจกลืนกินเอาร่างกายของเขาไปได้ มันคือชัยชนะที่เขาจดจำเพียงแต่ผลลัพธ์และไม่ค่อยปริปากถึงมันนัก แค่รู้ว่าหายดีเป็นปกติทุกอย่างก็จบลงแบบไม่ต้องถามต่อ


Photo : www.wwe.com

เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่เจ้าตัวแทบจะไม่บอกกับใครเลย แม้แต่ต้นสังกัดอย่าง WWE ยังให้รายละเอียดเพียงว่า พวกเขาทราบว่าเจ้าตัวเคยเป็นในปี 2008 แต่การรักษาตัวของ เรนส์ เร็วมาก เขาหายเป็นปกติได้ภายในเวลาอันสั้นจนเหมือนกับโรคร้ายนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลย

ชัยชนะเหนือลูคีเมียในครั้งแรกคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่าแชมป์ใดๆ ที่เขาเคยได้ ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาพิสูจน์แล้วว่าเขาไม่ได้พึ่งแค่โชคเท่านั้นจนมายืนอยู่จุดสูงสุด แต่จากนี้ เขาจะกลับไปเป็น โจ คนเดิมที่ยังต้องสู้ชีวิตต่อ

เวทีต่อไปสำหรับเขาจะเป็นเวทีที่ไม่มีนักสู้กล้ามโตตัวใหญ่คอยประมือ แต่คู่แข่งหนนี้ของเขาร้ายกว่าหลายเท่า ซึ่งหากพลาด เขาอาจจะถึงตายเลยก็ได้ ... 


Photo : sportskeeda.com

 

 

ผมกลับมาแล้ว

หลังจากโรมันประกาศสละเข็มขัดแชมป์จักรวาล เจ้าตัวก็เข้าสู่กระบวนการรักษามะเร็งที่กลับมาเยือนเป็นรอบที่สองแบบเงียบๆ 

เหมือนกับหนแรก ตัวเขารวมถึงทีมแพทย์ไม่ได้เปิดเผยขั้นตอนการรักษามากนัก ซึ่งแม้ในช่วงดังกล่าว โรมันจะออกงานอีเวนท์อยู่บ้างเนืองๆ แต่ก็ไม่มีสื่อเจ้าใดถามในเรื่องนี้ นัยเพื่อให้เขามีสมาธิกับการรักษาตัวให้มากที่สุดโดยที่ไม่ต้องมีอะไรมารบกวนจิตใจ

ปฏิทินล่วงผ่านเข้าสู่ปี 2019 สัญญาณที่ดีในการรักษาตัวของ "The Big Dog" ก็ปรากฎ เมื่อ เดอะ ร็อค โพสต์รูปในสื่อสังคมออนไลน์ว่า เขาได้เข้าฉากถ่ายทำภาพยนตร์ Hobbs & Shaw กับ โรมัน เรนส์ ญาติของเขา ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจปรากฎตัวในศึก RAW เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ (ตามเวลาในสหรัฐฯ)

จริงอยู่ที่ WWE ได้ประกาศถึงการปรากฎตัวของเขาออกมาล่วงหน้า แต่ด้วยสถานการณ์ที่ทุกคนก็ทราบ แน่นอน พวกเขาอยากรู้แน่ว่า โรมันจะพูดถึงเรื่องการรักษามะเร็งอย่างไร

และสิ่งที่ โรมัน เรนส์ หรือชื่อจริง โจ อานัวอี เอ่ยปาก ก็ทำให้แฟนๆ ได้เฮลั่น...

"ตอนนี้เชื้อมะเร็งได้จากผมไปแล้ว นั่นหมายความว่า ไอ้หมาใหญ่ตัวนี้กลับมาแล้วโว้ย!"

นับจากวันที่เขาประกาศอำลาสังเวียนมวยปล้ำจนถึงตอนนี้ เท่ากับว่าโรมันใช้เวลาหยุดพักรักษาตัวเพียงราว 4-5 เดือนเท่านั้น ถึงฟังดูเร็ว แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า เขาเคยชนะโรคนี้มาได้แล้วครั้งหนึ่ง นั่นหมายถึงเขารู้อยู่แล้วว่า จะรับมือกับโรคเส็งเคร็งนี้อย่างไร และด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม การเอาชนะมันอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินฝัน

และเมื่ออาการของโรคสงบ เจ้าตัวก็ตัดสินใจด้วยตัวเองว่า มันถึงเวลาที่จะกลับมาเพื่อทำในสิ่งที่รักอีกครั้ง จึงได้ตัดสินใจบอก วินซ์ แม็คมาน ผู้กุมอำนาจสูงสุดของ WWE เป็นคนแรก รวมถึงผู้บริหารระดับสูงอีกไม่กี่คน ก่อนที่การประกาศคืนสู่เหย้าจะเกิดขึ้น

แม้ตอนนี้ยังไม่มีใครทราบว่า บทบาทที่ WWE จะวางให้เขานั้นเป็นอย่างไร และวันที่เขาจะพร้อมขึ้นสังเวียนจริงๆ จะเป็นเมื่อไหร่ แต่แน่นอน เพียงเท่านี้แฟนมวยปล้ำทุกคนก็พร้อมส่งเสียงเฮให้เขาอย่างไม่มีข้อแม้

และถึงจะมีเสียงโห่อยู่บ้างก็ช่างปะไร ... เพราะกับเรื่องร้ายแรงที่สุดในชีวิตอย่าง มะเร็ง เขายังเตะตูดลงไปจากเวทีชีวิตได้แล้วเลยนี่นา

 

แหล่งอ้างอิง

https://nypost.com/2018/10/22/wwe-star-roman-reigns-reveals-hes-battling-leukemia/
https://www.self.com/story/roman-reigns-wwe-reveals-leukemia-diagnosis
https://pittsburgh.cbslocal.com/2014/08/19/8-things-you-didnt-know-about-wwe-superstar-roman-reigns/
https://en.wikipedia.org/wiki/Roman_Reigns
https://sports.yahoo.com/news/wwe-s-roman-reigns-ready-to-prove-his-critics-wrong-at-wrestlemania-31-210550571.html
https://comicbook.com/wwe/2018/10/25/roman-regins-leukemia-wwe-cost-one-year/
https://wwfoldschool.com/update-on-who-made-the-decision-of-roman-reigns-quick-return-after-going-into-remission/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง