Stories

สู่ดินแดนฮอลลีวูด : ก้าวย่างเพื่อเทียบรอยเท้า MJ ของ LBJ



แชมป์ NBA 3 สมัย, ผู้เล่นทรงคุณค่า หรือ MVP 4 สมัย,ติดทีมออลสตาร์ 14 ครั้งติด และสารพัดเกียรติประวัติอีกมากมาย ดูเหมือนจะยังไม่จุใจผู้เล่นตำแหน่งฟอร์เวิร์ดที่ทำรายได้ต่อปีสูงถึง 440 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 14,400 ล้านบาท อย่าง เลบรอน เจมส์ ที่ทุกวันนี้นอกจากจะเป็นราชาของ NBA แล้ว ยังเตรียมขยับขยายอิทธิพลไปไกลถึงวงการศึกษาและอุตสาหกรรมฮอลลีวูดอีกด้วย


 

หลายคนคิดว่า จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการมายา คือการที่เจ้าตัวเตรียมรับบทนำในภาพยนตร์ Space Jam 2 สานต่อสิ่งที่ ไมเคิ่ล จอร์แดน ได้สร้างปรากฎการณ์ไว้เมื่อ 20 กว่าปีก่อน แต่หากลงลึกกันจริงๆ สตาร์คนใหม่แห่ง ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส ดูเหมือนจะตระเตรียมและวางแผนไว้เป็นอย่างดีก่อนหน้านั้นกว่าทศวรรษแล้ว

 

สายสัมพันธ์ของคู่ซี้

หากเราจะหาว่าปฐมบทของเรื่องทั้งหมดที่กล่าวมาเกิดขึ้นตอนไหนนั้น บางทีเราคงต้องเริ่มต้นด้วยความสัมพันธ์ของ เลบรอน และเพื่อนคนหนึ่งที่ชื่อ มาเวอร์ริค คาร์เตอร์


Photo : www.blackenterprise.com

แม้จะไม่ได้เป็นคนบ้านเดียวกัน (เลบรอนเกิดที่เมืองเอครอน รัฐโอไอโอ ส่วนมาเวอร์ริคเกิดที่เมืองแอตแลนต้า รัฐจอร์เจีย) แต่ทั้งคู่ต่างสนิทสนมกันมานาน จากการเรียนชั้นไฮสคูลด้วยกันที่โรงเรียนเซนต์วินเซนต์-เซนต์แมรี่ ก่อนที่เส้นทางของทั้งคู่จะแยกจากกันหลังเรียนจบ เลบรอน ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ผู้ถูกเลือก’ ในการเป็นสุดยอดนักบาสเกตบอลแห่งสหัสวรรษใหม่ตัดสินใจเข้าไปตามล่าฝันใน NBA เมื่อปี 2003 ส่วน มาเวอร์ริค เลือกที่จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม เส้นทางชีวิตของคาร์เตอร์ก็มาถึงจุดเปลี่ยน เพราะจากตอนแรกที่เข้ามาเรียนในฐานะนักบาสเกตบอลให้กับมหาวิทยาลัยเวสต์มิชิแกน เจ้าตัวก็ตัดสินใจย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเอครอนเพื่อเบนเข็มสายสู่สายธุรกิจ ก่อนจะเข้าฝึกงานกับ ไนกี้ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬาชั้นนำของโลก และเป็นสปอนเซอร์ส่วนตัวของเลบรอน โอกาสที่อยู่ตรงหน้าทำให้มาเวอร์ริคตัดสินใจออกจากการเรียน เพื่อมาออกงานภาคสนามให้ไนกี้ในเวลาต่อมา

ด้วยสายสัมพันธ์ที่ตัดกันไม่ขาด กับประสบการณ์ในบริษัทที่ทรงอิทธิพลสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก ที่สุดแล้ว มาเวอร์ริค ก็หวนกลับมาร่วมงานกับ เลบรอน อีกครั้งเมื่อปี 2006 ในฐานะผู้จัดการส่วนตัว รวมถึงร่วมกันตั้งบริษัท LRMR Management เพื่อบริหารสิทธิประโยชน์ให้กับนักบาสเกตบอลที่โด่งดังที่สุดแห่งสหัสวรรษใหม่

 

ตัดสินใจครั้งสำคัญ

หลังจากเป็น ‘เดอะ แบก’ ให้กับ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ทีมบ้านเกิดมาโดยตลอดนับตั้งแต่ถูกดราฟท์เป็นคนแรกเมื่อปี 2003 ในที่สุดเลบรอนก็มาถึงจุดที่ต้องเลือกว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิตในปี 2010

เพราะในตอนนั้น แม้ทีมคาวาเลียร์สจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อเลบรอน แต่ศักยภาพของทีมนี้ก็ยังมีจำกัดจนไม่สามารถไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ความผิดหวังซ้ำซากที่ต้องเจอ จะทำให้ประวัติของ ‘ผู้ถูกเลือก’ และ ‘ราชา’ คนนี้มีจุดด่างพร้อยสำคัญ กับการเป็น ‘ราชาไร้บัลลังก์’

ด้วยเหตุผลด้านความสำเร็จ เลบรอนได้ตัดสินใจแล้วว่า การย้ายไปอยู่ทีมที่มีองค์ประกอบพร้อมเท่านั้น คือคำตอบที่จะช่วยให้เขาคว้าแหวนแชมป์มาประดับมือได้

ตรงนี้คือช่วงเวลาที่มาเวอร์ริคเข้ามามีบทบาทสำคัญ เมื่อเขาได้รับการติดต่อจาก จิม เกรย์ อดีตผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์ ESPN ถึงไอเดียของการจัดรายการพิเศษ เพื่อประกาศให้แฟนบาสทั้งโลกรู้ว่า ‘เลบรอนจะตัดสินใจอย่างไร?’ ซึ่งคาร์เตอร์เองก็มีไอเดียในเรื่องการระดมทุนเพื่อการกุศลอยู่แล้วเพียงแต่ขาดวิธีการนำเสนอ เมื่อไอเดียสอดคล้องกัน รายการพิเศษ ‘The Decision’ จึงได้ถือกำเนิดขึ้น


Photo : mic.com

การออกอากาศสดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2010 ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในแง่ของเรตติ้งและรายได้ เมื่อมีผู้ชมในช่วงเวลาที่เลบรอนประกาศว่าจะย้ายทีมไป ไมอามี่ ฮีต สูงถึง 13.1 ล้านคน (เฉพาะในสหรัฐอเมริกา) อีกทั้งยังสามารถระดมทุนเพื่อการกุศลได้ถึง 6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ในแง่ความรู้สึกของแฟนกีฬา กลับสอบตกอย่างรุนแรง แฟน ‘แคฟส์’ รู้สึกว่าพวกเขาถูกขวัญใจเบอร์ 1 หักหลัง ขณะที่นักวิจารณ์ก็สับแหลก โดยชี้ว่ามีวิธีการที่ดีกว่านี้ในการประกาศย้ายทีม

แม้ตัวเลบรอนจะออกมายอมรับในภายหลังว่า หากมีโอกาสได้ทำสิ่งนี้อีกครั้ง จะนำเสนอในรูปแบบที่ต่างออกไปก็ตาม แต่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจ รวมถึงประโยคเด็ด "Taking my talents to South Beach" ที่เป็นกระแสโด่งดัง กลายเป็นมีมให้เอาไปเล่นสนุกทั่วโลก อย่างน้อยทั้งเลบรอนและมาเวอร์ริคก็ได้บทเรียนสำคัญ พร้อมกับการแจ้งเกิดบนหน้าสื่อไปทั่วโลก เป็นจุดเริ่มต้นสู่สิ่งยิ่งใหญ่กว่าที่จะตามมานั่นเอง

 

สู่วงการมายา

ด้วยความโด่งดังในฐานะนักกีฬา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวงการฮอลลีวูดพร้อมหยิบยื่นโอกาสในการต่อยอดชื่อเสียงไปอีกขั้นกับการเป็นนักแสดง ซึ่งเลบรอนเองก็มีโอกาสได้เล่นในบทสมทบเล็กๆ เป็นตัวเอง อย่างในภาพยนตร์ Trainwreck เมื่อปี 2015


Photo : newyorker.com

ทว่าเจ้าตัวกับมาเวอร์ริคเพื่อนซี้กลับมีแนวคิดที่ก้าวไปอีกขั้น กับการเป็นผู้สร้างเพื่อโกยรายได้จากอุตสาหกรรมมายาชนิดรวบแม่น้ำทั้งสาย นั่นคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญของการเปิดตัว SpringHill Entertainment บริษัทสร้างภาพยนตร์และสารคดีซึ่งมีเลบรอนเป็นเจ้าของ และมาเวอร์ริครับบทซีอีโอ

และด้วยชื่อเสียงของเขา การหาพันธมิตรเพื่อขยายธุรกิจให้เติบโตจึงเป็นเรื่องง่าย นั่นคือที่มาของการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่าง SpringHill กับ Warner Bros. บริษัทสื่อและบันเทิงระดับแนวหน้าของโลก ในการร่วมกันสร้างภาพยนตร์และสารคดี ยิ่งไปกว่านั้น Turner Sports บริษัทในเครือ Warner Bros. ยังได้ชูเลบรอนเป็นหัวหอกของ Uninterrupted เครือข่ายสื่อที่เป็นกระบอกเสียงสำหรับนักกีฬา ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ได้แสดงความคิดอย่างไม่ถูกตัดต่อหรือดัดแปลงคำพูดอีกด้วย

เควิน สึจิฮาระ ประธานและซีอีโอของ Warner Bros. เผยถึงความร่วมมือกันในครั้งนี้ว่า “เลบรอน เจมส์ ถือเป็นแบรนด์ที่มีพลังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก เมื่อรวมกับการสร้างสรรค์ผลงานและการจัดจำหน่ายของเราที่ไม่เป็นสองรองใคร ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแฟนๆ ทั่วโลกจะได้ประโยชน์อย่างมหาศาล ซึ่งเราดีใจมากที่เลบรอนและมาเวอร์ริคร่วมเป็นพันธมิตรกับเรา”

การเปิดตัวโปรเจ็คท์ที่กล่าวไปข้างต้น เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ชื่อของเลบรอนกำลังขึ้นหม้อแบบสุดๆ เพราะในตอนนั้น เจ้าตัวสามารถคว้าแหวนแชมป์ NBA ได้แล้วถึง 2 วงกับ ไมอามี่ ฮีต และกลับไปคืนความสุขให้กับบ้านเกิด ด้วยการย้ายเข้าทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส อีกครั้ง ซึ่ง อดัม พาดิล่า ซีอีโอของ BrandFire บริษัทเอเจนซี่ที่ร่วมงานกับ Run-DMC วงฮิปฮอประดับตำนาน และ ทอม เบรดี้ ยอดควอเตอร์แบ็คของ นิวอิงแลนด์ เพเทรียตส์ มองว่า นี่คือการเดินเกมที่ฉลาดอย่างยิ่ง

“การแตกแบรนด์เพื่อสร้างภาพลักษณ์นั้นจำเป็นต้องทำในตอนที่อยู่ช่วงขาขึ้น เพราะหากทำเรื่องที่ว่าในช่วงขาลง มันจะกลายเป็นว่าคุณดิ้นรนอย่างสิ้นหวังเพื่อกลับมาดังอีกครั้ง ซึ่งเลบรอนจัดอันดับความสำคัญของสิ่งที่เขาทำได้ดี คือบาสเกตบอลมาอันดับแรก ฮอลลีวูดมาอันดับสอง ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้วางรากฐานเรื่องมูลนิธิการกุศลเพื่อให้มรดกของเขาคงอยู่ต่อหลังเลิกเล่นไปแล้ว”

และเมื่อดูเรื่องงานบุญงานกุศล ก็ถือได้ว่าเลบรอนนั้นเป็นพ่อพระอีกคนหนึ่งของวงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการศึกษา เพราะจากประสบการณ์ชีวิตที่เติบโตในย่านเสื่อมโทรม เจ้าตัวจึงทราบเป็นอย่างดีว่า หากเยาวชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง พวกเขาก็จะมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ปัญหาสังคมและอาชญากรรมน้อยลงตามไปด้วย


Photo : www.theatlantic.com

โดยนอกจากกองทุนทางการศึกษาที่เจมส์มอบให้กับนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อยู่ตลอดแล้ว ล่าสุดเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขาได้ตัดสินใจสร้างโรงเรียน I Promise ด้วยทุนทรัพย์จากทางมูลนิธิของเขาและพันธมิตรที่เมืองเอครอน รัฐโอไฮโอ เพื่อให้เป็นโรงเรียนประถมและมัธยมสำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ที่เป็นบ้านเกิดของเจมส์ ซึ่งแม้จะเป็นโรงเรียนรัฐ แต่สวัสดิการนั้นดีไม่แพ้โรงเรียนเอกชนเลยแม้แต่น้อย

การสร้างชื่อเสียงและความมั่งคั่ง ควบคู่ไปกับการตอบแทนสังคม ทำให้ภาพลักษณ์ของเลบรอนในระยะหลังดีขึ้นกว่าในยุคแรกๆ ที่เข้ามาโลดแล่นใน NBA ตลอดจนช่วงที่ตัดสินใจย้ายทีมครั้งแรกไป ไมอามี่ ฮีต อย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเมื่อเลบรอนสามารถล้างคำสาปให้กับเมืองคลีฟแลนด์ที่ไม่มีทีมกีฬาสามารถคว้าแชมป์ได้เลยกว่า 50 ปี ด้วยการนำ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส คว้าแชมป์ NBA ได้สำเร็จ เจ้าตัวก็ได้รับการยกย่องราวกับพระเจ้า กลับมาเป็นลูกรักของชาวเมืองอีกครั้ง ซึ่งช่วยให้ย่างก้าวต่อไปของเลบรอนราบรื่นขึ้นด้วยเช่นกัน

 

ฮอลลีวูด...เป้าหมายใหม่ที่รอการพิชิต

เมื่อเป้าหมายของเลบรอนคือการสร้างชื่อในวงการบันเทิง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจำเป็นต้องมีศูนย์บัญชาการที่นครลอสแอนเจลิส เมืองหลวงของโลกมายา เราจึงได้เห็นเขาซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่แอลเอตั้งแต่ช่วงที่จับมือเป็นพันธมิตรกับ Warner Bros. ยิ่งไปกว่านั้น ลูกๆ ของเขายังมีถิ่นพำนักและศึกษาที่นี่อีกด้วย

แต่สิ่งที่ดูจะเป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจน ก็คือการตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส ซึ่งหลายคนเชื่อว่า นอกจากจะเป็นการแสวงหาความท้าทายใหม่แล้ว ยังเป็นการประกาศแบบกลายๆ ว่า เจ้าตัวพร้อมบุกฮอลลีวูดอย่างเต็มตัวเช่นกัน

เรื่องดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการสร้างผลงานของ SpringHill ที่เปลี่ยนไปอีกด้วย เพราะจากเดิมที่เน้นการสร้างผลงานต่างๆ ทั้งภาพยนตร์และซีรี่ส์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวงการกีฬาเป็นหลัก ก็เริ่มหยิบผลงานแนวอื่นมาสร้างด้วย อย่างเช่น ซีรี่ส์ย้อนยุค Madam C.J. Walker ที่สร้างจากชีวิตจริงของ ซาราห์ บรีดเลิฟ หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ มาดาม ซี เจ วอล์คเกอร์ นักธุรกิจและนักกิจกรรมผิวสีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหญิงสาวคนแรกที่สร้างตัวจนมีรายได้นับล้านเหรียญฯ ของอเมริกา โดยคนที่มารับแสดงในบทนี้คือ อ็อกตาเวีย สเปนเซอร์ เจ้าของรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก The Help

"ผมภูมิใจกับโปรเจ็กต์นี้มากๆ แถมค่าย SpringHill ยังได้ร่วมงานกับอ็อคตาเวียเพื่อจะบอกเล่าเรื่องราวแสนสำคัญนี้" เจมส์ว่า "ชาวอเมริกันทุกคนควรรู้เรื่องของมาดาม ซี เจ วอล์คเกอร์ครับ เธอเป็นนักธุรกิจ นักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมที่ชีวิตของเธอถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์"

แต่การประกาศตัวว่าจะลุยวงการฮอลลีวูดนั้น คงไม่มีอะไรที่จะสร้างกระแสได้แรงไปกว่าการที่เลบรอนออกโรงเอง เมื่อบวกกับการเป็นพันธมิตรกับ Warner Bros. มันก็มีแค่เพียงโปรเจ็คท์เดียวเท่านั้นที่อย่างไรเสียทั้งโลกจะต้องจับตามอง… ภาคต่อของ Space Jam นั่นเอง

หากยังจำกันได้ Space Jam ภาคแรกเมื่อปี 1996 ได้ยอดนักบาสเก็ตบอลในยุคนั้นอย่าง ไมเคิล จอร์แดน มารับบทเป็นตัวเองในหนังที่ต้องทำภารกิจเล่นบาสเกตบอลกับเหล่าตัวการ์ตูนคุ้นหน้าคุ้นตาอย่าง บั๊กส์ บันนี่ และสมาชิกจาก ลูนี่ ตูนส์ ซึ่งประสบความสำเร็จมหาศาลด้วยการกวาดรายได้จากทั่วโลกไปถึง 230 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (จากทุนสร้างเพียง 80 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จากจอร์แดนผู้ที่มีชื่อเสียงพุ่งทะลุเพดานสมัยเล่นให้กับ ชิคาโก้ บูลส์ กวาดต้อนเอาแฟนบาสเกตบอลให้เข้าโรงภาพยนตร์ได้เป็นจำนวนมาก ทว่ากว่าที่จะมีภาคต่อได้ก็ต้องรอถึงกว่า 20 ปี

แต่งานนี้เลบรอนเองก็ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะเขาได้นำทีมงานระดับท็อปของฮอลลีวูดมาร่วมกันผลักดันโปรเจ็คท์ยักษ์ชิ้นนี้ ทั้งการเลือก เทอร์เรนซ์ แนนซ์ ที่เคยกำกับหนังแอนิเมชั่นคอเมดี้เรื่อง An Oversimplification of Her Beauty เมื่อปี 2012 มาเป็นผู้กำกับ รวมถึงนำ ไบรอัน คูกเลอร์ ที่สร้างปรากฎการณ์ให้กับโลกเซลลูลอยด์ จากการกำกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ค่าย Marvel อย่าง Black Panther จนกลายเป็นหนังที่กำกับโดยคนเชื้อสายแอฟริกันรายได้สูงสุดตลอดกาลเป็นโปรดิวเซอร์

แน่นอนว่าการมารับบทนำในภาคต่อ ทำให้ผู้คนอดเอามาเปรียบเทียบกับจอร์แดนไม่ได้ ซึ่งมาเวอร์ริคได้เปิดเผยถึงแนวทางการสร้างผลงาน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการรีบู๊ตเรื่องราวใหม่ มากกว่าสร้างภาคต่อว่า “ทุกคนคงเห็นว่าฉบับดั้งเดิมนั้นคือผลงานชิ้นสุดยอด ซึ่งเราก็ต้องทำผลงานให้ออกมายอดเยี่ยมด้วยเช่นกัน” ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จอร์แดนจะมาปรากฎตัวในหนังเสียด้วย


Photo : thesource.com

อย่างไรก็ตาม การเป็นคนมีชื่อเสียงนั้นก็มีราคาที่ต้องจ่าย ซึ่งตัวเลบรอนเองก็ทราบดีจากประสบการณ์ตรง จนเขารู้ดีว่าต้องทำอย่างไรถึงจะคงความมั่งคั่งทางชื่อเสียงไว้ให้ได้มากที่สุด มากไปกว่านั้นคือการเป็นคนดังผู้เป็นที่รักของผู้คนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าเซเลบริตี้ในฮอลลีวูดซึ่งมีแนวคิดเสรีนิยม… ที่จะว่าไป มันก็ค่อนข้างตรงกับตัวตนของเขาพอดิบพอดี

เพราะเลบรอนถือเป็นอีกหนึ่งคนที่แสดงออกอย่างชัดเจนถึงจุดยืนเรื่องการเมืองและสังคม ทั้งการประท้วงต่อการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ และประกาศศึกกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหัวขวาจัดอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไม่กลัวเกรง จนเกิดเป็นวิวาทะอยู่บ่อยครั้ง แต่เลบรอนก็ไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่ทรัมป์ตำหนิเท่าไหร่นัก มันคือการวางตัวที่ชนะใจคนในฮอลลีวูดส่วนมากที่ยืนอยู่คนละฝั่งกับทรัมป์ และยังเป็นก้าวสำคัญของการยืนหยัดต่อความเท่าเทียมทางสีผิวที่เขาเรียกร้องเสมอมาอีกด้วย ซึ่งแม้แต่จอร์แดน ที่หลายคนมองว่าเป็นตำนานคนที่เลบรอนหวังทาบรัศมี ก็ยังสนับสนุนในประเด็นนี้

แม้เลบรอนจะจบการศึกษาสูงสุดเพียงแค่ชั้นมัธยม แต่การมีเพื่อนคู่คิดและที่ปรึกษาอย่างมาเวอร์ริค รวมถึงความสนใจส่วนตัว ถือได้ว่าผู้ชายคนนี้หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง จนแม้แต่ วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนยังต้องยกนิ้วให้ แถมการวางตัวของเขายังโดดเด่นจนน่าทึ่ง ทุกความคิดที่ถ่ายทอดสู่สาธารณะ สามารถเรียกกระแสจากสังคมได้เสมอ


Photo : nypost.com

Space Jam 2 อาจจะไม่ใช่ผลงานชิ้นแรกๆ ที่เลบรอนมีส่วนเกี่ยวข้องกับวงการฮอลลีวูดก็จริง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือผลงานชิ้นที่ดีที่สุดในการประกาศตัวว่า ตัวเขาพร้อมแล้วที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางสายนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการเทียบรอยเท้าของชายผู้เป็นตำนานอย่างจอร์แดนเท่านั้น แต่อาจเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะทำให้เลบรอนนั้นเป็นตำนานทั้งในวงการบาสเกตบอล และวงการบันเทิงก็ได้ ใครจะรู้



ชื่นชอบบทความนี้ของ : พิมพ์ชนก พุกสุข ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง