Stories

5% เปลี่ยนโลก : เเดน มาชิน่า ชายตาบอดผู้ได้ชีวิตใหม่จากการเป็นเด็กสเก็ตฯ



สเก็ตบอร์ด เป็นกิจกรรมยอดฮิตของเหล่าวัยรุ่นมานมนาน และสิ่งใดก็ตามที่วัยรุ่นสนใจนั้นย่อมต้องมีรูปลักษณ์ที่บอกถึงความเท่ รวมถึงความเป็นผู้นำด้านแฟชั่น อย่างไรก็ตามสำหรับคนอย่าง เเดน มาชิน่า ชายชาวอเมริกันวัย 35 ปีรายนี้ ความเท่ไม่สำคัญ เพราะเขาใช้มันเพื่อตามหาสิ่งที่หายไปจากเขาตลอด 22 ปีกลับคืนมา … สิ่งนั้นคือ "ชีวิตชีวา"


 

ภาพของคนตาบอดถือไม้เท้าสำหรับคลำทางแต่กลับเหยียบสเก็ตบอร์ดและเล่นท่ายากๆ ในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น คงเป็นภาพที่คุณอาจจะไม่เคยได้พบเห็นเลยก็ได้ในชีวิตนี้ เพราะคนตาบอดกับอุปกรณ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุดูจะไม่ใช่ของที่ไปด้วยกันได้สักเท่าไหร่นัก แต่นี่คือสิ่งที่ชาวเมืองดีทรอยต์ได้เห็นเป็นประจำ เพราะเเดนจะไปไหนมาไหนด้วยสเก็ตบอร์ด แม้ทางการแพทย์เขาจะเป็นผู้พิการทางสายตาก็ตาม ว่าแต่เขาทำมันได้ยังไง? ติดตามได้ที่นี่

 

เจ้าหนูแดนผู้โชคร้าย

โลกเรานี่ก็แปลก บางครั้งสิ่งที่เราไม่อยากจะได้กลับติดอยู่กับชีวิตเราโดยไม่มีทางเลือก เเดน เองก็เช่นกัน เขาต้องสู้กับเชื้อโรคในดวงตาเรียกว่า retinitis pigmentosa มาตั้งแต่เกิด ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากพันธุกรรมโดยตรง

แดน เป็น 1 ใน 3 ของพี่น้องตระกูล มาชิน่า ที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อนี้กันทุกคน เพียงแต่ว่าไอ้หนูแดนคือคนที่โชคร้าย เพราะโรคนี้ส่งผลกระทบกับเขามากที่สุด

"ผมมีเชื้อโรคในดวงตาเรียกว่า retinitis pigmentosa มันเป็นโรคที่เกิดจากพันธุกรรม พี่น้องของผมก็เป็นโรคนี้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าพวกเขายังไม่ออกอาการมากเพราะพวกเขายังสามารถขับรถและทำสิ่งอื่นๆ ได้จึงไม่ส่งผลกระทบเท่าไรนัก แต่ผมเนี่ยสิ โดนเต็มๆ" เเดน พูดถึงปูมหลังครอบครัวของเขา


Photo : www.jenkemmag.com | Shawn Bush

อย่างไรก็ตามเจ้าเชื้อโรคในดวงตานี้ไม่ได้โหดรายกับแดนจนมากเกินไป แดน นั้นยังสามารถมองเห็นได้เกือบเท่าๆ กับคนปกติในช่วงอายุ 1-10 ปี ดังนั้นช่วงเวลา 10 ปีดังกล่าวจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมือนภาพจำของเขาและสเก็ตบอร์ดก็เป็น 1 ในอุปกรณ์ที่ติดอยู่ในสัญชาติญาณของเขาเช่นกัน

เเดน เริ่มเล่นสเก็ตบอร์ดมาตั้งแต่ 7 ขวบ ทว่าหลังจากนั้นไม่นานทุกอย่างก็เปลี่ยนไป สายตาของเขาเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ และท้ายที่สุดความมืดก็เป็นสิ่งเดียวที่เขามองเห็น

"สายตาของผมแย่ลงเรื่อยๆ และตอนอายุ 13 ปี ตาก็บอดสนิท 100% ไม่ว่าจะตอนเช้าหรือตอนเย็น หรือว่าจะเป็นที่ไหน ผมก็เห็นแต่สีดำสนิท"

จากภาวะดังกล่าว ทำให้เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดกู้การมองเห็น โดยเริ่มที่การผ่าตัดดวงตาข้างขวาซึ่งที่สุดแล้วการผ่าตัดก็ลุล่วงไปด้วยดี เพียงแต่ว่าสุดฝีมือแพทย์ก็ทำได้แค่กู้การมองเห็นกลับมาได้เพียงแค่ 5% เท่านั้น

นาทีนั้นเเดนยอมรับว่าเขาสูญเสียความเป็นคนไปไม่น้อย เขาต้องดิ้นรนสู้กับภาวะโรคซึมเศร้า เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่เขาไม่สามารถทำในสิ่งที่เคยทำได้ เพียงแค่การเดินออกจากบ้านให้ไม่ต้องหลงทางก็เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้อยู่เเล้ว และนี่คือชีวิตที่ทุกคนในโลกกลัวที่จะต้องประสบพบเจอที่สุด

"ช่วงที่ตาบอด ผมเลิกทุกอย่างรวมถึงสเก็ตบอร์ดด้วย มันเป็นส่วนสำคัญในชีวิตที่หายไป ผมสูญเสียความมีชีวิตชีวาและตัวตนไปจนหมดสิ้น แม้แต่เเพสชั่นก็ไม่เหลืออีกต่อไป"

แม้เขาจะไม่เห็นหน้าเห็นตาของคนที่คุยด้วย ทว่าความจริงคือเเม้แต่คำพูดของคนภายนอกก็ทำให้เขาเจ็บปวดได้โดยง่าย

คำถามที่เขาเจอประจำอย่าง "เห้ย เเดน แกทำอะไรได้บ้าง?" คือสิ่งที่เขาอยากจะตอบมากที่สุดเพียงแต่ว่าเขายังหาคำตอบไม่ได้ กล่าวคือแม้แต่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วในตอนนั้นเขาทำอะไรได้บ้าง?

แต่อย่างน้อยมันก็ยังทำให้เขาฉุกคิดว่าได้เวลาเลิกเศร้าและเสียน้ำตา และกลับมาใช้ชีวิตในแบบที่เขาเป็นได้เเล้ว

 

ผู้กลับมาจากความโชคร้าย

ความทุกข์แม้จะถาโถมดั่งพายุ แต่จะหนักแค่ไหนมันก็ต้องมีวันหายไป ชีวิตของเเดนก็เช่นกัน หลังจากสูญเสียการมองเห็นและกลายเป็นผู้พิการทางสายตาอยู่หลายปี เขาก็เริ่มรู้สึกว่าคงหมดเวลาสำหรับการซึมเศร้าได้แล้ว


Photo : @killadelfkid

เพราะสิ่งที่เจอต่อจากนี้คือเขาจะต้องอยู่กับมันไปอีกนาน...

เเดน กลับมาเป็นชายผู้มองโลกในแง่ดี จากที่เคยคิดว่าการมองหายไปตั้ง 95%  กลายเป็น "นี่เรายังมองเห็นอีกตั้ง 5%" ถึงแม้มันจะดูน้อยแต่มันย่อมดีกว่าการมองไม่เห็นอะไรเลย

"ผมมองเห็นได้นิดหน่อย ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยการมองเห็น ให้ตีเป็นเปอร์เซ็นผมคงเห็นได้สัก 5% ผมสามารถเเห็นแสงและเงา แต่ถ้าอะไรที่ไม่ขยับผมก็จะเห็นมันชัดหน่อย" โลกของเขาสว่างขึ้นมาบ้างหลังจากที่เปลี่ยนความคิดเสียใหม่

เเดน รู้สึกว่าที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปนัก เขาไม่ใช่คนไร้ค่าและพอที่จะทำงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเองได้ เวลาเพียงไม่นานทำให้เขาสนุกกับโลกตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เขาเริ่มเข้าเรียนนวดบำบัดเพื่อรับจ็อบพิเศษ รวมถึงทดลองทำอาชีพอะไรหลายๆ อย่าง อาทิเป็นพวกซื้อมาขายไปทำกำไรจากส่วนต่างในอินเตอร์เน็ต และเทคโนโลยีก็ทำให้ชีวิตของเขาง่ายขึ้นเยอะ เพราะแอพพลิเคชั่นอย่าง อูเบอร์ ทำให้เขาไม่ถึงกับลำบากในชีวิตประจำวันมากนัก

"สำหรับคนตาบอดนี่ อูเบอร์ สุดยอดเลยนะ ปกติเเล้วการเดินทางเป็นอะไรที่ยากจะจัดการได้สำหรับคนตาบอดเพราะขับเองก็ไม่ได้ ดังนั้นแอพฯ นี้จึงยอดเยี่ยม คุณเรียกรถได้ด้วยมือข้างเดียวขณะที่อีกมือก็ยกเบียร์ดื่มและกินมันฝรั่งทอดอย่างสบายใจเฉิบ"

"ผมไม่ได้กังวัลอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก ผมแค่ทำในสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดีที่สุด ผมไปโรงเรียนเพื่อช่วยเหลือคนตาบอด ผมอยากจะช่วยพวกเขาให้เลิกหลบอยู่หลังความโชคร้ายและออกมาทำอะไรที่คุณอยากจะทำซะ"


Photo : unofficialnetworks.com

เมื่อชีวิตเข้าร่องเข้ารอย เเดนไม่คิดว่าตัวเขาเองเป็นคนตาบอดอีกเเล้ว สเก็ตบอร์ด ที่วางอยู่ในโรงรถที่บ้านทำให้เขาหวนคิดถึงภาพอดีต เมื่อหลายปีก่อนเขาเคยยิ้ม, หัวเราะ, สนุก และ เจ็บตัวกับเจ้าแผ่นกระดานติดล้อนี่ ดังนั้นถึงเวลาเเล้วที่เเดนคนเดิมจะกลับมาเพิ่มเติมส่วนที่ขาดหายไปให้กับโลกใบนี้

 

7 ขวบอีกครั้ง

เเดน หยิบสเก็ตบอร์ดมาวางเเล้วลองขึ้นไปเหยียบด้วยเท้าทั้งสองข้างของเขา มันอาจจะดูเว่อร์วังไปบ้างหากจะบอกว่าสเก็ตบอร์ดเก่าๆ อันนี้ส่งพลังผ่านฝ่าเท้าพุ่งเข้ามาสู่หัวใจของเขา...


Photo : bnqt.com

เเต่มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เเดนบอกว่าสัมผัสเดียวที่เกิดขึ้นกับสเก็ตบอร์ดทำให้จิตวิญญาณที่หายไปตั้งแต่อายุ 7 ขวบ กลับสู่ที่ทางของมันอีกครั้ง ซึ่งนั่นก็คือตัวของเขาเอง

"ไม่มีอะไรสร้างผลกระทบกับชีวิตผมได้มากกว่าสเก็ตอีกแล้ว" เเดน เปิดหัวเพื่อบอกถึงความวิเศษของสิ่งที่เขากำลังเหยียบอยู่

"การได้กลับมาอยู่กับสเก็ตบอร์ดทำให้ผมเป็นคนตาบอดที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ผมพร้อมจะกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง และมันยิ่งกว่าเก่าอีกต่างหาก ทีนี้ล่ะผู้คนจะได้รู้สักทีว่า ไอ้เเดนตัวจริงมันเป็นยังไง ในฐานะนักสเก็ตบอร์ดคนหนึ่ง"

เเดน เลิกที่จะเอาแต่คุดคู้อยู่ในบ้าน เขาหยิบสเก็ตบอร์ดเพื่อออกไปลุยในสวนสาธารณะทุกๆ เย็น และไม่ลืมที่จะใช้โทรศัพท์ถ่ายบันทึกเหตุการณ์ต่างเอาไว้ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ที่สุดเเล้วภาพของชายตาบอดเหยียบสเก็ตกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางที่ดูแล้วชวนหวาดเสียวก็เป็นสิ่งที่คุ้นตาผู้คนในย่านนั้นเสียเเล้ว


Photo : www.huhmagazine.co.uk

แม้ความฝันในการเป็นโปรสเก็ตบอร์ดเหมือนกับ โทนี่ ฮอว์ก ไอดอลของเขาจะยากเกินไปสำหรับสถานการณ์ที่ต้องเจอ แต่อย่างน้อยๆ เเดน ได้เริ่มชีวิตใหม่อีกครั้ง ทุกครั้งที่เขาไถสเก็ตบอร์ดคู่ใจออกจากความกลัว มันก็จะพาเขาไปสู่ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยพบเจอ

วีดีโอการเล่นสเก็ตของเขากลายเป็นที่ถูกใจของผู้คนในโลกโซเชี่ยล เเดน มีผู้ติดตามในอินสตาเเกรมเพิ่มขึ้นภายในระยะเวลาอันรวดเร็วจนปัจจุบันมีถึงเกือบ 100,000 คน เรียกได้ว่า ณ เวลานี้เขากลายเป็น "คนเท่ 2018" เต็มตัวเเล้ว


Photo : theberrics.com

เมื่อมีผู้ติดตามเยอะ แดนรู้สึกได้ว่าแม้ฝันในการเป็นโปรสเก็ตบอร์ดจะเป็นไปไม่ได้ แต่เขายังสามารถส่งความเชื่อมันที่เขามีให้ผู้คนได้รู้จักโลกของคนตาบอดมากขึ้น แดนพยายามแสดงให้เห็นว่าไม่มีสิ่งใดต้องกลัว และยังมีอีกหลายเรื่องที่คนตาบอดสามารถทำได้และใช้ชีวิตให้สนุกบนโลกใบนี้

ที่สำคัญที่สุดเขายังสามารถหาเงินจากการถ่ายคลิปลงโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คได้อีกต่างหาก แต่ละคลิปของเขามีสปอนเซอร์สนับสนุนแทบทั้งนั้น และนี่สิ่งที่เรียกว่าความอิสระ ที่แม้แต่คนปกติธรรมดายังอิจฉาเเดนเลยด้วยซ้ำไป

"หากไม่ได้ทำในสิ่งที่รักและทำในสิ่งที่อยากจะทำ ชีวิตนี้ก็จะกลายเป็นสิ่งที่มีแต่ความเหียวเฉา" นี่คือสิ่งที่เขาอธิบาย หลังจากที่ได้พยายามทำในสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับคนตาบอดหลายๆ อย่างเช่นการเล่นสกีแบบครอสคันทรี่, การฝ่าฟืนด้วยขวาน และการเล่นเครื่องเล่นชวนเสียวไส้ในสวนสนุก… ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากที่แดนได้ทำเเละบันทึกมันเอาไว้

ทุกวีดีโอของเเดนแพร่กระจายออกไปในโลกโซเชียลอย่างรวดเร็ดเร็ว แม้แต่ไอดอลของเขาอย่าง โทนี่ ฮอว์ก ยังได้รับรู้ถึงเรื่องราวของเขา และยังส่งข้อความมาชื่นชมแดนในฐานะผู้ประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต

"สำหรับคนตาบอดหรือคนที่ต้องเจอกับปัญหาในชีวิตคล้ายๆ กับผม ไม่ว่าจะพิการหรือไม่ก็ตามผมอยากจะบอกพวกคุณนะว่าจงมุ่งมั่นกับสิ่งที่ตัวเองอยากทำ อย่าให้ปัญหาพวกนี้เปลี่ยนชีวิตคุณและเปลี่ยนสิ่งที่คุณอยากจะทำ"

"โดยเฉพาะสำหรับผู้พิการทางสายตา ผมรู้ว่าคุณถูกชี้นำโดยคนรอบข้าง แต่พวกเขาไม่รู้หรอกว่าพวกเรามีความสามารถอะไรบ้าง"

"ถ้าผมเอาแต่ฟังคนรอบข้าง ป่านนี้ผมคงนอนเฉาเป็นผักอยู่แต่ในห้อง… ออกมาสร้างจุดม่งหมายและประสบความสำเร็จกันดีกว่า”


Photo : newzhook.com

เราทุกคนมี “บางสิ่ง” ที่พร้อมจะสร้างผลกระทบและเปลี่ยนแปลงชีวิตที่เป็นอยู่ตลอดกาล สำหรับ เเดน สเก็ตบอร์ด คือสิ่งที่ให้ชีวิตใหม่กับเขา… และคุณล่ะเจอสิ่งนั้นที่ตามหาหรือยัง?

 

อ้างอิง

https://www.independent.ie/world-news/and-finally/meet-dan-mancina-the-blind-skateboarder-changing-perceptions-toward-disability-37015409.html
http://www.jenkemmag.com/home/2017/01/03/an-interview-with-dan-mancina-the-fearless-blind-skateboarder/

 

 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง