Stories

เล่าผ่านแฟนพันธุ์แท้ NBA : แค่ฝีมือไม่พอ? โชคลางกับนักบาสเกตบอล NBA



ความเชื่อและโชคลาง ดูจะเป็นเรื่องห่างไกลกับความสามารถของเหล่านักบาสเกตบอล NBA ลีกที่รวมเหล่ามือเทพไว้ที่นี่ แต่ใครจะไปคิดว่า แม้แต่นักบาสอันดับ 1 ของโลกตลอดกาลอย่าง ไมเคิล จอร์แดน ก็ยังมีความเชื่อแปลกๆที่ส่งผลต่อฟอร์มในสนามของเจ้าตัว


 

เมื่อเอ่ยถึง NBA ทุกคนย่อมต้องนึกถึง ลีกที่รวบรวมเอา นักบาสเกตบอลชั้นนำของโลก มาประชันฝีมือกัน

ความสามารถที่เก่งกาจ จึงเป็นคุณสมบัติข้างต้นที่ นักบาสเกตบอล NBA ทุกคนต้องมี เพราะกว่าที่นักยัดห่วงทุกคนจะมายืนอยู่บนลีกที่แข่งขันกันสูงเช่นนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเสียเลย

พวกเขาต้องผ่านการฝึกซ้อมที่หนักหน่วง การฝึกฝนทักษะซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้กระทั่งการสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพื่อหล่อหลอมให้เขาเป็น นักบาสที่ดีพอใน NBA

แต่ถึงแม้ นักบาสเกตบอล NBA จะได้รับการยอมรับว่า มีฝีมือที่เหนือกว่า นักบาสทั่วๆไปในลีกประเทศอื่น ก็ใช่ว่าทุกคนบนลีกแห่งนี้จะมั่นใจว่า ศักยภาพของพวกเขาเหนือกว่าคนอื่นจริงๆ?

นั่นจึงเป็นที่มาที่ นักบาสฯ หลายคนในลีกดีที่สุดของโลก เริ่มมองหาตัวช่วยด้านอื่นที่ไม่ใช่ ทักษะ ร่างกาย แต่กลับเป็นเรื่องของโชคลาง และเคล็ดลับบางอย่าง ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับความสามารถในกีฬายัดห่วงเลยแม้แต่น้อย

“เคี้ยวหลอด, อาบน้ำวันละ 5 ครั้ง, ใส่กางเกงคู่แข่งตอนนั้น, เปลี่ยนเบอร์เสื้อ, บ่นพึมพำ หรือแม้กระทั่งโด๊ปกาแฟหวานเจี๊ยบ” คือส่วนหนึ่งของความเชื่อสุดแสนประหลาดของ สุดยอดนักบาสเกตบอล NBA ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

 

กางเกงตัวเก่งของจอร์แดน

ใครจะไปคิดว่า แม้แต่ ไมเคิล จอร์แดน สุดยอดนักบาสฯของโลก จะมีความเชื่อเรื่องโชคลางกับเขาด้วย?

จุดเริ่มต้นนั้น เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่ จอร์แดน ยังเป็นเพียงดาวรุ่งที่มีชื่อเสียง จากการพา มหาวิทยาลัย นอร์ทแคโรไลนา กวาดแชมป์ระดับประเทศ และกำลังจะได้ออกสตาร์ทการเล่นอาชีพกับ ชิคาโก บูลส์

สำหรับคนอื่นอาจคิดว่า ไมเคิล จอร์แดน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับการเล่น NBA ฤดูกาลแรกในชีวิต เพราะด้วยศักยภาพที่เขามีอยู่ในตัวนั้น ก็น่าจะดีพอสร้างชื่อให้กับเขา ได้เหมือนกับตอนเรียน แต่ในทางตรงกันข้าม “จอร์แดน” กลับไม่ได้รู้สึกมั่นใจแบบนั้นเลย จนนำมาซึ่งความเชื่อแปลกๆของเจ้าตัว

“แม้ว่าผมจะบอกเสมอว่า การเข้ามาเล่นในลีก NBA อันดับการดราฟท์ หรืออะไรมันไม่มีผลหรอก เพราะผมมั่นใจ ว่าผมจะทำได้ดี แต่เอาจริงๆนะ ลึกๆผมก็มีหวั่นๆเหมือนกัน เพราะหลายสิ่งหลายอย่างแหละ”

“ผมคิดว่าผมเก่งจริง แต่มันอาจจะไม่เป็นอย่างนั้น  ผมจึงต้องใส่กางเกงขาสั้น ที่เคยใส่ตอนสมัยอยู่นอร์ทแคโรไลน่าไว้ตลอด นั่นทำให้ผมมั่นใจขึ้นมาก และเชื่อมั่นว่า ผมจะเล่นในสนามได้ดี”

ผลที่ออกมาก็คือ กางเกงขาสั้น ทำให้ จอร์แดน เกิดความมั่นใจอย่างมาก จนสามารถระเบิดฟอร์มเทพตั้งแต่ฤดูกาลแรก และกลายเป็น สุดยอดนักบาสเกตบอล ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ในเวลาต่อมา

แต่นอกเหนือกางเกงขาสั้นแล้ว จอร์แดน ยังมีความเชื่อแปลกๆ อีกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เสื้อหมายเลข 23 กลายเป็นเบอร์ยอดฮิตของนักบาสทั่วโลก ในยุคต่อมา

ในปี 1995 จอร์แดน กลับมาลงเล่น พร้อมกับเลือกใส่หมายเลข 45 ซึ่งเป็นเบอร์ที่พี่ชายเขา ใส่มาตลอด(เนื่องจากเบอร์ 23 ที่เจ้าตัวเคยใส่ถูกยกขึ้นหิ้ง ไม่ให้ใครใช้อีกตอนเลิกเล่นหนแรกไปแล้ว) แต่ในเกมที่ บูลส์ ต้องไปเยือน ออแลนโด แมจิค ในสถานการณ์ที่ตกเป็นรอง ไมเคิล ได้มีการขอเอาเสื้อหมายเลข 23 ที่แขวนอยู่ในสนามนั้นมาใส่

“ไม่รู้สิ ผมรู้สึกว่าพอใส่เบอร์ 45 แล้วมันเหมือนไม่ใช่ตัวเอง จะว่าผมเชื่อโชคลางก็ได้นะ” จอร์แดน พูดถึงเหตุผลที่เปลี่ยนเบอร์เสื้อ

ด้วยชื่อเสียงของ จอร์แดน ทำให้ในปี 2010 นักวิทยาศาสตร์จากเมือง โคโลญจน์ ประเทศเยอรมัน ถึงกับต้องทำการวิเคราะห์ความเชื่อเรื่อง การใส่กางเกงขาสั้น และการเปลี่ยนเสื้อเบอร์ของ ไมเคิล จอร์แดน นั้น

ความจริงอาจไม่ได้ส่งผลถึงประสิทธิภาพในสนามเสียทีเดียว แต่มันกลับส่งผลในด้านการรับรู้ความสามารถของตนเองได้ดีขึ้น และทำให้จิตใจของเขามีพลังงานขึ้น จนสามารถงัดฟอร์มระดับมหาเทพออกมาได้ และกลายเป็นตำนานนักบาสของโลก ไปในที่สุด

 

แค่เคี้ยวก็เก่งได้

ไม่ใช่แค่ ไมเคิล จอร์แดน คนเดียวที่มีความเชื่อเรื่องโชคลาง แม้แต่สุดยอดตำนานเซนเตอร์อย่าง ชาคีล โอนีล ก็ยังเอากับเขาด้วย

“คุณรู้ไหม ผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งกาจอะไรนักหรอก ผมมีความเชื่อของผมที่ทำให้ผมเล่นดี แต่ผมก็ไม่รู้จะบอกพวกคุณทำไม” แชคบอก

ความเชื่อที่ว่ามานี้ เกิดจากที่ผู้คนสังเกตพฤติกรรมของ ชาคีล โดย บิ๊กแชค นั้นจะเคี้ยวหมากฝรั่ง 4 ชิ้น ก่อนแข่งขันทุกๆนัด รวมถึงสวมถุงเท้าสองคู่ซ้อนกัน ทั้ง ตอนซ้อม และตอนแข่ง

เลยเถิดไปถึงการขับรถในถนนเส้นเดิม ที่ ชาคีล โอนีล พยายามจะทำให้ได้ ในทุกๆ นัด แม้หลายคนอาจจะบอกว่า ความเชื่อพวกนี้ไม่ได้มีผลหรอกที่ทำให้ แชค เก่งขึ้น แต่มันกลับเป็นสิ่งที่เจ้าตัวเชื่อสนิทใจเลยว่า มันทำให้เขาเล่นดีขึ้น

แต่การเคี้ยวหมากฝรั่งของ ชาคีล อาจจะดูจิ๊บจ๊อยไปเลย เมื่อเทียบกับ แครอน บัตเลอร์ อดีตการ์ดยอดฝีมือ ดีกรีแชมป์กับ ดัลลัส แมฟเวอรริดส์ และออลสตาร์ NBA 2 สมัย


Photo : caronbutler.com

แม้ว่า บัตเลอร์ จะได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้เล่นที่มีความสามารถโดยแท้จริง แต่เจ้าตัวกลับบอกว่า ภายใต้ฟอร์มอันยอดเยี่ยมในการเล่นอาชีพของเขานั้น มีเคล็ดลับบางอย่างที่เจ้าตัวทำอยู่สม่ำเสมอ และมักแชร์เรื่องราวเหล่านี้ให้เพื่อนร่วมทีมไปทำตาม

“ผมเคยได้ยินจากปากเขา มันบ้ามาก!” ดเวน เหวด หนึ่งในเพื่อนร่วมทีมของบัตเลอร์ กล่าว เช่นเดียวกับ กิลเบิร์ต อารีนาส อดีตออลสตาร์ร่วมทีมกับ บัตเลอร์ ได้กล่าวเสริมว่า “เขาเคยบอกผมนะ นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเล่นดี จนติดออลสตาร์เลยก็ได้”

เคล็ดลับที่ว่านั้นก็คือ บัตเลอร์ จะดื่มเครื่องดื่มเมาเทนดิว ขนาดขวดใหญ่ ในช่วงก่อนแข่ง และตอนพักครึ่ง หลังจากนั้นเขาก็จะเคี้ยวหลอดประมาณ 12 อันที่เขาเตรียมมาจากร้านแมคโดนัลด์ และเบอร์เกอร์ คิงส์ มายัดไว้ในปากแล้วเคี้ยวๆ รวมกัน ที่สำคัญต้องเป็นหลอดของ 2 แบรนด์ฟาสต์ฟูดนี้เท่านั้น ห้ามเป็นของเจ้าอื่น ไม่งั้นจะถือว่าผิดสูตร

การเคี้ยวของ บัตเลอร์ นั้นหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขนาดที่เจ้าตัวเดินเคี้ยวหลอดลงสนาม ราวกับว่ามันเป็น หมากฝรั่งเลยทีเดียว

ท้ายที่สุดความเชื่อสุดแสนประหลาดของ บัตเลอร์ ก็ถูกฝ่ายจัดฯ สั่งห้ามให้เจ้าตัวนำหลอดลงมาเคี้ยวในสนามแข่งขัน ด้วยเหตุผลที่ว่า กลัวหลอดเหล่านั้น จะไปติดคอ บัตเลอร์ จนตายคาสนามนั่นเอง (โถ..)

 

ความเชื่อส่วนบุคคล

ใช่ว่าในลีก NBA จะมีคนที่มีความเชื่อประหลาดแค่ บัตเลอร์ คนเดียวเท่านั้น เพราะหลายๆคน ก็ต่างมีความเชื่อและวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป ตามสูตรใคร สูตรมัน ที่คิดว่าทำแล้วตัวเองเล่นได้ดี

อย่างในรายของ เดอเรล อาร์มสตรอง อดีตการ์ดของ ออร์แลนโด แมจิค ที่มีจุดเด่นในเรื่องของการกระโดดสูง และพละกำลังที่สามารถวิ่งได้ทั่วสนาม แต่เคล็ดลับที่ทำให้เรื่องเหล่านี้ได้ กลับไม่ใช่การฝึกที่หนักหน่วงจนร่างกายแกร่งขึ้น

สิ่งนั้นกลับเป็น กาแฟแก้วใหญ่ๆ ที่ไม่ใช่ ลาเต หรือ คาปูชิโน สุดหอมหวล แต่มันเป็นกาแฟที่เขาใส่น้ำตาลลงไปอีก 7 ซอง ที่สำคัญ อาร์มสตรอง ยังทำการยกซดกาแฟสุดหวานลงไปในลำคอแบบรวดเดียวหมดแก้ว

แม้จะดูเป็นเรื่องไร้สาระ และสุ่มเสี่ยงที่ทำให้ โรคเบาหวาน มาเยี่ยมเจ้าตัวได้ในอนาคต แต่ อาร์มสตรอง ก็มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ พอมาอธิบายการกระดกกาแฟหวาน น้ำตาล 7 ซองได้ว่า “มันเป็นการรักษาพลังงานของผมเอาไว้ให้มีตลอดทั้งเกม”

ความเชื่อของนักบาสหลายคน อาจหนักไปทางให้โทษกับร่างกายอยู่บ้าง แต่ก็มีบางส่วนที่เขามีความเชื่อออกไปทางน่ารัก น่าลุ้น และไม่เป็นพิษภัยกับตัวเอง  อย่าง ราจอน รอนโด การ์ดจ่ายตัวใหม่ของ แอลเอ เลเกอร์ส เชื่อว่าเขาจะเล่นได้ดี หากร่างกายของตัวเองได้รับการชำระล้างให้สะอาด

“ผมรักความสะอาดมาก ผมรักการอาบน้ำ ผมต้องอาบน้ำให้บ่อยๆ มันทำให้ผมรู้ สึกสะอาด และมีความมั่นใจในการเล่นในเกมมากขึ้น” รอนโด กล่าวสั้นๆ ถึงเหตุผลที่เจ้าตัวต้องอาบน้ำวันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 5 รอบ จนเคยมีข่าวออกมาว่า เจ้าตัวเคยอาบน้ำระหว่างการแข่งขัน หรือแม้แต่ช่วงพักเบรกครึ่งเวลาด้วยซ้ำ

ส่วน เจสัน เทอร์รี่ อดีตการ์ดจอมยิง 3 คะแนน ชุดแชมป์ ดัลลัส แมฟเวอริกส์ เผยเคล็ดลับการยิงสุดแม่นยำของเจ้าตัวว่า “มันไม่มีอะไรมากหรอกหน่า ก่อนแข่งผมก็แค่ใส่กางเกงของทีมที่จะเจอก่อนนอนเท่านั้น เพราะอะไรนะเหรอ มันเหมือนเป็นการทำให้ตัวของผมนั้นจดจ่อกับทีมฝั่งตรงข้ามที่จะเจอ มัน เหมือนเราได้สู้กัน” เทอรี่บอกหน้าตายถึงความเชื่อสุดแปลกอันนี้

ที่สำคัญกางเกงที่เจ้าตัวจะสวมใส่นั้น จะต้องไม่ใช่กางเกงที่ซื้อมาจากช็อป แต่เขาจะหาวิธีไปเอามาจากฝั่งตรงข้ามให้ได้ ผ่านวิธีการขอแบบตรงๆ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็จะใช้วิธีหากางเกงของเพื่อนผู้เล่นฝั่งตรงข้ามมาให้ได้ หรือเอาของใครก็ได้ที่มีส่วนเกี่ยวกับทีมคู่แข่ง “ผมขอกางเกงหน่อย”

 

งมงาย หรือ ความสบายใจ?

มีความเชื่อมากมายที่ดูไม่น่าจะเกี่ยวข้อง และส่งผลให้ผู้เล่นคนหนึ่ง เฉิดฉายใน NBA ได้ บางคนก็ตีค่าไว้แค่ความงมงาย แต่บางคนก็มองว่ามันเป็นเรื่องที่ทำแล้ว รู้สึกสบายใจ

หนึ่งในความเชื่อที่คนติดตามบาสเกตบอล อดอมยิ้มไม่ได้ ก็คือความเชื่อของ เจสัน คิดด์ ยอดการ์ดออลสตาร์ NBA ที่ก่อนยิงลูกโทษทุกครั้ง เขาจะส่งจูบไปให้กับ ลูกๆ ของเขาที่ชมเกมอยู่ทางบ้าน “ผมต้องการส่งความรักไปให้กับลูกๆของผม” เจสัน กล่าว

เช่นเดียวกับ เจฟ ฮอนาเซ็ค อดีตมือปืนอของยูท่าห์ แจ๊สเลย ที่ก่อนยิงลูกโทษเค้า จะเอามือลูบแก้มสองสามคร้ัง แล้วค่อยยิงลูกโทษ แม้เจ้าตัวไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมเขาถึงต้องทำแบบนี้เสมอ แต่อย่างน้อยที่สุดมันเป็นวิธีการแสดงความอบอุ่นที่ เจฟ อยากมอบให้ครอบครัว ยามเจ้าตัวลงเล่นอยู่ในสนาม

ความเชื่อของเจฟถูกส่งมายัง คาร์ล มาโลน เพือนร่วมทีมของเขา ที่แต่เดิมมีปัญหาในการชู้ตจุดโทษ ก็ลองทำตามดู ปรากฏว่า มาโลน ยิงจุดโทษได้แม่นย้ำมากขึ้นผิดหูผิดตา โดย มาโลน ใช้วิธีการหมุนบอล และพึมพำอยู่คนเดียวนานมาก บางครั้งกินเวลาถึง 10 วินาทีกว่าจะโยนลูกโทษเข้าไปในห่วง

เรื่องนี้ทำให้ สื่อในเมืองยูท่าห์ ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ถึงขนาดไปลงทุนจ้าง นักอ่านปาก เพื่อจับใจความให้ได้ว่า มาโลน บ่นพึมพำอะไรของเขาอยู่คนเดียว ก่อนยิงจุดโทษ สุดท้ายก็ได้รับรู้ความจริง มาโลน กำลังสวดคำอวยพร ขอให้ลูกๆ และครอบครัวของเขาได้รับพรอันประเสริฐจาก พระผู้เป็นเจ้า

นอกจากนี้ ยังมีนักบาสอีกจำนวนไม่น้อย ที่ใช้วิธีการทำอะไรเดิมๆ ซ้ำๆ รวมถึงเรื่องรอยสัก ที่เชื่อว่าเมื่อประทับรอยบางอย่างไว้บนร่างกาย จะส่งผลต่อความรู้สึกในใจ อันนำมาซึ่งฟอร์มที่ยอดเยี่ยม แต่ก็ไม่ใช่นักบาส NBA ทุกคนจะอินกับความเชื่อ เรื่องโชคลาง หรือแม้แต่รอยสักไปเสียทุกคน

ดเวน เหวด การ์ดของ ไมอามี่ ฮีต แสดงความเห็นว่า  “ผู้เล่นหลายคนอาจจะมีความเชื่อ แปลกอยู่บ้างมันเป็นสิทธิส่วนบุคคล หลายคนอาจจะชอบการสัก เชื่อว่าเป็นสิ่งนำมาซึ่ง โชคลาง”

“แต่คุณจะไม่มีวันได้เห็นรอยสักความเชื่อในร่างกายของผมเลยเด็ดขาด มันจะไม่มีทาง เกิดขึ้นแน่ เพราะผมไม่อยากให้ลูกผมนั้นเห็นแล้วไปเลียนแบบกับความเชื่อเรื่องการสักหน่ะสิ”

ทั้งหมดอาจเป็นเพียงแค่เรื่องความเชื่อส่วนบุคคของ มนุษย์แต่ละคน ที่มีวิธีการหา ที่พึ่งทางใจที่แตกต่างออกไป

ท้ายที่สุดต่อให้คนๆจะมีเครื่องลางของขลัง หรือถือเคล็ดอะไรมากมายก็ตาม แต่หากนักบาสคนนั้นปราศจากฝีมือที่เก่งจริง ดีจริง เป็นมืออาชีพ ก็คงไม่มีทางได้เล่นลีกระดับสูงอย่าง NBA ที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถช่วยคุณได้ นอกจากสองมือของนักกีฬาคนนั้นเอง ที่จะไขว่คว้ามัน



ชื่นชอบบทความนี้ของ : วัชรินทร์​ จัตุชัย​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง