Stories

มานู จิโนบิลี : ตำนานแม่นห่วงที่ชาวอาร์เจนติน่าทั้งชาติมอบรักให้ ...แบบไม่มีข้อแม้



หลังเสร็จสิ้นภารกิจในการแข่งขันบาสเกตบอลชิงแชมป์โลก 2002 ที่เมืองอินเดียนาโปลิส เกร็ก โปโปวิช ผู้ช่วยผู้ฝึกสอนทีมแม่นห่วงชุดดังกล่าว ซึ่งเป็นเฮดโค้ชของ ซานอันโตนิโอ สเปอร์ส ทีมดังแห่งศึก NBA ควบอีกตำแหน่ง มีโอกาสสนทนากับ ทิม ดันแคน ลูกทีมคู่บุญทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ


 

ประเด็นหนึ่งในการสนทนาครั้งดังกล่าว คือเรื่องราวของ มานู จิโนบิลี นักบาสเกตบอลทีมชาติอาร์เจนติน่า ที่จะเข้ามาเล่นกับทีมในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง ซึ่ง ‘โค้ชป็อป’ คุยกับดันแคนถึงเรื่องนี้ว่า “เฮ้ย อีกไม่นานมานูก็จะมาอยู่กับทีมเราแล้ว แต่เชื่อป๋าเหอะว่า ไม่มีใครในสหรัฐอเมริกาที่รู้ว่าหมอนี่มันมีดีแค่ไหน”

แม้เรื่องที่โปโปวิชพูดจะมาจากสิ่งที่เขาได้เห็นเต็มสองตาในศึกชิงแชมป์โลก ทว่าปฏิกิริยาตอบสนองจากลูกทีมคู่ใจ กลับเป็นการทำท่าเลิกคิ้วแบบสูงสุดเท่าที่สามารถทำได้เสียอย่างนั้น ...

เพราะสิ่งที่ดันแคนคิดอยู่คือ “โค้ชก็เคยพูดชมนักบาสเกตบอลคนอื่นให้ผมฟังอยู่บ่อยๆ แต่หลายคนก็ไม่ได้ทำผลงานในลีกดีอย่างที่ขายของเลยนี่หว่า ยังไงก็เอาเหอะโค้ช เดี๋ยวก็รู้ว่าหมู่หรือจ่า”

แต่ในเวลาต่อมา ผลงานของจิโนบิลีก็ทำให้ดันแคนรู้ว่า สิ่งที่โค้ชป็อปทำนายไว้นั้น แม่นราวกับจับวางจริงๆ

 

ช่วงเริ่มต้นอันล้มลุก

แม้อาร์เจนติน่าจะเป็นประเทศที่ฟุตบอลคือกีฬาอันดับ 1 แต่ มานู จิโนบิลี นั้นมีบาสเกตบอลเป็นกีฬาในดวงใจจากการเกิดมาในตระกูลนักแม่นห่วง และนั่นนำมาซึ่งหลักสูตรการฝึกที่ไม่มีใครคาดถึง

เพราะเพียงอายุ 5 ขวบ เจ้าตัวก็ต้องเจอกับคอร์สฝึกซ้อมแปลกๆ เริ่มจากการต้องสวมแว่นตาพิเศษที่ติดกรอบแว่นอีกอันซึ่งขนานไปกับพื้น ทำให้เขาไม่สามารถมองเห็นได้ว่าลูกบอลที่เลี้ยงอยู่นั้นจะไปทางไหน นอกจากนี้ยังต้องสวมถุงมือพิเศษที่มีส่วนฝ่ามือสุดหนาจนไม่อาจรับรู้ประสาทสัมผัสได้ ทำให้ต้องใช้ปลายนิ้วมือในการสัมผัสบอลเป็นหลัก จนแม้แต่เขาก็รู้สึกขำกับตัวเอง ที่ต้องเจอกับอะไรแบบนี้

“สมัยเด็กๆ จริงอยู่ล่ะว่าผมชอบเลี้ยงบอลไปนู่นมานี่ทั่วบ้าน แต่ที่แปลกๆ ก็คือผมต้องใส่ของพวกนี้ด้วยตลอดเวลา บางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นหนูทดลองเหมือนกันนะ”

หลักสูตรการฝึกที่ไม่เหมือนใคร ทำให้โค้ชในวัยเด็กของจิโนบิลีกล่าวว่า สไตล์การเลี้ยงบอลของเขานั้นเหมือนกับงูพิษที่พร้อมฉกเหยื่อทุกเวลา แต่อุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการเล่นบาสเกตบอลของเจ้าตัวกลับเป็นรูปร่างในวัยเด็ก เพราะแม้ช่วงอายุ 16 ปี เขาก็ไม่ได้สูงและตัวหนาเท่ากับเพื่อนวัยเดียวกัน ทำให้พลาดโอกาสลงเล่นให้กับทีมรวมดาราท้องถิ่น ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน จิโนบิลี ก็โตขึ้นแบบก้าวกระโดด ชื่อของเขาเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น จนติดทีมชาติอาร์เจนติน่ารุ่นอายุไม่เกิน 22 ปีในปี 1996 ขณะอายุเพียง 19 ปีเท่านั้น แม้จะมีเรื่องของโชคเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะผู้เล่นอาวุโสในทีมชุดนั้นติดโปรแกรมแข่งจนไม่สามารถมาเล่นให้ทีมชุดดังกล่าวได้ก็ตาม

หลังจากนั้น 2 ปี จิโนบิลีมีโอกาสได้ไปเล่นในประเทศอิตาลี ซึ่งต้องใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การเล่นของที่นั่น รวมถึงโค้ชที่ต้องค้นหาวิธีใช้งานเขาให้มีประสิทธิภาพอยู่พักใหญ่ ทำให้แม้มีโอกาสเข้าสู่การดราฟท์ของ NBA ในปี 1999 ซึ่งก็เป็น ซานอันโตนิโอ สเปอร์ส ทีมนี้ที่เลือกเข้าทีมในอันดับ 57 หรือคนที่สองจากสุดท้าย เจ้าตัวก็ตัดสินใจกลับไปเล่นในยุโรปก่อน เพื่อสั่งสมประสบการณ์จนพร้อมแล้วค่อยกลับมาอีกครั้ง

แต่ถึงเขาจะกลับสู่ NBA อย่างเต็มตัวโดยมีดีกรีแชมป์ยูโรลีก ศึกบาสเกตบอลรายการใหญ่สุดของทวีปยุโรปเมื่อปี 2001 ประดับบารมี การเริ่มต้นในดินแดนแห่งเสรีภาพของจิโนบิลีก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ เมื่อตัวเขาถูกรับน้องอย่างหนักตั้งแต่การซ้อมกับทีมก่อนเปิดฤดูกาล

เรื่องดังกล่าวมีสาเหตุก็เนื่องจาก ในยุคสมัยนั้นมีผู้เล่นจากต่างชาติน้อยมากที่สามารถสร้างผลงานใน NBA ได้ จนมีการตั้งคำถามถึงน้ำอดน้ำทนและความเป็นนักกีฬาของผู้เล่นเหล่านั้นอยู่เสมอ แต่สิ่งที่จิโนบิลีตอบสนอง คือการก้มหน้าก้มตาเล่นบาสเกตบอลต่อไป ซึ่งภาพเหตุการณ์ที่ปรากฎทำให้ดันแคน สตาร์เบอร์ 1 ของทีมยอมรับในตัวเขา ด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า “เขาไปรอดแน่”

 

อัจฉริยะนักพลิกเกม

แม้ผู้เล่นที่ทรงอิทธิพลสูงสุดในทีมจะให้การยอมรับ แต่ชีวิตช่วงแรกใน NBA ของจิโนบิลีก็ยังล้มลุกคลุกคลาน เมื่อเขาถูกจับนั่งเป็นตัวสำรองอยู่ตลอดในฤดูกาลปกติของซีซั่น 2002-03 จากปัญหาการปรับตัวให้เข้ากับระบบของทีม

เรื่องดังกล่าวสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้ากับเฮดโค้ชมากประสบการณ์อย่างโปโปวิชไม่น้อย แต่ในที่สุด ทั้งคู่ก็พบทางออกด้วยวิธีที่หลายคนไม่อาจคาดถึง

“ในช่วงแรก มานูมักจะทำในสิ่งต่างๆ ที่ผมเห็นว่าไม่มีความจำเป็นอยู่เสมอ ซึ่งเรามักจะมีความขัดแย้งกันเป็นประจำ” โค้ชป็อปกล่าว “จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาก็พูดออกมาตรงๆ เลยว่า ‘นี่คือสไตล์การเล่นของผม’ ผมจึงบอกว่า ‘โอเค ถ้าอย่างงั้น เล่นให้ดี แล้วผมจะบ่นคุณถึงเรื่องนี้ให้น้อยลงละกัน’ ปรากฎว่าพอตกลงกันแบบนั้น ความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่ก็ดีขึ้นมากเลยล่ะ”

หลังข้อตกลงดังกล่าว ผลงานของจิโนบิลี่ในสนามก็ดีขึ้น ทำให้โปโปวิชเริ่มให้โอกาสลงสนามมากขึ้นเป็นการแลกเปลี่ยน จนกระทั่งได้เป็นหนึ่งในกำลังคนสำคัญของรอบเพลย์ออฟ และช่วยให้ ซานอันโตนิโอ สเปอร์ส คว้าแชมป์ได้สำเร็จตั้งแต่ฤดูกาลแรกใน NBA นอกจากนั้น ยังสามารถคว้าแชมป์กับทีมได้อีก 3 ครั้ง ในปี 2005, 2007 และ 2014 อีกด้วย

ฝีมือของจิโนบิลีนั้นไม่เป็นที่สงสัย ด้วยจุดเด่นในการบัญชาการเกม รวมถึงสามารถทำแต้มสำคัญในช่วงท้ายของการแข่งขันได้อยู่เป็นประจำ ถึงกระนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่หลายคนสงสัย คือสรุปแล้ว เจ้าตัวควรเป็นตัวจริงหรือตัวสำรองกันแน่?

ประเด็นก็คือ แม้จะเป็นผู้เล่นตัวหลัก แต่จิโนบิลีมักทำผลงานในการแข่งขันได้ดีกว่าเวลาถูกเปลี่ยนตัวลงมาจากม้านั่งสำรอง เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นที่ถูกนำมาพูดอย่างกว้างขวางไม่เว้นแม้แต่ภายในทีมสเปอร์ส จนในที่สุด โค้ชป็อปก็ต้องลงมายุติประเด็นนี้ด้วยตัวเองด้วยการเรียกประชุมลับตัวต่อตัวเมื่อเดือนมกราคม 2007

“เพื่อผลประโยชน์ของทีม เราคงต้องให้นายเป็นตัวสำรองจะดีที่สุด แต่นายก็เป็นผู้เล่นคนสำคัญของเรา ถ้าไม่สบายใจกับการเป็นตัวสำรองก็บอกมา เราจะให้นายเป็นตัวจริง ไม่ว่านายจะตอบอย่างไร เราจะรับฟังและทำตามที่ขอ เพราะนายคู่ควรกับสิ่งนั้น” นี่คือสิ่งที่ยอดโค้ชระดับตำนานของ NBA กล่าวกับทางนักบาสเกตบอลจากแดนฟ้าขาว

จิโนบิลีตอบสนองกับเรื่องดังกล่าวเพียงการพยักหน้าแล้วขออนุญาตออกจากห้องประชุมไป ซึ่งนั่นทำให้ดันแคน สตาร์เบอร์ 1 ของทีมถึงกับแทบจะสติแตกเมื่อทราบเรื่องดังกล่าว เพราะเขามองว่า มานูที่เป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญนั้นสมควรได้เป็นตัวจริงมากกว่า ทว่าเจ้าตัวกลับไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้

“ผมทราบดีครับว่าการเป็นตัวสำรองทำให้มีเวลาในการลงสนามน้อยลงตามไปด้วย แต่ช่วงเวลาที่ได้ลงสนาม ผมเป็นคนสำคัญ เป็นออปชั่นหลักให้ทีม ซึ่งผมชอบที่จะได้เป็นจุดสนใจในลักษณะนี้ และที่สุดแล้ว ทีมของเราได้รับชัยชนะ ทุกคนในทีมก็มีความสุข มันทำให้ผมรักในบทบาทนี้นะ” จิโนบิลีเผย

แม้สถานะ ‘ตัวทีเด็ดบนม้านั่งสำรอง’ จะทำให้ต้องสูญเสียโอกาสในการได้บางสิ่งที่สมควรได้ไปบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดทีมออลสตาร์ ซึ่งเขามีชื่อเพียง 2 ครั้งเท่านั้น แต่ด้วยผลงานที่โดดเด่นคงเส้นคงวา ทำให้จิโนบิลีสะสมเงินค่าเหนื่อยตลอดอาชีพไว้สูงถึงราว 114 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (3,700 ล้านบาท) ถือเป็นผู้เล่นตัวสำรองเพียงไม่กี่รายที่มีรายได้สะสมจากการเล่นอาชีพสูงถึงขนาดนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้รับรางวัล Sixth Man of the Year หรือผู้เล่นสำรองยอดเยี่ยมในปี 2008 อีกด้วย

บทบาทและการเสียสละของเขานั้น ถือเป็นแบบอย่างให้กับนักบาสเกตบอลรุ่นหลังในการทำสิ่งที่ตัวเองต้องทำอย่างไม่ปริปากบ่น และยังสามารถทำได้ดีอย่างที่ทุกฝ่ายที่เกียวข้องคาดหวังอย่างแท้จริง

 

ฮีโร่ของชาติ

ไม่เพียงแต่จะเป็นฮีโร่ในสโมสรที่สังกัดเท่านั้น มานู จิโนบิลี ยังถือเป็นวีรบุรุษของชาวอาร์เจนติน่า ซึ่งมีส่วนช่วยให้วงการบาสเกตบอลในประเทศนี้เติบโตขึ้นด้วยเช่นกัน

ผลงานที่ทำให้ชื่อของจิโนบิลีนั้นเริ่มเข้ามาอยู่ในโสตประสาทของแฟนบาสเกตบอลในระดับสากลนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2002 ในศึกบาสเกตบอลชิงแชมป์โลก เมื่อทีมชาติอาร์เจนติน่าที่มีจิโนบิลี, หลุยส์ สโคล่า และ อันเดรส โนซิโอนี่ เป็นแกนหลัก สามารถพลิกล็อกโค่นสหรัฐอเมริกา มหาอำนาจหมายเลข 1 แห่งวงการแม่นห่วงได้แบบพลิกความคาดหมายในรอบสอง ก่อนที่ทีมฟ้าขาวจะกรุยทางจนคว้ารองแชมป์รายการนี้ได้สำเร็จ ส่วนสหรัฐอเมริกา ที่มีว่าที่เจ้านายของมานูอย่างโปโปวิชอยู่ในทีมงานฝึกสอน เละเทะหนักถึงกับเข้าป้ายอันดับ 6

ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ นับตั้งแต่ปี 1992 ที่สหพันธ์บาสเกตบอลนานาชาติหรือ FIBA อนุญาตให้ผู้เล่นใน NBA สามารถลงแข่งในนามทีมชาติได้ สหรัฐอเมริกาสามารถคว้าชัยชนะได้ในการแข่งขันทุกนัด ทุกรายการที่ลงสนาม จนกระทั่งอาร์เจนติน่าทำให้พวกเขารู้จักกับคำว่าพ่ายแพ้เป็นครั้งแรก

แม้ตำแหน่งรองแชมป์โลกจะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แล้วก็จริง แต่เหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าของ ‘ยุคทองแห่งบาสเกตบอลอาร์เจนติน่า’ เกิดขึ้นในอีก 2 ปีถัดมา

โอลิมปิก 2004 ที่กรุงเอเธนส์ แม้อาร์เจนติน่าที่มีผู้เล่นอย่างจิโนบิลี, สโคล่า, โนซิโอนี่ และ วอลเตอร์ เอรร์มันน์ ออกสตาร์ทอย่างตะกุกตะกัก จบอันดับ 3 ในรอบแบ่งกลุ่ม แต่ผลงานสุดพีคมาเกิดขึ้นในรอบน็อกเอาท์ เริ่มจากการชนะกรีซเจ้าภาพในรอบ 8 ทีมสุดท้าย โคจรมาพบกับสหรัฐอเมริกาอีกครั้งในรอบรองชนะเลิศ

‘ดรีมทีม’ ที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกมาโดยตลอดนับตั้งแต่ได้รับอนุญาตให้ใช้ผู้เล่นจาก NBA ตั้งแต่ปี 1992 เก็บความล้มเหลวจากศึกชิงแชมป์โลกในบ้านตัวเองเมื่อ 2 ปีก่อนเพื่อมาเอาคืนในงานนี้ เรียกสตาร์ดังอย่าง อัลเลน ไอเวอร์สัน, ดเวย์น เหวด, คาร์ลอส บูเซอร์ รวมถึง เลบรอน เจมส์ ยอดนักบาสฯ แห่งยุคที่ติดทีมชาติมาเล่นรายการนี้ทั้งๆ ที่เพิ่งเล่น NBA เป็นปีแรกมาร่วมทัพ

ที่สำคัญก็คือ 2 คนซึ่งจิโนบิลีคุ้นหน้าเป็นอย่างดีตอนเล่นให้ ซานอันโตนิโอ สเปอร์ส ยังมีชื่อในทีมชุดนี้ด้วยเช่นกัน ทั้ง เกร็ก โปโปวิช ที่ยังคงเป็นหนึ่งในทีมงานโค้ชให้ทีมชาติ และ ทิม ดันแดน ซึ่งรับหน้าที่เป็นกัปตันทีมของชุดนี้ด้วย

ทว่าเกมในสนาม กลับเป็นอาร์เจนติน่าที่ทำได้ดีกว่าทีมรวมซูเปอร์สตาร์พันล้านจาก NBA โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิโนบิลีที่จับลูกยิงจากตรงไหนเป็นลง เขาทำคะแนนสูงสุดในเกม 29 คะแนน นำทีมฟ้าขาวพลิกล็อกโค่นสหรัฐอเมริกา 89-81 เข้าไปชิงชนะเลิศกับอิตาลี ส่วน ‘ดรีมทีม’ พลาดเหรียญทองเป็นครั้งแรกในยุครวมดาว NBA

ส่วนในเกมชิงเหรียญทอง แม้ หลุยส์ สโคล่า จะทำแต้มสูงสุดให้อาร์เจนติน่าในเกมพบอิตาลี แต่จิโนบิลียังเป็นหัวใจสำคัญของทีมเช่นเดิม เขาทำ 6 แอสซิสต์ สูงสุดในเกม ช่วยให้ทีมฟ้าขาวเอาชนะไปแบบขาดลอย 84-69 พร้อมกับคว้ารางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า หรือ MVP ของโอลิมปิกที่เอเธนส์อีกด้วย

อาร์เจนติน่า กลายเป็นชาติแรกที่ไม่ใช่สหรัฐอเมริกา ซึ่งสามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้นับตั้งแต่ปี 1988 สื่อแดนฟ้าขาวต่างยกย่องให้จิโนบิลีเปรียบเสมือน ‘ดีเอโก้ มาราโดน่า แห่งวงการบาสเกตบอล’ ด้วยรางวัล โอลิมเปีย อวอร์ด หรือนักกีฬายอดเยี่ยมของอาร์เจนติน่า ซึ่งเป็นรางวัลเดียวกับที่ ‘เสือเตี้ย’ เคยได้รับ โดยมานูคว้ารางวัลดังกล่าว 2 สมัยติดต่อกันในปี 2003 และ 2004

ผลงานช็อกโลกในโอลิมปิกที่เอเธนส์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทีมชาติสหรัฐอเมริกา จนนำมาซึ่งการเปลี่ยนนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมทีมมากขึ้น ไม่มีการเรียกสตาร์ดังมารวมตัวกัน แล้วคาดหวังพวกเขาเล่นให้ชนะอีกต่อไป และเป็นเหตุผลให้ ‘ดรีมทีม’ กลับมาผูกขาดความสำเร็จในเวทีแม่นห่วงระดับทีมชาติจนถึงทุกวันนี้

ถึงกระนั้น คุณูปการที่สำคัญอีกเรื่องของจิโนบิลี ซึ่งสามารถนำทีมชาติคว้าเหรียญทองแดงโอลิมปิกได้อีกสมัยในปี 2008 ได้ทำให้กับวงการบาสเกตบอลอาร์เจนติน่า คือการเปิดประตูให้นักบาสเกตบอลจากแดนฟ้าขาวได้มีโอกาสไปเล่นใน NBA มากขึ้น เพราะก่อนหน้าที่จิโนบิลีจะเข้ามาเล่นระดับอาชีพที่สหรัฐอเมริกา มีนักบาสฯ จากอาร์เจนติน่าเพียง 2 รายเท่านั้นที่ได้มาเล่นใน NBA แต่หลังจากที่เขาแจ้งเกิด บวกกับนำทีมชาติคว้าเหรียญทองโอลิมปิก นักแม่นห่วงจากแดนฟ้าขาวมีโอกาสได้ไปเล่นใน NBA อีกเกือบ 10 คน ซึ่งเพื่อนร่วมทีมชาติของจิโนบิลี ทั้งสโคล่า, โนซิโอนี่ และเอรร์มันน์ คือส่วนหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์ด้วย

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงไม่แปลกที่ หลุยส์ สโคล่า จะเอ่ยปากด้วยตัวเองว่า “แม้จะเล่นในทีมชาติเคียงข้างกัน แต่มานูนั้นคือฮีโร่ของผม”

 

มานูมาเนีย

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผลงานที่สร้างสมมากว่าสิบปีได้ทำให้ มานู จิโนบิลี เป็นอีกหนึ่งนักกีฬาในดวงใจตลอดกาลของชาวอาร์เจนติน่า และถือเป็นแบบอย่างของคนที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ จนก้าวสู่ฝั่งฝันได้สำเร็จ

ที่สำคัญคือ ชาวอาร์เจนติน่าดูจะรักเขาได้อย่างสุดหัวใจกว่าฮีโร่แห่งวงการกีฬาของประเทศคนไหนๆ เมื่อการหาจุดด่างพร้อยในประวัตินั้นทำได้ยากเหลือเกิน

“วงการกีฬาอาร์เจนติน่าของเรามีเทวาซาตาน (ดีเอโก้ มาราโดน่า ซึ่งมีประวัติการใช้ยาเสพติด), มีเด็กเทพชาวกาตาลัน (ลิโอเนล เมสซี่ ผู้ที่ไม่เคยลงเล่นฟุตบอลอาชีพในอาร์เจนติน่า และมีแฟนบอลอาร์เจนไตน์บางส่วนที่ไม่ปลื้ม) พวกเขาไม่ได้ทำให้เราศรัทธาได้อย่างสุดหัวใจนัก” อเลฮานโดร วอลล์ นักเขียนจากนิตยสาร Anfibia เผยถึงเรื่องนี้ “แต่สำหรับมานู เขาพิสูจน์ตัวเองจากจุดเริ่มต้นในต่างจังหวัดจนประสบความสำเร็จในลีกบาสเกตบอลที่ดีที่สุดในโลก นำบ้านเกิดของเขาก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ และแทบไม่เจอเรื่องเสียหายในชีวิตของเขาเลย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แฟนๆ รักเขาอย่างไม่มีข้อแม้ เป็นไอดอลของผู้คนทั้งโลกอย่างแท้จริง”

และที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงก็คือ เรื่องต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เกิดธุรกิจจัดทัวร์ไปสหรัฐอเมริกา เพื่อดู มานู จิโนบิลี เล่นใน NBA กับตาเลยทีเดียว

แม้สนนราคาของทริปนี้จะสูงถึง 4,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 150,000 บาท) ต่อคน ซึ่งแทบจะเทียบเท่ากับรายได้เฉลี่ยต่อครอบครัวของชาวอาร์เจนติน่าที่ปีละ 5,915.64 ดอลลาร์สหรัฐฯ (เกือบ 200,000 บาท) แต่พวกเขาก็พร้อมสู้ ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้ไปเห็นจิโนบิลีเล่นด้วยสองตาตัวเอง ซึ่งมีบริษัททัวร์ในโลกออนไลน์หลายเจ้าเสียด้วยที่จัดทัวร์ในลักษณะนี้

อนา เปาลา แฟนบาสเกตบอลชาวอาร์เจนติน่าเล่าถึงเรื่องราวกว่าจะได้มาดูจิโนบิลีเล่นใน NBA ว่า “ต้องขายเฟอร์นิเจอร์ที่บ้านทั้งหมด และเก็บเงินถึง 6 เดือนเต็ม” ขณะที่ อเลฮานโดร อัลบามอนเต้ แฟนคลับอีกรายเผยว่า “ต้องทำเรื่องแปลกๆ หลายอย่างกว่าจะมีเงินพอ และได้มาที่นี่”

และไม่ได้มีแค่เพียงแฟนกีฬาชาวอาร์เจนติน่าเท่านั้น ยังมีแฟนคลับของนักแม่นห่วงผู้นี้ที่มาจากอีกซีกโลกด้วยเช่นกัน

“1,265 กิโลเมตรจากไต้หวันถึงซานอันโตนิโอ มานู ฉันมาที่นี่เพื่อคุณ” นี่คือข้อความบนแผ่นป้ายจากลายมือของ หลิน เหวิน ยู่ แฟนบาสเกตบอลสาวชาวไต้หวัน ที่ลงทุนเดินทางข้ามซีกโลกมากับคุณพ่อเพื่อได้เห็นฮีโร่ของตัวเองเต็มๆ ตา ซึ่งเจ้าตัวเผยด้วยว่า ติดตามผลงานของยอดนักแม่นห่วงคนนี้ตั้งแต่อายุเพียง 12 ขวบ

ที่สำคัญที่สุดคือ ตัวจิโนบิลีเองก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของทัวร์เหล่านี้ผ่านกลุ่มแฟนคลับของเจ้าตัวในชื่อ InfoManu ซึ่งเขาได้ช่วยสานฝันของเหล่าแฟนๆ ให้เป็นจริงอีกทาง ด้วยการหยุดแจกลายเซ็น ถ่ายรูปคู่กับแฟนๆ อยู่เสมอเวลาที่มีทัวร์มาดูเขาถึงขอบสนาม เพื่อให้เหล่าคนที่ยอมเสียเงินข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาเขาได้บรรลุเป้าหมายอย่างแท้จริง

“เราคงเห็นกันอยู่แล้วว่า มานูเป็นคนที่ไม่ค่อยจะโปรโมทตัวเองเท่าใดนัก เขาโพสต์อัพเดทต่างๆ ในเพจเฟซบุ๊คกับทวิตเตอร์แทบจะนับครั้งได้เลย” เจน แอน เครก หนึ่งในทีมงานของ InfoManu เผย “การที่มีคนทำเรื่องเช่นนี้ให้ ทำให้เขายิ่งกว่ามีความสุขเสียอีก และต้องขอบคุณที่เขาเชื่อมั่นในพวกเรา”

ขณะที่ตัวของจิโนบิลีเองก็รู้สึกซาบซึ้งใจกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งจากเหล่าแฟนๆ และผู้ที่ช่วยให้ความฝันของแฟนๆ เหล่านี้เป็นจริง

“มันช่างน่าเหลือเชื่อมากนะที่มีแฟนๆ ยอมทำเรื่องราวต่างๆ มากมายขนาดนี้เพื่อให้ได้มาเจอผม ซึ่งทำให้ผมมีความสุขกับมันมาก และต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วยที่ช่วยกันทำงานอันสุดแสนวิเศษ ทำให้แฟนๆ จากทั่วโลกได้มีประสบการณ์ดีๆ ทั้งกับพวกเขารวมถึงตัวผมเองด้วย”

ความพยายามและความสำเร็จตลอด 23 ปีบนเส้นทางอาชีพ รวมถึง 16 ปีใน NBA กับ ซานอันโตนิโอ สเปอร์ส เช่นเดียวกับในนามทีมชาติอาร์เจนติน่า ทำให้ชื่อของ มานู จิโนบิลี เป็นอีกหนึ่งในตำนานของวงการบาสเกตบอลที่เพื่อนร่วมวงการ หรือแม้กระทั่งแฟนๆ ต่างให้การยกย่อง จนต้นสังกัดเดียวใน NBA ที่เขาลงเล่นให้ ตัดสินใจยกเลิกเสื้อหมายเลข 20 ไม่ให้ผู้เล่นคนไหนได้ใส่อีก โดยจะมีพิธีนำเสื้อของเขาขึ้นไปแขวนบนหลังคาสนาม เอทีแอนด์ที เซนเตอร์ วันที่ 28 มีนาคม 2019

และหากจะหาคำนิยามที่สื่อถึงผู้เล่นในนี้ได้สั้นและตรงที่สุด คงหนีไม่พ้นประโยคที่ ดีเอโก้ มาราโดน่า โพสต์หลังทราบข่าวการประกาศเลิกเล่นว่า “เขาคือความภาคภูมิใจของอาร์เจนติน่าอย่างแท้จริง”

 

#GraciasManu

 

แหล่งที่มา

http://www.espn.com/nba/story/_/id/17262551/manu-ginobili-built-legacy-love-team-storied-career
http://www.espn.com/nba/story/_/id/23570563/in-twilight-san-antonio-spurs-manu-ginobili-argentina-bright-star
http://www.espn.com/nba/story/_/id/24493528/manu-ginobili-san-antonio-spurs-retiring
https://www.poundingtherock.com/2017/11/1/16593176/gregg-popovich-equilibrium-manu-ginobili
https://www.sacurrent.com/ArtSlut/archives/2018/03/06/manumania-a-peek-inside-spurs-tourism-and-manu-ginobilis-global-fan-base
https://www.yahoo.com/news/nba--basketball-world-owes-manu-ginobili-and-argentina-debt-of-gratitude-.html



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง