Stories

เซเรียอา สนามกีฬา และแชมป์โลก: มรดกลูกหนังจากเผด็จการที่ชื่อว่า “มุสโสลินี”



เบนิโต มุสโสลินี อดีตผู้นำจอมเผด็จการชาวอิตาลี อาจจะไม่ใช่ผู้นำคนแรกที่ตระหนักถึงศักยภาพของกีฬาในการปกครองประเทศ แต่เขาคือคนที่นำกีฬามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ทรงประสิทธิภาพที่สุด


 

หลังสถาปณาตัวเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอิตาลีในปี 1922  “Il Duce” หรือท่านผู้นำในภาษาอิตาเลียน ก็นำฟุตบอลมาใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของเขาได้อย่างแนบเนียนภายใต้ระบอบฟาสซิสต์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบอบนี้ คือระบอบการปกครองที่เลวร้ายระบอบหนึ่งในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการกุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ หรือการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามอย่างเด็ดขาด จนทำให้มีผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บล้มตายหรือสูญหายไปเป็นจำนวนมาก

ทว่าภายใต้ระบอบฟาสซิสต์ “ฟุตบอล” ก็ได้รับคุณูปการจากระบอบนี้ และมันก็กลายเป็นรากฐานแห่งความเจริญรุ่งเรืองของฟุตบอลอิตาลีมาจนถึงปัจจุบัน

และนี่คือมรดกลูกหนังที่ “ท่านผู้นำ” ฝากเอาไว้

 

นโยบายส่งเสริมกีฬา

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1918 ได้เกิดไข้หวัดสเปนระบาดไปทั่วอิตาลี ทำให้มีผู้คนล้มตายจำนวนมาก หลังเข้ารับตำแหน่ง มุสโสลินี จึงได้ประกาศนโยบายส่งเสริมการเล่นกีฬา เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง สามารถต้านทานต่อโรคภัยไข้เจ็บ

เขาได้เลือกกีฬา “ฟุตบอล” เป็นกีฬาหลักสำหรับนโยบายนี้ เนื่องจากตอนนั้นฟุตบอลกำลังได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นแรงงาน และเป็นกีฬาที่สามารถถ่ายทอดอุดมการณ์ให้แก่ประชาชนได้

ยิ่งไปกว่านั้นฟุตบอลยังมีลักษณะหลายประการที่สามารถปลูกฝังระบอบฟาสซิสต์ ที่เน้นเรื่องระเบียบวินัย และความรักชาติลงไปได้ ไม่ว่าจะเป็นระเบียบวินัยในการฝึกซ้อม ความสามัคคีในทีม และการเชื่อฟังคำสั่งโค้ช (ผู้นำ)

“ระบอบฟาสซิสต์ของมุสโสลินี เป็นที่แรกที่สามารถใช้กีฬาเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองได้อย่างสมบูรณ์แบบ” บิล เมอร์เรย์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The World’s Game: A History of Soccer กล่าว

มุสโสลินี ได้ก่อตั้งองค์กร The Opera Nazionale Dopolavoro หรือ (OND) เพื่อจัดการเรื่องสุขภาพพร้อมกับการถ่ายทอดวัฒนธรรม โดยมีสองหน่วยงานย่อยคือ Opera Nazionale Balilla หรือ (ONB) ที่ดูแลเยาวชนอายุ 6 ถึง 18 ปี และ Comitato Olimpico Nazionale Italiano หรือ (CONI) ไว้ดูแลเรื่องการกีฬาของประเทศ


Photo : Corbis

หน่วยงาน ONB มีหน้าที่ปลูกฝังค่านิยมแบบฟาสซิสต์ ความรักชาติ รักผู้นำ ความมีระเบียบวินัย ให้แก่เยาวชนผ่านการฝึกซ้อม ซึ่งเปรียบได้เสมือนการฝึกซ้อมของทหารผ่านกีฬา ในขณะที่ CONI จะทำหน้าที่จัดการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศ สร้างความรู้สึกให้นักกีฬาลงแข่งเสมือนราวเป็นตัวแทนของทหารของประเทศในสนามรบ

“ฟุตบอลกลายเป็นสาขาหนึ่งของการฝึกทหาร” John Tunis นักเขียนด้านกีฬาชาวอเมริกันกล่าว

“มันทำให้เยาวชนและชุมชนของกลุ่มผู้ประท้วงทั่วไปส่วนหนึ่งไม่คิดถึงสภาวะทางการเมืองภายใน และการว่างงานมากเกินไป”  

นอกจากนี้เขายังได้ก่อตั้งสถานีวิทยุระดับชาติหรือ EIAR ที่แม้จุดประสงค์โดยแท้จริงคือทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารในเชิงบวก และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่รัฐบาล แต่มันยังได้เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ฟุตบอลด้วยการถ่ายทอดสดการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ

 

กัลโช เซเรียอา

แม้ในขณะที่ มุสโสลินี ขึ้นครองอำนาจ ฟุตบอลอิตาลีจะกำลังได้รับความนิยม และมีการแข่งขันอยู่สองลีกหลักคือลีกของชาวอิตาเลียน และลีกของชาวต่างชาติ ทว่ารูปแบบการจัดการแข่งขันยังไม่ดีเท่าที่ควร  
Photo : www.wikiwand.com

ทำให้ในปี 1926 ที่ Lando Ferretti ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกอิตาลีที่เป็นฟาสซิสต์ เข้ารับตำแหน่ง สมาพันธ์ฟุตบอลอิตาลี (FIGC) ได้มีโอกาสปรับปรุงรูปแบบการแข่งขันในรูปแบบใหม่ขึ้น ด้วยการประกาศกฎบัตร Viareggio ที่ทำให้สโมสรมีความเป็นอาชีพขึ้น โดยให้แต่ละทีมสามารถมีนักเตะต่างชาติได้ไม่เกิน 2 คน

นอกจากนี้ยังได้ก่อตั้งลีกแห่งชาติ (ที่เป็นรากฐานของ เซเรีย อา ในปัจจุบัน) เนื่องจากสมัยนั้น การแข่งขันต่างๆเป็นลักษณะท้องถิ่น อีกทั้ง อิตาลี เพิ่งผ่านการรวมตัวเป็นชาติจากแคว้นต่างๆเช่น ฟลอเรนซ์ โรม เวเนเซีย เนเปิล มาได้ไม่ถึง 60 ปี เพื่อผูกโยงความเป็นชาติ   และทำให้ทีมที่มีต้นกำเนิดมาจากชาวต่างชาติอย่าง เอซี มิลาน, อินเตอร์ มิลาน และ เจนัว ต้องเปลี่ยนชื่อมาเป็นภาษาอิตาลีคือ A.C. Milano, Società Sportiva Ambrosiana และ Genova 1893 Circolo del Calcio ตามลำดับ

กฎบัตรดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญสองประการ คือนอกจากหล่อหลอมความรู้สึกความเป็นหนึ่งเดียวของชาติแล้ว ยังเป็นการก่อให้เกิดระบบการแข่งขันที่แข็งแกร่งกว่าเดิมเพื่อทีมชาติ

 

สนามกีฬาแห่งชาติ

“นอกจากการระบายน้ำจากหนองน้ำและการสร้างถนน เครื่องมือของระบอบเผด็จการ พวกฟาสซิสต์ คือการสร้างสนามฟุตบอลล้ำสมัยในฐานะอนุเสาวรีย์แห่งความรุ่งโรจน์ของพวกเขา” เมอร์เรย์กล่าวไว้ในหนังสือ  The World’s Game: A History of Soccer


Photo : www.juventus.com

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของ มุสโสลินี ในการสร้างอำนาจและบารมีแก่ประชาชนคือการสร้างสนามกีฬา ในช่วงที่เขาอยู่ในอำนาจ “Il Duce” ได้เนรมิตสนามขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น มุสโสลินี สเตเดียม ที่ตูริน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Stadio Olimpico Grande Torino), สนาม Littoriale ที่โบโลญญา, สนาม della Vittoria ที่บารี, สนาม Berta ที่ฟลอเรนซ์, สนาม Edda Ciano Mussolini ที่ลิวอร์โน, สนาม XXVIII Ottobre ที่ L’Aquila และ Citta dello Sport ที่ โรม

“สนามเหล่านี้ถูกผลักดันให้เป็นสัญลักษณ์การทำงานของฟาสซิสต์ และการบรรลุสู่อำนาจ” Angela Teja ผู้เขียนหนังสือ Italian Sport and International Relations Under Fascism กล่าว

อย่างไรก็ดี แม้จุดประสงค์ที่แท้จริงของการสร้างสนามคือการแสดงอำนาจอันยิ่งใหญ่ในการปกครองของฟาสซิสต์ แต่มันยังแสดงให้เห็นถึงความเบ่งบานของฟุตบอลอิตาลีในยุคนั้นอีกด้วย  

และส่วนหนึ่งของสนามเหล่านี้ยังถูกใช้ประโยชน์ในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 1934

 

Oriundi

แม้ว่าในขณะนั้น อิตาลี จะมีนักเตะฝีเท้าดี ที่สามารถลงแข่งในเวทีระดับชาติ แต่พวกเขาจำเป็นต้องแข็งแกร่งกว่านี้หากต้องการก้าวขึ้นไปเป็นที่หนึ่งของโลก และกลยุทธ์ Oriundi ซึ่งมีความหมายว่าผู้อพยพในภาษาอิตาลี จึงได้ถูกนำมาใช้

อิตาลีในสมัยนั้น เต็มไปด้วยผู้อพยพชาวอาร์เจนตินามากมายที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาแสวงโชคบนผืนแผ่นดินยุโรป ทำให้พวกเขาสามารถเลือกหา Oriundi มาเล่นให้กับขุนพล “อัซซูรี” ได้อย่างไม่ยากเย็น

โดยผู้ที่สามารถโอนสัญชาติมาเล่นให้อิตาลีได้ ต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์สามข้อคือ เล่นอยู่ในลีกระดับชาติของอิตาลี, มีเชื้อสายอิตาลีทางใดทางหนึ่งหากสืบย้อนขึ้นไป 3 รุ่น และไม่สามารถลงแข่งกับชาติดั้งเดิมของตนได้อีก  


Photo : fifa.com

จากผลดังกล่าวทำให้ ฟุตบอลโลก 1934 ทีมชาติอิตาลีมีนักเตะที่ไม่ได้เกิดบนดินแดนรองเท้าบู้ตอยู่ถึง 5 ราย นำโดยหลุยส์ มอนติ, ไรมุนโด ออร์ซี และเอนริเก เกียตา ที่เหล่านี้เคยเล่นให้กับทีมชาติอาร์เจนตินามาแล้ว  

ก่อนที่ทีมชุดผสมของอิตาลี จะสร้างความสั่นสะเทือนในฟุตบอลโลกสองสมัยซ้อน

 

แชมป์ฟุตบอลโลก 2 สมัย

หลังฟุตบอลโลกครั้งแรกที่อุรุกวัย มุสโสลินี และสมาคมฟุตบอลอิตาลี ก็สามารถใช้พลังอำนาจทำให้อิตาลี ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในอีก 4 ปีต่อมา โดยทัวร์นาเมนต์นั้นยังได้เปลี่ยนเปลี่ยนรูปการแข่งขันโดยตัดรอบแบ่งกลุ่มออก และเตะกันแบบน็อคเอาท์ตั้งแต่รอบแรก


Photo : Sportsnet

อิตาลี ต้องพบกับสหรัฐอเมริกาในรอบแรก ก่อนที่พวกเขาจะไล่ถล่มไปอย่างขาดลอย 7-1 เข้าไปพบกับสเปนในรอบก่อนรองชนะเลิศ และเอาชนะไปได้ 2-1 ในนัดรีเพลย์

แม้ว่าจะโคจรมาชนตอกับโคตรทีมในสมัยนั้นอย่าง ออสเตรีย ที่มีฉายาว่า “Wunderteam” แต่พวกเขาก็เฉือนเอาชนะไปได้ 1-0 ก่อนที่จะเอาชนะ เชคโกสโลวาเกียได้ในนัดชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์โลกสมัยแรกไปครองได้สำเร็จ พร้อมถ้วยพิเศษจากมุสโสลินีไปนอนกอดอีกหนึ่งใบ


Photo : www.punditarena.com

อย่างไรก็ดี ทัวร์นาเมนต์นี้กลับเต็มไปด้วยคำครหามากมาย ทั้งการติดสินบนกรรมการ หรือการข่มขู่ผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม ทว่าสื่อในประเทศก็พายังตอกย้ำความยอดเยี่ยมของระบบฟาสซิสต์

“ชัยชนะของความสามัคคี, วินัย, คำสั่ง และ ความกล้าหาญ” Il Popolo D’Italia หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นพาดหัวข่าวหลังอิตาลีคว้าแชมป์โลก  

ฟุตบอลโลกครั้งต่อมาถูกจัดขึ้นที่ฝรั่งเศส แม้จะไม่ใช่เจ้าภาพ แค่อิตาลีก็ยังโชว์ฟอร์มแกร่ง หลังจากเอาชนะ นอร์เวย์ และบราซิล ขุนพล “อัสซูรี” ก็ต้องพบกับ ฮังการี ในนัดชิงชนะเลิศ

“Il Duce” ต้องการผลชนะในเกมนี้มาก ทำให้ก่อนแข่ง เขาได้ส่งโทรเลขไปให้นักเตะถึงห้องแต่งตัว โดยมีข้อความว่า “Vincere o morire! (ชนะหรือไม่ก็ตาย)” ที่ทำให้ อิตาลี ร่วมใจเอาชนะฮังการีไปได้ 4-2

“ผมอาจจะเสียไป 4 ประตู แต่อย่างน้อยผมก็ช่วยชีวิตพวกเขาไว้” Antal Szabó ผู้รักษาประตูชาวฮังการีที่อยู่ในเกมนั้นกล่าว

ว่ากันว่า อิตาลี อาจจะเดินหน้าคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน หากการแข่งขันในปี 1942 ไม่ถูกระงับอันเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่สอง

 

มรดกลูกหนัง

“ฟาสซิสต์มีอิทธิพลต่อกีฬามาก เช่นเดียวกับชีวิตประจำวันของคนอิตาลี มันคือสัญลักษณ์เลยทีเดียว”

คำกล่าวของ John Foot ในหนังสือ Calcio: A History of Italian Football คงจะไม่เป็นเรื่องที่เกินเลยไป เมื่อต้องยอมรับว่าระบบฟาสซิสต์ ของ มุสโสลินี ส่งผลอย่างมากต่อวงการฟุตบอลอิตาลีในสมัยนั้น

แม้ท้ายที่สุดชีวิตของ “ท่านผู้นำ” จะลงเอยด้วยการถูกประหารและประจานต่อหน้าสาธารณชน แต่ในอีกมุมหนึ่ง ระบอบการปกครองของเขาที่ใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่อุดมการณ์ ก็ก่อให้เกิดรากฐานจนกลายมาเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาวงการฟุตบอลอิตาลีมาจนถึงปัจจุบัน

ไม่ว่าจะเป็นกัลโช เซเรีย อา ที่ยุคหนึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นลีกอันดับหนึ่งของโลก หรือผลงานของทีมชาติอิตาลี ที่สามารถคว้าแชมป์โลกได้อีก 2 สมัยในปี 1982 และ 2006 หรือแม้แต่นโยบาย Oriundi ที่ทำให้ขุนพล “อัซซูรี” ในยุคต่อมา กลายเป็นทีมแกร่งจากการมีนักเตะเชื้อชาติอื่นอยู่ในทีมได้อย่างไม่เคอะเขิน

สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด ก็อาจจะก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย

 

อ้างอิง

https://www.matichonweekly.com/column/article_112168
https://sites.duke.edu/wcwp/research-projects/football-and-politics-in-europe-1930s-1950s/mussolinis-football/
https://www.irishtimes.com/sport/hitler-and-co-turned-beautiful-game-into-a-political-football-1.435018
https://www.lrb.co.uk/blog/2010/07/11/hsfbilliafrica-com/football-and-fascism/
https://www.theguardian.com/football/blog/2014/apr/01/world-cup-moments-1938-italy-benito-mussolini
http://outsideoftheboot.com/2014/05/20/fascism-and-football-how-italy-won-the-1934-and-1938-world-cup/
https://thesefootballtimes.co/2015/07/20/the-relationship-between-mussolini-and-calcio/
https://gentlemanultra.com/2016/04/01/mussolini-and-calcio-fascisms-legacy-in-italian-football/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : มฤคย์ ตันนิยม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง