Stories

หมากนอกสนามอันแยบยลของ...เคซุเกะ ฮอนดะ



"เบ็คแฮมแห่งเอเชีย" คือคำเปรียบเทียบที่เหมาะสมกับ เคซึเกะ ฮอนดะ อย่างแท้จริง แม้ว่าในเเง่ของฝีเท้าและชื่อเสียงดาวเตะชาวญี่ปุ่นอาจจะไม่สามารถเทียบกันได้เเบบเป๊ะๆ ทว่า ฮอนดะ คือนักเตะที่เล่นกับสื่อได้อย่างชาญฉลาด เขาวางหมากในเรื่องการบริหารภาพลักษณ์ในทุกย่างก้าว


 

อันที่จริงภูมิหลังเขามาจากครอบครัวยากจน แต่ชีวิตและทัศนคติของเขาเต็มไปด้วยความมุมานะ เขาไม่ยอมแพ้ วางตัวดีเสมอ และมีวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่นอกสนาม   

ท่ามกลางเส้นทางค้าแข้งที่แสนโลดโผนของเขา นักเตะชาวญี่ปุ่นคนนี้ได้วางแผนอะไรไว้บ้าง... Main Stand ขอย้อนพาไปให้เห็นว่าเคซุเกะ ฮอนดะ คนนี้ยิ่งใหญ่กว่า “นักฟุตบอลเอเชียคนหนึ่ง” อย่างไร

 

แน่วแน่แบบ (หรือยิ่งกว่า) เบ็คแฮม

"ที่โรงเรียนเมื่อใดก็ตามที่คุณครูถามความฝันในอนาคต ผมจะตอบไปว่า "ผมอยากเป็นนักฟุตบอล" พวกเขาจะตอบกลับว่า "ไม่สิ เธอควรไปหางานที่มั่นคง ....แต่ถึงอย่างนั้นการเป็นนักฟุตบอลคือสิ่งเดียวที่อยากจะทำ" นี่คือสิ่งที่ เดวิด เบ็คแฮม เล่าถึงเรื่องของเขาในวัยเด็ก  เรื่องราวมันชัดเจนตั้งแต่เขาจำความได้ และนี่อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมเขาจึงประสบความสำเร็จบนเส้นทางของการเป็นสุดยอดนักฟุตบอล

กับ ฮอนดะ เองก็ไม่ต่างกัน ครอบครัวของเขายากจน พ่อกับแม่ของเขาหย่าร้างกัน ในวัยเด็กเขาต้องย้ายไปอยู่กับย่า ถึงแม้ว่าฮอนดะ จะรักและเทิดทูนคุณย่าแบบสุดหัวใจ แต่บางครั้งมุมมองของเขาทั้งสองคนต่างกัน

ฮอนดะ เคยเล่าว่าเขาต้องอาศัยในอพาร์ทเม้นต์ที่มีความกว้างแค่ 100 ตารางฟุต เป็นห้องเดี่ยวที่จะต้องอยู่กัน 4 ชีวิต มันมีเพียงพื้นที่แคบๆให้เขาได้หลับนอน ทุกครั้งที่มีคนพลิกตัวรับรองได้ว่าขาจะต้องไปเกี่ยวกับใครคนหนึ่งที่นอนอยู่ข้างๆแน่นนอน

"เอาล่ะ เราไม่ได้ร่ำรวย และเราไม่มีวันจะร่ำรวยหรอก แต่นี่ล่ะคือชีวิต เราต้องอยู่กับมันให้ได้ และเลิกที่จะโทษฟ้าโทษดิน" ฮอนดะเล่าถึงสิ่งที่ย่าของเขาพร่ำสอนเสมอ ซึ่งเขาก็เปิดเผยว่าเขาเองไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่อย่างน้อยการสู้กับความยากจน ก็ทำให้เขาอดทน และสู้ชีวิตเพื่อแรงปรารถนาที่แข็งกล้ากว่าเด็กๆทั่วไป

ฮอนดะ  เคยเขียนเรียงความไว้เมื่อตอนอายุ 13 ปี เกี่ยวกับสิ่งที่เขาอยากจะเป็น และไม่น่าเชื่อว่าหลายสิ่งที่เด็กชายฮอนดะเคยเขียนไว้ เกิดขึ้นจริงในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็นความหวังที่จะได้สวมใส่เสื้อหมายเลข 10 เล่นฟุตบอลในอิตาลี (เขาทำได้กับ มิลาน) การเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียงของโลก และการเป็นนักเตะซูเปอร์สตาร์ของทีมชาติญี่ปุ่น

"เมื่อผมโตขึ้นผมอยากที่จะเป็นนักฟุตบอลอันดับ 1 ของโลก ไม่ใช่สิ จะต้องเป็นอันดับ 1 ให้ได้”

"เพื่อจะเป็นผู้เล่นอันดับ 1 ของโลก จึงต้องฝึกซ้อมให้มากกว่าใครในโลก ดังนั้นผมจึงพยายามอยู่ในตอนนี้”

"แม้ตอนนี้ผมยังเป็นนักเตะที่ยังไม่เก่ง แต่ผมก็จะพยายามเพื่อให้เป็นนักเตะอันดับ 1 ของโลกให้ได้

"และเมื่อผมกลายเป็นนักเตะอันดับ 1 ของโลก ผมก็จะกลายเป็นเศรษฐีและจะเอาเงินมาให้พ่อแม่"

“ผมจะกลายเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียงในฟุตบอลโลก และถูกเรียกตัวไปเล่นให้กับทีมในเซเรีย อา”

“จากนั้นผมจะกลายเป็นตัวหลักและได้สวมเบอร์ 10 ลงเล่นให้กับทีม”

“ผมอยากมีรายได้ประมาณ 4 พันล้านเยนต่อปี (ประมาณ 1,200 ล้านบาท)”

“ความฝันของผมคือวันหนึ่งผมจะเซ็นสัญญากับ Puma ได้ออกแบบรองเท้าสตั๊ดและชุดกีฬาให้พวกคนจากทั่วโลกมาซื้อผลิตภัณฑ์ของผม”

“จากนั้นผมจะลงเล่นในฟุตบอลโลก ทัวร์นาเมนต์ที่ทุกคนในโลกให้ความสนใจในทุกๆ 4 ปี”

“หลังจากทำผลงานได้ดีที่อิตาลี ผมจะกลับไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อรับหมายเลข 10 จากสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น และกลายเป็นดาวเด่นของทีมชาติ”

“ผมอยากจะชนะบราซิล 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก”

“ความฝันของผมคือตั้งทีมกับพี่ชาย (ฮิโรยูกิ ฮอนดะ ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพเมื่อปี 2005 แต่ต้องเลิกเล่นเพราะปัญหาอาการบาดเจ็บ ปัจจุบันเป็นเอเยนต์ให้เคซึเกะ) และเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เราจะผลัดกันจ่ายบอลสวยๆให้แก่กัน และทำประตูให้ได้”

การสู้ไม่ถอยทำให้ภาพตามที่เคยวาดไว้ของ ดช.ฮอนดะ กลายเป็น เคซึเกะ ฮอนดะ ที่เรารู้จัก  

เขากลายเป็นยอดนักเตะที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น และในยุโรปในช่วงเวลาที่เขาไปถึงจุดพีก ทว่าการสร้างตัวตนให้โลกได้รู้จักในฐานะ “ไอคอนฟุตบอล” ฮอนดะ ต้องทำในสิ่งที่นักฟุตบอลทั่วไปไม่ได้ทำ และความเก่งกาจในสนามอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ

 

เก่งไม่พอ...ต้องเท่ด้วย

แฟนลูกหนังทั่วโลกอาจจะรู้จัก ฮอนดะ ในฐานะพ่อค้าแข้งผู้มีความช่ำชองในเท้าซ้ายที่ไม่เป็นสองรองใคร เขาคือแม่ทัพใหญ่ของทีมชาติญี่ปุ่นมาตลอดระยะ 10 ปีหลังสุด ทว่าเขายังมีบทบาทอื่นๆ ที่ทำให้ตัวเขาเองกลายเป็น "ไอคอนฟุตบอล" ในช่วงเวลาหลังจากนี้ไป

อาจจะมีการถกเถียงกันบ้างว่าใครคือนักเตะที่เก่งที่สุดของญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษหลัง คำถามนี้ก่อให้เกิดเสียงแตกมากมายจากรายชื่อนักเตะอย่าง มาโกโตะ ฮาเซเบะ, ชินจิ คากาวะ, ชินจิ โอกาซากิ และ ตัวของ ฮอนดะ เอง อย่างไรก็ตามหากมองกันในแง่ของความเป็นไอคอน (ผู้ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ฟุตบอลญี่ปุ่น) ไม่มีนักเตะคนไหนจะโดดเด่นไปกว่า ฮอนดะ อีกเเล้ว  

ในช่วงที่ ฮอนดะ ยังเล่นฟุตบอลอยู่ในยุโรปกับ ซีเอสเคเอ มอสโก เขาย้อมผมทองด้วยลุคที่แสนโฉบเฉี่ยว ช่วงเวลานั้นมีการพูดถึงเขาในแง่ของการสืบทอดเป็น ฮิเดโตชิ นากาตะ คนต่อไป

ไม่ใช่แค่การอุปโลกน์คิดไปเองเท่านั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าใช่ความบังเอิญหรือเปล่าเมื่อฮอนดะ มักปรากฎตัวผ่านหน้าสื่อด้วยการใส่ชุดสูทเข้ารูป, สวมเเว่นดำคุมโทนให้ดูเป็นหนุ่มเท่มากกว่าจะเป็นแข้งเอเชี่ยนอินโนเซ้นส์เหมือนกับคนอื่นๆ  ส่วนหนึ่งที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเขาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Narita Collection ต่อจากเจ้าของตำแหน่งเก่า (คนก่อน) ฮิเดโตชิ นากาตะ ด้วย

ครั้งหนึ่งสไตล์ของ ฮอนดะ ถูกพูดถึงในโลกโซเชี่ยลไว้อย่างน่าสนใจ และสามารถบอกถึงความเป็นแฟชั่นนิสต้าของเขาได้เป็นอย่างดี เมื่อ ฮอนดะ สวมกางเกงยีนส์ และรองเท้า รวมถึงนาฬิกาของแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น ทว่าที่แขนอีกข้างหนึ่งของเขากลับสวมนาฬิกาอีก 1 เรือน  นั่นเท่ากับว่าเขาสวมนาฬิกา 2 เรือนพร้อมๆกัน


Photo : Facebook : Keisuke Honda

มีการตีความไปต่างๆนาๆ เขาสะสมนาฬิกาหรูเหรอ? หรือเขาตั้งเวลา 2 เรือนให้เป็นเวลาของ ญี่ปุ่น และ มอสโก? หรือแค่สวมใส่สองข้างเพื่อให้รู้สึกสมดุลกันก็แค่นั้น?

ที่สุดเเล้วเจ้าตัวบอกแค่ว่า "แล้วใครคนไหนออกกฎว่าต้องสวมนาฬิกาข้างเดียวเหรอ?" ดูเป็นคำตอบง่ายๆ แต่มันสะท้อนให้เห็นว่า "เขาแตกต่าง" โดยธรรมชาติ ไม่ได้ปรุงแต่ง และพยายามจะทำตัวเป็นซูเปอร์สตาร์เพียงอย่างเดียว เพราะ ณ เวลานั้น เขาคว้าแชมป์ลีกกับ ซีเอสเคเอ มอสโก พร้อมทั้งคว้ารางวัลนักเตะญี่ปุ่นประจำปี 2010 ของประเทศอีกต่างหาก

ความเป็นไอคอนของ ฮอนดะ ถูกพูดถึงจาก  Carlo Gariglio ซีอีโอของแบรนด์เสื้อผ้าบุรุษของอังกฤษชื่อดังอย่าง dunhill ว่า ฮอนดะ คือจุดที่ทำให้แบรนด์ของเขา อยากเจาะตลาดเอเชียบ้าง โดยเฉพาะฝั่งญี่ปุ่นที่เป็นตลาดใหญ่ และขาดซูเปอร์สตาร์จริงๆ หลังจากหมดยุคของนากาตะ

"เราอาจจะเป็นแบรนด์จากอังกฤษ และฟุตบอลก็เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรามากๆ แต่เหนือไปกว่านี้ลองไปดูทีมชาติญี่ปุ่นตอนนี้สิ พวกเขาดูดีมากจริงๆ คุณว่าไหมล่ะ?"

"นากาตะ และ เบ็คแฮ่ม คือสุดยอดนักเตะแบบไม่มีใครสงสัย ดังนั้นไม่ว่าพวกเขาจะใส่อะไร มันก็จะกลายเป็นแฟชั่นที่ดูสุดคูล  ในทางกลับกันพวกเขานั้นโฟกัสไปที่ฟุตบอล และการเล่นในสนามเป็นอันดับแรก ซึ่งหากฮอนดะโฟกัสถูกจุดผมมั่นใจเลยว่า ฮอนดะ จะเป็นเหมือน ฮิเดะได้แน่นอน"


Photo : www.nippon-ganbare.com

ฝีเท้าของฮอนดะผนวกเข้ากับความฉูดฉาดของการเป็นแฟชั่นนิสต้าคือสิ่งที่ทำให้เขา "พิเศษยิ่งกว่าใคร" การทุ่มเททำทุกอย่างในสนามเหมือนกับเป็นนักเตะโนเนม และการเป็นตัวของตัวเองในยามออกหน้าสื่อแสดงให้เห็นว่า ฮอนดะ รู้อยู่แก่ใจว่าชีวิตนักฟุตบอลนั้นแสนสั้น "และพวกเขาไม่อาจจะเตะฟุตบอลไปได้ตลอดชีวิต"

ตลอดช่วงเวลาที่ ฮอนดะ เล่นฟุตบอลระดับสูงเขาคือนักกีฬาที่ดึงดูดแบรนด์ระดับโลกทั้งการเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาของ  Coca-Cola,โพสต์ท่าเท่ๆพร้อมกับชั้นในชายแบรนด์ดัง Calvin Klein และอื่นๆอีกมากมาย เกินกว่าที่จะนับได้

 

ยิ่งกว่านักฟุตบอล

เริ่มแรกเลยเราจะขอพูดถึงบทบาทของนักลงทุนคนหนึ่ง ฮอนดะ เป็นผู้ถือครองบริษัท Honda Estilo ที่jมีหุ้นส่วน 3 คนคือตัวเขาเอง, ยูอิจิโร่ โอโฮริ โปรกอล์ฟชื่อดังของประเทศ และ มิยาบิ โอนิซึไก นักกีฬาสโนว์บอร์ดหญิงระดับแชมป์โลก  

บริษัทนี้เป็นเหมือนอคาเดมี่ฟุตบอลขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น Honda Estilo มีโรงเรียนฟุตบอลในสังกัดถึง 65 แห่งและมีนักเตะในสังกัดกว่า 3,500 คน เขายังได้สร้างสนาม  ZOZOPARK Honda Football Area ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกระดับเบอร์ต้นๆของญี่ปุ่นโดยมีสโลเเกนชวนปลุกใจอย่าง "เราต้องกล้าฝัน และต้องกล้าทำตามฝันของตัวเอง"


Photo : honda-sports-land.com/zozopark

ไม่ใช่แค่บทบาทฟุตบอลในประเทศเท่านั้นมุมมองและทรรศนะของ Honda Estilo ยังแผ่ขยายวงกว้างเข้าไปในยุโรป เพราะเมื่อปี 2015 เพิ่งเข้าซื้อกิจการสโมสร SV Horn ทีมในลีกดิวิชั่น 2 ของออสเตรียอีกด้วย

โดยโร้ดแมพ (Road - Map) ของศูนย์ฝึกของเขา ถูกวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยเริ่มจากการคัดดาวเด่นจากศูนย์ฝึก SOLTILO FAMILIA SOCCER SCHOOL สู่สโมสร SOLTILO FC ทีมที่ลงเล่นในทัวร์นาเม้นต์ระดับเยาวชน และหากมีเเข้งหัวกะทิพวกเขาจะส่งไปยังยอดของปิรามิด อย่าง SV HORN

นอกจากจะเป็นนักธุรกิจแล้ว ฮอนดะ ยังเป็นผู้ให้ความรู้และคืนกำไรสู่สังคมและเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆที่ขาดโอกาสในญี่ปุ่นเพื่อที่จะสร้างทรัพยากรในท้องถิ่นสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนอันที่สุดเเล้วผลประโยชน์จะเกิดขึ้นกับญี่ปุ่นเอง

บริษัท Honda Estilo เป็นเหมือนพลังในมือของฮอนดะที่ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจในประเทศ และกลายเป็นนักเตะที่แม้แต่ทั่วโลกก็ยอมรับว่าสามารถใช้คำว่า "สตาร์" ได้เต็มปาก การหาเครือข่ายและคอนเน็คชั่นของฮอนดะยังไม่จบแค่นั้นเพราะเมื่อไม่นานมานี้ วิล สมิธ และ เจเดน สมิธ 2 พ่อลูกซูเปอร์สตาร์ของฮอลลีวู้ด ก็กลายเป็น 1 ในพาร์ทเนอร์ที่ช่วยให้แบรนด์ของเขา เป็นที่รู้จักในวงกว้างอีกด้วย

ฮอนดะ ไม่ใช่แค่ผู้ริเริ่มและปล่อยทิ้งให้คนอื่นบริหารเท่านั้น เขาขับเคลื่อนแบรนด์ของตัวเอง ด้วยตัวของเขาเอง ดังนั้นไม่แปลกเลยว่า เรามักจะเห็นเขาเข้าไปมีส่วนร่วมในงานการกุศลต่างๆ และมีบทบาท ทั้งที่เป็นเรื่องยากที่เราจะเห็นนักเตะระดับโลกทั่วไปทำ


Photo : www.the-star.co.ke

เรื่องแบบนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยสำหรับสายตาคนนอกที่มักจะมองว่าเหล่าคนดังทำการกุศลเพื่อหาประโยชน์ส่วนตนในภายหลัง  แต่ก่อนที่คุณจะตัดสิน ฮอนดะ คุณควรลองฟังเหตุผลที่เขาทำแบบนี้กันเสียหน่อย

"ผมอยากให้ทุกคนรู้จักตัวตนของผม ผมอยากจะแชร์สิ่งที่ตัวเองคิดให้ทั่วโลก....หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าผมคือนักล่าฝัน และตอนนี้เราคือผู้สร้างความแตกต่างที่จะก้าวผ่านกรอบเดิมๆออกไป"

"ผมอยากจะก้าวข้ามสิ่งที่ตัวเองเป็น ผมอยากจะใช้ควากล้าหาญผลักดันตัวเองสู่ก้าวต่อไปและผมอยากจะเปลี่ยนโลกใบนี้" ฮอนดะ กล่าวผ่านนิตยสารดิจิทัลอย่าง CHANGE THE WORLD ... คำพูดของเขาจะจริงหรือไม่ เวลาเท่านั้นที่จะเป็นผู้ให้คำตอบ

ฮอนดะ ยังขยายฝันของเขาอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้เขามีศูนย์ฝึกฟุตบอลของตัวเอง 16 แห่งจาก 9 ประเทศทั่วโลก นี่คือสิ่งที่เขาทำมาอย่างต่อเนื่องมาตลอดช่วง 7 ปีหลังสุด จนกระทั่งเขาได้รับการแต่งตั้งจาก UN ให้เป็นผู้สนับสนุนเยาวชน   ไม่ว่าจะในบทบาทของการขับเคลื่อนด้วยแรงกาย และแรงใจ ปฎิเสธไม่ได้เลยภาพลักษณ์ของฮอนดะ มีแต่จะดูดีขึ้นเรื่อยๆ แม้เรื่องของฝีเท้าจะลดน้อยถอยลงไปตามวัยและกาลเวลาก็ตาม

 

ท่องโลกกว้างและคว้าสิ่งที่ใครหาไม่เจอ

ในช่วงเริ่มแรกเส้นทางชีวิตค้าแข้งของ ฮอนดะ ช่วงแรกอาจจะพัฒนาไปตามรูปแบบของนักฟุตบอลทั่วไป เขาเริ่มจากทีมในญี่ปุ่นอย่าง นาโงย่า แกรมปัส ก่อนขยับระดับขึ้นเรื่อยๆจนได้ไปเล่นในฮอลแลนด์ กับ VVV  โด่งดังใน รัสเซีย กับ CSKA มอสโก และได้อยู่กับสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่าง มิลาน

อย่างไรก็ตามช่วงเวลากับ มิลาน ในปี 2014-17 เป็นช่วง ฮอนดะ ไม่เด่นมากมายนัก (81 นัด 9 ประตู ใน 3 ปี) จนที่สุดแล้วหลังจากหมดสัญญากับ มิลาน เขาก็ย้ายทีม...

มันคงไม่แปลกอะไรถ้าหาก ฮอนดะ ย้ายไปเล่นในลีกสูงสุดของยุโรปอย่าง พรีเมียร์ลีก และ ลา ลีกา สเปน เหมือนที่เป็นข่าวในช่วงเวลานั้น ทว่าเขากลับเลือกทีมจากลีกเม็กซิโกอย่าง ปาชูก้า ที่แม้จะเคยเป็นแชมป์ลีกเม็กซิโกอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นเวลานานกว่า 10 ปีแล้ว (หนสุดท้ายปี 2007)

จะว่าเรื่องเงินทองหรือค่าเหนื่อยก็ไม่น่าใช่ เพราะลีกเม็กซิโกไม่ได้มีอำนาจจ่ายเหมือนกับลีกเพื่อนบ้านอย่าง เมเจอร์ลีก ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีกฎโดยเฉพาะเพื่อผู้เล่นชื่อดัง

"ถึงแฟนๆชาวเม็กซิกัน ผมอยากจะบอกมุมมองของผมสักหน่อย การย้ายออกจาก ปาชูก้า ของผมไม่เกี่ยวกับเหตุผลเรื่องเงิน ผมไม่เคยเจรจากับสโมสรเพื่อขอค่าเหนื่อย ผมตัดสินใจจะเป็นนักเตะของ ปาชูก้า อย่างแน่วเเน่เมื่อ 1 ปีก่อน นั่นคือครั้งเดียวที่ผมคุยเรื่องสัญญากับสโมสร" ฮอนดะ โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ ในวันที่เขาหมดสัญญากับทีม ปาชูก้า และกำลังมองหาทีมใหม่

ประธานสโมสรของ ปาชูก้า ให้คำจำกัดความว่า ฮอนดะ คือ "เชอร์รี่บนหน้าเค้ก" ซึ่งตามความหมายว่าของดีที่ควรจะคว้าเอาไว้ เพราะถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่ ฮอนดะ อยู่กับทีม แต่เจ้าตัวก็ฝากผลงานประทับใจและกลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลท้องถิ่น

ด้าน ฮอนดะ เองก็เปิดเผยในภายหลังเป็นนัยๆว่าตอนนี้ชีวิตเขาเป็นเหมือนของนักเดินทาง เพราะเขาเดินทางไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกว่า 50 ประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เกิดขึ้นเพื่อหาคอนเน็คชั่นในการสร้างศูนย์ฝึกของเขาให้ยิ่งใหญ่และแผ่ขยายอาณาจักรออกไปให้เกินกว่าแค่ที่ญี่ปุ่นและยุโรป

"ไม่ใช่แค่ยุโรปเท่านั้น มุมมองของผมเปลี่ยนไปเยอะ ผมเดินทางไปทั่วโลกกว่า 50 ประเทศและมันเป็นการเปิดโลกทัศน์ของตัวเอง โปรเจ็คท์มูลนิธิของผมสร้างขึ้น เพื่อให้โอกาสให้เยาวชนที่ยากลำบากได้ก้าวหน้าและหลุดพ้นความจน"

"สิ่งที่ผมสนใจก็คือการให้โอกาสนักกีฬาที่อยู่ในพื้นที่ที่เศรฐกิจไม่ดี การเล่นฟุตบอลทำให้ผมมีมุมมองในแง่ของนักลงทุนและเป็นเหมือนการ startups ให้ทุกที่ที่ผมลงทุนกลายเป็นสถานที่ที่ดีกว่า ผมเชื่อว่าผมจะเชื่อมต่อญี่ปุ่นเข้ากับทั่วโลกได้ จากการลองทำอะไรที่แตกต่างผมว่ามันจะสามารถช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้"

"ตอนนี้ผมอาจจะไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาความจนและรายได้อย่างไร แต่ผมมั่นใจอย่างสุดว่าการมีการศึกษาเป็นรากฐานหนึ่งในตัวช่วยที่สามารถแก้ไขได้ระดับหนึ่งแน่นอน"

ปัจจุบันเส้นทางค้าแข้งของ ฮอนดะ ยังไม่หยุดแค่ในเม็กซิโกเท่านั้น หลังจากหมดสัญญากับ ปาชูก้า เขาก็ย้ายไปเล่นในลีกออสเตรเลียกับ เมลเบิร์น วิคตอรี่ ส่วนเหตุผลของการเลือกก็คงไม่ต่างจากวันที่เขาเซ็นสัญญากับ ปาชูก้า เท่าไหร่

สิ่งที่ "ฉีก" ไปมากกว่ากว่านั้นคือล่าสุดที่ฮอนดะเปิดตัวในฐานะผู้จัดการทั่วไปทีมชาติกัมพูชา ซึ่งดูเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อว่าเกิดขึ้นจริง แต่ที่สุดแล้ว ฮอนดะ ก็นั่งโต๊ะแถลงพร้อมๆกับเหล่าผู้บริหารของ ส.บอลกัมพูชา


Photo : Facebook : Keisuke Honda

ฮอนดะ จะยังไม่ทิ้งหน้าที่หลักของเขาคือการเป็นนักเตะของ เมลเบิร์น และให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 โดยเขาจะมาทำงานที่กัมพูชาในช่วงที่เวลาของเขาเอื้ออำนวยเท่านั้น ดังนั้นการทำงานส่วนใหญ่ในฐานะผู้จัดการทั่วไปของ ฮอนดะ จะเป็นการทำงานผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ (VDO Conference)   

แน่นอนวว่างานนี้เขาจะไม่ได้ค่าตอบแทนรูปแบบของเงินเดือนเลย นี่คืองานที่เขาอาสาเข้ามาทำด้วยตนเอง เพราะอยากจะถ่ายทอดสิ่งที่เขาเคยท่องโลก และผ่านมา มายังเวทีลูกหนังในประเทศที่ยังต้องการแรงสนับสนุนอีกมากอย่างกัมพูชา

"ผมรับงานนี้เพราะอยากทำ ผมได้ค่าเดินทาง แต่ไม่ได้อย่างอื่นเลย" ฮอนดะ ยืนยันผ่านการสัมภาษณ์ถึงตำแหน่งใหม่ของเขาว่างานนี้ของเขา ... "ใจล้วนๆ"

อย่างไรก็แม้จะไม่ได้เงินเป็นค่าตอบแทน แต่ชื่อของ ฮอนดะ ถูกพาดหัวไปยังทุกสื่อทั่วโลก เรียกได้ว่าของกระแส ฮอนดะ วินไปเต็มๆ นอกจากนี้เขายังได้ตำแหน่งทูตทางด้านวัฒนธรรมให้กับกัมพูชา ซึ่งจุดนี้จะนำประโยชน์มาให้เขาในอนาคตแน่นอน เพราะตัวของ ฮอนดะ เองก็มีอคาเดมี่ของเขาในประเทศกัมพูชาอยู่เเล้วได้แก่การสร้าง Honda Soltilo Soccer School ในปี 2016 และตามด้วยการส่งทีม  Soltilo Angkor FC ลงเล่นในลีกสูงสุดของกัมพูชาอีกด้วย


Photo : Facebook : Keisuke Honda

ทุกย่างก้าวของ ฮอนดะ ล้วนเต็มไปด้วยการคิดวิเคราะห์มาอย่างดี ว่าหากเขาทำเช่นนี้แล้วจะมีสิ่งใดตามหลังมาและเขาจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ซึ่งที่สุดแล้วไม่ว่าเขาจะมีใครเป็นผู้ช่วยคิด แต่ ฮอนดะ ยืนอยู่บนภูเขาและสามารถคุมกระแสกองทัพของเขาได้เสมอ

ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงต้องคิดซับซ้อนถึงขนาดนั้น ทั้งๆที่จริงๆแล้วการเป็นนักฟุตบอลอาชีพเล่นให้เก่งก็พอแล้ว  ซึ่ง ฮอนดะ เคยเปรยถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดว่า

"เคซึเกะ มานี่หน่อยพ่อมีอะไรจะให้แกดู" ฮอนดะ เล่าถึงช่วงปี '90 ทีพ่อของเขาเรียกมานั่งดูวีดีโอเทปของนักฟุตบอลคนหนึ่ง

เขาถามว่าพ่อกำลังจะให้ดูอะไรเหรอ? พ่อของเขาเริ่มกดเพลย์และพูดมา 2 คำว่า "เปเล่"

หลังจากนั้นฮอนดะนั่งดูเทปนั้นที่เป็นภาพขาวดำอย่างละเอียด เขาเห็นเปเล่เลี้ยงบอลด้วยสปีดความเร็วที่เขาไม่เคยเห็น แม้เขาจะดูฟุตบอลมาเยอะ แต่ไม่เคยเจอใครเหมือนเปเล่ที่พ่อของเขาเปิดให้ดูเลย ... ด้วยความสงสัยเขาจึงถามกลับไปว่า "หมอนี่เก่งขนาดนี้ได้อย่างไร?"

พ่อของเขาตอบว่า "เขาไม่ได้เล่นฟุตบอลเพราะแค่อยากสนุกไปวันๆ เขาเล่นฟุตบอลเพราะอยากประสบความสำเร็จ และที่สำคัญที่สุดคือเขาอยากทำให้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือช่วยให้ครอบครัวของเขาสุขสบาย"

บ้านของ ฮอนดะ ในเวลานั้นไม่ใช่ครอบครัวที่่ร่ำรวยอะไร เขาจึงเริ่มมองฟุตบอลในแบบที่แตกต่างออกไปจากที่เคยมอง เขารู้ว่าฟุตบอลจะทำให้ครอบครัวของเขาสุขสบาย และหนทางที่จะเป็นเช่นนั้นคือเขาต้องกลายเป็นยอดนักเตะและได้เล่นในฟุตบอลโลก และต้องลงเล่นด้วยความคิดที่ว่า ต้องชนะมันให้ได้

ถึงตอนนี้ ฮอนดะ อาจจะหมดสิทธิ์เป็นเเชมป์โลกเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากที่เขาประกาศลาทีมชาติทันทีที่ฟุตบอลโลก 2018 จบลง


Photo : Facebook : Keisuke Honda

ตอนนี้เขาใช้ฟุตบอลเอาชนะความจนของตัวเองได้เเล้ว และในบทบาทของ "ไอค่อนลูกหนัง" เขากำลังขับเคลื่อนคลื่นลูกใหม่เพื่อให้กลายมาเป็นทรัพยากรของทัพซามูไรบลู

ไม่แน่ว่า ธุรกิจของเขาอาจจะทำให้ฝันการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกถูกสานต่อจนจบก็เป็นได้  ใครจะไปรู้

 

เหมือนเบ็คแฮมตรงไหน ต่างกันอย่างไร?

ถึงตรงนี้หากจะมองว่า เบ็คแฮม กับ ฮอนดะ ต่างกันตรงไหน? คงบอกได้เพียงว่า “เบ็คแฮมดังในวงกว้างกว่า” เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามเรื่องของความดังไม่ใช่สิ่งที่เราจะเอามาวัดเมื่อลดค่าของใครคนใดคนหนึ่งได้ ฮอนดะ เองไม่เคยบอกใครว่าเขาคือ “เบ็คแฮมแห่งเอเชีย” แต่การกระทำย่อมเสียงดังกว่าคำพูด ที่สุดแล้วคำยกยอนี้ก็มาจากสิ่งที่ ฮอนดะ คิดจะเปลี่ยนแปลงโลกตามที่ตัวเองเห็นทั้งสิ้น

เขาอาจจะไม่เก่งกาจและประสบความสำเร็จเท่ากับตอนที่เบ็คแฮมค้าแข้งอยู่ จะใช้คำว่าไกลพอสมควรก็ไม่ผิดนัก ...ทว่าทั้งสองคนล้วนแต่เป็นนักสู้โดยกมลสันดาน และเป็นนักคิดที่มีความทะเยอทะยานมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ  

พวกเขาผ่านความลำบากในวัยเด็กจนกลายเป็นมหาเศรษฐี เพราะฝีเท้าพาไป แต่ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะเมื่อหันหลังกับไปยังที่ที่เคยเดินจากมาทั้ง เบ็คแฮม และ ฮอนดะ รู้ว่าโอกาสที่พวกเขาเคยได้สำคัญแค่ไหนสำหรับคนที่มุ่งมั่นเเละเด็ดเดี่ยวพวกเขาจึงคืนสิ่งนั้นกลับไปให้สังคม  ซึ่งบางครั้งเวทีเล็กๆก็ก่อเกิดตำนานที่ยิ่งใหญ่ได้

และเมื่อเป็นผู้ให้ เบ็คแฮม และ ฮอนดะ ก็กลายเป็นผู้รับไปโดยปริยาย ซึ่งผลตอบแทนของการให้ก็แสนจะคุ้มค่าสมเเล้วที่ลงทุนลงแรงไป รู้ตัวอีกทีทั้งคู่ก็เปลี่ยนโลกแห่งความจริงให้เป็นไปตามโลกที่พวกเขาจินตนาการของตัวเองไปเสียเเล้ว  และทั้งสองคนกำลังจะบอกให้รู้ว่าความพยายามจะตอบแทนคุณแน่นอน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

และหากให้นิยามคำว่า เดวิด เบ็คแฮม เท่ากับ นักฟุตบอลคนหนึ่งที่ทำในสิ่งที่ยิ่งกว่านักฟุตบอลทั่วไป ถึงตรงนี้ ฮอนดะ เองก็คงจะไม่เคอะเขินเท่าไรนักหากเขาจะถูกเรียกว่า “เบ็คแฮมแห่งเอเชีย”

 

อ้างอิง

http://travel.cnn.com/tokyo/play/making-soccer-style-star-200662/
http://honda-estilo.com/en/portfolio/
https://www.mag2.com/m/0001678906.html
https://www.theplayerstribune.com/en-us/articles/keisuke-honda-japan-more-than-the-ball
 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง