Stories

แข็งแกร่งดั่งกรงเหล็ก : ชีวิตนักสู้ราวหลุดมาจากภาพยนตร์ของ...“รอนด้า เราซี่ย์”



ภายในกรงแปดเหลี่ยมที่นครลาส เวกัส รัฐเนวาด้า ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนกีฬาต่อสู้เกือบสองหมื่นคน รอนด้า เราซี่ย์ คือนักต่อสู้หญิงในกรงเหล็กที่ไร้เทียมทาน


 

เธอกำลังแบกสถิติ ไม่แพ้ใคร 6-0 ในวงการศิลปะการต่อสู้แบบผสม (Mixed Martial Arts : MMA) มีแชมป์โลกหญิง UFC รุ่นแบนตั้มเวท เป็นเดิมพัน เธอเพิ่งได้รับมอบเข็มขัดเส้นนี้มาจากดาน่า ไวท์ ประธานสมาคม และเข้าไปสู่กรงในฐานะแชมป์หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของค่าย UFC (Ultimate Fighting Championship)

เราซี่ย์ ถือเป็นจุดหักเหสำคัญของวงการ UFC เมื่อเธอสามารถเอาชนะใจของ ไวท์ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีความคิดที่จะใช้นักต่อสู้หญิงในสมาคมฯ กระทั่งเธอเห็นความพิเศษในตัวของ เราซี่ย์ ว่านี่คือดาวดวงใหม่ของวงการ และเป็นนักต่อสู้ที่จะเรียกเรตติ้งจากโทรทัศน์ และเรียกกลุ่มแฟนกีฬาให้ซื้อตั๋วกันเข้ามาชมกันอย่างถล่มทลาย

ชีวิตของเธอในช่วงนั้นเหมือนยอดมนุษย์หญิงที่ไร้เทียมทาน เธอแข็งแกร่งกว่าใคร เธอไม่ยอมแพ้ใคร แต่ไฟต์ระหว่างเธอกับ ลิซ คาร์มูเช่ คือไฟต์สำคัญที่ชี้เป็นชี้ตายชีวิตของเธอ และนักต่อสู้หญิงทั่วโลก หากแมตช์นี้ดึงดูดคนดูได้ นั่นหมายถึงชื่อเสียงของเธอจะพุ่งอย่างฉุดไม่อยู่

เราซี่ย์ ที่ยังไม่เคยแพ้ใครในวงการ MMA เข้าสู่กรงอย่างมั่นใจ เธอเชื่อว่าจะจัดการกับ คาร์มูเช่ได้โดยง่าย แต่ไม่ใช่อย่างนั้น เธอโดนท่า Submission ของคาร์มูเช่เล่นงานเข้าให้ที่คอ เธอโดนหนีบอย่างสุดแรง และใกล้จะยอมแพ้

ทว่าเธอแก้ท่าได้ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย และหาจุดอ่อนของคาร์มูเช่จนเจอ และปิดเกมด้วยท่าไม้ตายอันเลื่องชื่อของเธอ “Armbar”

นั่นคือแมตช์ที่ทำให้ รอนด้า เราซี่ย์ แจ้งเกิดในวงการ UFC อย่างเต็มตัว แสงสปอตไลต์ทั่วสนามส่องมาที่เธอ สื่อทั่วโลกตีข่าวและให้ความสนใจนักต่อสู้หญิงที่แข็งแกร่งเกินสตรี จะว่าไป นั่นคือค่ำคืนหนึ่งเธอประสบความสำเร็จมากที่สุดในชีวิต

แต่ใครจะรู้เล่าว่าอะไรบ้างที่สร้างนักต่อสู้หญิง MMA ที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งของโลก ให้มีทุกวันนี้

ชีวิตของรอนด้า เราซี่ย์ ต้องต่อสู้กับอุปสรรคที่แข็งแกร่งและโหดเหี้ยมยิ่งกว่าคู่ต่อสู้ในกรงแปดเหลี่ยมของเธอมากมายนัก

 

เด็กหญิงที่ไม่ปกติ

“ฉันรู้ว่าในหัวฉันต้องการจะพูดว่าอะไร แต่มันน่าเสียใจมาก ที่ไม่มีใครเข้าใจฉันเลย คำพูดของฉันมันออกมาเป็นอะไรก็ไม่รู้”


Photo : canoe.com

นี่คือคู่ต่อสู้คนแรกในชีวิตที่รอนด้า เราซี่ย์ต้องเจอ มันคือความผิดปกติในสมองของเธอเอง เธอไม่สามารถสื่อสารให้คนทั่วไปเข้าใจได้ แม้เธอจะมีอายุขวบกว่าแล้วก็ตาม เธอมีปัญหากับร่างกายหลายจุด นอกจากเรื่องสมองและการพูด เธอยังมีปัญหาเรื่องความดันเลือด และวิธีการเดินด้วยปลายเท้าของเธอ ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคออทิสติก

คุณพ่อ รอน เราซี่ย์ และคุณแม่ แอน มาเรีย เดมาร์ส ต้องพาสาวน้อยรอนด้าไปพบแพทย์อย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่าเธอไม่ได้เป็นโรคที่มีปัญหาด้านสมองระยะยาว

เพียงแต่การเลี้ยง รอนด้า ไม่เหมือนกับคนอื่น เธอไม่ได้เกิดมาชอบตุ๊กตาบาร์บี้ หรือสิ่งของสวยงามเหมือนสาวน้อยคนอื่น พ่อแม่ของเธอพยายามหาของเล่นให้กับเธอ แต่ก็สะดุดเมื่อเธอพูดคำหนึ่งซ้ำไปซ้ำมา

“บัลเกรน”

พ่อและแม่พยายามถามว่า เธอต้องการจะสื่ออะไร เธอตอบไม่ได้ นอกจากพูดคำนั้นซ้ำไปซ้ำมา วันนั้น ทั้งคู่จึงพาเธอไปที่ร้านขายของเล่น ทอยส์ อาร์ อัส และแจ้งพนักงานให้พลิกแผ่นดินหาของเล่นให้หนูน้อยรอนด้าให้ได้

เธอไม่สนใจอะไรเลยทั้งบาร์บี้ , เลโก้ , รถของเล่น , บอร์ดเกม , เฮลิค็อปเตอร์เด็ก หรือหุ่นเชิด

แต่แววตาของเธอลุกวาวทันทีเมื่อเธอเห็นตุ๊กตาพลาสติกของนักมวยปล้ำชื่อดังของ WWF ในขณะนั้นอย่าง ฮัลค์ โฮแกน

จากนั้นพ่อแม่ก็ได้รู้สักทีว่า “บัลเกรน” ที่เธอพูดมาตลอดทางคืออะไร รอนด้าเลิกร้องไห้และหันมาสนใจกับหุ่นของ โฮแกน ที่เปรียบเสมือนคู่ต่อสู้คนแรกในชีวิตของเธอ

รอนด้าจัดเวทีการต่อสู้ของตัวเอง เธอทั้งทุ่ม ทั้งขว้าง ทิ้งศอกใส่หุ่นตัวนั้น และจับหุ่นตัวนั้นหักแขนอย่างแรง จนแขนของมันหักหลุดออกจากตัว

หุ่นของ ฮัลค์ โฮแกน จึงกลายเป็นเหยื่อรายแรก ที่โดนท่าไม้ตายอันเลื่องชื่อ “Armbar” ของเธอ ในวัยตั้งไข่ของชีวิต


Photo : Sports Illustrated

แต่เวทีของเธอกับ หุ่นของโฮแกน กลายเป็นโลกคู่ขนานที่เธอสร้างขึ้นมาเอง เพราะในความเป็นจริง การพูดไม่ชัดของเธอ กลายเป็นปมด้อยที่เธอต้องเจอในโรงเรียน ไม่มีใครคบกับเธอ เพราะเธอพูดไม่รู้เรื่อง ซ้ำร้าย ยังโดนเพื่อนล้อกลับบ้านมาทุกวัน เธอพยายามอ้อนวอนขอแม่ อย่าให้พาเธอไปโรงเรียน

การเข้าสังคมเป็นสิ่งที่เธอหวาดกลัวที่สุดในเวลานั้น แต่พ่อแม่ของเธอรู้ ว่าควรจะให้รอนด้าอยู่ในโลกไหน

รอน เราซี่ย์ เคยเป็นทหารอยู่ในกองทัพของสหรัฐฯมาก่อน และ แอน มาเรีย เคยเป็นอดีตนักกีฬายูโด สิ่งที่ทั้งคู่ทำคือจับรอนด้าเล่นกีฬา เขาจับเธอลงสระเพื่อแข่งขันว่ายน้ำ อย่างน้อยพวกเขาก็เห็นว่า เธอว่ายน้ำไม่หยุด และอย่างน้อยน้ำในสระ ก็ทำให้เธอลืมฝันร้ายที่เกิดขึ้นในโรงเรียน

รอนด้า ถูกปลุกตั้งแต่ตีสามเพื่อไปว่ายน้ำ รอน ผู้พ่อ คือคนที่ฝึกเธอในสระทุกวัน ในเวลานั้นครอบครัวของเธอวาดฝันไปถึงการเห็น รอนด้า เราซี่ย์ กลายเป็นนักว่ายน้ำเหรียญทองโอลิมปิก เพราะในวัยใกล้กัน เธอแหวกว่ายทำความเร็วจนทิ้งคู่ต่อสู้ไม่เห็นฝุ่น

ความสัมพันธ์ของรอนด้า และ รอน เราซี่ย์ ผู้พ่อ ใกล้ชิดกันอย่างมาก แต่ช่วงเวลานั้นก็ดำรงอยู่ไม่นาน เช่นเดียวกับลมหายใจของพ่อบังเกิดเกล้าของเธอ

 

คำทำนายของคุณพ่อ

มันเหมือนจะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ราบรื่น ในหน้าหนาวที่หิมะตกลงมาไม่หยุดหย่อนที่เมืองไมโน่ต์ รัฐนอร์ธ ดาโคต้า รอน เราซี่ย์ พาลูกสาวของเธอไปเล่นเลื่อนหิมะบนยอดเขา เขาอาสาเข็นเลื่อนหิมะขึ้นไปบนยอดเขา กะว่าจะไถลลงมาทีแรกเพื่อทดสอบความแข็งของพื้นหิมะ และให้รอนด้า รออยู่ด้านล่าง


Photo : Daily Mail

รอน เข็นเลื่อนหิมะฝ่าแรงโน้มถ่วงของโลกไปเรื่อยๆ แม้เขาจะพยายามออกแรงมากที่สุดเท่าที่มี แต่ท้ายที่สุดเขาก็ต้านแรงไม่ไหว เลื่อนหิมะหล่นลงมาด้านล่างพร้อมกับตัวเขาที่ตกลงมาจากที่สูง การลงมาผิดท่าทำให้กระดูกสันหลังของเขาถูกทำลาย เขาเคลื่อนไหวไม่ได้ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีหลังจากนั้น

รอน เราซี่ย์ ไม่เคยเป็นเหมือนเดิมอีกเลย เขาต้องผ่านการผ่าตัดหลายครั้ง นำเอาเหล็กดามเข้าไปแทนที่กระดูกสันหลังที่ถูกทำลาย และแพทย์อนุญาตให้เขากลับบ้านได้ แต่หลังจากนั้นทุกอย่างกลับไม่ดีขึ้น ซ้ำร้าย เขามีอาการแทรกซ้อนของโรคเบร์นาร์ด ซูลิเย่ร์ ซินโดรมเล่นงาน มันทำลายการแข็งตัวของเลือดภายในร่างกาย อีกทั้งเหล็กที่ดามไปบนแผ่นหลังของเขาก็ทำให้อาการแย่ลงไปอีก

เขาต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และอยู่ที่นั่นอีก 2 ปี โรคร้ายที่เกี่ยวกับเลือด เล่นงานเขายิ่งกว่าอาการบาดเจ็บที่แผ่นหลัง เขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และท้ายที่สุดเขาต้องเห็นสภาพตัวเองมีสายระโยงระยางอยู่ทั่วตัว

ครอบครัวเราซี่ย์ไม่ได้มีฐานะมากมาย ฉะนั้นเงินที่ครอบครัวเก็บสะสมก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ ในที่สุด รอน ตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่เพื่อครอบครัว เขาดึงสายจากเครื่องมือแพทย์ทั้งหมดทิ้ง รวบรวมพลังทั้งหมดผูกเชือกของรถบรรทุกคันหนึ่งเข้ากับรถของตัวเอง จากนั้นขึ้นไปบนรถ และปล่อยให้รถบรรทุกคนนั้น พารถของเขาให้หล่นลงไปในสระน้ำใกล้บ้าน ที่เขามักพารอนด้าไปวิ่งเล่นเป็นประจำ และนั่นคือห้วงสุดท้ายในชีวิตของรอน เราซี่ย์

ก่อนที่เขาจะจากไป เขาเขียนโน้ตไว้บนกระดาษใบหนึ่ง เป็นคำทำนายที่เขาพูดถึงลูกสาวสุดที่รักของตัวเอง

“รอนด้าจะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต ลูกสาวของผมพิเศษกว่าคนอื่น เธอจะต้องยืนอยู่บนเวทีที่ไหนสักแห่งหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่ผมมั่นใจว่ามันจะเกิดขึ้น”

ขณะนั้น รอนด้า เราซี่ย์ อายุได้ 8 ขวบพอดี

เธอหันหลังให้กับกีฬาว่ายน้ำ เพราะนั่นคือความทรงจำทั้งหมดที่เธอมีกับคุณพ่อของเธอ และหันเหความสนใจไปยังกีฬาอีกหนึ่งชนิดที่คุณแม่และพี่สาวของเธอเชี่ยวชาญ และอาจเป็นกีฬาที่เหมาะกับเธอมากกว่าการว่ายน้ำ

นั่นคือ “กีฬายูโด”

 

เกิดมาเพื่อล้มชายอกสามศอก

ความเจ็บปวดของรอนด้า ในการถูกกดขี่ (Bully) จากคนรอบข้าง ที่ยิ่งกว่าเพื่อนฝูงหรือสังคมภายนอก คือการถูกกระทำจากคนในครอบครัวของเธอเอง

หลังจากคุณพ่อของเธอจากโลกไปไม่นาน เธอเบนเข็มเข้าสู่การฝึกกีฬายูโด พร้อมกับคุณแม่ของเธอ แอน มาเรีย บ่อยครั้งที่เธอต้องต่อสู้กับพี่สาวของเธอเอง เธอโดนพี่สาวของตัวเองล้อว่าเป็น “มนุษย์ต่างดาว” จากความผิดปกติด้านการพูดของเธอ รอนด้าคับแค้น เธอเกือบจะถ่มน้ำลายใส่พี่สาวของตัวเอง แต่คุณแม่ของเธอ แอน มาเรีย ห้ามเอาไว้เสียก่อน

จากนั้น รอนด้าก็ใช้ยูโดเป็นที่ยึดเหนี่ยวชีวิต และนำพาทุกอย่างไปจากฝันร้ายที่เธอมี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพ่อ , ความผิดปกติด้านการพูด หรือเรื่องการเข้าสังคม เวทียูโดคือเวทีเดียวที่ทำให้เธอมีความสุขทุกครั้งที่ทุ่มคู่ต่อสู้ลงได้

ครั้งหนึ่งคุณแม่ แอน มาเรีย เคยให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง บลีชเชอร์ รีพอร์ตว่า “เทคนิคของฉันคือการทุ่มคู่ต่อสู้ลงบนพื้น หักแขนพวกเขาและดึงออกให้แรงที่สุด 95 เปอร์เซนต์ของคู่ต่อสู้ ส่วนใหญ่ต้องยอมแพ้”


Photo : Bjj Eastern Europe

แอน มาเรีย รู้ดีในข้อนั้น แต่เธอไม่สามารถจับคู่ต่อสู้ใส่ท่าล็อกบนพื้นได้แบบนั้นอีก ด้วยปัญหาบริเวณเอ็นไขว้หน้าเข่าของเธอ นั่นทำให้เธอทุ่มเทสอนเทคนิคนั้นกับลูกสาวของเธออย่าง รอนด้า

รอนด้า ยังจำท่าไม้ตายที่เธอจัดการกับตุ๊กตา ฮัลค์ โฮแกนของเธอได้ดี แต่เธอเริ่มฝึกซ้อมที่จะใช้มันอย่างจริงจังกับคุณแม่ของเธอ ท่าไม้ตาย Armbar อันลือลั่นของเธอ คือการล็อกข้อมือคู่ต่อสู้เอาไว้ จากนั้นพลิกตัวคู่ต่อสู้ลงบนพื้น ใช้ขาทั้งสองข้างหนีบหัวไหล่ของคู่ต่อสู้ และจับมือข้างนั้นของคู่ต่อสู้ในเวลาเดียวกัน และใช้แรงดึงแขนของคู่ต่อสู้ ขณะที่ขากำลังหนีบอยู่

คู่ต่อสู้จำเป็นต้องตบแขนยอมแพ้ภายในเวลาไม่เกิน 15 นาที เพราะมิเช่นนั้นหัวไหล่จะหลุดทันที และอาจก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรง

“มันเหมือนคุณฉีกน่องไก่ออกจากกัน ลองนึกภาพตอนที่คุณพยายามจะดึงกระดูกของมันให้หลุดออกจากกัน ตอนที่เส้นเอ็นและเนื้อมันค่อยๆคลายตัวออกมาก่อนจะฉีกขาด นั่นล่ะคือความรู้สึกของผู้ที่โดนท่า Armbar” รอนด้า อธิบาย

แน่นอนว่า รอนด้า เริ่มมีศิลปะการต่อสู้เต็มตัว ในช่วงเวลานั้นเธอเก็บงำความเจ็บปวดจากปมด้อยที่ขาดพ่อ และตระเวนแข่งขันยูโดกับทีมของผู้ชาย เนื่องจากเธอแข็งแกร่งเกินกว่าจะสู้กับผู้หญิงเดียวกัน

ครั้งหนึ่งเมื่อเธออยู่ที่โรงเรียน เธอโดนเด็กเกเรขาใหญ่ของโรงเรียน รีดไถเงินเพื่อค่าอาหารกลางวัน เขาจับคอเธอ แต่รอนด้าโต้กลับด้วยทักษะยูโด เด็กชายคนนั้นปลิวไปโดนพื้นคอนกรีตและกระโหลกแตก เขาไม่กล้ามายุ่งกับเธออีก

รอนด้า ยังท้าเด็กผู้ชายต่อสู้ที่สวนสาธารณะใกล้โรงเรียนตัวต่อตัว เพื่อเงิน 5 ดอลลาร์ แน่นอนว่า รอนด้า ชนะขาด ท่ามกลางกองเชียร์ที่ต่างเทใจให้เธอ ด้วยความเป็นผู้หญิงที่ต้องต่อสู้กับผู้ชาย

แต่กระนั้น ก็ไม่มีใครเชื่อว่าเธอจะสามารถสู้กับผู้ชายอกสามศอกได้ และยิ่งไปกว่านั้น หัวหน้ายิมผู้จัดการแข่งขันตัดสินใจแบนท่าไม้ตายของเธออย่าง Armbar ออกจากการแข่งขัน แต่ทักษะของรอนด้า ก็ทำให้เธอคว้าชัยชนะได้อยู่ดี

เหมือนกับว่ารอนด้า เราซี่ย์ จะเจอกับอุปสรรคที่มาทดสอบเธอ ยากขึ้นเรื่อยๆ มีครั้งหนึ่งตอนที่เธออายุ 11 ขวบ และนิ้วโป้งที่เท้าของเธอหักในขณะแข่งขัน เธอร้องไห้ แต่แทนที่แอน มาเรีย แม่ของเธอจะปลอบโยน กลับให้เธอฝึกซ้อมอย่างหนักในคืนนั้นทันที

“ตอนนั้นฉันเข้าใจว่าเธอโหดร้าย แต่เธอให้เหตุผลว่า รอนด้า… เธอต้องต่อสู้ให้เป็นในช่วงเวลาที่เธอบาดเจ็บ เธอต้องอดทนกับมันให้ได้ เพราะคู่ต่อสู้มักจะเล่นงานเธอในยามที่เธอบาดเจ็บ หรือในยามที่เธออ่อนแอ อย่าเผยจุดอ่อนให้พวกเขาเห็น เธอต้องแข็งแกร่ง และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ” รอนด้าเล่า

แม้เธอจะมีทักษะยูโดที่เต็มเปี่ยม แต่เธอก็ยังตัวเล็กอยู่ดี ฉะนั้นในช่วงอายุ 11-15 ปี รอนด้า จึงทั้งกินและออกกำลังจนเธอเติบโตขึ้น เธอมุ่งมั่นกับการเล่นกีฬา แต่นั่นก็ทำให้เธอต้องทิ้งการเรียน อย่างไรก็ตาม รอนด้ามีเป้าหมายชัดเจน เธอต้องการเป็นนักยูโดทีมชาติ และคว้าเหรียญโอลิมปิกให้กับทีมชาติสหรัฐอเมริกา

 

สู่เหรียญยูโดโอลิมปิก

ในเมื่อเป้าหมายของเธอชัดเจนว่าต้องการไปโอลิมปิก ทั้งแม่ และโค้ชของเธออย่างเปโดร จึงต้องเคี่ยวเข็ญเธอเต็มที่ อย่างแรกแน่นอนคือเธอต้องซ้อมอย่างหนักวันละ 14 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ไม่รวมวันหยุดเสาร์อาทิตย์


Photo : Sky Sports

รอนด้า ต้องอดทนควบคุมอาหาร ซึ่งเป็นไปอย่างโหดร้ายอย่างที่สุด เธอไม่ได้แตะทั้งมันฝรั่ง , ไก่ทอด และแซนด์วิช ความฝังใจของเธอที่ต้องอดและควบคุมอาหาร ทำให้เธอกลายเป็นโรคที่ชื่อว่า “บูลิเมีย” หรือโรคกลัวความอ้วน ที่ทำให้เธอต้องล้วงคออาเจียนตลอดเวลา และทำให้เธอมีอาการขาดสารอาหาร แต่แม้ในขณะที่เธอต้องเผชิญกับโรคบูลิเมีย เธอกลับต้องบินพร้อมกับทีมไปชิงแชมป์โลกที่ประเทศออสเตรีย

เปโดร โค้ชของเธอ ไม่สนใจกับอาการป่วยใดๆ เขาต้องการให้เธอชนะการแข่งขัน แต่ครั้งนั้นร่างกายของรอนด้าล้าเต็มที และต้องการพักผ่อน แต่การต้องฝืนลงแข่งขันทำให้เธอคว้าเพียงอันดับที่ 5 เท่านั้น เธอพยายามอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น แต่โค้ชของเธอไม่สน เขาสั่งให้เธอดูการต่อสู้คู่อื่นเพื่อเรียนรู้วิธีที่จะเอาชนะ

ด้วยความเหลืออด เธอรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเธอ เธอจึงหนีจากกลุ่มนักกีฬา กลับมาที่โรงแรมที่พักพร้อมกับเพื่อนผู้ชายอีกกลุ่มหนึ่ง โค้ชเปโดรรู้เรื่องเข้า และโกรธหนักยิ่งกว่าเดิม เขาไล่ รอนด้า ออกจากทีม เธอบินจากออสเตรียกลับมาที่บ้าน แต่ทว่าในนาทีนั้น มันไม่ใช่ที่พักผ่อนของหัวใจเธอ เนื่องจากคุณแม่แอน มาเรีย ก็เคี่ยวเข็ญและบังคับเธอไม่แพ้โค้ชเปโดร

กลางดึกค่ำคืนหนึ่ง รอนด้าจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้าน เธอต้องการหลุดพ้นจากทุกอย่าง เธอใช้เวลากับเพื่อนของเธอ แต่เงื่อนเวลาก็ทำให้เธอต้องตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้ง

โอลิมปิกเกมส์ ที่ปักกิ่ง ประเทศจีน ใกล้เข้ามาอีกไม่กี่เดือน เธอจึงต้องหันกลับมาปรับความเข้าใจกับโค้ชเปโดร และคุณแม่ เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือประสบความสำเร็จให้ได้ในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

แม้จะปรับความเข้าใจกันแล้วก็ตาม แต่โค้ชเปโดรก็ยังไม่ลดความเข้มงวดลง เขาจับรอนด้าลงแข่งขันหลายทัวร์นาเม้นต์ เป็นการอุ่นเครื่องให้หนักก่อนจะถึงโอลิมปิก เธอต้องทนเพราะไม่มีทางเลือก แต่นั่นก็ทำให้เธอบาดเจ็บสะสม โดยเฉพาะบริเวณต้นคอ อย่างไรก็ตามเธอผ่านการตรวจร่างกายจากคณะกรรมการโอลิมปิกในที่สุด และลงแข่งขันยูโดในรุ่น 70 กิโลกรัม เธอเลือกรุ่นนี้เพราะไม่ต้องอดอาหารเพื่อลดรุ่นทำน้ำหนัก และเสี่ยงต่อการเกิดอาการกลัวอ้วนหรือบูลิเมียอีก

ความเข้มงวดของโค้ชเปโดร มาส่งผลเอาก็ในเวทีโอลิมปิกนี่เอง รอนด้า ที่ซ้อมและแข่งหนักกว่าคนอื่น ทำให้เธอไม่ตื่นเวที เธอเล่าให้ฟังว่า เพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งที่ชื่อ ไซ พูดประโยคหนึ่งกับเธอก่อนที่เธอจะแข่งขัน

“เธอจะตื่นเต้นหรือเครียดไปทำไม เพราะท้ายที่สุดแล้วชีวิตของคนก็ดำเนินไปตามปกติ เธอเห็นนักกีฬาพวกนั้นไหม พวกเขาดูเครียดมากเลย ในโลกของยูโด ชีวิตของเราก็ดำเนินไปตามปกตินั่นแหละ”

รอนด้า เราซี่ย์ ลงแข่งขันด้วยความมั่นใจ เธอผ่านนักกีฬาจากเติร์กเมนิสถาน และ โปแลนด์ มาอย่างไม่ยาก แต่งานยากคือรอบรองชนะเลิศ เธอต้องพบกับ เอดิธ บอช อดีตคู่ปรับเก่า ทั้งคู่เคยเจอกันมาแล้ว 4 ปีก่อนหน้านั้นที่โปแลนด์ ซึ่งหนนั้น เราซี่ย์ข้อศอกหลุดเพราะโดน บอช ย้อนใส่ท่าไม้ตายของเธอเองอย่าง Armbar แถมอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญคือ ขนาดตัวของบอชที่ใหญ่กว่าเธอมาก

แม้เราซี่ย์จะพยายามสู้เต็มที่ด้วยเทคนิค แต่สู้ความแข็งแกร่งของบอช ไม่ไหว เธอโดนบอสทุ่มอย่างจังตรงกลางเวที


Photo : rondarouseymma.com

ความฝันเหรียญทองโอลิมปิกของเธอพังทลายลงเพราะคู่ปรับเก่าของเธอนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เธอแก้ตัวได้สำเร็จในรอบชิงเหรียญทองแดงกับแอนเน็ต เบิห์ม คู่แข่งจากเยอรมนี เธอไม่รุกเข้าใส่ เป้าหมายของเธอคือโจมตีแล้วหลบ รักษาคะแนนเพื่อชัยชนะเท่านั้น แท็กติกของเธอได้ผล เธอคว้าเหรียญทองแดง และเป็นนักยูโดอเมริกันหญิงคนแรกที่คว้าเหรียญในโอลิมปิกเกมส์ได้สำเร็จ

รัฐบาลมอบรางวัลให้แก่เธอ ทั้งเงินจำนวนหนึ่ง และรถฮอนด้า แอคคอร์ด เธอประสบความสำเร็จแล้วกับกีฬายูโด เธออยากก้าวต่อไปสู่อีกเส้นทางหนึ่งที่ท้าทายใหม่

นั่นคือเวทีการต่อสู้แบบผสม หรือ MMA

 

แชมป์หญิงคนแรกในกรง 8 เหลี่ยม

หลังจากคว้าเหรียญทองแดง รอนด้าให้รางวัลกับตัวเองพักหนึ่งด้วยการใช้ชีวิตแบบคนปกติ เธอเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เรียนรู้การเข้าสังคมใหม่ๆ ออกกำลังเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงเท่านั้น เมื่อมีเวลาว่าง เธอจะขับรถฮอนด้าคันเก่งของเธอ ไปตีกอล์ฟกับกลุ่มเพื่อน


Photo : nbcolympics.com

แต่เงินรางวัลจากการคว้าเหรียญโอลิมปิกของเธอหมดไปไม่นานหลังจากนั้น รอนด้าจำเป็นต้องกลับสู่โลกแห่งความจริง และพยายามหาเงินเข้ากระเป๋าของตัวเอง และนอกจากการทำงานเสริมเป็นพนักงานในร้านตกแต่งบ้าน เธอยังทำหน้าที่เป็นไลฟ์การ์ดบริเวณริมชายหาด แต่เหนือสิ่งอื่นใด รอนด้า เริ่มฝึกซ้อมสำหรับเส้นทางใหม่ของเธอ นั่นคือการต่อสู้แบบผสม หรือ MMA

เธออยากแจ้งเกิดให้ได้ในวงการ MMA และพยายามหาคนใกล้ตัวเพื่อช่วยดึงเธอไปสู่ฝัน และเป็นอีกครั้งที่โค้ชเปโดร และคุณแม่ของเธอ ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม โค้ชเปโดรไม่เห็นด้วยกับการที่เธอจะเดินเข้าสู่วงการ MMA เช่นเดียวกับคุณแม่ของเธอที่มองว่า วงการนี้ไม่มีอนาคตในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม รอนด้า ขอเวลาคุณแม่ของเธอ 1 ปี เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า เธอจะสามารถแจ้งเกิดในวงการนี้ได้จริง

ในเวลานั้น ผู้หญิงยังไม่ได้รับการยอมรับในการต่อสู้ลักษณะนี้ เวทีใหญ่อย่าง Ultimate Fighting Championship หรือ UFC ก็ให้ความสำคัญกับผู้ชายเท่านั้น ดานา ไวท์ เจ้าของสมาคมมองว่า ผู้หญิงไม่สามารถเรียกเรตติ้งหรือทำให้แฟนกีฬาสนใจได้

แต่รอนด้ามุ่งมั่นเพียงพอที่จะก้าวข้ามผ่านคำดูถูกและคำปรามาสของใครต่อใคร อาจเพราะชีวิตเธอโดนคำพูดเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่จนกลายเป็นภูมิต้านทานไปเสียแล้ว

เธอได้พบกับผู้จัดการคนใหม่ในวงการ MMA ที่ชื่อ ดาร์เรน ฮาร์วีย์ ซึ่งพาเธอไปที่อาร์เมเนีย เพื่อฝึกซ้อมที่เกลนเดล ไฟต์ติ้ง คลับ ที่นั่นเธอได้พบกับหัวหน้ายิมที่ชื่อเอดมันด์ ทาร์เวิร์ดยาน

มันเป็นเหมือนค่ายมวยทั่วไป แต่เต็มไปด้วยบุรุษนักสู้ชาวอาร์เมเนียน คำแรกที่ เอดมันด์ พูดกับเธอ ก็คือคำพูดที่เธอได้ยินมาไม่รู้กี่ครั้ง

“ผู้หญิงอย่างเธอสู้กับคนของเราที่นี่ไม่ได้หรอก”

รอนด้าไม่ตอบอะไร แต่สิ่งที่เธอทำคือมาซ้อมทุกเช้า โค้ชเอดมันด์ไม่สนใจเธอแม้แต่นิด และไม่ยอมฝึกซ้อมให้กับเธอแบบตัวต่อตัว เขาทำเหมือนกับเธอเป็นอากาศธาตุและไม่มีตัวตนในยิมแห่งนั้น

ค่ำคืนหนึ่ง รอนด้า เราซี่ย์ อยู่กับตัวเองในห้อง เธอนำปัญหาต่างๆที่เธอต้องเผชิญในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการพูด , การโดนดูถูกจากคนรอบข้าง ทุกคนต้องการให้เธอล้มเหลวไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม

ท้ายที่สุด รอนด้าบอกกับตัวเองว่า คนเหล่านั้นทำอะไรเธอไม่ได้ สิ่งที่พวกเขาพูด แสดงให้เห็นว่า เป็นพวกเขาเองที่ไม่มีความสุข เป็นพวกเขาเองต่างหากที่อิจฉาเธอ ฉะนั้น สิ่งที่เธอต้องทำคือ ตั้งเป้าเอาไว้ให้ชัดเจน แล้วพุ่งเข้าไปหามัน ทำในสิ่งที่เธอต้องทำ

เธอยังคงฝึกซ้อมในยิมของโค้ชเอดมันด์ต่อไป โดยนอกจากทักษะกีฬายูโดที่เธอมี เธอยังเรียนรู้ท่วงท่าหมัดมวย หัดเตะและต่อยกับกระสอบทราย ทุกวัน เธอมาก่อนค่ายเปิด และกลับเป็นคนสุดท้ายเสมอ บนสังเวียนการซ้อม เธอไม่เคยกลัวที่จะดวลกับผู้ชายคนใด ในที่สุด ความพยายามของรอนด้าก็สัมฤทธิ์ผล โค้ชเอดมันด์ ยอมให้เธอขึ้นสู้ครั้งแรก ในรุ่นเฟเธอร์เวท 66 กิโลกรัม ในการแข่งขันที่ชื่อ Combat Fight League : Ground Zero คู่ต่อสู้คนแรกของเธอคือเฮย์เด้น มูนญอส นั่นคือครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสกับการต่อสู้ในกรงเหล็ก

รอนด้า ตั้งใจกับไฟต์นี้มาก สิ่งที่เธอต้องการมากที่สุด คือเปลี่ยนความคิดของโค้ชเอดมันด์ ให้เขาเห็นเธอเป็นนักสู้เสียที ไม่ใช่หญิงสาวอ้อนแอ้นคนหนึ่ง

เสียงระฆังดังขึ้น รอนด้า โดนโจมตีก่อนด้วยลูกเตะ หมัด และศอก แต่เธอไม่ต้องทำอะไรมาก นอกจากหาจังหวะเหมาะเจาะ จับข้อมือของมูนญอสเอาไว้ และพลิกใส่ท่าหากิน Armbar


Photo : rondarouseymma.com

รอนด้า เอาชนะไปได้ภายในเวลาแค่ 23 นาทีเท่านั้น การต่อสู้ไฟต์นี้มีผู้เข้าชมในยูทูบมากกว่า 1 แสนวิว มันไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนความคิดของโค้ชเอดมันด์เท่านั้น

แต่มันกำลังจะเป็นการเปลี่ยนมุมมองของแฟนกีฬาทั้่วโลก ที่มีต่อนักต่อสู้หญิงในกรงเหล็กด้วย

รอนด้า ก้าวต่อไปกับการสู้อาชีพ พบกับ เอดีน โกเมส จากบราซิล ที่ใช้วิธีกัดเท้าของรอนด้า แผลลึกเข้าไปในกระดูก แต่เธอกัดฟันสู้ต่อ ใช้วิธีใส่ถุงเท้าและทำแผล เธอตัดสินใจปิดเกมให้เร็วที่สุด เพราะกลัวจะเสียเลือดมาก และด้วยทักษะที่เหนือกว่า รอนด้าปิดเกมได้สำเร็จด้วย Armbar

ณ จุดนั้น คู่ต่อสู้เริ่มกลัวและหลีกเลี่ยงที่จะโดน Armbar จากเธอ นั่นทำให้รอนด้าต้องใช้กลยุทธ์มากขึ้นเพื่อหลอกล่อให้พวกเขาเผยจุดอ่อน และวิธีที่เธอใช้คือ “แมวไล่จับหนู” เธอปล่อยให้คู่ต่อสู้เข้าถึงตัวเธอง่ายดายเกินคาด เพื่อให้เธอพลิกตัวและจับหักแขนในจังหวะที่คู่ต่อสู้ไม่ทันตั้งตัว

เธอแกล้งเผยจุดอ่อนของตัวเอง เพื่อเปิดจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ และโจมตีเร็วดั่งสายฟ้าแลบ

หลังจากนั้น ไม่มีใครหยุดนักสู้ที่สื่อ รอนด้า เราซี่ย์ ได้อีกต่อไป กระทั่งในปี 2011 เธอได้รับสายโทรศัพท์จากค่าย MMA ที่โด่งดังที่สุดในเวลานั้นอย่าง Strikeforce เธอพุ่งเป้าไปที่การท้าชิงแชมป์แบนตั้มเวทจากผู้ถือเข็มขัดในเวลานั้นอย่าง เมียช่า เทต

เทต เป็นคู่ต่อสู้ที่รอนด้ามองว่าสมน้ำสมเนื้อ และจะเป็นบันไดที่ทำให้เธอโด่งดังยิ่งขึ้น เนื่องจากเทต เป็นนักสู้ที่มีหน้าตาสะสวย รูปร่างน่ามอง แมตช์ของเธอ และ เทต จะทำให้แฟนมวยกรงทั่วโลกให้ความสนใจ

การท้าชิงแชมป์ใน MMA ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับอันดับคะแนน แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครที่สามารถ “ขายได้” นั่นทำให้รอนด้าต้องหาทางลัดให้ตัวเอง ด้วยการเย้ยหยันและท้าเทตให้มาป้องกันแชมป์กับเธอ เทต ยอมรับคำท้า แต่ปัญหาคือรอนด้าต้องกลับมาเผชิญกับคู่ปรับเดิมของเธอ นั่นคือการลดน้ำหนัก ควบคุมอาหารเพื่อลดรุ่น

แต่ครั้งนี้เธอชนะโรคบูลิเมียได้สำเร็จ เพราะเธอได้เรียนรู้วิธีการคุมอาหารแบบกองทัพ เธอกินวันละครั้ง แต่เป็นมื้อที่ใหญ่มาก และรวมสารอาหารต่างๆเอาไว้ครบถ้วน และจะกินแบบเต็มที่หลายมื้อเฉพาะในวันอาทิตย์เท่านั้น มันต่างจากวิธีเดิมของเธอ ที่กินทีละเล็กน้อย และทำให้ร่างกายเกิดอยากอาหารไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่าเมื่อเธอได้กินเต็มที่ในแต่ละวัน และมีการเผาผลาญพลังงานที่เพียงพอ รอนด้าจึงไม่เจอกับปัญหาการคุมอาหารอีกต่อไป และน้ำหนักของเธอก็ลดลงมา

ท้ายที่สุด แมตช์ชิงแชมป์ Strikeforce ครั้งแรกในชีวิตของเธอก็มาถึง มันเป็นแมตช์การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอ ท่ามกลางสายตาจากแฟนมวยกรงหลายพันคน เธอได้รับการแนะนำตัวจากโฆษก ที่กล่าวถึงประวัติที่ผ่านมาในชีวิตการต่อสู้ของเธอ

เป็นครั้งแรกที่เธอได้รับเกียรติในฐานะนักสู้ที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้

เสียงระฆังดัง รอนด้าพยายามโจมตีก่อน แต่เทคนิคของเทตก็ไม่เบา เทตหลบได้ และเล่นงานรอนด้าที่ขา เป็นอีกครั้งที่เธอรู้สึกว่าเธอต้องรีบปิดเกม เธอจับแขนของเทตได้ และเครื่องจักร Armbar ทำงานของมันอีกครั้ง

รอนด้าดึงไหล่ของเทตอย่างสุดแรง เธอได้ยินเสียง “ป๊อก” นั่นหมายถึงว่าไหล่ของเทต หลุดออกจากบ่าไปแล้ว แต่เทตยังไม่ตบยอมแพ้ และในที่สุดรอนด้าก็ต้องคลายล็อก

ไม่ง่ายเสียแล้วสำหรับรอนด้า เพราะอย่าลืมว่าคู่ต่อสู้ของเธอคือเจ้าของเข็มขัดแชมป์

ทั้งสองคนยังสู้กันอย่างดุเดือด ไม่มีใครยอมใครโดยง่าย ในช่วงเวลาที่ทั้งคู่กำลังแลกหมัด รอนด้าใช้ทักษะยูโดเหวี่ยงเทตลงไปบนพื้น และรัวหมัดเข้าใส่ ทำให้การป้องกันของเทต อ่อนลง นั่นคือโอกาสที่สองที่รอนด้า เปิดตำรา Armbar ใส่เทตอีกครั้ง ครั้งนี้ เธอมั่นใจว่าเธอไม่พลาดอีก เพราะแขนของเทต รับความเจ็บปวดไม่ไหวอีกแล้ว


Photo : mmanewsline.com

เทต ตบยอมแพ้ และทำให้รอนด้า คว้าแชมป์ Strikeforce รุ่นแบนตั้มเวทครั้งแรกในชีวิตของเธอ

การต่อสู้ของรอนด้าทั้งหมดอยู่ในสายตาของ ดาน่า ไวท์ ผู้ที่ตลอดเวลาไม่เคยเห็นนักสู้หญิงอยู่ในสายตา แต่แววตาและทุกอิริยาบถของผู้หญิงที่ชื่อรอนด้า เราซี่ย์ เปลี่ยนความคิดของเธอ ซึ่งในเวลานั้น UFC กำลังต้องการเนื้อหาในรายการเพิ่มเพื่อไปเสนอถ่ายทอดสดทางช่อง FOX

รอนด้า ยังไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเธอ เพราะเธอต้องมีโปรแกรมขึ้นสู้กับ ซาราห์ เคาฟ์มันน์ นักสู้ชาวแคนาดา อดีตแชมป์รุ่นแบนตั้มเวทอีกราย ในอีก 5 เดือนหลังจากนั้น

เธอใช้เวลาทั้งหมดพุ่งเป้าไปกับการซ้อม เธอกลับไปที่ศูนย์ฝึกซ้อมของโค้ชเอดมันด์ที่อาร์เมเนีย เพื่อเรียนรู้เทคนิควิธีออกหมัดเร็วโดยที่คู่ต่อสู้ไม่ทันตั้งตัว

การต่อสู้กับเคาฟ์มันน์ ไม่ได้ยากเกินไป เธอใช้เวลาเพียง 54 วินาที ก็จัดการปิดแมตช์ได้ด้วย Armbar อีกครั้ง

เป็นอีกแมตช์ที่ดาน่า ไวท์ เห็นทุกท่วงท่าของรอนด้าด้วยตาตัวเอง และคราวนี้ เธอไม่ลังเลใจอีกต่อไป เธอยอมแพ้กับความคิดต่อต้านเดิมที่เธอมี และต่อโทรศัพท์หา รอนด้า เราซี่ย์ เพื่อเชิญมากินอาหารค่ำด้วยกัน และทาบทามเธอให้ลงสู้ในศึก UFC

เธอยังจำคำพูดของ ดาน่า ไวท์ ในวันนั้นได้ดี

“เธอรู้ไหมว่าฉันนัดเธอมาที่นี่เพื่ออะไร?”

รอนด้านิ่ง รอให้ดาน่า ไวท์ พูดต่อ

“เมื่อปีที่แล้ว มีสื่อมาถามฉัน ว่า UFC จะรับนักต่อสู้หญิงไหม ฉันตอบกลับไปว่าไม่มีวัน”

“แต่วันนี้ ฉันมาบอกเธอว่า ต่อจากนี้ ผู้หญิงจะเข้าสู้ใน UFC โดยที่เธอจะเป็นนักสู้คนแรกของสมาคม”

ดาน่า ไวท์ ยื่นสัญญาให้รอนด้า เราซี่ย์เซ็นชื่อ


Photo : Tigerlyfe Times

และเป็นอีกครั้งที่ รอนด้า เอาชนะอุปสรรค คำดูถูก และความคิดต่างๆที่ไม่เห็นค่าความสามารถของเธอ รอนด้า เราซี่ย์ ไม่ใช่คนพูดเก่ง เพราะตั้งแต่เด็ก เธอมีปัญหาในเรื่องการพูดมาโดยตลอด แต่เธอใช้ความมุ่งมั่น และผลงาน เอาชนะสิ่งกีดขวางทุกสิ่ง

สัญญาการเป็นนักสู้ UFC เป็นคำพูดที่รอนด้าต้องการจะสื่อให้ผู้หญิงทุกคนเห็นว่า คุณสามารถเป็นนักสู้บนเวทีใดก็ได้ หากคุณไม่ยอมแพ้

 

จากมวยกรง สู่มวยปล้ำ

หลังจากได้รับสัญญานักสู้อาชีพของ UFC รอนด้า เราซี่ย์ เข้าสู่กรง 8 เหลี่ยมอีกทั้งหมด 8 ไฟต์

ไฟต์แรกในเวที UFC ของเธอคือการต่อสู้กับลิซ คาร์มูเช่ ที่อนาไฮม์ เพื่อป้องกันแชมป์แบนตั้มเวทของ UFC และเป็นอีกครั้งที่เธอชนะคู่แข่งได้ด้วยท่า Armbar

รอนด้า เอาชนะคู่ต่อสู้ได้อีก 5 ไฟต์ติดต่อกัน ก่อนที่ความพ่ายแพ้จะมาเยือนเธอบ้าง เมื่อเธอโดนศิลปะการออกหมัดและเตะของ ฮอลลี่ โฮล์ม นักมวยสาวเล่นงานในยกที่ 2 เธอโดนน็อค และกลายเป็นความพ่ายแพ้ครั้งแรกของเธอบนสังเวียน MMA


Photo : nesn.com

และต่อด้วยความพ่ายแพ้อีกครั้งต่อ อแมนด้า นูนเญส หลังจากเธอโดนรัวหมัดเข้าใส่จนล้มทั้งยืนอีกครั้ง

หลังจากไฟต์นั้น ที่ทำให้สถิติของเธอใน MMA หยุดอยู่ที่ 12-2 รอนด้ารู้สึกว่าเป็นอีกครั้งที่เธอต้องหาความท้าทายครั้งใหม่

สู่อีกหนึ่งความฝันที่เธออาจทิ้งมันไปตั้งแต่เด็ก กับตุ๊กตา ฮัลค์ โฮแกน ตัวนั้น ของขวัญชิ้นแรกๆในชีวิตที่พ่อแม่ซื้อให้กับเธอ

เธอได้เข้าไปพูดคุยกับ พอล ลาเวสค์ นักมวยปล้ำชื่อดัง (แฟนกีฬารู้จักกันดีในชื่อของ Triple H) และไม่กี่เดือนหลังจากนั้น รอนด้า เราซี่ย์ จึงเซ็นสัญญาเป็นนักมวยปล้ำอาชีพให้กับ WWE สมาคมมวยปล้ำเพื่อการแสดงที่โด่งดังที่สุดในโลกตลอดกาล


Photo : emptylighthouse.com

มันทำให้เธอหยุดการต่อสู้อย่างแท้จริงไปพักใหญ่ อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาที่เธอยังมีสัญญาอยู่กับ WWE และแม้จะเป็นเพียงแค่การแสดงก็ตาม แต่รอนด้า เราซี่ย์ ก็รู้สึกว่า เธอได้ทำอีกหนึ่งเป้าหมายของเธอสำเร็จ คือการตามฝันที่เธออยากเป็นตั้งแต่วัยเด็ก คือการอยู่ในเวทีของ WWE และได้ใส่ท่าไม้ตาย Armbar กับคู่ต่อสู้ของเธอ

“มันก็คือการแสดงนั่นแหละ แต่มันเป็นสิ่งที่ฉันอยากทำมานานมากแล้ว ฉันรอโอกาสนี้อยู่เสมอ และฉันรู้สึกว่าฉันอยากจะทำมันในช่วงเวลาที่ฉันพอจะทำได้”

“เด็ก 6 ขวบที่หักแขนตุ๊กตาคนนั้น ยังอยู่ในตัวฉันเสมอ เด็กคนนั้นคงจะอยากเตะก้นฉัน ถ้าฉันไม่สามารถเป็นนักมวยปล้ำของ WWE ได้”


Photo : www.sportskeeda.com

ในเวลานี้ รอนด้า เราซี่ย์ เป็นแชมป์หญิงในค่าย RAW ของ WWE เธอได้เข็มขัดด้วยการเอาชนะ อเล็กซ่า บลิสส์ ในศึกใหญ่ Summerslam ด้วยท่าเก่งของเธออย่าง Armbar (ที่เธอปรับวิธีใส่ท่าให้คู่ปล้ำไม่เจ็บจริง เนื่องจากเป็นเพียงการแสดง)

แม้หลายคนในสมาคมจะมองว่า รอนด้า เป็นเซเลบริตี้ค่าตัวแพง ได้รับบทบาทเด่นในสมาคมอย่างง่ายดาย แต่ความคิดของพวกเขาคงจะเปลี่ยนไป เมื่อได้รู้เรื่องราวชีวิตของยอดนักสู้หญิงคนนี้

ที่กว่าจะมายืนบนจุดนี้ ท่ามกลางชื่อเสียงและเงินทองมากมาย เธอไม่เคยได้อะไรมาโดยง่ายเลยแม้แต่ครั้งเดียว



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง