Stories

ดไวท์ ยอร์ค : ชายหน้าเปื้อนยิ้ม ผู้เปลี่ยนโฉมหน้าลูกหนัง ‘ตรินิแดดฯ’ ไปตลอดกาล



หากพูดถึง ตรินิเเดด และ โตเบโก ชื่อแรกที่คนไทยนึกถึงคงหนีไม่พ้น "ดไวท์ ยอร์ค" อย่างแน่นอน อดีตดาวยิงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดทริปเปิลเเชมป์ประวัติศาสตร์ปี 1999 คือตำนานแห่งประเทศชาวเกาะ และเป็นเหมือนทูตลูกหนังที่ทำให้ทั้งโลกได้เข้าใจว่า "ประเทศนี้ก็มีดีเหมือนกัน"


 

หน้าที่ของนักการทูตคือ การเป็นผู้แทนเจรจาและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศนั้น ๆ เช่นเดียวกับการสนับสนุนข้อมูล ความสัมพันธ์ฉันมิตร และที่สำคัญคือการประชาสัมพันธ์ บอกโลกให้รู้ว่าประเทศของเรานั้นแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ดังนั้นตำแหน่งของนักการทูตนั้นถือว่าสำคัญมากๆ สำหรับประเทศเล็กๆ ที่ไม่เป็นที่รู้จักของชาวโลก

ไม่ใช่แค่เพียงแต่ในทางการเมืองเท่านั้น บางครั้งการบอกโลกให้รู้ว่า “ข้ามาจากไหน” ก็สามารถทำได้ในวงการอื่นๆ เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องของวงการกีฬา ที่ต้องยอมรับว่าสิ่งนี้ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศได้มีประสิทธิภาพที่สุดโดยไม่ต้องใช้งบประมาณหลายพันล้าน ไม่ต้องใช้คนเยอะแยะมากมาย แค่เพียงนักกีฬาเพียงคนเดียวที่เก่งมากๆ ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเป็น “ทูตกีฬา” และขับเคลื่อนวงการกีฬาของประเทศไปข้างหน้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ และนี่คือเรื่องราวของ “ดาวยิงหน้าเปื้อนยิ้ม” นับตั้งแต่วันที่เขาถูกค้นพบบนเกาะเล็กแถบแคริเบียน จนถึงวันนี้เขากลายเป็น “รุ่นใหญ่” ในวงการกีฬาของ ตรีนิเเดด และ โตเบโก

 

เด็กหนุ่มผู้มาพร้อมกับโชคชะตา

ตรินิเเดด และ โตเบโก คือหมู่เกาะเล็กๆ ในแถบทะเลแคริบเบียน ที่เคยถูกทั้งสเปน และอังกฤษยึดครอง พวกเขาพอจะมีชื่อเสียงเรื่องงานเทศกาลคาร์นิวัลท้องถิ่น แต่มันก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักเหมือนกับที่บราซิล และแน่นอนว่าฟุตบอลไม่ใช่กีฬาที่จะทำให้ผู้คนรู้จักพวกเขาไปทั่วโลก จนกระทั่ง ดไวท์ ยอร์ค ได้สร้างปรากฏการณ์ในดินแดนผู้ดี

ยอร์ค นั้นเกิดที่เกาะ คานาน ซึ่งเป็น 1 ใน 21 เกาะของประเทศ ตรินิเเดด และ โตเบโก แน่นอนว่าจุดเริ่มต้นของเขาเหมือนกับบุคคลประวัติศาสตร์หลายๆ คน เพราะเขาเติบโตมาจากครอบครัวที่ยากจน อาศัยอยู่กับแม่เพียงแค่ 2 คนและใช้ชีวิตติดชายหาดมาตลอดช่วงวัยเด็ก

แม้จะชอบเล่นฟุตบอล แต่ด้วยฐานะของเขา การซื้อรองเท้าสตั๊ดหนึ่งคู่นั้นเป็นเรื่องที่ยากไม่น้อย ยอร์ค ต้องจับปูขายเพื่อแลกกับรองเท้า ความยากลำบากคือสิ่งที่เขารู้จักดี มันทำให้เขามุ่งมั่นที่จะหลีกหนีความจนนี้ให้ได้ และเขาเองก็เอาจริงเอาจังกับเรื่องฟุตบอลไม่น้อย แม้ว่าชาติของตัวเองจะไม่มีรายได้ก้อนโตมอบให้นักฟุตบอลในลีกเหมือนกับประเทศอื่นๆ ก็ตาม

ยอร์ค ได้เล่นในสโมสร Signal Hill Comprehensive School ตอนเขาอายุแค่ 16 ปี ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะสโมสรแห่งเป็นทีมท้องถิ่นไร้ประวัติศาสตร์ และไร้ชื่อเสียงในวงกว้าง  

ว่าแต่ในเมื่อไม่เคยผ่านระดับอะคาเดมี่และฝึกฝนแบบจริงๆ จังๆ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เด็กจับปูกลายเป็นสุดยอดดาวยิงขึ้นมาได้?

บางครั้งคนเราคนเราก็ต้องการโชค เพราะฝีมืออย่างเดียวอาจไม่พอ ในช่วงปี 1989 ทีมดังจากพรีเมียร์ลีกอย่าง แอสตัน วิลล่า เดินทางมาเก็บตัวช่วงปรีซีซั่นแถบทะเลแคริบเบียน ซึ่ง ณ วันนั้นเองที่ชีวิตของ ยอร์ค ได้เปลี่ยนไปตลอดกาล

จะเพราะว่าลูกทีมของ เกรแฮม เทย์เลอร์ ว่าที่กุนซือทีมชาติอังกฤษในเวลาต่อมา ผ่อนแรงเพราะเป็นช่วงปรีซีซั่นด้วยหรือเปล่าก็ไม่มีใครทราบได้ แต่ที่แน่ๆ เกมนั้นเหล่าแข้งเกมรับของ วิลล่า โดนเด็กอายุ 17 ปี ชาว ตรินิแดด ประเทศที่พวกเขาแทบไม่เคยได้ยินชื่อเผาเครื่องจนหมดแรง ชนิดที่ว่าในช่วงท้ายๆ มีการเอาจริงกันเกิดขึ้นแต่ก็จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน สุดท้าย เทย์เลอร์ เดินมาตบไหล่กุนซือทีมคู่แข่ง และเริ่มเข้าประเด็นสำคัญ นั่นก็คือการดึงเอา ดไวท์ ยอร์ค กลับไปยังเกาะอังกฤษด้วยกัน พร้อมจ่ายเงินค่าตัว 120,000 ปอนด์เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยน


Photo : Birmingham Mail

"ผมเลิกเรียนไป 8 เดือนในช่วงปี 1989-90 เพราะสถานการณ์ในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกช่วงนั้น ตอนนั้นจำได้ผมอายุ 17 ปี และแม่ของผมด่าผมยับเลยที่ไม่ยอมเรียนหนังสือ แต่ทุกสิ่งเปลี่ยนไปเมื่อวิลล่าเข้ามาทัวร์ช่วงปรีซีซั่น เเละบอกกับแม่ผมว่าพวกเขาอยากได้ผมไปร่วมทีมด้วย นาทีนี้ผมกล้าบอกกลับแม่อย่างกล้าหาญว่า ผมจะกลับไปเรียนอีกครั้งตอนอายุ 35 ปีก็ยังได้ แต่สำหรับฟุตบอลโอกาสนี้มันจะผ่านเเล้วผ่านเลยนะครับ"

จากหมู่เกาะในแคริบเบียนถึงเกาะอังกฤษ ยอร์ค กลายเป็นคนดังของประเทศเรียบร้อยแล้วเพียงข้ามคืน หากนึกภาพไม่ออกคือคนทั้งประเทศกว่า 8 ล้านคนเองก็เพิ่งรู้ว่าประเทศของพวกเขามีนักเตะที่เก่งพอจะเล่นในระดับพรีเมียร์ลีกได้ด้วยซ้ำ

ยอร์ค ติดทีมชาติตรินิเเดด และ โตเบโก นับจากนั้น แม้จะอายุ 17 ปีแต่ฝีเท้าของเขาไม่ธรรมดาอย่างที่ได้กล่าว ไม่มีใครสู้เขาได้ เขาเล่นให้กับ ตรินิเเดด และ โตเบโก ในรอบคัดฟุตบอลโลก 1990 เกือบทุกเกมและทำได้ดีจนกระทั่งถึงนัดสุดท้ายซึ่งเป็นศึกชิงดำโซนคอนคาเคฟ ที่ ตรินิเเดด และ โตเบโก จะต้องเจอกับ สหัฐอเมริกา ซึ่งโจทย์มีอยู่ว่าใครชนะได้ไปฟุตบอลโลกทันที

ณ เวลานั้น ตรินิเเดด และ โตเบโก เป็นทีมที่ดีในแง่ของการจัดการ รัฐบาลของประเทศสนับสนุนฟุตบอลเป็นอย่างมากเพราะตอนนั้นประเทศของพวกเขาเองก็เพิ่งฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และฟุตบอลก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่จะให้ประชาชนในประเทศร่วมกันขับเคลื่อนไปพร้อมๆกัน รัฐบาลจึงประกาศให้เกมวันนี้ถือเป็นวันหยุดของประเทศเพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาชมเกมให้ได้มากที่สุด

กัลลี่ คัมมิ่ง โค้ชของทีมยืนยันว่ารัฐบาล กับสมาพันธ์ฟุตบอล ตรินิเเดด และ โตเบโก ช่วยเหลือทีมทุกด้าน พวกเขาจ้างนักจิตวิทยามาเป็นหนึ่งในสต๊าฟของทีม และนั่นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีตำแหน่งนี้เกิดขึ้น

"เรามีนักจิตวิทยาของทีมด้วยนะ ครั้งแรกเลยสำหรับทีมชาติ ตรินิเเดด และ โตเบโก ที่มีแบบนี้กับเขา เป็นการทำงานที่แตกต่างจากที่เคยเป็น นักเตะในทีมจะได้คุยกับนักจิตวิทยากันแบบตัวต่อตัว ก่อนเกมกับ สหรัฐอเมริกา เราก็ทำแบบนั้น มันช่วยเราได้มาก คนอื่นๆ อาจจะไม่รู้แต่นักจิตวิทยานี่แหละที่มีอิมแพ็คต่อทีมชุดนั้นและนักเตะทุกคน"

แม้จะทำได้ดีเกินคาด มาไกลถึงเกมสุดท้ายเพื่อไล่คว้าฝัน อย่างไรก็ตาม ตรินิเเดด และ โตเบโก ล้มเหลวในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกปี 1990 ตอนนั้นเหมือนกับว่ายิ่งหวังมากก็ยิ่งผิดหวังมาก ทีมชาติ ตรินิเเดด และ โตเบโก ไม่เคยเฉียดเข้าใกล้ฟุตบอลโลกอีกเลยเป็นระยะเวลา 15 ปีหลังจากนั้น เรียกได้ว่าถึงขั้นซบเซาเต็มตัว เลยทีเดียว ขณะที่โปรเจ็ตต์ลีกอาชีพทีเ่ป็นพื้นฐานหลักก็ยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นให้เป็นรูปเป็นร่างเลยแม้แต่น้อย

ตัดภาพกลับมาที่อังกฤษด้าน ยอร์คเองก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนักกับช่วงออกสตาร์ทกับ แอสตัน วิลล่า นั่นก็เพราะเขายังเด็กมาก หนำซ้ำเพื่อนซี้ข้างบ้านของเขาที่ชื่อว่า ไบรอัน ลาร่า ก็ประสบความสำเร็จจนเป็นที่รู้จักจากการเป็นนักคริกเก็ต จึงทำให้ ยอร์ค ต้องโดนแม่กดดันตามเคย เพียงแต่ว่าเขานำมันมาเปลี่ยนเป็นพลังและนั่นทำให้เขายิ่งมุ่งมั่นกว่าเดิม

"ความสำเร็จของ ไบรอัน ลาร่า เป็นแรงบันดาลใจให้ผม ผมไม่สามารถเปรียบเทียบอะไรกับเขาได้เพราะเรื่องราวของเขามันมหัศจรรย์ แต่ผมอยากจะทำให้คนทั้งประเทศรู้จักผมมากขึ้นในฐานนักฟุตบอลคนหนึ่ง"


Photo : Kreol Magazine

ยอร์ค เททุกสิ่งทุกอย่าง เขาอยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพจนหูตามืดบอดแม้แต่ทุนนักกีฬาจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจของเขาได้ สิ่งหนึ่งที่หลายคนไม่รู้คือเขาเป็นหนึ่งในนักเรียนวิชาคณิตศาสตร์ชั้นยอด แต่นั่นไม่มากเท่ากับความรักที่มีต่อฟุตบอล

"ผมได้ทุนนักฟุตบอลของฮาวาร์ด ไม่รู้นะผมว่ามันฟังดูแปลกๆ ผมเป็นคนที่สนใจวิชาคณิตศาสตร์และชอบเรื่องตัวเลขมากๆ ตอนที่ยังเรียนหนังสืออยู่ อย่างไรก็ตามความพ่ายแพ้ (จากฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก) ทำให้ผมแข็งแกร่งและมุ่งมั่นมากกว่าเดิม และแน่นอนผมสนุกอยู่กับช่วงเวลาของการเป็นนักฟุตบอล"

ทว่าทุกอย่างไม่เคยง่าย ช่วง 2-3 เดือนแรก เทย์เลอร์ แทบจะไม่ใช้งานเขาเลยแม้ว่าผลงานในสนามซ้อมของ ยอร์ค จะโดดเด่นเอาเรื่อง โดยเหตุผลหลักคือเพราะ ยอร์ค ยังเด็กมาก แถมร่างก่ายก็ยังไม่พร้อมสำหรับเกมหนักๆ ของพรีเมียร์ลีก ซึ่งที่สุดเเล้ว เทย์เลอร์ ก็ไม่ได้ใช้งานยอร์คเลยตลอดกาลเมื่อตัดสินใจรับงานคุมทีมชาติอังกฤษหลังจบฟุตบอลโลก 1990 และเป็นกุนซือใหม่ชาวสโลวาเกียอย่าง โจเซฟ เวนกลอส ที่เข้ามาทำหน้าที่แทนและให้โอกาสยอร์ค ลงสนามในลีกสูงสุดนัดแรกในเกมทีพรีเมียร์ลีกที่พบกับ แมนฯ ยูไนเต็ด


Photo : Daily Mail

ยอร์ค ล้มเหลวไม่เป็นท่าในเกมนัดเเรก ทอมมี่ โดเฮอร์ตี้ อดีตกุนซือของปีศาจเเดงพูดถึงฟอร์มการเล่นของเขาว่า "ถ้าไอหนุ่มนี่เล่นระดับดิวิชั่น 1 ได้ ผมว่าคนอย่างผมก็ยิ่งใหญ่กว่าเหมา เจ๋อ ตุง ได้เหมือนกันล่ะ"

การปรับตัวถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของเขา ปีแรก ยอร์ค ยิงได้เพียง 2 ประตูเท่านั้นจากการลงสนาม 21 เกม นั่นถือว่าเป็นจำนวนประตูที่น้อยมากจนกระทั่งมีการเปลี่ยนกุนซือเป็น รอน แอตคินสัน ยอร์ค ก็ได้โอกาสมากขึ้นและการเป็นดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรในปี 1992 ซึ่งหลังจากนั้นยอร์คพัฒนาตัวเองขึ้นเรือยๆ ในและพีกสุดๆ ในปี 1996 ชนิดที่ว่าหาตัวจับไม่ได้อีกแล้วโดยเฉพาะเรื่องของการจบสกอร์ที่เหนือชั้นจนเกินไป

เขายิงได้ถึง 25 ประตูในฤดูกาล 1995-96 ว่ากันว่าเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ยอร์ค เป็นนักเตะหนุ่มประเภทไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ สภาพจิตใจและสภาพร่างกายของเขา "แกร่ง" พอๆ กัน ดั๊ก เอลลิส ประธานสโมสรของ วิลล่า ยังเคยบอกเอาไว้เมื่อในอดีตว่าเขายอมเอาปืนยิงนักเตะอย่าง ยอร์ค ให้ตายยังดีกว่าขายกองหน้ารายนี้ให้กับทีมใดก็ตามบนโลก


Photo : www.birminghammail.co.uk

ช่วงเวลานั้นคือขีดสุดช่วงหนึ่งของเขา ยอร์ค คือไอค่อนของคนทั้งประเทศ มีการสร้างสนามฟุตบอลชื่อว่าสนาม "ดไวท์ ยอร์ค สเตเดี้ยม" ที่มีความจุ 7,500 คน ซึ่งเป็นสนามกีฬาแห่งเดียวทีได้มาตรฐานบนเกาะที่จะทำให้เหล่าเยาวชนได้ฝึกฝน ซึ่งตัวเขาก็ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการ “รันวงการ” ฟุตบอลในประเทศหลังจากซบเซามานานหลายปี สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือพวกเขาไม่เคยเฉียดรอบคัดเลือกรอบสุดท้ายโซนคอนคาเคฟได้อีกเลย หลังจากปี 1990


Photo : Kerry Walcott

ในช่วงเวลาเดียวกัน ยอร์ค กลายเป็นคู่หูดาวยิงกับ ซาโว มิโลเซวิช ชื่อเสียงของเขาถูกสั่งสมมาจนสุกงอมได้ที จนกระทั่งปี 1998 อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังต้องการกองหน้าคนใหม่เพื่อเสริมคมในแนวรุกหลังจาก เอริค คันโตน่า ประกาศแขวนสตั๊ดด้วยเหตุผลสุดติสต์จนทิ้งช่องว่างช่องใหญ่ไว้ให้ปีศาจเเดง

ครั้งแรก เฟอร์กี้ เล็งนักเตะอย่าง กาเบรียล บาติสตูต้า และ แพทริก ไคลเวิร์ต เอาไว้ก่อนหน้า ยอร์ค แต่เมื่อ บาติโกล บอกว่าจะอยู่โยงกับ ฟิออเรนติน่า และ ไคลเวิร์ต ก็ยังสนุกกับการค้าแข้งกับ บาร์เซโลน่า จึงเป็นเหตุผลที่ เฟอร์กี้ เบนเป้ามาที่ ยอร์ค ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเขาคือไข่ในหินของ วิลล่า รวมถึงกุนซือของทีมในเวลานั้นอย่าง จอห์น เกรเกอรี่ ก็อยากจะเก็บเข้าไว้กับทีมใจจะขาด เพียงแต่ว่า ยอร์ค เองมีความฝันที่เเน่วแน่ เขาอยากจะค้าแข้งกับทีมที่ดีที่สุด อยากจะสร้างชื่อเป็นตำนานของประเทศเหมือนที่เคยบอกไว้ ดังนั้นเขาจึงแข็งข้อกับ วิลล่า

"แฟนๆ ไม่ต้องกังวลไป ยอร์ค จะอยู่กับเราต่อ เขาไม่มีทางไปไหนแน่นอน" เกรเกอรี่ มั่นใจมากๆ จึงกล้าประกาศคำนี้ต่อหน้าสื่อ ทว่าคล้อยหลังจากนั้นสองวัน ยอร์ค ก็ฉีกหน้าเขาไม่มีชิ้นดี

"มันเเฟร์ที่สุดเเล้วที่ผมอยากจะบอกว่าผมจะอยากจะย้ายไปอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ผมอยากจะไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก เวทีเเบบนั้นแหละที่คู่ควรกับผม ผมใช้เวลาตลอดซัมเมอร์ปี 1998 เพื่อดูฟุตบอลโลกผ่านจอทีวี ผมรู้ดีว่ามันแทบไม่มีทางเลยที่ผมจะได้ไปอยู่จุดนั้นกับ ตรินิเเดด และ โตเบโก ดังนั้นอย่างน้อยๆ ให้ผมได้เล่นกับสโมสรที่อยู่ในระดับเเนวหน้าเถอะ"

"โอกาสแบบนี้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวกับชีวิตผม ผมอยากคุยกับ เกรเกอรี่ และ บอร์ดบริหารให้เข้าใจ ผมไม่อยากให้ใครมองว่าผมทรยศ ผมอยากให้ทุกคนลองคิดดูถ้าวันหนึ่งคุณได้รับงานในฝันแบบนี้คุณจะทำอย่างไร?"

ไม่มีใครหยุดยอร์คอยู่อีกเเล้ว แม้กระทั่ง ไบรอัน ลาร่า ยอดนักคริกเก็ตเพื่อนซี้ของเขาที่บอกว่าเขาควรจะอยู่กับ วิลล่า ต่อไป แต่ ยอร์ค อธิบายว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่ความฝันของเขา แต่มันเป็นคำตอบที่เขาตามหามาตลอดชีวิตบนเส้นทางลูกหนัง

สิ้นสุดคำสัมภาษณ์นี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ได้ตัว ยอร์ค ไปครอบครองด้วยราคา 12.8 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่า "ไม่เบา" สำหรับช่วงปี 1998 และอย่างที่เรารู้กันหลังจากนั้นเขากลายเป็นตำนานและสร้างปรากฎการณ์ด้วยการจับคู่กับ แอนดี้ โคล พาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าทริปเปิ้ลแชมป์สุดยิ่งใหญ่ ตั้งแต่ปีแรกที่ร่วมถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด พร้อมจัดการยิง 29 ประตูจาก 51 นัดรวมทุกรายการ

"มันเหมือนกับคุณเจอผู้หญิงที่ใช่และตกหลุมรัก ทุกอย่างมันดูเข้ากันไปหมด เราไม่เคยพูดจาแย่ๆ ใส่กัน ถ้าเราไม่พอใจกัน อีกฝ่ายจะมองหน้ากันแล้วพูดสั้นๆ ว่า ‘โอเค’ หลังจากที่เขาย้ายมา พวกสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรปมักจะพูดว่า ‘หยุดโคลกับยอร์ค แล้วเราจะหยุดแมนฯ ยูไนเต็ดได้’ แต่พวกเขาทำไม่สำเร็จ เรายิ่งเล่นกันด้วยความมั่นใจมากขึ้น และเรารู้สึกว่าเราพร้อมจะยิงประตูคู่แข่งทุกสัปดาห์ ถ้าใครคนหนึ่งยิงไม่ได้ อีกคนจะยิง เราจะเปลี่ยนรูปแบบการเล่นไปเรื่อยๆ แล้วแต่ว่าคู่แข่งของเราเป็นใคร ถ้าเขาเติมสูง ผมจะลงต่ำ ไม่มีกองหลังทีมไหนสามารถประกบเราได้ เป็นช่วงเวลาที่เราได้เล่นฟุตบอลอย่างมีอิสระเสรี" นี่คือคำบรรยายสรรพคุณของ ยอร์ค โดย แอนดี้ โคล ซึ่งเราแทบไม่ต้องสงสัยอะไรต่อเลย คำพูดประโยคนี้แสดงถึงความเป็นจริงออกมาทั้งหมดเเล้ว


Photo : Victoria Warehouse

เราไม่รู้ว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวกันหรือเปล่า เพราะหลังจาก ที่ ยอร์ค โด่งดังเป็นพลุแตกกับ แมนฯ ยูไนเต็ด หลังจากนั้นไม่กี่เดือนสมาพันธ์ฟุตบอลตรินิเเดด และ โตเบโก ก็ได้สร้างลีกฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในช่วงปลายปี 1999 โดยใช้คำว่า T&T ลีก ซึ่งจุดนี้เองกลายเป็นจุดบ่มเพาะนักเตะรุ่นหลังอย่าง เคนวิน โจนส์, คาร์ลอส เอ็ดเวิร์ด, สเติร์น จอห์น ที่ล้วนแต่กลายมาเป็นนักเตะตัวหลักทีมชาติในภายหลังทั้งสิ้น

น่าเสียดายที่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของยอร์ค นับตั้งแต่ปี1998 จนถึงปี 2002 ที่เขาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นช่วงเวลาที่สวนทางกับผลงานในระดับทีมชาติ เด็กจับปูคนนี้เผลอเรอเกินไป เขาคิดว่าตัวเองเก่งกาจที่สุดไม่มีใครเทียบ แม้นั่นจะมีส่วนถูกอยู่บ้างแต่มันก็มากเกินไป จนทำให้เขาพลาดโอกาสไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในประเทศ ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ

ตรินิแดด เกือบจะมีโอกาสเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี 2002 อยู่เเล้วหากได้ความสามารถของ ยอร์ค เข้ามาผนึกกำลัง ทว่าเขาเองก็เมาเละเทะเเละโดดซ้อมจนทำให้กุนซือของทีมต้องปวดหัวและไร้ทางเลือก สุดท้ายก็ต้องรักษาสปิริตทีมด้วยการตัดชื่อ ยอร์คออกจากทีม

"ผมเป็นโค้ชให้ ยอร์ค 1 เกมในเเมตช์กระชับมิตร เขาเก่งมากในวันนั้น เล่นดีแบบเหลือเชื่อ แต่ที่สุดเเล้วเขาไม่ได้แสดงให้ผมเห็นเลยในการฝึกซ้อม โชคร้ายที่เราต้องเตะเขาออกจากทีม...ผมยอมรับว่ามันคือความอัปยศเพราะเขายอดเยี่ยมมากและประเทศก็หวังจะให้เขาเป็นส่วนสำคัญในการไปฟุตบอลโลกครั้งแรก"

"มีคนบางคนบอกผมว่า ยอร์ค และ รัสเซล ลาตาปี (นักเตะทีมชาติอีกคน) ดื่มกันหนักมาก จนที่สุดเเล้วก็ขาดซ้อม พวกเขาทำให้ผมหมดทางเลือกเอง จริงๆ ถ้ามีพวกเขาอยู่เราอาจจะได้ไปฟุตบอลโลกตั้งแต่ปี 2002 เเล้ว"

"หลังจากรายการนั้นผมก็ออกจากตำแหน่ง ยอร์ค และ ลาตาปี ก็กลับมาสู่ทีมก่อนพวกเขาจะช่วยกันพาไปฟุตบอลโลกปี 2006"

… ในปี 2006 ถือว่าเป็นปีที่ ยอร์ค เข้าสู่ช่วงขาลงเต็มตัว เขาอายุ 35 ปีแล้ว สังขารก็ร่วงโรย สถิติการยิงประตูก็ลดน้อยลง

เขาเล่นอยู่ในลีกรองของอังกฤษกับ ซันเดอร์แลนด์ โดยมีอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง รอย คีน เป็นกุนซือ แต่กระนั่นในนามทีมชาติเขายังไม่ประกาศเลิกราแต่อย่างใด

ด้วยวัยที่สูงขึ้น ยอร์ค ต้องถอยจากการเล่นกองหน้าลงมาเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ ว่าก็ว่าเถอะ ยอร์ค ถือว่าเป็น เรจิสต้า มิดฟิลด์ (regista หรือที่เราคุ้นเคยในชื่อ เพลย์เมกเกอร์ตัวต่ำ - deep lying playmaker) ยุคแรกๆ เลยก็ว่าได้ เขาอาจจะไม่มีแรงวิ่ง แต่ก็เเลกมากับการมองเกมทีมเฉียบขาดแม่นยำ อีกทั้ง ตรินิเเดด และ โตเบโก ชุดนั้นก็มีเพื่อนร่วมทีม (รุ่นน้อง) หลายคน ที่ทำให้งานของเขาง่ายขึ้น

ตรินิเเดด และ โตเบโก มีผู้รักษาประตูอย่าง ชาก้า ฮิสล็อป ที่เล่นให้กับ เวสต์แฮม, สเติร์น จอห์น ที่ยิงไปถึง 12 ประตูในรอบคัดเลือก, เคนวิน โจนส์ จากเซาธ์แฮมป์ตัน รวมถึง มาร์วิน แอนดรูวส์ กองหลังจาก กลาสโกว์ เรนเจอร์ส และทั้งหมดช่วยให้ ตรินิเเดด ผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ตรินิเเดด และ โตเบโก ร่วมสายกับ อังกฤษ, สวีเดน และ ปารากวัย ซึ่งแน่นอนว่าด้วยมาตรฐานที่เป็นรองพวกเขา "ไม่รอด" ตกรอบแรกแต่ก็ยังเก็บ 1 คะแนนจากเกมที่เสมอกับ สวีเดน ซึ่งเกมนั้น ยอร์ค คว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แม็ตช์ อีกด้วย นอกจากนี้เมื่อทัวร์นาเม้นต์จบลงเขายังมีชื่อเป็นผู้เข้าชิงมิดฟิลด์ยอดเยี่ยมของทัวร์นาเม้นต์อีกต่างหาก

หลังจากนั้นไม่นาน ยอร์ค ก็ประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการ ทว่าเรื่องราวของการตอนแทนโอกาสที่ได้รับของเขายังไม่จบลงแค่นั้น ยอร์ค ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตกีฬาของประเทศ ซึ่งตัวเขาเองก็ยืดอกรับตำแหน่งนี้อย่างภาคภูมิใจ โดยตั้งความหวังไว้ว่าอนาคตหลังจากนี้ ตรินิเเดด และ โตเบโก จะมี ดไวท์ ยอร์ค คนใหม่เกิดขึ้นอีกเป็นสิบๆ คน

เขาไม่ได้มาเพียงแค่ฉวยโอกาสเพื่อจะเล่นการเมือง ยอร์ค มั่นใจว่าการเข้ามาทำหน้าที่ของเขาจะทำให้ภาพรวมของฟุตบอลตรินิเเดดดีขึ้น เขาวาดภาพกว้างๆ เอาไว้โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องการมอบโอกาสซึ่งเป็นจุดสำคัญที่สุด

"ทุกคนมองไปที่การแก้ไขแบบปุบปับรวดเร็ว แต่ผมคิดว่าเราต้องมองภาพรวม เราต้องแก้กันทีพื้นฐาน  และมีแรงขับให้มากเข้าไว้ พวกเขาจะได้มองไปยังวีรบุรุษในวงการกีฬาที่เดินทางไปสร้างชื่อเสียงในต่างเเดน แลพพวกเขากลับมาเพื่อแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นที่จะแก้"

"ประเทศของเรายิ่งใหญ่ นั่นหมายความว่าประชาชนของเราก็เช่นกัน ผมมีหลายเรื่องที่จะพูดแต่ที่สุดเเล้วการกระทำเสียงดังกว่า หลังจากนี้เราจะทำในสิ่งที่ถูกต้องนั่นคือการทุ่มเทเพื่อสร้างอนาคตของประเทศด้วยกัน"

บทบาทของ ยอร์ค ในฐานะคนกีฬาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจากการทำหน้าที่ทูตกีฬาของ ตรินิเเดด และ โตเบโก ได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว ในปี 2016 เขายังประกาศชูมือสนับสนุน จานนี่ อินฟานติโน่ อดีตเลขาธิการ FIFA ที่ลงสมัครเป็นประธาน FIFA แข่งกับ เซ็ปป์ แบล็ตเตอร์ (ก่อนที่ แบล็ตเตอร์ จะแพ้ภัยตัวเองถูกห้ามลงสมัครในเวลาต่อมา) ซึ่งช่วงเวลานั้น ยอร์ค ถือว่าเป็นหัวคะแนนของ อินฟานติโน่ สำหรับโซนคอนคาเคฟเลยทีเดียว ไม่ว่า อินฟานติโน่ จะเดินทางไปหาเสียงที่ประเทศไหน ยอร์ค ก็มักจะปรากฎกายอยู่ข้างๆ เขาตลอด


Photo : ttfootball.org

ซึ่งจุดนี้เองเขาก็ใช้ความสนิทสนมกับทั้งสองฝั่ง ทั้งประธานาธิบดีของประเทศตรินิเเดด และ โตเบโก อย่าง เดวิด จอห์น วิลเลี่ยมส์ ที่พ่วงตำแหน่งประธานสมาพันธ์ฟุตบอลของประเทศด้วย นอกจากนี้ยอร์คยังสนิทสนมกับ อินฟานติโน่ ซึ่งผลที่ตามมาคือ อินฟานติโน่ ก็เดินทางมายังตรินิเเดด และ โตเบโก พร้อมกับโปรเจ็คทั้งหลายเพื่อจุดมุ่งหมายจะพัฒนาวงการฟุตบอลโซนคอนคาเคฟให้มมีคุณภาพยิ่งขึ้น

"เรารู้ว่าฟุตบอลทำให้งานของหัวหน้ารัฐบาลของประเทศต้องปวดหัว แต่เรามาถึงเเล้ว จานนี่ อินฟานติโน่ มีประสบการณ์และเหมาะสมที่จะนำทุกคนเคลื่อนที่ไปข้างหน้า และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมผมจึงอยู่ที่นี่แหละสนับสนุนเขา" ยอร์ค กล่างถึง อินฟานติโน่ เมื่อปี 2016 ที่ทั้งคู่เตรียมมาทำโครงการพัฒนาฟุตบอลโซนคอนคาเคฟ

ยอร์ค พา อินฟานติโน่ ลุยหาคะแนนเสียงทั่วโซน คอนคาเคฟ และในที่สุด อินฟานติโน่ ก็ชนะการเลือกตั้งขึ้นเป็นใหญ่ใน FIFA ได้สำเร็จ หลังจากนั้น ยอร์ค ก็กลายเป็นทูตของ FIFA จากการแต่งตั้งของอินฟานติโน่ นั่นเอง นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม ยอร์ค จึงมีชื่อลงเล่นเกมการกุศลของต่างๆ เสมอ


Photo : ttfootball.org

สิ่งที่ ตรินิแดด และ โตเบโก ได้จากยอร์คอีกต่อคือพวกเขาได้รับการสนับสนุนจาก FIFA เพิ่มเติมหลายๆอย่างทั้งการสร้างสนามฟุตบอลมาตรฐานที่มีความจุถึง 27,000 คนซึ่งถือว่าเป็นสนามที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ นอกจากนี้ยังมีโปรเจ็คพัฒนาเยาวชนในประเทศอีกมากมาย

ความปรารถนาที่แรงกล้า ความเสียสละและมุ่งมั่นทำให้ ยอร์ค ได้ใจชาว ตรินิเเดด และ โตเบโก มากกว่าตอนที่เขาเป็นนักเตะเสียอีก ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นเพียงอดีตนักเตะชุดฟุตบอลโลกเท่านั้น เขายังเป็นหนึ่งในผู้กุมอนาคตที่จะช่วยให้ ตรินิแดด และ โตเบโก ได้ไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอีกสักครั้ง  

"สำหรับผมเเล้วมันเป็นการส่งข้อความในแง่บวกให้กับเด็กๆทุกคนและคืนความหวังให้กับคนในประเทศอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในตำแหน่งที่จะสามารถทำให้ความฝันเป็นจริงได้ต้องช่วยกัน  ไม่ใช่แค่พูด แต่พวกเราต้องลงมือทำ"

"นี่คือสิ่งที่ท้าทายที่สุดของพวกเราชาวตรินิเเดด และ โตเบโก ทุกคน ตอนนี้ประเทศของเรากำลังเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"

คำพูดปลุกใจเหล่านี้อาจจะทำให้คุณเผลอคิดว่า ยอร์ค ในวัย 46 ปีกำลังมองหาผลประโยชน์เพื่อต่อยอดในอนาคต อาทิเรื่องของการเป็นนักการเมือง ... มีหลายคนสงสัยแบบนี้เช่นกัน นักข่าวของ ตรินิเเดด และ โตเบโก ได้ยิงคำถามนี้ใส่ ยอร์ค ในวันที่เขาพาทีมรวมดาราของ ฟีฟ่า อาทิ พาทริก แบร์เกอร์, ปีแอร์ ฟาน ฮอยจ์ด็องค์ และ วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์ มาเตะฟุตบอลการกุศลที่บ้านเกิดของเขา

ยอร์ค หลุดขำและบอกว่า"แน่นอนผมไม่เคยสนใจการเมือง ไม่มีเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตอนนี้ต้องขอบคุณประเทศของผมที่ให้โอกาสครั้งสำคัญครั้งนี้

“ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้ยืนบนแถวหน้าในฐานะคนกีฬา และผมยินดีอย่างยิ่งที่จะมีโอกาสนำเราทุกคนไปข้างหน้า"

ฟุตบอลโลกสำหรับประเทศเล็กๆ ถือเป็นเรื่องยากแต่ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันขับเคลื่อนก็ใช้ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะถึงเวลานี้ ตรินิแดด และ โตเบโก เข้าใกล้จุดนั้นมากขึ้นทุกที ไม่แน่ว่าในอีก 4 ปีต่อจากนี้ที่ กาตาร์ เราอาจจะเห็น ยอร์ค ใส่สูทอยู่บน บ็อกซ์ วีไอพี ในเกมรอบแบ่งกลุ่มระหว่าง บราซิล กับ ตรินิแด และ โตเบโก ที่ประเทศกาตาร์เป็นเจ้าภาพก็ได้ … ใครจะไปรู้



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง