Stories

มาเธียส ซินเดลาร์ : นักเตะเบอร์ 1 ของโลกที่ทำ 'นาซี' เสียหน้า...จึงโดนสั่งฆ่า



ก่อนที่จะเริ่มกัน เราอยากจะบอกว่า “มาเธียส ซินเดลาร์” คือผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปฐพีก่อนเข้ายุคสงครามโลก ว่ากันว่าเขาคนนี้เล่นบอลได้เฉลียวฉลาดล้ำยุคราวกับมีสมองติดอยู่บนเท้าทั้งสองข้าง นั่นจึงทำให้เขามีช่วงเวลาค้าแข้งที่ยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตามตอนจบของเขาคือความตายที่มาก่อนวัยอันควร และนี่คือเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ทั้งหมดที่เราจะพูดถึงกัน


 

ในเดือนเมษายน ปี 1938 ท่ามกลางอากาศร้อนรุ่ม ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย มาเธียส ซินเดลาร์ กำลังลงสนามรับใช้ชาติบ้านเกิดของเขาที่เป็นเจ้าบ้านในเกมพบเพื่อนบ้านอย่างเยอรมนี

และเมื่อเกมเดินทางมาถึงนาทีที่ 70 เขาทำให้ฝูงชนที่เข้ามาชมเกมในสนามกว่า 60,000 คนได้โห่ร้องสุดเสียง เมื่อเขายิงประตูให้ออสเตรียขึ้นนำ ก่อนที่ ซาสตี้ เซสต้า เพื่อนร่วมทีมสุดซี้จะยิงฟรีคิกให้เจ้าถิ่นชนะไป 2-0 ตามมาด้วยท่าเต้นฉลองชัยแบบยั่วยวนกวนประสาทจากทั้งคู่ ไม่ว่าสองคนนั้นจะทำลงไปด้วยอารมณ์ไหนก็ตาม แต่ที่แน่ๆ เหล่าผู้นำแห่งกองทัพ นาซี ที่นั่งอยู่ในบ็อกซ์พิเศษเริ่มจะมีการซุบซิบอะไรกันบางอย่างด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ

9 เดือนต่อมา ซินเดลาร์ และ แฟนสาวของเขาถูกพบในอพาร์ทเม้นท์กลางกรุงเวียนนาด้วยภาพที่ไร้ลมหายใจ มีการพูดถึงทฤษฎีสมคบคิดว่าการตายอันเป็นปริศนาของเขานั้นคือการฆาตกรรมจากฝีมือนาซี...

ทว่าเหตุผลจริงๆ คืออะไรกันแน่ การเต้นที่ได้รับการขนานนามว่า "ระบำแห่งความตาย" เป็นที่มาของการเสียชีวิตของเขาจริงหรือ?

 

ชนชั้นล่างจากกรุงเวียนนา

มาเธียส ซินเดลาร์ มีปูมหลังที่ไม่ค่อยน่าจดจำนัก พ่อของเขาเป็นคนงานก่อสร้างในโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องพาครอบครัวอพยพจากเมือง โมราเวีย (ปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐเช็ก) เข้ามาขายแรงงานในเมืองหลวง บ้านของเขายากจนและตั้งอยู่ย่านเสื่อมโทรม ทว่าที่นี่เองที่ความลำบากได้หล่อหลอมให้ ซินเดลาร์ ฝึกเล่นฟุตบอลจนได้รับฉายาว่า "เปเปอร์แมน" หรือ "มนุษย์กระดาษ" ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบกับการปล่อยกระดาษจากที่สูงลงสู่พื้น โดยกระดาษใบนั้นจะปลิวไปเรื่อยๆ ไม่สามารถอ่านทิศทางได้นั่นเอง


Photo : www.scoopnest.com

ซินเดล่าร์ เติบโตมากับการเล่นฟุตบอลริมถนน ซึ่งสิ่งที่ใช้แทนลูกฟุตบอลในเวลานั้นคือผ้าขี้ริ้ว… น่าแปลกที่ถึงแม้ว่าอุปกรณ์จะด้อยค่าแต่มันก็ทำให้เขาได้เข้าไปสังกัด แฮร์ธ่า สโมสรในท้องถิ่นตั้งแต่อายุ 15 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พ่อของเขาถูกเกณฑ์ไปรบสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ อิตาลี ก่อนจะเสียชีวิตในศึกครั้งนั้น

หากพูดชื่อสโมสร แฮร์ธ่า อาจจะดูไม่คุ้นหูสักเท่าไหร่นักเพราะปัจจุบันสโมสรแห่งนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ออสเตรีย เวียนนา 1 ในทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสร์ฟุตบอลออสเตรียจนถึงช่วงปัจจุบันนี้... แต่การได้โอกาสลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 15 ปี คือเครื่องชี้วัดพรสวรรค์ของ ซินเดลาร์ได้เป็นอย่างดี

ซินเดลาร์ ใช้เวลาเพียงไม่นานก็กลายเป็นนักเตะคนสำคัญ ที่น่าแปลกใจคือเขาลงเล่นทั้งๆ ที่มีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าติดตัวอยู่ ภาพที่ปรากฏเกี่ยวกับ ซินเดลาร์ ในสนามก็มักจะเป็นภาพที่เขาได้พันผ้าไว้ที่เหนือหัวเข่าอยู่เสมอ

ความยอดเยี่ยมของ ซินเดลาร์ ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของแฟนบอล ออสเตรีย เวียนนา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางของประเทศและมีเชื้อสายชาวยิว ช่วงเวลานั้นเขาเป็นเหมือนฮีโร่ประจำเมือง แม้จะเป็นสตาร์เบอร์ 1 แต่ซินเดลาร์มักจะไปปรากฎตัวที่บาร์ ดื่้มกาแฟ, เลี้ยงเหล้า และเล่นพนันกับแฟนบอลเล็กๆน้อยๆ อยู่เสมอ นั่นจึงทำให้เขาเป็นเหมือนฮีโร่ของท้องถิ่นเลยทีเดียว

ในช่วงที่ ออสเตรีย เวียนนา มีนักเตะที่ชื่อ มาเธียส ซินเดลาร์ พวกเขาคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยในประเทศ 3 สมัยรวด นอกจากนี้ยังพ่วงแชมป์ลีกอีกหนึ่งครั้ง เท่านั้นยังไม่พอ ยังคว้าแชมป์ฟุตบอล มิโทรป้า คัพ (ซึ่งมีศักดิ์ศรีเทียบเท่า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในเวลานั้น) ด้วยการเอาชนะ อัมโบรเซียน่า มิลาน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น อินเตอร์ มิลาน) ในปี 1933 และยังคว้าแชมป์รายการนี้ได้อีกครั้งในอีก 3 ปีต่อมาจากชัยชนะเหนือ สลาเวีย ปราก

 

นักเตะที่เก่งที่สุดในโลก

ฟริตซ์ โพลสเตอร์ แฟนบอลวัยดึกของ ออสเตรีย เวียนนา ได้เล่าถึงเรื่องราวที่พ่อของเขาเคยเล่าให้ฟัง หลังจากได้สัมผัสตัวตนเป็นๆ ของ "ซินดี้" (ซินเดลาร์) ว่า


Photo : ahalftimereport.com

"เขาเป็นเหมือนตัวแทนของคำว่าซูเปอร์สตาร์ยุคเก่า ตอนนั้นนักเตะซูเปอร์สตาร์ไปไหนมาไหนโดยไม่ถูกเหล่าการ์ดรายล้อม มันทำให้ความรู้สึกระหว่างนักเตะของแฟนๆ นั้นเหนียวแน่นมากขึ้น"

"พ่อพาผมไปพบเขาหลายครั้ง เขาดูเป็นคนที่อ่อนเเอนะ ผอมบางจนชนิดที่ว่าอาจจะตัวปลิวเพราะแรงลมได้ตลอดเวลา ด้วยลักษณะของเขาเเล้วคุณแทบจะเดาไม่ออกเลยว่าเขาจะเอาอะไรไปชนะกองหลังคู่แข่งได้”

“แต่ที่สุดเเล้วเขาก็ทำ การได้สัมผัสเขาตัวเป็นๆ ยังทำให้ผมรู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่มากจนถึงทุกวันนี้เลย”

ช่วงเวลาที่เขาระเบิดฟอร์มในระดับสโมสรคุณต้องไม่ลืมว่าเขายังอายุ 20 ปีเท่านั้น ซินเดลาร์ มีช่วงเวลาอีกมากมายให้โลดเเล่นในโลกฟุตบอล และในปึ 1926 เขาก้าวไปติดทีมชาติ ออสเตรีย ชุดใหญ่และเกมแรกในนามทีมชาติเขายิงประตูชัยในเเมตช์ที่ชนะเชโกสโลวาเกีย 2-1 ตามด้วยการยิง 2 ประตูในแมตช์ถล่ม สวิตเซอร์แลนด์อีก 7-1

ก่อนเข้าสู่ยุค 1930 ออสเตรีย คือทีมที่ดีที่สุดในโลก ณ เวลานั้น ไม่ว่าจะเจอกับใครพวกเขาเอาชนะได้ด้วยการยิงถล่มที่ขาดลอย เหนือสิ่งอื่นใดแม้แต่เกมที่ยากที่สุดในการไปเยือน อังกฤษ ชาติที่ไม่เคยแพ้ชาติไหนๆ คาบ้านเลยแม้เเต่ครั้งเดียว ออสเตรีย ก็ยังทำสถิติดังกล่าวให้พังทลายลงได้ ในเกมนั้น ซินเดลาร์ กระชากเลี้ยงเดี่ยวเข้าไปยิงประตูก่อนที่ ออสเตรีย จะชนะไป 4-3

“One of the Greatest Players in the World” (หนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก) นี่คือสิ่งที่สื่อของอังกฤษพาดหัวลงบนหน้าหนังสือพิมพ์ทันทีหลังถูก ซินเดลาร์ และเพื่อนร่วมทีมสอนเชิง ณ สังเวียน สแตมฟอร์ด บริดจ์

ขณะที่ผู้ตัดสินชาวเบลเยียมอย่าง จอห์น ล็องเกนุส ที่ลงเป่าในเกมนั้นก็ยังพูดถึง ซินเดลาร์ ว่า "นี่คือผลงานชิ้นเอก ไม่มีนักเตะคนไหนทำแบบนี้กับทีมชาติอังกฤษได้อีกเเล้ว"


Photo : www.tarafdari.com

ช่วงเวลานั้นสามารถพูดว่าเขาเป็นเบอร์ 1 ของโลกได้เต็มปาก ฟอร์มกับอังกฤษทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พยายามจะทุ่มซื้อตัวเขาเพียงแต่ว่า ซินเดลาร์ ไม่อยากย้ายออกจากบ้านเกิด เพราะตัวของเขานั้นเป็นคนที่มีรสนิยมเรียบง่าย อาศัยอยู่กับแม่ในอพาร์ทเม้นท์ ซึ่งแม่ของเขายังรับจ๊อบเป็นพนักงานซักรีดอยู่เลยด้วยซ้ำไป และเหนือสิ่งอื่นใดเขาไม่ต้องสร้างชื่อเสียงให้กับทีมอื่นนอกจากบ้านเกิดของเขา

จริงๆแล้ว ซินเดลาร์ น่าจะมีวาสนาได้คว้าแชมป์โลกบ้าง เพียงแต่ว่าในการแข่งขันปี 1934 ที่ ออสเตรีย เข้าไปพบกับเจ้าภาพ อิตาลี ในรอบตัดเชือกมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกมนี้ไม่สามารถจบลงด้วยชัยชนะของออสเตรียได้

เกมวันนั้นมีทั้งฝนตกหนัก แถมผู้นำฟาสซิสต์อย่าง มุสโสลินี่ ยังเข้ามาชมเกมในสนามอีกต่างหาก ซึ่งขณะที่เล่นไปได้พักเดียว ซินเดลาร์ ก็ถูกหนึ่งในกองหลังที่ตุกติกที่สุดของอิตาลีอย่าง หลุยส์ มอนติ อัดร่วงไปกองกับพื้นจนต้องปฐมพยาบาลถึง 2 ครั้ง ซึ่งตัวของ มอนติ นั้นได้เปิดเผยภายหลังว่าเขาพร้อมสู้ตายและบอกกับกุนซือ วิตโตริโอ ปอซโซ่ ว่า "เห็น ซินเดลาร์ เมื่อไหร่ ผมใส่ยับ"

ในระหว่างที่ ซินเดลาร์ ปฐมพยาบาล อิตาลีก็ได้ประตูชัยแบบน่ากังขา ที่สุดแล้วออสเตรียในชุดที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ก็หยุดเส้นทางไว้แค่ตรงนั้น

 

ยุคการเมืองเข้าแทรกแซง

ชีวิตค้าแข้งอันโลดโผนของ ซินเดลาร์ ทั้งหมดที่ได้กล่าวไปเป็นเหมือนด้านสว่างที่เกิดขึ้น ทว่าต่อจากนั้นอีก 4 ปี นักเตะที่เก่งที่สุดในโลกก็ต้องเจอกับหนึ่งเหตุการณ์ที่แม้แต่เขาเองก็ควบคุมไม่ได้เช่นกัน

ปี 1938 กองทัพ นาซี ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เคลื่อนขบวนรถถังจำนวนมากเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ออสเตรีย โดยให้เหตุผลในการมาครั้งนี้ "เพื่อกระชับสัมพันธ์" แม้ว่าเหตุผลจะฟังดูแปลกๆ และพาลให้คันหู แต่นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้นอกจาก ซินเดลาร์ จะถูกกล่าวถึงในฐานะยอดนักเตะแล้ว เขายังถูกกล่าวถึงในฐานะบุคคลทางประวัติศาตร์ผู้ต่อต้าน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อีกด้วย


Photo : dirkdeklein.net

การเสียคุณพ่อไปจากสงครามทำให้ ซินเดลาร์ "รังเกียจ" นาซี เข้ากระดูกดำ และเมื่อเจ้าตัวเป็นผู้มีอิทธิพลที่สามารถขับเคลื่อนพลังประชาชนจำนวนมากได้ ทำให้เขาเองก็กลายเป็นที่จับตาของกองทัพนาซีเช่นกัน

ความเป็นมหาอำนาจของกลุ่มธงสวัสดิกะทำให้พวกเขาเล่นใต้โต๊ะรังแกสโมสร ออสเตรีย เวียนนา ทีมที่เป็นเหมือนกระบอกเสียงของชาวยิวอยู่ร่ำไป กลุ่มเจ้าหน้าที่สโมสรหลายคนที่เป็นชาวยิวถูกไล่ออกจากตำแหน่งทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีกฎห้ามสโมสรดึงตัวนักเตะชาวยิวมาเสริมทัพเป็นอันขาด ขณะที่ในห้องประชุมของบอร์ดบริหารสโมสร รูปภาพขนาดใหญ่ของท่านประธานอย่าง มิชี่ ชวาร์ซ ก็ถูกปลดออกและนำรูปของ ฮิตเลอร์ ขึ้นมาประดับไว้แทน

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดคือการบังคับให้ทีมเปลี่ยนรูปแบบการเล่นใหม่โดยลดการเล่นที่โชว์ทักษะและการผ่านบอล ให้กลับมาเล่นในสไตล์ฟุตบอลที่ไดเร็กต์มากขึ้นตามตำรับเยอรมัน… ซึ่งจุดนี้เราไม่อาจจะบอกได้เลยว่ากลุ่ม นาซี มีเหตุผลอะไรกันแน่จึงทำเช่นนั้น?

กลุ่มนาซีพยายามทำเรื่องที่แตกต่างและฉีกกฎธรรมเนียมเดิมๆ ของสโมสรจนหมดสิ้น แม้พวกเขาจะพยายามทำทุกวันให้เหมือนปกติ อย่างไรก็ตามพลังมวลชนนั้นเสียงดังเกินกว่าที่ใครจะสามารถมาปิดปากได้ มีการเปิดเผยว่าทางสโมสรออกกฎใหม่ ห้ามแฟนบอลชาวยิวเข้าไปชมเกมในสนาม นักเตะกว่าครึ่งทีมและเจ้าหน้าที่เกือบทั้งหมดถูกขับออกจากสโมสร ส่วนคนที่ยังมีงานทำอยู่ ก็ถูกห้ามคบค้าสมาคมกับเพื่อนเก่า ซึ่งหมายรวมถึง มิชี่ ชวาร์ซ ประธานสโมสรคนเก่าที่โดนลดอำนาจอย่างหมดสิ้นภายในเวลาชั่วข้ามคืนด้วย

ซินเดลาร์เข้าใจหัวอกชวาร์ซเป็นอย่างดี เมื่อได้มีโอกาสพบเจอกันเขาเล่าความจริงว่า "ประธานสโมสรคนใหม่ไม่ให้เราพูดคุยกับคุณ แต่ไม่ต้องกลัวผมอยู่ข้างคุณเสมอครับท่านประธาน"

แม้จะทำตัวกระด้างกระเดื่องต่อกฎเหล็กที่วางไว้แต่ดูเหมือนว่า นาซี จะทำอะไร ซินเดลาร์ ไม่ได้ เขายิ่งใหญ่และมีอิทธิพลต่อสโมสรมากเกินกว่าที่จะแตะต้อง


Photo : BioBioChile

เหตุการณ์ยิ่งตึงเครียดเข้าไปอีก เมื่อเยอรมันใช้อำนาจของตนควบรวมออสเตรียเป็นส่วนหนึ่งของประเทศได้สำเร็จด้วยนโยบาย “Anschluss” ทำให้ออสเตรียไม่สามารถไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้แม้จะผ่านรอบคัดเลือกแล้วก่อนหน้านั้น ไม่เพียงเท่านั้น นาซีเยอรมันยังต้องการให้นักเตะที่ดีที่สุดของออสเตรียมาเล่นให้กับพวกเขา แมตช์ “รวมชาติ” ระหว่างออสเตรียเก่า และ ออสโตร-เยอรมัน (ออสเตรียที่เป็นส่วนหนึ่งของเยอรมัน) จึงถูกจัดขึ้นในเดือนเมษายน

ในเกมนั้น ซินเดลาร์ สวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมให้ออสเตรียเก่า แต่พวกเขากลับถูกกำชับว่า “อย่าพยายามยิงประตู และอย่าพยายามที่จะเอาชนะ หากไม่อยากจะเดือดร้อน”

กระนั้น "ออสเตรียเก่า" ไม่สนใจ ซินเดลาร์ และ เซสต้า จัดการแสดงจุดยืนด้วยการยิงคนละเม็ดไปแบบเบาะๆ แน่นอนว่านาทีนี้กำลังมีผู้ที่ไม่ประทับใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเต้นยั่วประสาทของ ซินเดลาร์ ที่เป็นเหมือนการประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า “ผมจะยิงประตู ใครมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”


Photo : kicker.de

กองทัพนาซีพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะดึงตัว ซินเดลาร์ ที่ถึงแม้จะอายุ 35 ปี แต่ก็ยังเป็นหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกเข้ามาร่วมทีม มีเจ้าหน้าที่ของฝั่งนาซีได้ยื่นจดหมายเชิญให้ ซินเดลาร์ เดินทางเข้ามาฝึกซ้อมพิเศษ ทว่าเขาตอบปฏิเสธโดยอ้างว่าบาดเจ็บ พร้อมทิ้งท้ายว่า "ไม่มีทางที่จะเป็นนักเตะของนาซีเยอรมัน" ซึ่งเขาก็รักษาคำสัตย์ เพราะไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่เขาได้สวมชุดสีขาวและมีตรานกอินทรีอยู่ที่หน้าอก

 

จุดจบของคนเก่ง

เซ็ปป์ เฮอร์แบร์เกอร์ ชายผู้เคยเป็นกุนซือทีมชาติเยอรมันชุดก่อนสงครามโลก และหลังจากนั้นก็ได้คุมทีม เยอรมันตะวันตก ในฟุตบอลโลก 1954 และคว้าแชมป์โลกมาครอง ยกย่องซินเดลาร์ถึงเรื่องราวทั้งในและนอกสนามว่า


Photo : gntfigallery.blogspot.com

"เขาเป็นยอดคนคนหนึ่งในความทรงจำของวงการฟุตบอล แม้เขาจะปฏิเสธการเล่นให้กับเยอรมัน แต่นั่นคิอสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผม การที่ทำอย่างนั้นมันแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่แน่วแน่ยอมหักไม่ยอมงอ และกล้าจะปฎิเสธระบบการเมืองในยุคนั้นได้"

ความยิ่งใหญ่และแข็งกร้าวของ ซินเดลาร์ ถูกกล่าวขานอย่างไม่รู้จบ ทว่าก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจนได้

เช้าวันที่ 23 มกราคม 1939 มาเธียส ซินเดลาร์ ถูกพบเป็นศพอยู่ในอพาร์ทเมนท์ของเขา ข้างกายมีศพของ คามิลล่า คาตาโญล่า แฟนของเขาเสียชีวิตอยู่ข้างๆ กัน เจ้าหน้าที่ตำรวจสรุปสำนวนว่าทั้งคู่เสียชีวิตจากการสูดดมก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มากเกิน โดยสันนิษฐานสาเหตุไว้ 2 เรื่องใหญ่ๆ คืออุบัติเหตุ กับการฆ่าตัวตาย จากความซึมเศร้าหลังได้เห็นทีมและเมืองอันเป็นที่รักล่มสลาย

อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการตายของ ซินเดลาร์ จะต้องถูกเชื่อมโยงกับเรื่องการเมือง เพราะหลังจากนั้นไม่นานมีการรายงานว่าพวกนาซีได้ทำการยุติการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และหลังจากนั้นสำนวนคดีทั้งหมดก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

"บางความคิดเห็นบอกว่า ซินดี้ ถูกฆาตกรรมด้วยพวกนาซี" ฟริตซ์ โพลสเตอร์ แฟนบอลผู้มีความทรงจำอันชัดเจนของ ซินเดลาร์ กล่าว "ส่วนอีกบางความเห็นก็บอกว่าเขาฆ่าตัวตาย"

"แต่เท่าที่ผมได้พบเจอชายหนุ่มคนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ดังนั้นผมจึงอดสงสัยไม่ได้"

แต่เรื่องหนึ่งที่โพลสเตอร์ปฏิเสธเสียงดังแน่ๆ คือเรื่องราวจากรายงานฉบับหนึ่งเมื่อปี 1994 ที่ระบุว่า ซินเดลาร์เป็นคนเชื้อสายยิว และตัดสินใจฆ่าตัวตายพร้อมแฟนสาวผู้มีเชื่อสายยิวเช่นกันด้วยการรมแก๊สตัวเอง หลังประเทศถูกนาซีรุกราน

“เรื่องที่ว่ามามันไร้สาระชัดๆ เพราะซินดี้ซื้อกิจการคาเฟ่เป็นของตัวเอง แถมยังซื้อกิจการบาร์ให้แฟนสาว ถ้าทั้งสองคนเป็นคนยิวจริงๆ ไม่เพียงแต่จะเป็นเจ้าของกิจการไม่ได้เท่านั้น พวกนาซียังจะไม่เอาไว้แน่ๆ ด้วย”

 

ทิ้งท้ายด้วยปริศนา

ในปี 2003 BBC ได้ทำการออกอากาศสารคดีฟุตบอลและฟาสซิสต์ หนึ่งในคนที่ถูกสัมภาษณ์ในเรื่องดังกล่าวคือ เอกอน อัลบริช เพื่อนของซินเดลาร์ที่เปิดเผยว่า ณ ตอนนั้น มีการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐเพื่อระบุว่าสาเหตุการตายของ ซินเดลาร์ เป็นอุบัติเหตุ ซึ่งจะทำให้สามารถจัดพิธีศพอย่างสมเกียรติโดยภาครัฐได้

"ตามกฎของนาซี ใครก็ตามที่ถูกฆาตกรรมและฆ่าตัวตายจะไม่สามารถรับเกียรติยศสุดท้ายของชีวิตได้ ดังนั้นเราจึงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าการตายของเขาไม่ใช่อาชญากรรม และลบสำนวนทั้งหมดทิ้งออกไป" อัลบริช กล่าว


Photo : Libero Guide

ถึงกระนั้น โพลสเตอร์ ผู้ซึ่งครอบครัวของเขามีสัมพันธ์กับตัวนักเตะอย่างใกล้ชิด ไม่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องจริง โดยเผยข้อมูลว่า ช่วงเวลาดังกล่าว ละแวกที่ซินเดลาร์พักมีปัญหาเรื่องปล่องไฟ ทำให้แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์รั่วจนเป็นเหตุให้ชาวบ้านแถวนั้นป่วย

งานศพของ ซินเดลาร์ มีแขกมาร่วมงานกว่า 15,000 คน ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเขาตายด้วยน้ำมือของ นาซี   เรื่องราวในวันนั้นถูกเขียนเอาไว้ว่า

"ซินเดลาร์ คือผู้เดินตามรอยบุรุษแห่งบ้านเมืองนี้ ตั้งแต่วัยเด็ก เขาสร้างความภาคภูมิใจจนถึงวันที่เขาเสียชีวิต ดูเหมือนว่าเขาจะพร้อมน้อมรับความตาย… และเเล้ววันนั้นก็มาถึง"

คำกล่าวนี้อาจจะดูประชดประชัน ในวันที่ออสเตรียถูกกลืนกินโดยนาซี การตายของ ซินเดลาร์ ทำให้ชาวออสเตรียรู้สึกว่าพวกเขาควรจะเคารพจุดยืนของตัวเองขึ้นบ้าง

โพลสเตอร์ อธิบายทิ้งท้ายว่า "การตายของซินดี้ ยิ่งทำให้เราเขียนถึงหรือพูดถึงเขามากขึ้น ประตูที่เขายิงได้ ลีลาการยักย้ายส่ายสะโพกฉลองต่อหน้ากองทัพนาซีคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับเรา นี่คือภาพจำที่ไม่มีใครเอามันไปจากเราได้"


Photo : dirkdeklein.net

ในช่วงเวลาที่หลายประเทศในยุโรปก้มหัวให้กับลัทธิฟาสซิสต์ การแสดงความแน่วแน่ของ ซินเดลาร์ ทำให้ทุกคนยิ่งอยากจะลุกยืนขึ้นเพื่อต่อต้านนาซี

ส่วนการเสียชีวิตของเขานั้นจะเป็นแค่อุบัติเหตุหรือการฆาตกรรมของกลุ่มผู้ขัดผลประโยชน์… อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละคนเเล้วล่ะครับ

 

แหล่งที่มา

https://www.theguardian.com/football/2007/apr/03/sport.comment3
https://www.fourfourtwo.com/features/goal-defied-nazis-and-killed-a-legend-0
https://www.forbes.com/sites/sportsmoney/2011/01/25/sindelars-sudden-death-2/#503f413b5b5d



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง