Stories

หลุยส์ ซัวเรซ : เพราะ “รัก” เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง



ไม่มีใครปฏิเสธว่า ‘หลุยส์ ซัวเรซ’ คือหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของโลก แต่สิ่งที่แฟนฟุตบอลจดจำเขาได้นอกจากเรื่องฝีเท้านั่นคือพฤติกรรมต่างๆที่เขาทำ “ในสนาม” ที่ไม่ได้เกี่ยวกับเกมการแข่งขัน


 

ในปี 2010 เขากัดเข้าที่บริเวณคอของอ็อตมัน บัคคาล ดาวเตะของพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่นในเวลานั้น ตามมาด้วย 4 ปีต่อมา เขาทำมันอีกหนในศึกพรีเมียร์ลีก กับ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช กองหลังเชลซี และอีกครั้งในศึกฟุตบอลโลก ที่ประเทศบราซิล และคู่กรณีของเขาคือ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ เซนเตอร์แบ็กทีมชาติอิตาลี

ไหนจะมีช็อตแฮนด์บอลในเกมฟุตบอลโลก 2010 กับกาน่า และคดีวิวาทกับปาทริซ เอวร่า อดีตกองหลังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในเวลานั้น ด้วยข้อหา “เหยียดผิว”

ทุกปัญหาเกิดเพราะเหตุ และแม้กระแสสังคมจะโจมตีซัวเรซว่าเป็นนักเตะที่มีปัญหาทางจิต หรือเป็นจอมเหยียดผิวก็ตาม แต่ถ้าให้เลือกได้เขาก็ไม่อยากจะให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น

แล้วใคร? ที่จะช่วย ซัวเรซ ได้บ้าง ในมุมหนึ่งที่เขาต้องเจอกับเรื่องราวเหล่านี้ โดนคำด่าทอไม่หยุดหย่อน และคนครึ่งโลกมองเขาผิดปกติไม่เหมือนคนอื่น ต้องมีสักคนที่จะยืนเคียงข้างเขา นอกจากเพื่อนร่วมทีม นอกจากโค้ช

และในเมื่อซัวเรซไม่ได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่ที่มากพอ เนื่องจากทั้งคู่แยกทางกัน เขาจึงเหมือนกับอยู่ตัวคนเดียวในโลก

แต่โชคยังดีที่เขามีผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในชีวิตอย่าง “โซเฟีย บัลบี” ที่คอยประคองชีวิตของเขานับตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนถึงวันนี้ที่ หลุยส์ ซัวเรซ ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ในอาชีพนักฟุตบอล

 

คน (เกือบ) หลงทาง

วันนั้นเป็นวันฝนพรำ ใจกลางกรุงมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย เด็กหนุ่มวัย 15 ปีที่ชื่อ หลุยส์ ซัวเรซ ยืนรอหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ในร้านเกมของห้างสรรพสินค้าดัง นี่คือการออกเดตกันครั้งแรกของเขาและเธอ

โซฟี บัลบี เดินทางมาถึงที่นัดหมาย เพียงแต่ไม่รู้ว่า ชายหนุ่มที่นัดเธอเอาไว้รออยู่ที่ใด ในเวลานั้น ทั้งคู่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ และฝนที่ตั้งเค้ามานานก็ถล่มลงมาด้านนอก เธอจึงวิ่งไปที่ตู้โทรศัพท์อย่างทุลักทุเล เพื่อใช้โทรศัพท์หยอดตู้เพื่อติดต่อที่บ้านของเขา พี่สาวของเขารับสาย ก่อนจะตอบเธอว่า “เขาไม่อยู่ สงสัยออกไปหาสาวข้างนอก”


Photo : Facebook : Luis Suarez

สาวเจ้างงอยู่พักหนึ่ง ใจก็แอบเคืองหนุ่มน้อยที่แอบไปหา “สาว” ที่ไหนก็ไม่รู้ อาจไม่ใช่เธอก็ได้ แถมเธอยังต้องมายืนรอผู้ชายท่ามกลางฝนที่ตกหนักอีก

หลังจากยืนตากฝนอยู่นาน โซฟี ตัดสินใจเดินเข้ามาในห้าง ร่างเปียกโชก เธอเพียงแต่ต้องการหาที่หลบฝน ทันใดนั้น ชายหนุ่มที่เธอนัดเอาไว้ก็เดินเข้าไปทักเธออย่างใสซื่อ ถามเธอว่า ไปไหนมา และทำไมถึงเปียก

น่าเสียดายที่ครั้งนั้นไม่ใช่เดตด้วยซ้ำ เมื่อครอบครัวของเธอ มาตามเธอถึงที่ห้าง และดึงเธอกลับบ้านไปพอดี แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลุยส์ และ โซฟี เริ่มสานสายใยความผูกพัน เขาและเธอติดต่อพูดคุยกันตลอดหลังจากนั้น

ในวัย 15 ปี หลุยส์ ซัวเรซ ยังเป็นนักฟุตบอลเยาวชนคนหนึ่งของทีมนาซิอองนาล แทบทุกวันเขาจะเดินทางจากใจกลางกรุงมอนเตวิเดโอ ไปยังโซลิมาร์ เขตชานเมือง ซึ่งบ้านของโซฟีที่อยู่ที่นั่น ห่างจากสนามซ้อมฟุตบอลของซัวเรซ 40 กิโลเมตร

ซัวเรซ อยู่ในความดูแลของวิลสัน ปิเรส หนึ่งในผู้อำนวยการสโมสรนาซิอองนาล เขารู้เรื่องราวทั้งหมดของซัวเรซ และ โซฟี และทุกครั้งเขาจะให้เงินซัวเรซ 1 ปอนด์ เป็นค่าเดินทางไปกลับ

ชีวิตของซัวเรซ มีแต่สนามซ้อม และบ้านของโซฟี ที่มีคุณแม่ของฝ่ายหญิงคอยดูแลซัวเรซเหมือนลูกชายคนหนึ่ง ความอบอุ่นที่เขาได้ ทำให้เขาหลีกเลี่ยงชีวิตเสเพล เที่ยวเตร่กลางคืน ที่เพื่อนร่วมทีมของเขามักชักชวนไปหลังการฝึกซ้อม แต่เนื่องจากเขาต้องอยู่กับโซฟีแทบทุกวัน เขาจึงไม่สามารถไปกับเพื่อนได้

คุณพ่อของโซฟี ทำงานเป็นนักธนาคารอยู่ในองค์กรใหญ่ นั่นทำให้ตัวเธอเองมีระเบียบวินัยในตัวเองด้วยเช่นกัน การเรียนของโซฟีเข้าขั้นดีมาก ทำให้เธอมักสอนการบ้าน ซัวเรซ แทบทุกวัน แน่นอน เธอพูดเสมอว่า ซัวเรซ ไม่ใช่ผู้ชายที่เรียนไม่เก่ง แต่เขาเพียงแค่ “ขี้เกียจ” เท่านั้น

นั่นคือปัญหาของซัวเรซ ในสนามซ้อมด้วยเช่นกัน บ่อยครั้ง ที่การขาดวินัยของเขาทำให้โค้ชเหนื่อยใจ และดันเพื่อนร่วมทีมคู่แข่งรายอื่น มาเล่นเป็นตัวจริงแทนเขา แต่เพราะการให้กำลังใจและผลักดันของโซฟี ทำให้ ซัวเรซ ที่เกือบจะโดนโค้ชไล่ออกจากทีม กลับมาทำประตูให้กับนาซิอองนาล ทีมเยาวชน อย่างเป็นกอบเป็นกำ หลังก่อนหน้านั้นเขาทำได้เพียง 8 ประตูจากการลงเล่น 37 เกม

อีกด้านหนึ่งของชีวิต ซัวเรซมีบ้านเป็นเพียงที่หลับนอน คุณพ่อของเขา โรดอลโฟ่ แยกกันอยู่กับคุณแม่ ซานดร้า เมื่อซัวเรซอายุ 9 ขวบ เขาต้องเลี้ยงดูตัวเองเนื่องจากทั้งคู่ทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาด และซัวเรซเองมีพี่น้องอีกถึง 6 คน โดยที่เขาเป็นลูกชายคนโต นั่นทำให้เขายากจนถึงขั้นว่าครั้งหนึ่งเคยไม่มีรองเท้าฟุตบอลใส่เป็นของตัวเองในวัยเด็กด้วยซ้ำ

ชีวิตของซัวเรซในช่วงวัยรุ่นเหมือนจะอยู่ตัว เขามีเพียงแค่ ฟุตบอล, นาซิอองนาล และโซฟี เพียงแต่วันหนึ่งโชคชะตากลับไม่เข้าข้างเขาอีกแล้ว เมื่อสิ่งที่เขาเรียกว่า “โซฟี” กำลังจะจากเขาไปไกลแสนไกล

 

เล่นฟุตบอลเพื่อตามหาหัวใจ

วันหนึ่งขณะที่หลุยส์ ซัวเรซ เดินทางกลับจากสนามซ้อมมาหาโซฟีที่บ้าน เขาก็ได้รับข่าวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต


Photo : Facebook : Luis Suarez

โซฟีและครอบครัวกำลังจะย้ายจากอุรุกวัย ไปใช้ชีวิตใหม่ที่เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน

ธนาคารที่คุณพ่อของโซฟีทำงานอยู่ ปิดกิจการลงในปี 2002 เขาจำเป็นต้องหาลู่ทางใหม่ในการทำมาหากิน พอดีกับที่อาของเธอทำงานอยู่ที่อีกบริษัทหนึ่งในบาร์เซโลน่า นั่นทำให้พ่อของโซฟีไม่รีรอ ที่จะย้ายถิ่นที่อยู่ เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว

“ผมรู้สึกว่าโลกของผมแหลกสลายไปแล้ว ผมเคยรู้สึกอย่างนี้ครั้งหนึ่งเมื่อพ่อและแม่ของผมแยกทางกัน ผมไม่มีเพื่อนที่โรงเรียนหรือที่สนามซ้อมเท่าไหร่นัก เนื่องจากสำเนียงผมแปลกประหลาด ผมมักโดนเพื่อนล้อเป็นประจำ ในทุกวัน โซฟีจะเป็นคนเดียวที่ปลอบโยนและเข้าใจผม”

“ผมบอกกับคุณแม่ของผมเรื่องนี้ คุณแม่ซาบซึ้งกับสิ่งที่ครอบครัวของโซฟีทำเพื่อผมมาตลอดทั้งปี และที่สำคัญคือ ทำให้ผมไม่หลงทางผิดไปเป็นเด็กเกเร คุณแม่รู้ดีว่าผมเจ็บปวดแค่ไหนเมื่อโซฟี จากไป”

ไม่ใช่ซัวเรซเพียงคนเดียวที่โศกเศร้ากับเรื่องนี้ โซฟีเองก็เช่นกัน เธอปรึกษาแม่ของเธอว่าทำอย่างไรเธอจึงจะกลับอุรุกวัยมาเพื่อใช้ชีวิตกับซัวเรซ แม่ของเธอจึงแนะนำให้เธอรีบเรียนสาขาใดก็ได้ให้จบ เพื่อจะได้ใบอนุญาตประกอบอาชีพ และกลับมาทำงานที่บ้านเกิดได้ โซฟี เลือกวิชาช่างทำผม มันไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ แต่มันคือหนทางที่จะทำให้เธอกลับสู่อุรุกวัยได้เร็วที่สุด

แต่ซัวเรซไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย เขาร้องขอเอเยนต์ของเขาในเวลานั้นอย่าง แดเนี่ยล ฟอนเซก้า ให้พาเขาเดินทางไปที่สเปน ฟอนเซก้าจ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบิน และให้เงินก้อนหนึ่งจำนวน 60 ดอลลาร์ ให้กับซัวเรซ แม้มันเป็นเงินจำนวนน้อย แต่มันมีค่าที่สุดในชีวิตของซัวเรซในเวลานั้น เขาเดินทางไปหาโซฟีจนพบ เธอทึ่งเมื่อเห็นเขาเพียรพยายามเดินทางข้ามประเทศมาหาเธอด้วยวัยเพียงแค่ 16 ปี แต่แค่นั้นก็เพียงพอกับการมอบพลังใจให้เขากลับไปเล่นฟุตบอลต่อ

ซัวเรซ ยังคงเป็นนักเตะเยาวชนของนาซิอองนาลต่อไป แมตช์ระดับเยาวชนยู-17 ของเขาอยู่ในสายตาของผู้ชมบางกลุ่ม และแน่นอน แมวมองจากต่างประเทศที่บินมาเพื่อหาเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ หนึ่งในนั้นคือทีมงานจากโกรนิงเก้น สโมสรในเอเรดิวิซี่ ลีก ของเนเธอร์แลนด์

เบื้องต้น โกรนิงเก้นเดินทางมาชมฝีเท้าของศูนย์หน้าของทีม ลิเวอร์พูล เอฟซี (อีกหนึ่งสโมสรที่ชื่อ ลิเวอร์พูล อยู่ในลีกของประเทศอุรุกวัย) ที่ชื่อเอเลียส ฟิเกรัว พวกเขารู้สึกเฉยๆกับฟอร์มของดาวเตะที่เขาคาดหวังไว้ทีแรก แต่กลับสะดุดฟอร์มของศูนย์หน้าตัวจิ๋วที่ชื่อ หลุยส์ ซัวเรซ

เมื่อผู้บริหารของสโมสรบอกเรื่องนี้ให้เขาทราบ เขาดีใจมาก เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า โกรนิงเก้น อยู่ที่ไหนบนโลก รู้เพียงแต่ว่า มันน่าจะใกล้กับ บาร์เซโลน่า บ้านของโซฟีในเวลานั้น มากกว่าที่อุรุกวัย

แมวมองเหล่านั้นส่งทีมมาติดตามดูฟอร์มของซัวเรซอย่างต่อเนื่องหลายเดือน และในที่สุดมันทำให้เขาขึ้นไปเล่นในทีมชุดใหญ่ของนาซิอองนาลได้สำเร็จ นั่นคือเป้าหมายของซัวเรซเป็นอันดับแรก เขารู้ว่าการไปเล่นในลีกยุโรปไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การได้รับความสนใจจากสโมสรต่างประเทศ จะสามารถดึงดูดโค้ชให้เลือกเขาไปเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ ซึ่งจะทำให้เขาได้เงินค่าเหนื่อยมากขึ้น และไม่ต้องคอยขอยืมเงินผู้ใหญ่เพื่อบินไปหาโซฟีอีกต่อไป

เขาได้ลงเล่นให้กับ นาซิอองนาล ชุดใหญ่ในที่สุด กับเกมโคปา ลิเบอตาโดเรสคัพ แต่ระหว่างเกม เขาต้องเผชิญกับเสียงจากกองเชียร์ที่เหยียดเขาว่า “เจ้าลาโง่” กระนั้นตลอดทั้งแมตช์ เขานึกถึงแต่การประสบความสำเร็จเพื่อเดินทางไปหาโซฟี เขาจึงอดทน แม้จะทำประตูไม่ได้ในเกมนั้น แต่เขาสร้างโอกาสได้หลายครั้ง เขาจึงมุ่งมั่นทำผลงานต่อไป

ในที่สุด เขาก็ได้รับการติดต่ออย่างจริงจังจากทีมแมวมองของโกรนิงเก้นเสียที เขาและ ฟอนเซก้า เอเยนต์ บินตรงจากมอนเตวิเดโอ ไปที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อไปเจรจาสัญญา โดยที่ยังไม่ทราบว่าการพูดคุยจะลุล่วงหรือไม่

เขาต้องรออยู่ที่โรงแรมในอัมสเตอร์ดัม โดยที่พูดคุยกับใครไม่ได้เลย เนื่องจากเขาไม่เก่งด้านภาษา เขาต้องส่งข้อความไปหาโซฟี เพื่อให้เธอเขียนภาษาอังกฤษเบื้องต้นให้ ฝึกสอนให้เขาอ่านเป็น และจึงนำไปสื่อสารกับผู้คนบริเวณนั้น ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่เขาอึดอัดมาก เขาเหมือนอยู่ในอีกโลกหนึ่งซึ่งไม่สามารถพูดคุยกับใครได้

“อย่างเช่นคำว่า Yes Please ในภาษาอังกฤษ ผมอ่านเป็น Es Plis ผมต้องใช้เวลานานมากเพื่อที่จะอ่านให้ออก สุดท้าย ผมต้องเอาคำที่เธอส่งมาทางโทรศัพท์ ไปให้กับคนที่นั่นอ่าน จึงจะสื่อสารกันได้ ทุกอย่างดูทุลักทุเลมาก”

ฟอนเซก้า กลับมาพร้อมข่าวร้าย การเจรจาครั้งแรกล้มเหลว เนื่องจากโกรนิงเก้น ไม่พร้อมจะเซ็นสัญญานักเตะใหม่อีกรายตอนนี้ เขาเตรียมเดินทางไปที่สเปน เพื่อเซ็นสัญญากับเกตาเฟ่ ซึ่งเอเยนต์ของเขาเชื่อว่า น่าจะเป็นอีกสโมสรที่กำลังหากองหน้าอยู่

แต่หลังจากนั้นไม่นาน โกรนิงเก้นก็ติดต่อกลับมาหาเขาทั้งคู่อีกครั้ง เพื่อยืนยันการเซ็นสัญญา เขาจึงได้ย้ายไปเล่นฟุตบอลที่เนเธอร์แลนด์ ไกลจากสเปนเพียงราว 1,400 กิโลเมตร ทุกสุดสัปดาห์เขาจะเดินทางไปหาโซฟีด้วยเครื่องบิน โซฟีเองก็ร้อนใจไม่แพ้กัน ที่พยายามจะเดินทางไปอยู่กับเขาที่เนเธอร์แลนด์เสียเลย


Photo : www.squawka.com

ชีวิตของหลุยส์ ซัวเรซ เริ่มลงตัวขึ้นหลังจากนั้น โซฟี ย้ายมาอาศัยอยู่กับเขาที่โกรนิงเก้น ขณะที่ตัวเขาเอง ยังคงเป็นกองหน้าที่จมูกไว และทำประตูให้ทีมถึง 15 ประตูในฤดูกาลนั้น แม้ไม่มาก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ทีมยักษ์ใหญ่ที่สุดของลีกอย่างอาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม ให้ความสนใจ และเซ็นสัญญาเขาไปร่วมทีมในที่สุด

จากเด็กเยาวชนของทีมในอุรุกวัยคนหนึ่ง แต่ซัวเรซ ใช้หัวใจและความรักของตัวเองเป็นเป้าหมาย และผลักดันตัวเองให้เป็นนักฟุตบอลของหนึ่งในสโมสรที่โด่งดังที่สุดของโลก

 

เธอผู้อยู่เคียงข้าง

ฟอร์มของซัวเรซที่เนเธอร์แลนด์ทำให้เขาถูกออสการ์ ตาบาเรซ กุนซือทีมชาติอุรุกวัยในขณะนั้น เรียกไปติดทีมชาติ สู้ศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้

เขาแต่งงานกับโซฟี หนึ่งปีก่อนหน้านั้น และขณะที่ซัวเรซกำลังเดินทางไปรับใช้ชาติ โซฟีก็กำลังต่อสู้กับร่างกายตัวเอง เพื่อคลอดลูกคนแรกที่ชื่อ “เดลฟิน่า”

สมาธิของซัวเรซ อยู่ที่เกมการแข่งขัน ขณะเดียวกันเขาเองก็ต้องติดต่อกับโซฟี ที่เดินทางกลับไปอยู่กับคุณพ่อและคุณแม่ที่บาร์เซโลน่า เพื่อเตรียมตัวคลอดลูก โซฟีติดตามดูการเล่นของสามีตลอดทางโทรทัศน์


Photo : Facebook : Luis Suarez

ฟุตบอลโลกหนนั้นเป็นครั้งที่อุรุกวัย ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ซัวเรซ คือดาวเด่นของทัวร์นาเม้นต์ และพาทีมเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศ พบกับ กาน่า

ท่ามกลางความกดดันที่เขาต้องเจออีกครั้งในสนามแข่งขัน เนื่องจากเวลานั้น แฟนบอลเจ้าภาพแอฟริกาใต้ พร้อมใจกันเชียร์ กาน่า เพราะในรอบแบ่งกลุ่มก็เป็นอุรุกวัย ที่เขี่ยขุนพล บาฟาน่า บาฟาน่า ตกรอบ และที่สำคัญคือในเวลานั้น กาน่า คือชาติแอฟริกันเพียงชาติเดียวที่เหลืออยู่

เกมดำเนินไปอย่างสูสี กระทั่งนาทีที่ 120 ของเกม โดมินิค อะดิเยียห์ โหม่งบอลในระยะเผาขน บอลกำลังจะลอยข้ามเส้น แต่ซัวเรซ ที่ขณะนั้นกำลังยืนคุมเส้นอยู่ ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาใช้มือสองข้างปัดลูกฟุตบอลออกไป

เขาโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม ทำให้ทีมเสียจุดโทษ แต่โชคดีเหลือเชื่อของอุรุกวัย ที่ อซาโมอาห์ กียาน สังหารพลาดข้ามคาน

นั่นทำให้เขาต้องไปลุ้นผลการยิงจุดโทษชี้ขาดกับ โซฟี ในห้องแต่งตัวเพียงคนเดียว

แม้สุดท้ายอุรุกวัย จะชนะการดวลเป้าหนนั้น และเป็นฮีโร่ของคนทั้งประเทศ แต่ขณะเดียวกัน กระแสชาวโลกด่าทอซัวเรซว่าเป็นคนขี้โกง กับการตั้งใจใช้มือปัดบอลจังหวะนั้น

ซัวเรซให้เหตุผลว่า ขณะนั้นจริงๆเขาคิดจะโหม่งบอลออกไป แต่เขาเล่นมาทั้ง 120 นาที ปฏิกริยาของร่างกายจึงไม่ตอบสนองอีกแล้ว สิ่งที่เขาทำได้ง่ายที่สุดคือใช้มือ ซึ่งเขามองว่า หากเป็นใคร ที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา ก็คงจะทำแบบนั้นเช่นกัน

ในสถานการณ์ที่เขาโดนคนทั่วโลกประณาม แต่ ซัวเรซ ได้รับกำลังใจจากโซฟี และบอกกับเขาว่า เขาคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งบนโลก

“เขาบอกผมว่า คุณต้องเชื่อในตัวเอง ถ้าคิดว่า คุณสู้กับมันไม่ได้ คุณก็จะทำมันไม่ได้ คุณต้องตั้งเป้าหมายของตัวเองให้ชัดว่า คุณสู้เพื่อใคร ทำตัวเองให้แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ”

ขณะนั้น โซฟีกำลังตั้งท้องได้ 8 เดือน หลุยส์ ซัวเรซ กำลังจะเป็นพ่อคน เขาลงสนามอีกสองนัดสุดท้ายในฟุตบอลโลกครั้งนั้น และพาทีมชาติอุรุกวัยคว้าอันดับที่ 4 เขารีบบินไปยังบาร์เซโลน่า และรับขวัญลูกคนแรกของเขาอย่างเดลฟิน่า ซัวเรซ ได้ทันเวลา

ในเวลานั้น ไม่มีอะไรสำคัญกับซัวเรซ มากกว่ากำลังใจของครอบครัว รอยยิ้มของภรรยา และลูก แม้ว่าแฟนบอลอีกครึ่งค่อนโลกจะหันหลังให้กับเขาก็ตาม

 

เตือนสติ

ช่วงเวลาระหว่างปี 2010-2014 ในการเล่นฟุตบอลของหลุยส์ ซัวเรซ คือช่วงเวลาที่เขาต้องเผชิญหน้ากับปัญหานอกสนาม ที่เขาเป็นผู้ก่อ (หรือมีส่วนร่วมทำให้เกิดขึ้น)

ในปี 2010 เขากัดคอของอ็อตมาน บัคคาล ขณะที่รับใช้อาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม ลงสนามพบกับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น

ต่อด้วยช่วงเวลาที่เขาย้ายไปเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2011-2012 ที่เขาได้รับคำกล่าวหาว่า “เหยียดผิว” ใส่ ปาทริซ เอวร่า นักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

และในปี 2014 ที่ตัวเขาก่อคดี “กัด” อีกสองครั้ง คือในเกมพรีเมียร์ลีกท้ายฤดูกาล 2013-2014 ที่เขาไปงับแขนของ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ต่อด้วย จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ในศึกฟุตบอลโลก 2014

ซัวเรซ อธิบายสาเหตุที่เขาไป “กัด” คู่แข่งว่า โดยปกติตั้งแต่ที่เขาเล่นฟุตบอลในวัยเด็ก เขามีอารมณ์ร่วมกับเกมมากจนเกินไป หลายครั้งที่เขาวิ่งไปหาผู้ตัดสิน เมื่อโดนตัดสินอย่างไม่เป็นใจ และทุกครั้งที่ลงเล่นเกมสำคัญในสนาม เมื่อเจอกับสถานการณ์กดดัน มันทำให้เขาไม่มีสติ และควบคุมตัวเองไม่ได้

โซฟี เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างที่เขาทำ และเห็นทุกครั้งที่ซัวเรซ มักจะมานั่งเสียใจกับสิ่งที่เขาทำลงไป และชอบเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว เหมือนกับว่าคนทั้งโลกไม่มีใครเข้าใจเขา

เธอเดินเข้าไปแนะนำเขาอย่างมีสติ และบอกเขาว่า บางครั้ง เขาก็ต่อปากต่อคำกับผู้ตัดสินและกองหลังของคู่ต่อสู้มากเกินไป เขาต้องดึงความสนใจกลับมาที่เกม และอยู่กับสิ่งที่เกิดขุึ้นในสนามให้มากกว่านี้

“ผมเอาสิ่งที่เธอพูดกลับไปคิด และก็ได้รู้ว่า เธอพูดถูก เธอบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทำในสนาม ผู้คนจะเอาไปพูดกันปากต่อปาก ผมเป็นคนสาธารณะ แม้บางเวลาที่ผมผ่อนคลายหรือทำอะไรโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงคนอื่น แต่นั่นคือสิ่งที่คนนอก จับตาดูเขาทั้งหมด เธอดูทุกการเคลื่อนไหวของผมในสนาม และทำให้ฟอร์มการเล่นของผมดีขึ้น เช่นเดียวกัน ทำให้ผมมีความสุขกับการเล่นฟุตบอลมากขึ้นด้วย”

สำหรับเหตุการณ์ของปาทริซ เอวร่า เมื่อปี 2011 เกิดขึ้นเมื่อเอวร่า ได้ยินเขาพูดคำว่า “nigga” ในภาษาอังกฤษแปลว่า “คนดำ” ซึ่งตัวเขาเอง เป็นคนที่ไม่แข็งภาษาอังกฤษแต่แรกแล้ว และเอวร่าเอง ก็ชวนเขาโต้เถียงเป็นภาษาสเปนก่อน ทำให้เขาหลุดพูดคำว่า “Por Que Negro” ออกไป ซึ่งในอุรุกวัย บ้านเกิดของซัวเรซ มีคำศัพท์ว่า “El Negro” ที่มีความหมายประมาณว่า “ว่ายังไงเจ้าเข้ม” ที่ความหมายไม่ได้แรง และไม่ได้มีเจตนาไปเหยียดผิวใส่คู่แข่ง

กลายเป็นว่าเหตุการณ์นั้น ซัวเรซ กลายเป็นคนผิด เพราะเรื่องกำแพงหรือวัฒนธรรมทางภาษา ซึ่งหลังจากนั้น เขาจึงบอกโซฟี หาคอร์สภาษาอังกฤษให้เขาเรียนเพิ่มโดยด่วน

ขณะที่เรื่องราวกับคิเอลลินี่ ก็เป็นประเด็นเช่นกัน เมื่อเขาโดนเดลฟิน่า ซัวเรซ ลูกสาว ถามตรงๆว่า เกิดอะไรขึ้นในสนามตอนนั้น และคุณพ่อทำอะไร?

ซัวเรซ โกหกลูกสาวตัวเองว่า เขาไม่ได้ทำอะไร เขาพูดกับ โซฟี ภรรยา ในแบบเดียวกัน และเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียวกว่า 10 วัน โซฟีต้องคอยปลอบโยนเขา จนกระทั่งในที่สุด เขายอมพูดความจริง กับสิ่งที่เขาทำในสนาม

โซฟี เตือนสติเขา และทำให้การโกหกต่อลูกสาวครั้งนั้น เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เขารู้สึกผิดมากที่สุด ยิ่งกว่าเหตุการณ์ที่เขาทำในสนาม เนื่องจากสำหรับซัวเรซแล้ว ครอบครัว เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด

ทุกวันนี้ หลุยส์ ซัวเรซ กลายเป็นสุดยอดนักเตะของบาร์เซโลน่า และเขาเพิ่งพา อุรุกวัย ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย

เหตุการณ์กับจอร์โจ้ คิเอลลินี่ ซึ่งกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ในครอบครัว กลายเป็นครั้งสุดท้ายที่ ซัวเรซ “กัด” หรือมีปัญหากับนักเตะคู่ต่อสู้


Photo : Facebook : Luis Suarez

4 ปีมาแล้ว ที่เขา , ภรรยา และลูกๆทั้งสองเรียนรู้โลกนี้ไปด้วยกัน และจากนั้น แฟนบอลก็ไม่เคยได้ยินข่าวปัญหานอกสนามของหลุยส์ ซัวเรซอีกเลย

 

แหล่งอ้างอิง

หนังสือ Luis Suarez - My Story: Crossing the Line

https://www.mirror.co.uk/3am/celebrity-news/luis-suarez-bite-wag-behind-3760066
https://www.express.co.uk/celebrity-news/984457/Luis-Suarez-wife-Sofia-Balbi-Uruguay-Liverpool-news-latest-pictures
https://playerswiki.com/uruguayan-footballer-luis-suarez-is-living-happily-with-his-wife-sofia-balbi-do-they-have-children-
https://www.theguardian.com/football/2014/oct/25/luis-suarez-biting-appals-people-but-its-relatively-harmless
https://www.givemesport.com/998327-luis-suarez-reveals-what-he-told-his-wife-about-biting-giorgio-chiellini


 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง