Stories

The Christmas Truce : เมื่อทหารสองฝั่งวางปืน และเตะฟุตบอล ท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 1



"เกรธ วอร์" หรือสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือสงครามที่เกิดขึ้นในศูนย์กลางของทวีปยุโรป เป็นการช่วงชิงความยิ่งใหญ่กันระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตร ที่มีพี่ใหญ่เป็น อังกฤษ, ฝรั่งเศส และ รัสเซีย  ขณะที่ฝ่ายอำนาจกลางนำโดย เยอรมัน, ออสเตรีย, ฮังการี และ อิตาลี


 

ขึ้นชื่อว่าสงครามแน่นอนว่าไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องบิน, รถถัง และ ลูกระเบิด เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกำลังรบที่มีชีวิตและมีเลือดเนื้อเชื้อไขอย่าง "ทหาร" ซึ่งในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น มีทหารของทั่งสองฝั่งร่วมรบกันกว่า 130 ล้านนาย

ทว่าสำหรับเหล่าทหารที่มาจากร้อยพ่อพันแม่อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบังคับให้เป็นเครื่องสังหารมนุษย์ได้ และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่ “คำสั่ง” ไม่อาจได้ผล...

 

1914...ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

หลังจากสงครามเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม ทั้งสองฝ่ายฟาดฟันกันตามความคิดเห็นที่แตกต่าง หลายเดือนผ่านไปตัวเลขของทหารที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 มีมากถึง 1 ล้านคน

การสู้รบเกิดขึ้นด้านตะวันตกของฝรั่งเศสที่มีกองกำลังรบของทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสปักหลักอยู่ร่วมกัน ดาหน้าฆ่ากองทัพเยอรมัน...ความตึงเครียดดำเนินไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ แต่ละฝั่งเริ่มสร้างแนวป้องกันให้เเข็งแกร่งขึ้นเพื่อป้องการโจมตีของข้าศึก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้มีการเกณฑ์ทหารเข้ามาเพิ่มเติม เพื่อแสดงถึงแสนยานุภาพของกองทัพ

ทุกค่ำคืนเต็มไปด้วยความเหน็บหนาว มีเพียงเเสงดาวเท่านั้น ที่พอทำให้ทหารแต่ละนายรู้สึกว่า อย่างน้อยๆพวกเขาก็ยังได้มองมันพร้อมกับคนที่บ้าน ทว่ายังไม่ทันได้ฝันไปไกลเสียงระเบิดและเสียงปืน ก็ดังขัดจังหวะทุกทีไป

ในสภาพที่สิ้นหวังของเหล่าผู้รับคำสั่งด้วยความจำใจ ที่สุดเเล้วเมื่อเหล่าแม่ทัพไม่มีทีท่าลดราวาศอก สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 11 ก็ได้เป็นผู้ริเริ่มความคิดที่จะขอช่วงเวลาเล็กๆให้เหล่าผู้เลื่อมใสในศาสนาได้มีค่ำคืนสำหรับการเฉลิมฉลอง

ในเดือน ธันวาคม ปี 1914 สมเด็จพระสันตะปาปาอ้อนวอนให้แต่ละประเทศผ่านจดหมายว่า "หยุดลั่นกระสุนกันในวันที่เหล่าเทวดากำลังร้องเพลง"

อย่างไรก็ตามในวาระสงครามที่ตึงเครียดไม่อาจจะมีที่ว่างให้กับการหย่อนยาน เซอร์ จอห์น เฟร้นช์ ผู้บัญชากรกองกำลังของอังกฤษ ยืนยันอย่างชัดเจนว่า "มีเพียงแค่ธงขาวของพวกเยอรมันเท่านั้น ที่จะทำให้เสียงปืนสงบลงได้"

แม้ว่าคำขอของสมเด็จพระสันตะปาปาโดนปฎิเสธ แต่จดหมายฉบับนั้นเป็นเหมือนกับคลื่นใต้น้ำ เรื่องเริ่มเข้าหูเหล่าพลทหาร ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อยู่ใกล้กับกระบอกปืนเเละเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากที่สุด และเมื่อพวกเขารู้ว่าหากมีเพียงสัก 1 คืนที่จะเข้านอนด้วยความสงบ และไร้เสียงปืนรบกวนน่าจะเป็นเพียงสิ่งเดียว ที่มีความสุขสำหรับพวกเขาในเวลานั้น  แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อผู้นำยืนกรานว่า "ยิงเท่านั้น" เพื่อความยิ่งใหญ่ของกองทัพ ตอนนี้เสียงในหัวของเหล่าทหารหาญเริ่มจะตีกัน พวกเขาต้องเลือกว่าคำสั่งและความหวัง อะไรคือสิ่งที่สมควรกระทำที่สุด?

 

คริสมาสต์อีฟแห่งความฉงน

และเเล้วเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองของชาวคริสต์ก็เดินทางมาถึง โดยปกติเเล้วในค่ำคืนของวันที่ 24 ธันวาคม ถือเป็นวันคริสต์มาสอีฟ ความจริงแล้วชาวคริสต์ส่วนใหญ่จะต้องกินมื้อเย็นกับครอบครัวอย่างพร้อมหน้า แต่ปี 1914 แตกต่างออกไป


Photo : diggingin.co.uk

ทหารทั้งสองฝั่งต้องนอนเฝ้าสนาม เพื่อสังเกตเวรยาม จากไวน์บนโต๊ะอาหาร ถูกเปลี่ยน เป็นน้ำในกระติกสนาม, เนื้อไก่งวงตัวโต ถูกแทนที่ด้วยขนมปังอันเป็นเสบียงของกองทัพ นี่อาจจะเป็นคริสต์มาสอีฟที่เหี่ยวเฉาที่สุดในชีวิตของพวกเขาก็เป็นได้ และบางทีอาจเป็นคริสมาสต์สุดท้าย…

ขณะที่กำลังลิ้มรสอาหารที่จืดชืด และเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเที่ยงคืน เสียงเพลง No Man’s Land ดังขึ้นภายใต้ความมืด เพลงประจำวันคริสต์มาสดังลอยมาพร้อมกับสายลม ท่วงทำนองของเพลงยังดังออกมาอย่างต่อเนื่องทั้งทำนองของเพลง  O, Holy Night และปิดท้ายด้วยทำนองของเพลง God Save the king

แม้จะเป็นทำนองที่คุ้นหูแต่ทหารอังกฤษก็จับใจความไม่ได้ เหตุผลก็เพราะเพลงทั้งหมดที่กล่าวมาถูกร้องด้วยภาษาเยอรมันนั่นเอง

ทหารอังกฤษสอดสายตาเข้าไปในความมืด โดยมีเส้นนำสายตาที่เป็นเเสงจากตะเกียง ไม่ผิดแน่นั่นคือเหล่าทหารของเยอรมัน ถึงตอนนี้พวกเขารู้เเล้วว่าการสงบศึกชั่วคราว 1 คืนเป็นเพียงสิ่งที่ทำได้แค่ฝันไปเท่านั้น

"คุณไม่ยิง เราไม่ยิง" เสียงตะโกนออกมาเป็นภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงแปลกๆของชาวเยอรมัน

"เรามองเห็นจากครึ่งทาง ทหารเยอรมัน 4 คนเดินมาและตะโกนว่าพวกเขาจะไม่ลั่นกระสุนในวันคริสต์มาส หากพวกเราเลือกที่จะไม่ยิงเหมือนกัน" นี่คือสิ่งที่พลปืนยาวของกองทัพแห่ง บิสช็อป สตอร์ตฟอร์ด เขียนทิ้งเอาไว้ในบันทึกสงครามครั้งนั้น

แน่นอนว่าในทีแรกต่างฝ่ายต่างไม่สามารถไว้ใจอีกฝั่งได้ เพราะการกระหน่ำยิงกันมายาวนานถึง 5 เดือน จะสงบศึกกันง่ายแบบนี้เชียวหรือ ทว่าหลังจากเมื่อฝ่ายเยอรมันเข้าหาด้วยความจริงใจ และฝั่งอังกฤษก็ถวิลหาความสงบอยู่แล้ว ถึงแม้เพียงจะชั่วครู่ก็ตาม สุดท้ายคริสต์มาสอีฟคืนนั้นก็กลายเป็นค่ำคืนในตำนานสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ถูกเรียกว่า The Christmas Truce หรือ "การพักรบคริสต์มาส" นั่นเอง

"วงดนตรีของเยอรมันเล่นเพลงของพวกเขา 2-3 เพลง ก่อนจะร้องเพลงโฮม สวีต โฮม  จนกระทั่งพวกเขาเล่นเพลง 'God Save The King' พวกเราทุกคนก็เริ่มเชียร์พวกเขาทันที" เอช.ดิกสัน ทหารจากกอง วาร์วิคเชียร์ บันทึกสิ่งนี้ไว้ในจดหมายของเขา

ทหารอังกฤษเริ่มเห็นเเสงเทียนระยิบระยับตามต้นไม้ ซึ่งการประดับเทียนนี้เองเป็นหนึ่งในประเพณีวันคริสต์มาสของเยอรมัน เสียงเพลงยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นเพลงซึ้ง และขยับจังหวะเป็นความสนุกสนาน สุดท้ายที่สุดเเล้วทั้งสองฝั่งก็ผลัดกันร้องเพลงรับส่งกันไปมา ราวกับว่านี่ไม่ใช่พื้นที่ที่มีคนเสียชีวิตมาก่อน

 

เช้าวันใหม่ที่สดใสกว่าเก่า

หลังจากผ่านค่ำคืนที่งุนงนไปพร้อมๆกับรอยยิ้ม เมื่อเช้าวันที่ 25 อันเป็นวันคริสต์มาสมาถึง เหล่าทหารของเยอรมันเยอรมันพยายามแสดงตัวว่าพวกเขามาอย่างเป็นมิตรด้วยการถอดถุงมือออกและชูขึ้นเหนือสนามเพลาะ (คูที่ขุดสำหรับกำบังตัวในสนามรบ)  


Photo : www.columbian.com

แม้ค่ำคืนคริสต์มาสอีฟจะไม่มีเสียงปืนดัง แต่ฝั่งอังกฤษยังกังวลการกระทำดังกล่าว จะเป็นกับดักเหมือนกับที่พวกเขาเคยเจอมาอย่างโชกโชนก่อนหน้านี้

"เราเห็นถึงมือชูขึ้นเหนือหลุมหลบภัยของพวกเขา การที่เราจะเข้าไปอาจจะเป็นกับดักที่เรียกว่า "เดอะ เดธ แทรป" ที่เคยใช้ฆ่าคนตายได้นับร้อยคน" จูเนียร์ ออฟฟิเซอร์

อย่างไรก็ตามหนนี้ไม่มีกับดักๆใดซ่อนอยู่ ทหารเยอรมันตระโกนออกมาอีกครั้งว่า "เมอร์รี่ คริสต์มาส" และเดินออกมาแบบไร้อาวุธพร้อมด้วยของขวัญเล็กๆน้อยเท่าที่จะหาได้ในช่วงเวลานั้น และทหารอังกฤษ ก็เชื่อสนิทใจก่อนกลายเป็นวันคริสมาสต์โดยสมบูรณ์ในท้ายที่สุด

"เราเดินเข้าไปหาพวกเขา มีทหารเยอรมันราว 30 คนที่พูดภาษาอังกฤษได้ มันเป็นคริสต์มาสที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอ มันอาจจะแตกต่างจากคนอื่นๆไปบ้าง”

ในเมื่อไม่มีการยิงกันก็ได้เวลาที่จะหาช่วงเวลาสันทนาการให้สมกับเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลอง

"ห่างออกไปหนึ่งร้อยหลาด้านหลังของสนามเพลาะ เราเห็นหมู่บ้านเล็กๆที่ถูกทิ้งร้างและเต็มไปด้วยปลอกกระสุน เราจึงได้เขาไปค้นๆเผื่อจะเจออะไรบางอย่าง แต่เราก็ได้พบกับ จักรยานเก่าๆ, หมวกทรงสูง, หมวกฟาง ,ร่ม และอื่นๆอีกมากมาย เราลองเอาของพวกนั้นมาสวมดูและก็หัวเราะกันร่วนด้วยความตลก บางคนก็เอาจักรยานมาปั่นแข่งกัน"

มีหลายข้อมูลที่อ้างอิงว่า ณ พื้นที่ของเมือง แซงต์ อีฟส์ มีเกมฟุตบอลกระชับมิตรของทั้งสองฝั่งเกิดขึ้น หนังสือพิมพ์ เดอะ ไทม์ ฉบับตีพิมพ์ในปี 1915 รายงานว่า "การเเข่งฟุตบอลระหว่างเรา และพวกเขาหน้าสนามเพลาะ"


Photo : historicalfirearms.info

อย่างไรก็ตามเมื่อกาลเวลาที่ผานพ้นไปหลายปี จึงทำให้ข้อมูลของและผลการเเข่งขันของเกมระหว่างกองทัพอังกฤษและเยอรมันไม่ตรงกัน บางที่ก็อ้างว่าเยอรมันเป็นฝ่ายชนะด้วยสกอร์ 3-2 หรือ 2-1 ส่วนสื่อบางเจ้าก็บอกว่าอังกฤษเอาชนะไป 4-1

ถึงตรงนี้ผลการเเข่งขันคงไม่ใช่สิ่งจำเป็นเเล้ว การได้พูดคุย กินดื่มและเตะฟุตบอลร่วมกันทำให้ ทหารทั้งสองฝั่งเกิดสนิทชิดเชื้อกันขึ้นมาในช่วงเวลาสั้นๆ ว่ากันว่าด้วยความสนิทสนมหลังจากวันคริสต์มาสนี้ ทำให้กองกำลังทั้งสองฝ่ายไม่กล้าที่จะยิงใส่กัน จนถึงขั้นต้องมีการเปลี่ยนชุดกองกำลังเข้ามาประจำการในพื้นที่ดังกล่าวเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้มีศพของทหารทั้งสองฝั่งที่นอนตายเกลื่อนเเต่ไม่สามารถเข้าไปเก็บและนำไปฝังได้ เพราะอยู่ในพื้นที่สีแดงหากก้าวข้ามไปอาจจะโดนยิงจนพากันตายได้ ทว่าหลังจากคริสต์มาสและเกมฟุตบอลกระชับมิตรแบบต้นตำหรับนั้นทำให้ทั้งสองฝ่ายมองกันด้วยความอาทรมากขึ้น


Photo : Topham Picturepoint

"เราสามารถฝังศพของทหารฝั่งเราที่นอนตายในพื้นที่อันตรายเป็นเวลา 6 สัปดาห์หรือมากกว่านั้นได้เสียที เรายังคงพูดคุยกับพวกเขาเรื่อยๆและแทบไม่ได้ยิงกันเลยจนกระทั่งถึงวันที่ 29 ธันวาคม ฝั่งเยอรมันก็ไม่วางกำลังพลซุ่มยิง เรียกได้ว่าแต่ละด้านลดความตึงเครียดลงไปเยอะ" ส่วนหนึ่งของจดหมายของ Pvt. อัลเฟรด สมิธ

นอกจากนี้ยังมีจดหมายยังมีจดหมายที่ผู้บัญชาการ ฟลานเดอร์ส ได้รับหลังจากเหล่าพี่บิ๊กในกองทัพรับรู้ข่าวนี้ โดยใจความของจดหมายพูดถึงการยุติสัมพันธ์บนพื้นที่สงครามนี้เอง

"ทหารของเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับเยอรมัน"

"เดินหน้าต่อและหยุดเรื่องนี้ซะ พวกเยอรมันไม่สมารถลุกล้ำเข้ามาในเขตสนามเพลาะได้ เมื่อไหร่ที่ก้าวเข้ามาจะต้องถูกยิง"

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนดังกล่าวต้องมี “บางส่วน” ที่เป็นความจริงอย่างแน่นอน

 

อย่างไรก็ตาม...

แม้เรื่องราวของ Christmas Truce จะถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์จนสร้างความประทับใจให้กับชาวโลก ทว่ายังมีอีกหลายแหล่งข่าวที่พยายามจะโต้แยงเรื่องดังกล่าว


Photo : IWM

ในปี 1984 มัลคอล์ม บราวน์ และ เชียร์รี่ เซอตัน นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษเผยข้อมูลว่า

"มี 2 แหล่งอ้างอิงที่บอกว่ามีเกมฟุตบอลระหว่างสองกองทัพเกิดขึ้น ทว่าเป็นสื่อจากบริติชทั้งนั้น แต่ไม่มีข้อมูลจากฝั่งเยอรมันเลย และหากใครบางคนพบจดหมายจากทหารเยอรมันในช่วงนั้นก็คงจะเป็นอะไรที่สุดยอดมาก"

ขณะที่ในปี 2011 ไมค์ แดช อีกหนึ่งนักประวัติศาสตร์ก็พูดถึงเรื่องดังกล่าวว่า "มีหลักฐานที่สมบูรณ์ว่ามากเกมฟุตบอลในวันนั้นเป็นการเตะกันเองของทหารอังกฤษ แต่ก็มีหลักฐานราว 3-4 ที่ที่บอกว่าเป็นเกมระหว่างกองทัพทั้งสองกองทัพ"

เรื่องทั้งหมดไม่มีใครกล้าฟันธงอย่างชัดเจนว่าความจริงเป็นอย่างไร มีเพียงรูปถ่ายในเหตุการณ์วันนั้นที่ทำให้ชนรุ่นหลังสืบค้นกันต่อไปว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น

การเตะบอลของสองกองทัพในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้นจริงหรือไม่? แต่อย่างๆน้อยๆเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องราวที่งดงามที่เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียดที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์สงคราม

 

แหล่งอ้างอิง :

https://www.washingtonpost.com/news/retropolis/wp/2017/12/24/the-christmas-truce-miracle-soldiers-put-down-their-guns-to-sing-carols-and-drink-wine/?noredirect=on&utm_term=.46d3a48dcee4
https://www.ducksters.com/history/world_war_i/christmas_truce.php https://www.bbc.com/news/uk-england-kent-37256796



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง