Stories

เสมอไทย - ชนะกาตาร์ : อุบัติเหตุลูกหนังหรือตั้งใจของฟุตบอลบังคลาเทศ?



การแข่งขันฟุตบอลในมหกรรมกีฬาครั้งที่ 18 ที่ประเทศอินโดนีเซียคราวนี้มีเหตุการณ์มากมายให้พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นทีม ‘ชบาแก้ว’ หรือฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ที่เข้ารอบน็อกเอาต์ได้จากการเป็นทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด แม้จะแพ้รวดทั้ง 2 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม แต่ที่ดูจะช็อกกว่าคงหนีไม่พ้นเรื่องราวของทีมชาย ซึ่งทีมชาติบังคลาเทศหักปากกาเซียน เขี่ยไทย อันดับ 4 คราวก่อน รวมถึงกาตาร์ เจ้าภาพฟุตบอลโลก 2022 เข้ารอบน็อกเอาต์ได้ชนิดสุดเซอร์ไพรซ์


 

และนั่นนำมาซึ่งคำถามที่แฟนบอลสงสัยทั้งเอเชียว่า วงการฟุตบอลบังคลาเทศพัฒนาแล้วจริงๆ หรือว่านี่คือเหตุการณ์พิเศษที่ร้อยวันพันปีจะเกิดขึ้นสักทีกันแน่? Main Stand ขอขุดเจาะลึกเบื้องหลังของวงการลูกหนังบังคลาเทศมานำเสนอกัน

 

มวยรองบ่อน

ความเก่าแก่ของทีมฟุตบอลชาติบังคลาเทศนั้นจะว่าไปก็ใกล้เคียงกับตัวประเทศเลยทีเดียว เพราะหลังได้รับเอกราชจากปากีสถานเมื่อปี 1971 ปีต่อมา สหพันธ์ฟุตบอลบังคลาเทศ หรือ BFF ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ก่อนที่เกมแรกของทีมชาติจะมีขึ้นในปี 1973 ซึ่งคู่ต่อสู้ในวันนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นทีมชาติไทยนั่นเอง


Photo : Facebook : Bangladesh Football Federation

ยิ่งไปกว่านั้น ทัวร์นาเมนต์ใหญ่แรกของพวกเขายังไม่ต้องรอนาน เพราะในปี 1980 บังคลาเทศก็สามารถผ่านรอบคัดเลือกเข้าไปเล่นในฟุตบอลเอเชี่ยนคัพรอบสุดท้ายได้สำเร็จ แม้พวกเขาต้องตกรอบแรกด้วยสถิติแพ้รวดทุกนัดในรอบสุดท้ายที่ประเทศคูเวตในคราวนั้นก็ตาม

และถึงช่วงทศวรรษที่ 1990 จะเป็นช่วงที่ทีม ‘เสือเบงกอล’ มีอันดับโลกฟีฟ่าที่ดีที่สุด ด้วยการขึ้นไปถึงอันดับ 110 ของโลกเมื่อปี 1996 แต่ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จในสนามนั้นเกิดขึ้นในช่วงก้าวสู่สหัสวรรษใหม่ เมื่อทีมสามารถคว้าแชมป์เอเชียใต้ได้ในปี 2003 ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ รวมถึงรองแชมป์อีก 2 ครั้งในปี 1999 และ 2005

ทว่านับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผลงานของทีมชาติบังคลาเทศก็คืบคลานสู่ยุคมืด เมื่อพวกเขาประสบกับความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่อง กระทั่งอันดับโลกฟีฟ่าดำดิ่งถึงจุดต่ำสุดในปีนี้กับอันดับที่ 197 และมีแนวโน้มว่าพวกเขาจะต้องจมอยู่ตรงนั้นไปอีกนานเลยทีเดียว

 

ปัญหามากมายที่รอการแก้

จากผลงานและอันดับโลกอันแสนย่ำแย่นี้ หลายคนย่อมสงสัยแน่ว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุใด ซึ่งดูเหมือนว่า ปัญหานั้นมีมากมายชนิดหยิบตรงไหนขึ้นมาก็เจอ


Photo : Facebook : Bangladesh Football Federation

เริ่มตั้งแต่เรื่องโค้ชทีมชาติชุดใหญ่ เพราะในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ บังคลาเทศใช้โค้ชมากถึง 20 คน ส่วนใหญ่มีโอกาสพิสูจน์ฝีมือไม่ถึง 1 ปีก็ต้องลงจากตำแหน่ง และหากลงลึกไปที่สัญชาติของกุนซือก็จะพบว่า นอกจากโค้ชท้องถิ่นแล้ว ยังมีกุนซืออีกถึง 10 สัญชาติที่ผลัดเปลี่ยนเข้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้ ทั้งอังกฤษ, บราซิล, ฮอลแลนด์, อิตาลี ฯลฯ ทำให้การสร้างทีม วางแท็คติก ไม่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งไปกว่านั้น แม้ดินแดนแห่งนี้จะมีประชากรมากมายถึงกว่า 170 ล้านคนในปัจจุบัน แต่การหาทรัพยากรนักเตะนั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องยากยิ่ง เรื่องดังกล่าวได้รับการสะท้อนจาก ซาเลก ซูฟี นักข่าวจากสำนัก Banglanews24 ว่า

“อันที่จริงชาวบังคลาเทศชื่นชอบกีฬาฟุตบอลมากนะ แต่หลายคนกลับไม่รู้เรื่องราวของวงการฟุตบอลในประเทศนี้เลย ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนานักเตะเยาวชนก็ไม่ดีเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่เรามีประชากรเยอะมาก”

ซูฟีกล่าวเสริมต่อว่า “ปัญหาใหญ่มากๆ ประการหนึ่งเลยก็คือ สมัยที่ผมยังเด็ก เรามีพื้นที่สีเขียวให้คนมาเล่นกีฬาเยอะอยู่นะ แต่เดี๋ยวนี้พื้นที่เหล่านั้นมันหายไป แถมเด็กๆ ต้องเรียนหนังสือหนักขึ้นจนแทบไม่มีเวลาทำกิจกรรมอะไรแบบนี้ ขณะเดียวกันก็มีปัญหายาเสพติดเข้ามาด้วย และพอมีนักเตะเยาวชนฝีเท้าดีโผล่มา การพัฒนาระหว่างทางกลับทำให้เด็กๆ ที่มีพรสวรรค์เหล่านี้หายไปจากสารบบเสียอย่างนั้น”

ดูเหมือนว่าระบบพัฒนานักเตะเยาวชนของประเทศจะเป็นสาเหตุสำคัญมากๆ ประการหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งจะว่าไปนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ถูกพูดกันมานานกว่าทศวรรษ และหนึ่งในนั้นคือ ฮาซานุซซามาน บาบลู อดีตนักเตะทีมชาติ

“สมัยที่เราคว้าแชมป์เอเชียใต้เมื่อปี 2003 จอร์จ คอตตาน เฮดโค้ชชาวออสเตรียของทีมชุดนี้บอกว่า ‘ฟุตบอลบังคลาเทศจะหมดอนาคตแน่หากเรายังละเลยการพัฒนานักเตะเยาวชน’ และตอนนี้เราต้องชดใช้ด้วยความผิดพลาดราคาแพงที่มองข้ามเรื่องนี้มาตลอดแล้ว” บาบลูเผย

นอกเหนือจากนั้น ความไม่เป็นมืออาชีพของวงการฟุตบอลบังคลาเทศ ยังได้ถูกถ่ายทอดผ่านอดีตกุนซือทีมชาติ ซึ่งแฟนบอลชาวไทยน่าจะคุ้นชื่ออยู่ไม่น้อย โดย แอนดรูว์ ออร์ด อดีตเฮดโค้ช บีอีซี เทโรศาสน (โปลิศ เทโร ในปัจจุบัน) และ แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี ยอมรับในการสัมภาษณ์กับ FourFourTwo Thailand เลยว่า ช่วงเวลาที่เข้าไปคุมทีมชาติ ถือเป็นช่วงเวลาที่ตกต่ำสุดของวงการฟุตบอลที่นั่นอย่างแท้จริง


Photo : Facebook : www.fourfourtwo.com

“ที่นั่นไม่มีสนามซ้อม ไม่มีโค้ชอาชีพ ไม่มีโค้ชผู้รักษาประตู ไม่มีทีมฟิตเนส ไม่มีทีมแพทย์ ทุกทีมไม่มีความเป็นมืออาชีพ สั้นๆ เลยคือ ไม่มีอะไรเลย ส่วนสไตล์การเล่น พวกเขาก็เน้นการบอมบ์ยาว ใช้ลูกกลางอากาศ เพื่อให้เข้ากับนักเตะต่างชาติซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวแอฟริกัน แต่นักเตะท้องถิ่นไม่ได้สูงใหญ่ จะให้ไปเล่นแบบนั้นมันก็ไม่ได้ ดูเหมือนไม่มีวันที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จได้เลย” กุนซือชาวอังกฤษ-ออสเตรเลียเผยถึงช่วงเวลาดังกล่าว

แน่นอนว่า หนึ่งในผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับความล้มเหลวซ้ำซากของวงการฟุตบอลบังคลาเทศ คงหนีไม่พ้น คาซิ ซาลาฮุดดิน ประธาน BFF คนปัจจุบัน เพราะแม้จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวมาจนถึงปีที่ 10 ในตอนนี้ หลังได้รับการเลือกตั้งเป็นสมัยแรกเมื่อปี 2008 รวมถึงยังเป็นคนที่รู้เรื่องราวภายในเป็นอย่างดีจากการที่เคยเป็นอดีตนักเตะทีมชาติมาก่อน แต่กลับไม่มีพัฒนาการในแง่ดีให้เห็นเป็นรูปธรรมเท่าใดนัก

ถึงกระนั้น หากจะกล่าวว่าซาลาฮุดดินไม่มีผลงานเลยก็คงจะไม่ได้ เพราะหนึ่งในผลงานที่ประธาน BFF ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ก็คือการเดินหน้าแผนพัฒนาฟุตบอลของประเทศตั้งแต่ปีแรกที่ได้รับตำแหน่ง โดยก่อนหน้านี้พวกเขาได้รับเงินสนับสนุนจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ในการสร้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียม 11 คนตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อที่เด็กๆ และผู้ที่รักกีฬาฟุตบอลจะสามารถเล่นกีฬานี้ได้โดยไม่ต้องประสบปัญหาพื้นสนามเละเป็นปลักโคลนจากสายฝน ล่าสุดแผนพัฒนาดังกล่าวเพิ่งเข้าสู่เฟส 3 เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งคราวนี้เน้นน้ำหนักไปที่การสร้างโค้ชและสร้างนักเตะเยาวชนสายเลือดใหม่ โดยได้รับการอนุเคราะห์จากสหพันธ์ฟุตบอลบราซิล (CBF) ที่ส่งโค้ชมาช่วยทำการฝึกสอนด้วย


Photo : Facebook : Bangladesh Football Federation

ถึงกระนั้น เรื่องดังกล่าวก็ยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ให้ผลผลิตที่สร้างขึ้นมาเติบโต และนั่นนำมาซึ่งอีกคำถามว่า ความสำเร็จเกินความคาดหมายในศึกเอเชี่ยนเกมส์คราวนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

 

วันใหม่เสือเบงกอล

คำตอบก็คือ ก่อนที่แผนพัฒนาฟุตบอลของบังกลาเทศจะเข้าสู่เฟส 3 ทาง BFF ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากอีกประการเมื่อปี 2016 นั่นคือการตั้ง พอล สมอลลี่ย์ เป็นประธานพัฒนาเทคนิค ที่แม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงในสมัยที่เป็นนักเตะมากนัก แต่ก็มีประสบการณ์ด้านงานโค้ชมาไม่น้อย เมื่อเขาผ่านหลักสูตร เอ ไลเซนส์ ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) กับสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) รวมถึงผ่านการทำงานกับทีมเยาวชนมาอย่างโชกโชน


Photo : Facebook : Bangladesh Football Federation

ด้วยความถนัดนี้เอง ทำให้สิ่งแรกที่สมอลลี่ย์ทำหลังเข้ารับตำแหน่ง คือการรื้อโครงสร้างทั้งระบบ กุนซือทีมชาติชุดใหญ่ ต้องรับงานคุมทีมชุดเยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีด้วย เพื่อความต่อเนื่องในการสร้างนักเตะสายเลือดใหม่ ด้วยเหตุนี้ สมอลลี่ย์จึงได้ประสานงานกับออร์ดที่เข้ามารับตำแหน่งในปีถัดมาในการพัฒนาทีมชาติทั้งระบบ

ซึ่งประเด็นแรกที่ออร์ดเสริมสร้างก่อนสิ่งอื่นๆ คือทัศนคติ โดยเจ้าตัวเผยผ่าน FourFourTwo Thailand ว่า “สิ่งแรกที่ผมต้องการให้นักเตะชุดนี้มีคือทีมสปิริต ถ้าคุณใจสู้ คุณมั่นใจในตัวเอง คุณลงไปในสนามยังไงคุณก็ไม่แพ้เขา”

และทีมสปิริตที่สมอลลี่ย์กับออร์ดร่วมกันปลูกฝัง รวมถึงการวางแท็คติกที่เหมาะสมกับผู้เล่น ก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ทีมชาติบังคลาเทศชุด U-18 สามารถก้าวขึ้นไปเป็นรองแชมป์เอเชียใต้ได้สำเร็จเมื่อปีที่ผ่านมา และแม้จะพลาดโอกาสลุ้นไปแข่งในฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปีรอบสุดท้าย หลังตกรอบคัดเลือกของศึกชิงแชมป์เอเชียไปเสียก่อน แต่ผลงานของ 2 รายการดังกล่าวก็เป็นบทพิสูจน์ว่า บังคลาเทศไม่ใช่หมูในอวยให้ทีมอื่นๆ เชือดอีกต่อไป

และแม้กุนซือเลือดอังกฤษ-ออสเตรเลียผู้นี้จะประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อช่วงต้นปี 2018 แต่ทาง BFF ก็ได้ตัวกุนซือคนใหม่ที่มีดีกรีไม่แพ้กันมาแทน นั่นคือ เจมี่ เดย์ อดีตนักเตะเยาวชนของ อาร์เซน่อล และทีมชาติอังกฤษชุด U-18 รุ่นเดียวกับ ไมเคิ่ล โอเว่น ที่เปลี่ยนความผิดหวังจากการต้องแขวนสตั๊ดก่อนเวลาอันควรจากอาการบาดเจ็บ หันหน้าสู่วงการโค้ชจนได้ เอ ไลเซนส์ จากทางยูฟ่า รวมถึงผ่านประสบการณ์ในการทำทีมไม่น้อยหน้าออร์ดหรือสมอลลี่ย์เลยแม้แต่น้อย


Photo : Facebook : Bangladesh Football Federation

และสิ่งต่อมาที่นักเตะทีมชาติได้รับการเสริมนั่นคือ ความฟิต ซึ่งเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคของออร์ด ด้วยการเรียกนักเตะทีมชาติเข้าแคมป์เก็บตัวเป็นระยะๆ ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2018 ก่อนจะเพิ่มความเข้มข้นขึ้นหลังจากเดย์เข้ามารับตำแหน่งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

ผลที่ได้ก็คือ นอกจากนักเตะชุดเอเชี่ยนเกมส์ของบังคลาเทศจะมีสไตล์วิ่งสู้ฟัดแล้ว พวกเขายังสามารถยืนระยะได้ตลอดทั้ง 90 นาที อาการเหี่ยวปลายแรงหมดช่วง 10-20 นาทีสุดท้ายของการแข่งขันไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น สมอลลี่ย์และเดย์ยังได้ให้ลูกทีมศึกษาการเล่นของคู่แข่ง เพื่อวางแผนรับมือให้ได้ผลอีกด้วย

และแม้ทีมเสือเบงกอลจะพลาดท่าต่ออุซเบกิสถานในนัดแรก แต่การเสมอไทย 1-1 แบบที่ได้ขึ้นนำก่อน รวมถึงผลงานช็อกเอเชีย เฉือนชนะกาตาร์ 1-0 ในช่วงทดเจ็บ ก็ทำให้บังคลาเทศเข้าถึงรอบน็อกเอาต์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่ง จามาล ปุยยาน ฮีโร่ผู้ซัดประตูชัยให้ทีมเปิดใจหลังความสำเร็จครั้งนี้ว่า “แม้กาตาร์จะมีทรัพยากรที่เหนือกว่าชนิดเทียบกันไม่ได้ แต่สิ่งที่บังคลาเทศชุดนี้มีคือหัวใจนักสู้ และนั่นทำให้เราชนะ”


Photo : www.dhakatribune.com

ขณะที่เดย์ กุนซือของทีมยอมรับว่า “ตอนเดินทางมา ผมหวังให้ลูกทีมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด แต่ตอนนี้ชื่อของพวกเขาได้ถูกจารึกในประวัติศาสตร์แล้ว หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นโชค แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นผลจากการทำงานหนัก เพราะความฟิต, ทีมสปิริต และการจัดการภายในทีม ไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างได้เพียงชั่วข้ามคืน”

ถึงตรงนี้เรายังไม่อาจคาดเดาได้ว่า เส้นทางของทีมชาติบังคลาเทศในเอเชี่ยนเกมส์คราวนี้จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นก็คือ ทีมเสือเบงกอลกำลังเริ่มคืบคลานสู่วันใหม่แล้ว และเมื่อผลลัพธ์จากแผนพัฒนาฟุตบอลของชาติเริ่มเติบใหญ่ เราน่าจะได้เห็นวงการลูกหนังบังคลาเทศที่มีอนาคตสดใสกว่าที่เคยเป็นมา...


Photo : Facebook : Bangladesh Football Federation

ขอเพียงแค่พวกเขามีความอดทน มั่นคงกับแผนการที่วางไว้อย่างเป็นระบบมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเท่านั้น

 

แหล่งที่มา

http://www.banglanews24.com/english/sports/article/69323/Why-Bangladesh-at-rock-bottom-of-FIFA-ranking
https://www.bff.com.bd/this-is-football-plan/
https://www.daily-sun.com/post/316775/2018/06/21/Brazil-to-provide-support-for-development-of-football-in-Bangladesh
https://www.dhakatribune.com/sport/football/2018/08/19/bangladesh-qualify-to-knockouts-in-asiad
http://www.espn.com/soccer/blog/football-asia/153/post/2631782/bangladesh-a-sleeping-giant-in-world-football
https://www.fifa.com/about-fifa/news/y=2013/m=3/news=football-turf-pitch-bangladesh-takes-centre-stage-2030511.html
https://www.fourfourtwo.com/th/features/epidkphuupanchnaathipaendruuw-rd-yaaeaanaketaaithyaipepriiybethiiybkabeliik
http://ibtbd.net/football-academy-mirage-bangladesh/
http://www.newagebd.net/article/41430/its-day-to-lift-football-from-dark
http://www.thedailynewnation.com/news/128054/bff-believes-phase-3-to-help-development-of-football-in-bangladesh
https://www.thedailystar.net/sports/football/dawn-new-day-1577920
https://www.thedailystar.net/news/sports/blame-it-salahuddin-1622746
https://www.thedailystar.net/news/sports/football/these-boys-will-go-down-history-1623223



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง