Stories

CounterPunch : สารคดีที่ตีแผ่ความจริงในสังคมมวยโลกทุกแง่มุม



ในสายตาของคนทั่วไป "มวยสากล" อาจจะเป็นกีฬาที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากไปกว่าการที่คนสองคนขึ้นไปซัดกันบนเวทีจนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมศิโรราบให้กับผู้ชนะ


 

ซึ่งนั่นก็ถูกในระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นแค่การพูดถึงในแง่ของภาพรวมเท่านั้น หากเจาะเข้าไปให้ลึกถึงซอกหลืบที่เหล่าผู้คลั่งไคล้กีฬาหมัดมวยเท่านั้นที่จะเข้าถึง คุณจะพบว่ารายละเอียดปลีกย่อยของกีฬาชนิดนี้ต่างหากที่มันน่าสนใจ และรู้สึกทึ่งเมื่อได้รับรู้

หากจะให้แบ่งแยกประเภทให้เข้าใจ แบบคุณครูเขียนบนกระดานแล้วให้นักเรียนอ่านตามมันคงจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ หนำซ้ำแล้วยิ่งจะทำให้ผู้รับสารได้งงกันไปใหญ่

โชคยังดีที่เรายังมีทางเลือกอีกทางที่เป็นเหมือนการย่อยออกมาในรูปแบบของภาพยนตร์สารคดี และนี่คือสิ่งที่ CounterPunch สารคดีทาง Netflix จะพาคุณไปไขประตูทุกบานบนโลกแห่งหมัดมวยที่คุณอาจจะไม่เคยรู้     

นักชกดาวรุ่งหน้าใหม่ผู้มีจุดเริ่มต้นจากการต่อสู้ข้างถนน นักชกที่สู้เพื่อเกียรติยศและความฝันมากกว่าเงินทอง และ แชมป์โลกผู้ถูกปัจจัยภายในวงการบางสิ่งแนะนำให้คืนเข็มขัดเเชมป์ทั้งๆ ที่เขาคนนั้นคือคนเดียวที่พยายามตลอดชีวิตเพื่อคว้ามันมาครอง

แม้จะเป็นการเล่าเรื่องผ่านตัวเอกถึง 3 คนดังที่กล่าวมา ทว่าบริบทของแต่ละคนนั้นสามารถจี้เข้าที่หัวใจ และสะท้อนให้เห็นว่าวงการมวยโลกทุกวันนี้เป็นอย่างไร ชีวิตนักมวยแท้จริงแล้วต้องทำอะไรมากกว่าซ้อมและขึ้นชก … และนี่คือเรื่องที่ Main Stand อยากจะนำเสนอให้คุณฟัง

 

เส้นทางพลิกชีวิตของสุนัขจนตรอก

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่ามวยคือกีฬาชนิดที่ต้องแลกความเจ็บปวดและบาดเเผลกับเกียรติยศในอนาคต แม้หลายๆ ครั้งคุณอาจจะได้เห็นหนึ่งหมัดบนเวทีจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ภายในวินาทีเดียว แต่สิ่งที่หล่อหลอมเป็นแรมปีก่อนหน้านั้นจนเหล่านักชกได้ก้าวขึ้นสู่เวทีอันทรงเกียรติต่างหากที่ยากเย็นชนิดที่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้

ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด, เบอร์นาร์ด ฮอปกิ้นส์, ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า, ไมค์ ไทสัน ตำนานของโลกกำปั้นที่กล่าวมาเหล่านี้ล้วนมีจุดเริ่มต้นที่คล้ายๆ กัน พวกเขาขึ้นชกด้วยจุดเริ่มต้นที่ว่าทุกหมัดที่ปล่อยออกไปจะเเลกมาซึ่งอาหารบนโต๊ะเพื่อครอบครัวได้อิ่มท้อง หลีกหนีความยากจนอันเป็นสิ่งที่น่ากลัวลำดับแรกๆ ในโลกนี้

ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องเข้าใจยากหรือซับซ้อนอะไรมากมาย แม้เรื่องของฐานะเงินทองอาจจะไม่สามารถชี้วัดว่านักกีฬาที่มีฐานะร่ำรวยอยู่แล้วว่าจะเก่งกว่าหรือด้อยกว่านักกีฬาที่มาจากครอบครัวฐานะยากจนหรือไม่

อย่างไรก็ตามดูเหมือนกับว่ามันจะใช้ไม่ได้กับกีฬาชกมวย … ไม่มีคนรวยคนที่อยากจะเอาตัวเองมาเป็นหมาล่าเนื้อแน่นอน อาชีพนักมวยนั้นมีหลายสิ่งที่เสียเปรียบอาชีพอื่นๆ หลายด้านเลยทีเดียว

พวกเขามีช่วงเวลากอบโกยเพียงสั้นๆ มีความเสี่ยงที่จะพิกลพิการ นอกจากนี้ยังต้องมีวินัยแทบจะทุกกระเบียดนิ้วของชีวิต ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่ให้ "มวย" คือสิ่งที่เหมาะสำหรับคนที่มีแรงขับแรงผลักดันมากกว่าคนปกติหลายเท่าหากอยากจะไปบนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร

"ผมจะเป็นแชมป์โลก และพาครอบครัวของเราออกไปจากที่นี่" คริสโตเฟอร์ "ลิล บีฮอพ" โคลเบิร์ต เด็กหนุ่มวัย 18 ปี คือหนึ่งในตัวเดินเรื่องที่ทำหน้าที่ของเขาได้อย่างถึงใจถึงอารมณ์  


Photo : www.boxingnewsonline.net

ข้อความที่เขาพูดไปในบรรทัดด้านบน คือคำพูดที่เกิดขึ้นตอนที่เขาเป็นนักชกสมัครเล่นที่เก่งที่สุดในมหานครนิวยอร์ก หากจะเปรียบเทียบกับกีฬาชนิดอื่นเเล้ว "ลิล บีฮอพ" คงเป็นเหมือนกับดาวรุ่งที่มีโอกาสจะกลายเป็นหมายเลข 1 ของโลกในอนาคต เรียกง่ายๆ ว่าเขาควรจะต้องเป็น "โกลเด้น บอย" ใครก็อยากจะได้มาอยู่ในสังกัด สัญญาก้อนโต, รถหรูๆ และคฤหาสน์หลังงาม คือสิ่งที่คุณคิดใช่ไหมล่ะ? ...

เปล่าเลย เขายังคงต้องอาศัยในอพาร์ทเมนต์แออัดร่วมกับครอบครัวของเขา แค่การหาที่ซ้อมยังไม่ใช่เรื่องง่าย เด็กหนุ่มเบอร์ 1 ของเมืองคนนี้จะต้องตื่นตี 5 นั่งรถไฟใต้ดิน 2 ชั่วโมงเพื่อไปยัง แฟลตบุช ในย่านบรูคลิน เพื่อจะได้ฝึกในโรงยิมที่เปิดให้เล่นฟรีแห่งสุดท้ายในนิวยอร์กที่ชื่อว่า "แอตลาส คอปส์ แอนด์ คิดส์" ยิมที่เกิดจากความตั้้งใจที่จะเปลี่ยนวัยรุ่นข้างถนนอย่างเขาซึ่งมีแววจะกลายเป็นอาชญากรตัวเอ้ในอนาคต ได้ใช้เวลาทำในสิ่งที่ถูกต้อง  

นอกจากจะต้องฝึกหนักในยิมเเล้ว หลังออกมานอกยิมก็ต้องระวังตัวให้ดี บนเส้นทางที่เขาใช้สัญจรไปกลับ ล้วนเต็มไปด้วยอันธพาล เขาอาจจะถูกยิงตายเมื่อไหร่ก็ได้หากไม่ระมัดระวัง "จำเอาไว้ลูกปืนไวกว่าหมัด” นี่คือสิ่งที่เทรนเนอร์ของเขาบอกมาตลอด


Photo : www.phillyboxinghistory.com

เห็นได้ชัดว่าวงการหมัดมวยมีพื้นที่ไม่มากนักสำหรับคนที่จะก้าวเข้ามาและประสบความสำเร็จในฐานะเเชมป์พร้อมทั้งโกยเงินกลับบ้าน   

 

เงินมาก่อนเกียรติยศ

เมื่อนักมวยส่วนใหญ่มีจุดเริ่มต้นคล้ายๆกันทำให้ปฎิเสธไม่ได้ว่าพวกเขามองถึงเงินทองมากกว่าเกียรติยศ ทุกวันนี้โลกของมวยสากลแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน นั่นคือฝั่งที่อยากจะเป็นแชมป์โลก และฝั่งที่อยากจะได้เหรียญทองโอลิมปิก

ซึ่ง ณ ปัจจุบัน นักมวยเลือดใหม่เลือกที่จะเป็นแบบแรกมากกว่า เหตุก็เพราะสิ่งที่ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ คว้ามาได้หลังจากการเป็นแชมป์โลกคือชื่อเสียงและเงินทองในแบบที่ใช้ทั่งชาติไม่มีวันหมด ...

"มวยและเหรียญทองโอลิมปิกมันตายไปแล้วสำหรับอเมริกาในตอนนี้" เบอร์นาร์ด ฮอปกิ้นส์ อดีตยอดมวยระดับแชมป์โลกย้อนมองวงการมวยทุกวันนี้และพูดอย่างเสียงดังฟังชัด “นักมวยมองไปที่ ฟลอยด์ และเห็นว่าเขาทำเงินได้มากแค่ไหน พร้อมกันนั้นก็จะเกิดความคิดว่า จะไปโอลิมปิกทำไมถ้าไม่ได้อะไร นอกจากเหรียญทองและอาจจะได้ไนกี้เป็นผู้สนับสนุนแล้วไม่มีอะไรให้ลุ้น ไปชกอาชีพแล้วขับรถบูกัตติไม่ดีกว่าเหรอ? คุณลองคิดสิ"

ที่เขาพูดเช่นนั้นก็ไม่ผิดนัก เหล่านักมวยอาชีพมีไฟต์ทำเงินให้ชกมากมาย แต่เหล่านักชกที่ตั้งเป้าไว้ที่โอลิมปิกนั้นแทบจะไม่ได้อะไรเลย นอกจากเงินสนับสนุนเดือนละ 1,000 ดอลลาร์ (ราว 35,000 บาท) ซึ่งแค่เอาไปผ่อนรถและค่าใช้จ่ายจิปาถะก็หมดเกลี้ยงเเล้ว

เมื่อนักชกเก่งๆ เปลี่ยนเส้นทางกันตั้งเเต่เริ่ม ปลายทางก็ปรากฎเป็นผลงานที่ล้มเหลว โอลิมปิกปี 2012 ที่กรุงลอนดอน สหรัฐอเมริกา ชาติที่คว้าเหรียญทองในกีฬาประเภทชกมวยมากที่สุดในโอลิมปิก จบการเเข่งขันมวยสากลประเภทชายด้วยผลงาน… 0 เหรียญทอง 0 เหรียญเงิน 0 เหรียญทองแดง และนี่คือผลงานที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขาเลยทีเดียว

ส่วนอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้นักมวยรุ่นใหม่แทบไม่อยากข้องเกี่ยวกับการไปชกในโอลิมปิก คือระบบการคัดเลือกที่คัดแล้วคัดอีก คัดเเล้วคัดอีก กว่าจะได้ตัวแทนสักคนไปแข่ง และที่สำคัญกว่านั้นคือความเหม็นโฉ่ขององค์กรผู้ควบคุมการแข่งขันอย่าง AIBA ที่ขึ้นชื่อเป็นองค์กรที่ฉ้อฉลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พวกเขาอยากให้โอลิมปิกสนุกเร้าใจจึงตัดสินใจบังคับให้นักกีฬาไม่ใส่หน้ากากป้องกันศรีษะในการแข่งขันปี 2016 ที่นครริโอ เดอ จาเนโร ทั้งๆ ที่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงเกินกว่าเหตุให้กับเหล่านักชกสมัครเล่นทั้งหลายที่เลือกเส้นทางนี้

"พวกเขา (AIBA) บอกว่าความปลอดภัยของนักกีฬาสำคัญที่สุด แต่ดันสั่งให้ถอดเฮดการ์ดออกมันย้อนแย้งไหมล่ะ? พวกเขาอยากได้บรรยากาศเหมือนชกอาชีพ แต่ดันจ่ายเงินเเบบมวยสมัครเล่นซะอย่างนั้น" เบอร์นาร์ด ฮอปกิ้นส์ กล่าวพร้อมกับหัวเราะให้กับเรื่องตลกร้ายเรื่องนี้

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถือกล้องตามติดชีวิตชายผู้สวมนวมไล่ล่าฝันที่จะไปโอลิมปิกที่ชื่อว่า แคม ออว์ซั่ม ยอมรับว่าทางที่เขาเลือกนั้นไม่ใช่เส้นทางที่ฉลาดนัก เพียงแต่เขาทำไปเพราะมันเป็นที่เขายังติดค้างอยู่ในใจหลังจากเคยมีชื่อติดทีมโอลิมปิก แต่ก็หลุดทีมไปเนื่องจากตรวจสารกระตุ้นไม่ตรงตามเวลานัดหมาย

"ยูเอสเอ บ็อกซิ่ง จะได้เงินสนับสนุนจาก USOC (คณะกรรมการโอลิมปิกสหรัฐอเมริกา) ก็ต่อเมื่อคว้าเหรียญได้ ณ จุดนี้พวกเขาจะประท้วงโอลิมปิกและไม่เข้าแข่งขันก็ได้ หรือมีอีกอย่างคือส่งนักกีฬาสมัครเล่นเข้าไปและหวังว่าจะทำผลงานได้ดี"

"เราจะไม่มีเงินทุนตราบใดที่เราไม่ได้เหรียญ และตอนนี้เราไม่ได้เหรียญเราก็ไม่มีวันได้เงินทุน เรื่องมันก็ชนกันเป็นงูกินหางแบบนี้  ผมต้องได้เหรียญก่อนเป็นอย่างแรกจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้"  เขายอมรับถึงวิกฤติวงการมวยสากลสมัครเล่นของอเมริกาในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามทุกอย่างมี 2 ด้านเสมอ นักชกระดับเหรียญรางวัลโอลิมปิกหลายคนสามารถต่อยอดกลายเป็นโคตรมวยของโลกได้ในอนาคต ซึ่งทั้ง ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า, ชูการ์ เรย เลียวนาร์ด แม้แต่ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ ก็ได้แสดงให้เห็นเเล้วว่า ไม่มีเวทีใดกระจอกหากขึ้นชกด้วยหัวใจที่ใหญ่พอ … แต่ก็นั่นแหละเรื่องภายในแบบงูกินหางได้เปลี่ยนให้ โอลิมปิก เป็นหนทางที่เสียเวลามากเกินไปสำหรับนักชกส่วนใหญ่  

 

ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ เอฟเฟ็คต์

ทุกวันนี้มวยสากลอาชีพนั้นไม่ได้จัดชกกันง่ายๆ โดยเฉพาะพวกไฟต์เงินล้าน ไฟต์ป้องกันเเชมป์ที่คนทั้งโลกอยากจะเห็น ไฟต์เหล่านี้ต้องผ่านการคิดวิเคราะห์มาอย่างดีว่าคุ้มหรือไม่ที่เหล่าแชมเปี้ยนจะขึ้นสู่สังเวียน  

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหลังหมดยุคมวยรุ่น เฮฟวี่เวท ฟลอยด์ "มันนี่" เมย์เวทเธอร์ กลายเป็นหน้าเป็นตาของวงการมวยโลก นักออกหมัดและตอบโต้ชั้นครู และที่สำคัญที่สุดคือเขาเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงวิถีของมวยไปแบบสิ้นเชิง

ยุคทองของมวยเฮฟวี่เวทก่อนหน้านี้สัก 20-30 ปีก่อน เหล่าแชมเปี้ยนไม่เคยกลัวที่จะชกกับคนที่อยากจะชกกับพวกเขา นักชกอย่าง อีแวนเดอร์ โฮลิฟิลด์ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเรื่องนี้

โฮลีฟิลด์เจอกับไฟต์หินๆ มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา เขาชกกับ ริดดิก โบว์  3 ไฟต์, เล็นน็อกซ์ ลูอิส 2 ไฟต์, ไมเคิล มูเรอร์ 2 ไฟต์ และไมค์ ไทสัน 2 ไฟต์ นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเขาไม่มีสถิติไร้พ่ายเหมือนกับ ฟลอยด์

เหตุผลก็เพราะ ฟลอยด์ มีทีมปรึกษาระดับเทพที่ชื่อ อัล เฮย์มอน เขาทำหน้าที่เหมือนกับโปรโมเตอร์ดังในอดีตอย่าง ดอน คิง เพียงแต่ว่าวิธีการของ เฮย์มอน นั้นแยบคายกว่ามาก เขาไม่ชอบออกสื่อ ไม่ให้สัมภาษณ์ และคอยทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในตำแหน่งที่ใครก็มองไม่เห็น


Photo : @TomUhlman

เฮย์มอน เหมือนพ่อมดที่คอยจัดการชักใยอยู่หลังฉาก เขาเลือกที่จะลดความเสี่ยงและเพิ่มกำไรให้กับการชกแต่ละไฟต์ของนักชกในสังกัด นักชกอย่าง ฟลอยด์ จะยอมเอาสถิติไร้พ่ายของเขามาเสี่ยงก็ต่อเมื่อมันได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเท่านั้น ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือไฟต์ที่เขาพบกับ แมนนี่ ปาเกียว นั่นคือไฟต์ที่เขาเข้าใกล้ความพ่ายแพ้ที่สุด แต่กว่าที่จะชกกันได้ต้องรอกันเป็นสิบปี และการชกเพียงคืนเดียวในวันนั้นทำให้เขาได้ค่าตอบแทนมา 300 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว  เรียกได้ว่าการจับคู่ของ เฮย์มอน และ ฟลอยด์ ช่างเป็นอะไรที่ลงตัว

เขาสามารถเปลี่ยนกีฬาชกมวยให้กลายเป็นธุรกิจชกมวยด้วยการเลือกคนที่เขาอยากจะชกด้วยตัวเอง นั่นจึงทำให้ยุคนี้มีนักชกหลายคนที่ต้องเข้ามารับบทบาทเป็นบันไดให้เหล่าแชมป์โลกได้เพิ่มสถิติให้ดูสวยงามและดูเก่งขึ้นไปอีก

มีนักชกไทยหลายคนเคยได้รับตำแหน่งให้เป็นบันไดแบบนี้ แต่พวกเขาสามารถเปลี่ยนสถานะจากการที่ตัวเองเป็นบันไดกลับใช้เเชมป์โลกเป็นลิฟต์ให้ทะยานขึ้นสูงในระยะเวลาอันรวดเร็ว

สมาน ส. จาตุรงค์ คือนักมวยฝีมือดี ทว่ายังห่างไกลที่ใครจะมองว่าเขาจะเป็นแชมป์โลกได้ สมาน ได้โอกาสเป็นผู้ท้าชิงของ ฮุมเบอร์โต้ "ชิกิต้า" กอนซาเลซ นักมวยระดับโลก ก่อนขึ้นชกสื่อคาดว่างานนี้ สมาน เละเเน่ และก็เกือบจะเป็นเช่นนั้น เขาเจียนอยู่เจียนไป โดนไล่ถลุงอยู่ฝ่ายเดียว กรรมการในวันนั้นต้องเข้ามาถามพี่เลี้ยงของ สมาน อยู่หลายครั้งว่ายังไหวอยู่หรือเปล่า จนกระทั่งยกที่ 7 สมาน พลิกนรกปล่อยหมัดน็อคใส่ ชิกิต้า ร่วงไปกองกับพื้นและคว้าแชมป์ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

อีกกรณีเพิ่งผ่านไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อปี 2017 "เจ้าแหลม" ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น ขึ้นชกในฐานะผู้ท้าชิงของ โรมัน “ช็อกโกลาติโต้” กอนซาเลซ แชมป์โลกชาวนิการากัว ที่ เมดิสัน สแควร์ การ์เด้น มหานครนิวยอร์ก ซึ่งแม้จะเคยเป็นอดีตแชมป์โลก แต่ไฟต์นั้นเจ้าแหลมเหมือนกับไปในฐานะบันไดที่จะทำให้กอนซาเลซเพิ่มสถิติเสียมากกว่า เพราะตัวของ กอนซาเลซ เองเป็นเเชมป์โลกมาเเล้ว 4 รุ่น สถิติขึ้นชนะมีแต่ชนะรวด 100% ไม่เคยแพ้ ไม่เคยเสมอ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นนักมวยที่เก่งสุดในโลกเมื่อเทียบกันแบบปอนด์ต่อปอนด์

ก่อนการชกได้มีอัตราต่อรองออกมาให้ศรีสะเกษเป็นรองถึง 14-1 และมองว่าศรีสะเกษไม่น่าจะสู้กับกอนซาเลซได้เกิน 5 ยก แต่ผลการชกปรากฏว่า ศรีสะเกษสามารถเอาชนะกอนซาเลซไปได้แบบเหลือเชื่อ แถมยังย้ำแค้น ชนะน็อกแบบไร้ข้อกังขาได้ในไฟต์รีแมตช์อีกด้วย

อย่างไรก็ตามเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในยุคที่มวยเป็นธุรกิจ ทุกไฟต์ถูกคิดคำนวนมาอย่างดี แม้จะดูรอบคอบและเป็นการวางแผนที่ชาญฉลาด แต่บางครั้งมันก็ตลกดีเหมือนกันที่ทำไมนักชกที่ดีที่สุด 2 คนจึงไม่ได้ขึ้นชกกัน บางคู่ท้ากันไปท้ากันมาก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะได้ชกกันเสียที นั่นทำให้หลายไฟต์ในปัจจุบันเป็นการชกกันระหว่าง “แชมเปี้ยน vs คู่ชกที่เหมาะสมมากที่สุด" แทนที่พวกเขาจะได้เจอกับ "คู่ชกที่เก่งที่สุด"

วงการมวยยุคใหม่ ยังมีสิ่งที่แปลกไปยิ่งกว่านั้นคือมีการ "คืนตำแหน่งแชมป์" นั่นเป็นเรื่องราวของ ปีเตอร์ ควิลลิน อดีตนักมวยแชมป์โลกรุ่นมิดเดิลเวทของ WBO ที่อยู่ดีๆ ก็ประกาศคืนตำแห่งแชมป์ทั้งๆ ที่่นั่นคือสิ่งที่เขาวิ่งตามล่ามาตลอดชีวิต

ว่ากันว่าเหตุผลที่ทำให้แชมป์โลกถอนตัวเสียเฉยๆ เกิดจาก อัล เฮย์มอน คนเดิม เฮย์มอน ไม่อยากให้ ควิลลิน ขึ้นชกกับ มัตต์ โคโรบอฟ ผู้ท้าชิงชาวรัสเซีย จึงยอมจ่ายเงินสดเป็นจำนวนกว่าครึ่งล้านเหรียญสหรัฐเพื่อให้ไม่ต้องขึ้นชก และสัญญาว่าจะจัดไฟต์อื่นๆ ให้ในอนาคต

"คนสติดีคนไหนจะยอมคืนตำแหน่งแชมป์เพราะไม่อยากจะชกกับนักมวยที่เก่งที่สุดในรุ่นเดียวกัน นักมวยพวกนี้ไม่ได้ชกเพื่อเกียรติยศและการได้รับความนับถือ มันเป็นธุรกิจไปหมดเเล้ว" นี่คือมุมมองของ ออสการ์ เดอ ลา โฮยา

แต่ในทางกลับกันสำหรับคนที่มาจากศูนย์ การได้เงินก้อนโตโดยที่ไม่ต้องชกถือเป็นทางเลือกที่ดี ควิลลิน เองก็นำเงินที่ เฮย์มอน ให้นำไปต่อยอดในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จนสามารถทำเงินได้ถึง 3.5 ล้านเหรียญต่อปี โดยที่เขาไม่ต้องขึ้นชกเลยด้วยซ้ำ

"มันเป็นเรื่องของการหาเลี้ยงชีพเพื่อให้ดูแลครอบครัวได้ ส่วนศักดิ์ศรีน่ะช่างแม่งเถอะ ศักดิ์ศรีกินไม่ได้สักหน่อย ทุกวันนี้คุณแค่เดินเข้าส้วมไปก็เบ่งออกศักดิ์ศรีออกมาได้เเล้ว" ทอมมี่ กัลลาเกอร์ เทรนเนอร์ของ ควิลลิน เผยแบบแสบๆ คันๆ

ส่วนตัวของ ควิลลิน นั้น แม้เขาจะทำเงินได้มากมายในช่วง 1 ปีที่ไม่ได้ขึ้นชก แต่ระหว่างนั้นร่างกายและความฟิตของเขาไม่เหมือนเดิม หลังจากนั้น อัล เฮย์เมน ก็จัดแมตช์ให้เขาชิงแชมป์โลกกลับมา ทว่าที่สุดแล้ว ควิลลิน กลับแพ้น็อกต่อ แดเนี่ยล เจค็อบส์ อย่างง่ายดายเพียงแค่ยกแรก เขาพยายามหนีความพ่ายแพ้มา 1 ปีเต็มๆ แต่ที่สุดเเล้วเขาก็ได้รู้จักกับมันเป็นครั้งแรกจนได้   

สถิติไร้พ่ายคือความกลัวที่เหล่าแชมเปี้ยนกลัวว่าจะเสียมันไป จนบางครั้งพวกเขาหลงลืมรากเหง้าว่าแท้จริงแล้ว "มวย" คืออะไร  

บน 3 เส้นเรื่องที่เล่าผ่านตัวละครที่แตกต่างไม่ว่าจะเป็น นักมวยหน้าใหม่, นักชกไส้แห้งกับเป้าหมายโอลิมปิก หรือแม้แต่เเชมป์โลกที่เลือกเงินก่อนเกียรติยศ มีสิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์สารคดีเรือง CounterPunch พยายามสอดแทรกเสมอคือเรื่องของมวยไม่ใช่เรืองเล่นๆ เหล่านักมวยที่เก่งกาจไม่เคยเผลอให้กับเรื่องเล็กๆ

แม้แต่เฟร้นช์ฟรายของแม็คโดนัลด์เพียง 1 แพ็คก็อาจจะทำให้พวกเขาก้าวถอยหลังและเป็นผู้แพ้บนเวทีได้

คนที่อยากจะประสบความสำเร็จในวงการนี้ได้ต้องทำให้ตัวเองพร้อมตลอดเวลาทั้งกายและใจ ซ้อมให้หนัก และทุ่มเทเพื่อก้าวขีดจำกัดและอุปสรรคแต่ละด่าน ซึ่ง จูเลี่ยน โซซ่า นายตำรวจผู้เป็นครูมวยคนแรกของ "ลิล บี ฮ็อป" ได้ทิ้งท้ายไว้อย่างคมคายว่า


Photo : The Associated Press

"เก่งแต่ไม่ฟิตเท่ากับพวกขี้เกียจสันหลังยาว คนขยันสามารถเอาชนะคนเก่งได้ และคนที่เก่งด้วยและขยันด้วยคนนั้นคือคนที่จะได้เป็นแชมป์"   



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง