Stories

ผ่านมุมมองแฟนพันธุ์แท้ NBA | ราชันรันวงการ : ความเหมือนที่แตกต่างของ CR7-LBJ



คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ เลบรอน เจมส์ ต่างถูกยกให้เป็นสุดยอดนักกีฬาแห่งวงการฟุตบอลและบาสเกตบอลตามลำดับ แม้สังเวียนแตกต่าง แต่ก้าวย่างสู่ความสำเร็จของทั้งคู่นั้นคล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาขึ้นสู่ความเป็นหนึ่งและยังรักษาบัลลังก์ได้ถึงทุกวันนี้? ติดตามได้จากมุมมองของ วัชรินทร์ จัตุชัย สุดยอดแฟนพันธุ์แท้บาสเกตบอล NBA

 


อย่างที่เราทราบกันดีในยุคปัจจุบันว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือไอดอลของหลายคนในโลกฟุตบอล และในมุมกลับกัน เลบรอน เจมส์ ก็เป็นต้นแบบและนักบาสเกตบอลเบอร์ 1 ของโลกในยุคปัจจุบัน  ไม่มีใครปฏิเสธความเก่งกาจของทั้งสองคนในทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นการถีบตัวเองจากจุดที่ต่ำที่สุดเข้ามาเป็นเบอร์ 1 ในกีฬาที่ตนเองถนัด หรือจะเป็นทักษะที่สูงที่สุดในวงการกีฬาที่ตัวเองเชี่ยวชาญ แน่นอนว่าทั้งสองคนมีสิ่งที่แตกต่างกันหลายอย่าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ “ใจสู้ และความอยากที่จะเป็นเบอร์ 1” มาเป็นแรงผลักดันให้ทั้งคู่นั้นก้าวมาสู่จุดสูงสุดของกีฬาเบอร์นั้น

ในเรื่องรายได้รวมของทั้งคู่ในปีที่ผ่านมา โรนัลโด้ทำรายได้มากกว่า 93 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนเลบรอนก็ไม่น้อยหน้ามีถึง 86.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือเป็นอันดับที่ 1 และ 2 ในวงการกีฬาของโลกตามลำดับ ส่วนหนึ่งนั้นมากจากรายได้ของการเล่น แต่อีกส่วนหนึ่งนั้นมาจากการเป็นสปอนเซอร์สินค้า โฆษณา และอีกหลายต่อหลายอย่าง  เมื่อนับรวมกันตลอดทั้งอาชีพของโรนัลโด้และเลบรอนนั้น ทั้งสองกวาดกันไปเป็นพันล้านเหรียญด้วยกันทั้งคู่ เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล

 

จากติดลบสู่เบอร์หนึ่ง

และเมื่อดูเส้นทางที่ผ่านมา ทั้งโรนัลโด้และเลบรอนต่างก็มีหลายสิ่งที่คล้ายคลึง อย่างที่เราทราบ โรนัลโด้นั้นเกิดในครอบครัวที่ยากจน ตอนเด็กๆ นั้นอาศัยอยู่ในบ้านเก่าๆ คุณพ่อติดสุราอย่างหนัก ทำให้คุณแม่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงโรนัลโด้และพี่ๆ อีก 3 คน แต่โรนัลโด้นั้นชอบฟุตบอล และใฝ่ฝันมาตลอดว่าจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ได้ เหล่านี้ไม่ต่างกับเลบรอน เจมส์ที่มีปูมหลังติดลบเหมือนกัน คุณพ่อของเลบรอนนั้นมีประวัติอาชญากรรมต่างๆ มากมาย นั่นทำให้คุณแม่ของเขาต้องหางานทำอย่างหนักเพื่อเลี้ยงดูเลบรอน แต่เลบรอนก็มีความฝันที่มุ่งมั่นมาตั้งแต่เด็กเหมือนกับโรนัลโด้เช่นกัน นั่นคือ จะต้องเป็นนักบาสเกตบอล NBA ให้ได้

ด้วยต้นทุนที่ติดลบ ครอบครัวที่ยากจน และต้องปากกัดตีนถีบของทั้งโรนัลโด้และเลบรอน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จในกีฬาที่ตนรักได้  เลบรอนนั้นบอกมาเสมอตั้งแต่เริ่มเล่นบาสเกตบอลตอนอายุ 9 ขวบว่าจะต้องเป็นนักกีฬาอาชีพให้ได้ แม้ว่าในตอนนั้นโค้ชอเมริกันฟุตบอลของเขาจะบอกว่าเจ้าตัวสามารถเอาดีทั้ง 2 ชนิดกีฬาได้อย่างไม่ยากเลย  ด้วยความอดทนที่มาก อาจจะเพราะต้องสู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก บวกกับความทะเยอทะยานมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงฝัน เลบรอนนั้นเล่นกีฬาทั้ง 2 ชนิดจนทั้งบาสเกตบอลและอเมริกันฟุตบอลในนามตัวแทนโรงเรียนมัธยม จนได้ดีทั้ง 2 กีฬา แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องเลือก เจ้าตัวนั้นเลือก “บาสเกตบอล” เพราะเหตุผลที่ว่า มีโอกาสต่อยอดในหลายอย่างได้มากกว่า และอายุอาชีพนักบาสก็ยาวกว่าด้วย

 

ก้าวข้ามความเกลียดชัง

นอกจากการฝึกฝนที่เอาจริงจะทำให้ร่างกายของทั้งโรนัลโด้และเลบรอนแข็งแกร่งเกินขีดจำกัดแล้ว การเริ่มต้นอาชีพของทั้งคู่แทบจะไม่แตกต่างกัน เมื่อสองคนนี้ต่างก็ “มีคนรัก และมีคนเกลียด” ซึ่งประเด็นของเลบรอนมันก็เริ่มมาตั้งแต่เข้าลีก และถูกขนานนามในตอนนั้นว่า “เด็กทองคำ” เพราะเข้าลีกมาก็มีสปอนเซอร์ต่างๆมากมาย มีรองเท้าเป็นของตนเอง แถมถูกเพ่งเล็งความสนใจก่อนที่จะเล่นในนัดแรกด้วยซ้ำ ซึ่งในช่วงแรกที่เข้ามาลีก เลบรอนก็รู้ว่าตนเองถูกเพ่งเล็งเช่นกัน แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไร “ผมก็พอรู้แหละว่าหลายคนมองผมอย่างไร แต่หน้าที่ของผมคือเล่นบาสเกตบอลให้ดีที่สุด และยกระดับให้ได้

ซึ่งก็ไม่ต่างกับตอนที่โรนัลโด้ย้ายมาเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และสวมหมายเลข 7 แทน เดวิด เบ็คแฮม ที่เพิ่งย้ายไป เรอัล มาดริด ในตอนนั้นหลายคนนั้นไม่ชอบ แถมเหม็นหน้ากับทรงผมเรียบๆ ปาดเจล ดูเป็นคุณชายแบบเขาเสียด้วยซ้ำ แต่โรนัลโด้นั้นหาได้สนใจไม่ ซึ่งเขาก็ได้บอกคล้ายๆ กับเลบรอนที่ว่า “หน้าที่ของผมคือการเล่นฟุตบอล ผมจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น”

แน่นอนว่าผ่านไปหลายสิบปี ทั้งโรนัลโด้และเลบรอนต่างพิสูจน์ให้ทั้งโลกเห็นว่าตัวของเขาคือเบอร์ 1 ของวงการฟุตบอลและบาสเกตบอลในรอบทศวรรษ เขาได้มาทุกอย่างในฐานะนักกีฬาที่คนๆ หนึ่งอยากจะได้ ไม่ว่าจะเป็น ตำแหน่งแชมป์, ผู้เล่นยอดเยียม, พรีเซ็นเตอร์สินค้าดังๆ, ผู้เล่นที่ดีที่สุดที่ได้รับการยกย่อง หรือเกียรติยศอื่นๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคว้ามา แต่คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ผ่านมาเป็นสิบปีตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นจนมาถึงจุดที่เรียกได้ว่า ใกล้จะรีไทร์หรือหมดอายุในกีฬานั้นแล้ว ทำไมทั้งสองคนถึงยังแกร่งอยู่ขนาดนี้ ยังสามารถสู้กับนักกีฬารุ่นน้องที่แข็งแกร่ง และรวดเร็วได้แบบเหนือกว่า แถมไม่มีทีท่าว่าจะตกด้วย

 

บันไดสามขั้นสู่จุดสูงสุด

ทำไมโรนัลโด้ในวัย 33 กับเลบรอนในวัย 34 ถึงได้แกร่งผิดมนุษย์ขนาดนั้น? เรื่องนี้มันคงต้องเล่าไปถึงปัจจัยที่ทำให้ทั้งสองคนแข็งแกร่งมาได้ขนาดนี้ แน่นอนว่าร่างกายที่แข็งแกร่งนั้นมันไม่พอ แต่มันมาจากจิตใจที่แข็งแกร่งมากๆด้วย  ซึ่งถ้าจะบอกเล่ากันเป็นข้อๆ น่าจะรวมๆ ได้ 3 ข้อ

พื้นฐานความเป็นนักสู้ : อย่างที่บอกในตอนต้นว่า โรนัลโด้และเลบรอนเกิดในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ แถมติดลบด้วยซ้ำ นั่นทำให้สิ่งที่ทั้งคู่รู้จักตั้งแต่แรกเกิดคือ “ความลำบาก” คุณแม่ของทั้งคู่ต่างเป็นต้นแบบที่ดีในการพยายามถีบตัวเองจากจุดต่ำสุด เพื่อให้ลูกๆ นั้นได้ลืมตาอ้าปาก และมันเป็นการส่งเสริมกับโปรแกรมสมองให้ทั้งคู่นั้นเป็นคน “ไม่ยอมแพ้” ทั้งโรนัลโด้และเลบรอน เคยบอกเหมือนๆ กันว่า จะไม่ยอมยกธงขาวและจะไม่ยอมแพ้ให้แก่โชคชะตา ทั้งคู่ได้พื้นฐานความเป็นนักสู้ในชีวิตมาโดยอัตโนมัติ

ความกระหายในความสำเร็จ : โรนัลโด้และเลบรอน ต่างมี “ความกระหายในความสำเร็จ” ที่มากด้วยกันทั้งคู่ เลบรอนแม้ว่าจะได้แชมป์ ได้รางวัล MVP (ผู้เล่นทรงคุณค่า) หรือติดทีมออลสตาร์ รวมถึงรางวัลต่างๆ มากมาย แต่นั่นไม่ทำให้เขาหยุดเพียงเท่านี้ กระหายที่จะสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทั้งคู่จะอยู่ในช่วงที่ว่ากันว่าเป็นบั้นปลายอาชีพ แต่ความต้องการความสำเร็จของทั้งคู่นั้นต่างไม่ได้ลดลงเลย “ผมผิดหวังมา 2 ปีแล้ว ผมหวังว่าในช่วงที่เหลือของการเล่น ผมจะสามารถคว้าแชมป์มาได้อีกครั้ง” เลบรอนกล่าวถึงความผิดหวังที่เคยเจอมาในช่วง 2 ปีล่าสุดในสีเสื้อ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ที่แพ้ให้กับ โกลเด้นสเตท วอร์ริเออร์ส คู่แข่งเดิม แต่เจ้าตัวก็ไม่เคยยอมแพ้ และตั้งเป้าว่าเขาต้องได้แชมป์อีกกับสีเสื้อใหม่ ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส แน่นอน

ระเบียบวินัยในชีวิต : ปกตินักกีฬาคนอื่นๆ เมื่อประสบความสำเร็จกันแล้ว มีเงินทองมากมาย หลายคนมักจะหนักไปในทางใช้เงินเพื่อสนองความสุขที่ตนขาดไปในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการไปเที่ยว การพักผ่อน  และใช้ชีวิตให้สุด ไม่ว่าจะเป็น เจอาร์ สมิธ เพื่อนของเลบรอนที่มักจะได้ฉายาว่า เป็นนักบาสสายปาร์ตี้, คาร์เมโล่ แอนโธนี่ ซี้ของเลบรอน ที่มักใช้เวลาว่างไปเที่ยวกับครอบครัวทั่วโลก แม้กระทั่งขี่ช้างที่ไทยเมโล่ก็เคยมาแล้ว ส่วนวงการฟุตบอล ก็มี เนย์มาร์ นักเตะค่าตัวแพงสุดในโลกนำขบวน แต่การปาร์ตี้หรือทุ่มเวลาให้กับการไปเที่ยวหนักๆ แบบนี้จะไม่เห็นในตัวของโรนัลโด้และเลบรอน

 

จะสำเร็จต้องเข้มงวด

โรนัลโด้และเลบรอน มีความเหมือนกันตรงที่ว่า มีระเบียบวินัยในชีวิตที่สูงมาก และเรียกได้ว่าสูงจนไม่มีใครที่จะสามารถทำได้ เลบรอนวัย 34 ปีทุ่มเงินเฉลี่ยปีละ 3 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ ร้อยล้านบาทไทยเพื่อทำให้ร่างกายของตนเองนั้นแกร่งอยู่ และมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าสูงมาก แต่เขายอมจ่าย ครึ่งนึงของเงินจำนวนนี้ถูกจ่ายไปกับฟิตเนส อีกครึ่งนึ่งนั้นถูกจ่ายไปกับโภชนาการ อาหารที่เลบรอนนั้นต้องทานในแต่ละวัน


Photo : Facebook : Cristiano Ronaldo

ในบ้านของเลบรอนนั้นจะมีอ่างน้ำแข็ง อ่างน้ำร้อนและยังมีห้องไฮเปอร์แบริค ที่เป็นห้องที่มีออกซิเจนบริสุทธิ์ไว้เข้าหลังเสร็จจากการออกกำลังกายในโปรแกรมของเขา “สิ่งหนึ่งเลยที่ผมบอกได้คือ เลบรอนนั้นมีความมหัศจรรย์มากในเรื่องร่างกาย เขาดูแลตัวเองดีมาก มันเหลือเชื่อมาก เขาละเอียดกับเรื่องนี้ นั่นเป็นสาเหตุเลยว่ามันทำให้เขาใช้ร่างกายได้ยาวนาน” แม้กระทั่ง ดเวย์น เหวด ซี้ของเลบรอนก็บอกว่า “ทุกคร้ังที่ซ้อมด้วยกัน เลบรอนนั้นมีพลังอย่างเหลือเชื่อ ขณะที่คนอื่นดูหมดแรง มันเหมือนเขาเพิ่งเริ่มเล่นไปได้แค่สิบนาทีเท่านั้นเอง เขาแข็งแกร่งมาก” ซึ่งแน่นอนว่า เหวดนั้นรู้ซึ้งด้วยตาตัวเอง เพราะเล่นกับเลบรอนมาตั้งแต่สมัยอยู่กับ ไมอามี่ ฮีต, คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส รวมถึงทีมชาติสหรัฐอเมริกาในมหกรรมกีฬ่โอลิมปิกด้วย

การออกกำลังกายของเลบรอนนั้นเรียกว่าเป็นโปรแกรมเหมือนหุ่นยนต์ที่ต้องทำทุกสัปดาห์ ทุกวันก็ไม่ผิดนัก ในทุกๆ วันจะมีหน่วยซีลมาช่วยดูสภาพความฟิต เทรนเนอร์ที่เข้ามาดูเรื่องกล้ามเนื้อ นักชีวกลศาสตร์การกีฬาที่มาช่วยดูภาพรวม ในทุกๆ วันเลบรอนจะออกกำลังกาย 5 วันต่อสัปดาห์ เขาจะตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อมาฟิตตามโปรแกรมที่ทางทีมงานทุกคนได้วางแนวทางเอาไว้ให้ และทำมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า


Photo : Facebook : LeBron James

“มันน่าเบื่อไหม?” หลายคนรอบๆ ตัวเลบรอน ถามคำถามนี้ เพราะรู้ว่าในแต่ละวันสิ่งที่เลบรอน เจอซ้ำๆ ก็คือการกินอกไก่ พาสต้า สลัด โปรตีน ผลไม้ ส่วนพิซซ่า แซนวิช มันฝรั่งทอด เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง กินได้เพียงนานๆ ที โดยในทุกๆ วันเขาต้องกินอาหาร 6 มื้อ ไล่ตามเวลาดังนี้

มื้อที่ 1 เวลา 6.25 น. : ขนมปังกับเนยถั่วลิสง, สตอเบอรี่, ชีส
มื้อที่ 2 เวลา 9.30 น. : น้ำส้ม 1 แก้ว, กล้วยต้ม, นมไขมันต่ำ, อาหาร
มื้อที่ 3 เที่ยง : เนื้อย่าง, ขนมปังธัญญาพืช, สลัด (ผักกาด, หอม, กระเทียมราดด้วยมัสตาด, ชีส), นมไขมันต่ำ
มื้อที่ 4 เวลา 14.30 น. : บลูเบอรี่, โยเกิร์ตธรรมชาติ, นม, กราโนล่า
มื้อที่ 5 เวลา 18.00 น. : สตอเบอรี่ม น้ำส้มม โยเกิร์ตไขมันต่ำและน้ำผึ้งม อาหาร
มื่อที่ 6 เวลา 20.00 น. : สลัด

หลังจากที่ข้อมูลการออกกำลังกายของเลบรอนออกไปทั่วโลกโซเชียล หลายคนบอกว่ามันเป็นโปรแกรมหุ่นยนต์ดีดีนั่นเอง แถมนี่ยังไม่รวมการซ้อมปกติของเขาที่ต้องไปซ้อมยิงบอล ซ้อมการเลี้ยงบอล ซ้อมทีมกับเพื่อนๆ อีก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสื่อมวลชนย่อมต้องยิงคำถามใส่ว่า “ไม่เบื่อกับกิจวัตรแบบนี้บ้างเลยหรือ?” ซึ่งเลบรอนได้ตอบมันว่า “ผมทำสิ่งเหล่านี้ในทุกๆวัน เพื่อให้ร่างกายผมอยู่ได้ และแข็งแกร่งได้นานที่สุด มันเป็นการทำงานของผม ผมไม่เบื่อกับมันนะ เพราะผมทำมันมาโดยตลอด และผมมีความสุขที่ทำมัน มันเป็นการสร้างความแข็งแกร่งของผมให้เพิ่มขึ้น  จะว่าไปผมก็ไม่ได้หักโหมอะไรเลยนะ” เลบรอนกล่าวติดตลกตอนท้าย

และอย่างที่ทราบว่านักบาสเกตบอลหลายคนนั้นโปรดปรานกับแซนวิช พิซซ่า มันฝรั่งทอด ซึ่งเหล่านี้ก็เป็นอาหารโปรดของเลบรอนตอนเด็กด้วยเช่นกัน เกี่ยวกับเรื่องนี้เขาได้บอกว่า “ไม่ใช่ผมไม่อยากกินนะ แต่ระเบียบวินัยของร่างกายผมต้องมาก่อน จะว่าไปเขาก็ไม่ได้ห้ามจริงจังนะ พวกแซนวิช พิซซ่า พวกนี้บางครั้งผมก็อยากกิน แต่ก็ต้องอดใจไว้ ถ้าอยากจริงๆ จะต้องเป็นตอนหลังแข่งเสร็จเลย หรือไม่ก็ปิดฤดูกาลไปแล้ว” เลบรอนกล่าว

ส่วนโรนัลโด้ก็แทบไม่ต่างกันกับโปรแกรมการออกกำลังกายเหล่านี้ โรนัลโด้มักจะบอกเสมอว่า “ถ้าคุณไม่ยอมลำบาก คุณก็จะไม่มีวันได้สิ่งที่ต้องการมา” เลบรอนออกกำลังกายเพื่อให้ฟิตอย่างไร โรนัลโด้ก็แทบไม่แตกต่าง ในทุกๆ วันโรนัลโด้จะมีการออกกำลังกายส่วนตัวพร้อมกับทีมชุดเทรนเนอร์ นักโภชนาการไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน โดยตารางของโรนัลโด้นั้นเริ่มจากการวิ่งคาดิโอ 30 นาที ต่อด้วยการซ้อมวิ่งระยะสั้น (สปีด) อย่างรวดเร็ว และซ้อมสภาพความฟิตของร่างกายอย่างหนักตามมาด้วย


Photo : Facebook : Cristiano Ronaldo

โรนัลโด้จะมีวินัยในเรื่องของการกินที่เคร่งครัดมาก มื้อเช้าเขาจะเน้นการกินโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต ผลไม้ ธัญพืช ส่วนในกลางวันจะเน้นในเรื่อง อาหารแคลลอรี่ต่ำ ผักและผลไม้ ทั้ง อกไก่ พาสต้า หรือซีซาร์สลัด  และมือเย็นจะเน้นอาหารพวกเส้นใย ตั้งแต่ อกไก่ ถั่วเขียว ข้าว เวย์โปรตีนไอโซเลต นอกจากนี้ยังมีมื้อรองๆอีกยิบย่อย ด้วยโปรแกรมที่การกินที่เคร่งครัด และรูปแบบการซ้อมที่ต่างจากคนทั่วไป ทำให้โรนัลโด้นั้นมีร่างกายที่แข็งแกร่งมากในวัย 33 และมีไขมันในร่างกายต่ำกว่า 10% ซึ่งเหล่านี้โรนัลโด้บอกว่ามันเป็น “หน้าที่ของนักกีฬาอาชีพ เขาไม่ได้รู้สึกเบื่อที่จะทำมันเลย”

พื้นฐานความเป็นนักสู้ ความกระหายในความสำเร็จ และระเบียบวินัยของทั้ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ เลบรอน เจมส์ นั้นต่างถือว่าสุดยอดด้วยกันทั้งคู่ เพราะถ้ามานั่งคิดดูแล้วไม่ต้องถึงคนธรรมดาทั่วๆ ไป นักกีฬาอาชีพบางคนยังไม่ทำ และไม่มีใครอยากที่จะทำสิ่งเหล่านี้ เพราะมันต้องทำซ้ำๆ แบบเดิมๆ ในทุกๆ วัน แต่ทั้งโรนัลโด้และเลบรอน ไม่เคยปริปากบ่นถึงความเหนื่อย ความเบื่อเหล่านี้เลย เบื้องหลังความสำเร็จของทั้งคู่ มันมาจากระเบียบวินัยที่มากกว่าคำว่านักกีฬาอาชีพของทั้งคู่นั่นเอง



ชื่นชอบบทความนี้ของ : วัชรินทร์​ จัตุชัย​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง