Stories

ผู้ถูกลืม? : เปิดตำนานนักยัดห่วง ที่ไม่ใช่คนผิวขาวคนแรกใน NBA



บาสเกตบอล NBA ในปัจจุบันถือเป็นลีกกีฬาที่มีความหลากหลายของผู้เล่นมากที่สุดลีกหนึ่ง เมื่อมีผู้เล่นจากทั่วทุกมุมโลกและทุกสีผิวลงเล่นร่วมกัน จนเป็นการแข่งขันที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก


 

แต่ใครเล่าจะเชื่อว่า นักบาสเกตบอลที่ไม่ใช่คนผิวขาวคนแรกซึ่งเล่นใน NBA นั้นเป็นคนเชื้อสายเอเชีย ไม่ใช่คนเชื้อสายแอฟริกันที่ก้าวขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ในวงการกระทั่งทุกวันนี้

วาตารุ มิซากะ คือ ชายคนนั้น...ทว่าเรื่องราวของผู้กรุยทางบุกเบิกคนนี้ไม่ได้สวยงามนัก เมื่อเขาได้ลงเล่นใน NBA เพียง 3 นัดเท่านั้น

เหตุใดเขาจึงได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเองเพียงน้อยนิด? จะเป็นเพราะเชื้อสายของเขาที่เกี่ยวพันกับบาดแผลในสงคราม หรือเป็นเหตุผลง่ายๆ ว่าฝีมือของเขาไม่ดีพอสำหรับที่แห่งนี้ และมรดกของเขาที่สร้างให้กับนักแม่นห่วงรุ่นหลังมีอย่างไรบ้างกัน?

 

ดาวดังสมัยเรียน เหยื่อเหยียดเชื้อชาติ

วาตารุ มิซากะ ถือกำเนิดเมื่อปี 1923 ในครอบครัวของชาวญี่ปุ่นที่อพยพมาแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1903 และโตมาด้วยการอาศัยอยู่ชั้นใต้ดินของร้านตัดผมที่คุณพ่อเป็นเจ้าของในเมืองอ็อกเดน รัฐยูท่าห์ บนทำเลที่ตั้งกลางดงซ่องโสเภณีซึ่งมีดาษดื่น ถึงกระนั้น เจ้าตัวก็ไม่ปล่อยให้สภาพแวดล้อมในตอนเด็กเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตเขา โดยมีกีฬาบาสเกตบอลเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่เขาเติบโตนั้นตรงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งประเทศต้นตระกูลได้มีบทบาทสำคัญ รวมถึงสร้างบาดแผลให้กับชาวอเมริกันอันมิอาจลืม ทั้งการเข้าร่วมสงครามในฐานะอริราชศัตรู รวมถึงการบุกถล่มเพิร์ล ฮาร์เบอร์ สร้างความเสียหายมากมายมหาศาล ทำให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากถูกกวาดต้อนจากที่พักอาศัยเข้าศูนย์กักกัน โดยรัฐบาลของประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ ให้เหตุผลว่า ‘เพื่อป้องกันปฏิบัติการของสายลับที่อาจซ่อนตัวอยู่ในหมู่ชาวญี่ปุ่น รวมถึงควบคุมไม่ให้เกิดการลุกฮือหลังสงครามสิ้นสุด’

แต่ถือเป็นโชคของครอบครัวของมิซากะ เมื่อพวกเขารอดพ้นจากการถูกส่งตัวเข้าค่ายกักกัน ทำให้ยังสามารถเล่นบาสเกตบอลได้ต่อไป ซึ่งเจ้าตัวก็ได้แสดงผลงานให้เห็นเป็นประจักษ์ ด้วยการเป็นสมาชิกของทีมแม่นห่วงของโรงเรียนมัธยมอ็อกเดน ชุดคว้าแชมป์รัฐปี 1940 รวมถึงแชมป์ภูมิภาคในปีถัดมา หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในระดับจูเนียร์ คอลเลจ ที่มหาวิทยาลัยเวเบอร์ สเตท พาทีมคว้าแชมป์ได้ตลอดทั้ง 2 ปีที่เข้าศึกษา ก่อนเข้าเรียนในระดับคอลเลจที่มหาวิทยาลัยยูท่าห์ และเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่นำทีมคว้าแชมป์ระดับประเทศในปี 1944


Photo : datwinning.com

แม้จะเป็นหนึ่งในนักกีฬาคนสำคัญสมัยเรียน แต่ตัวมิซากะเองก็ตกเป็นเหยื่อของการเหยียดเชื้อชาติอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อย่างที่ได้เล่าว่า “จะว่าไปสมัยนั้นผมก็เจออะไรมาไม่น้อยนะ เวลาไปเล่นเกมเยือน กองเชียร์หลายคนตะโกนด่าทอว่าผมเป็น ‘ไอ้ยุ่นสกปรก’ พร้อมไล่ให้กลับญี่ปุ่นไปซะ ตอนเข้าร้านอาหาร พนักงานก็ปฏิเสธที่จะบริการให้ แม้แต่ตอนเดินตามท้องถนน หลายคนยังทำท่าทางขยะแขยงอีกด้วย”

แต่ถึงจะโดนกระทำมาสารพัด มิซากะเองก็ยังคงศรัทธาในประเทศที่เขาถือกำเนิดอย่างเต็มเปี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาที่เล่นบาสเกตบอล “ผมไม่เคยรู้สึกว่าผมนั้นแตกต่างจากเพื่อนร่วมทีมคนอื่น หรือแม้กระทั่งคู่แข่งในสนามเลยแม้แต่น้อย ทุกคนในสนามเป็นคนผิวขาว ผมก็รู้สึกว่าเป็นคนผิวขาวเหมือนกันนั่นแหละ”

และด้วยความที่เจ้าตัวมีสัญชาติอเมริกัน มิซากะจึงถูกเกณฑ์จากกองทัพบกให้ไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยภารกิจที่เขาได้รับ คือร่วมเป็นหนึ่งในทหารกรีฑาทัพสู่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อปิดฉากสงคราม แต่ระเบิดนิวเคลียร์ 2 ลูกที่สหรัฐอเมริกาหย่อนลงในเมืองฮิโรชิม่า ซึ่งเป็นเมืองที่พ่อและแม่เคยอาศัยก่อนมายังสหรัฐอเมริกา กับนางาซากิ ก็ทำให้สงครามสิ้นสุดอย่างเต็ดขาด เขาไม่ต้องกลับถิ่นฐานบรรพบุรุษในฐานะศัตรู

ถึงกระนั้น มิซากะก็รู้สึกเจ็บปวดจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่น้อย … “สำหรับคนที่ญี่ปุ่น ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้รุกรานนะ แต่คนอเมริกันก็ไม่ใคร่จะเชื่อใจผมเหมือนกัน  จากเชื้อสายญี่ปุ่นที่มีในตัวนี่แหละ”

 

ช่วงเวลาแสนสั้นใน NBA

แม้ตัวมิซาเกะเองจะรู้สึกสับสนเหมือนเป็นคนแปลกแยกในสังคม แต่การได้เล่นบาสเกตบอลก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีที่พักใจ และแม้จะเสียเปรียบคู่แข่งในสนามอยู่ไม่น้อยด้วยส่วนสูงเพียง 5 ฟุต 7 นิ้ว หรือ 170 เซนติเมตร แต่เขาก็ใช้ความคล่องแคล่วเป็นอาวุธสำคัญ


Photo : alchetron.com

โดยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด เจ้าตัวก็กลับไปเรียนและเล่นบาสเกตบอลให้กับมหาวิทยาลัยยูท่าห์อีกครั้ง ก่อนจะสร้างผลงานให้คนในวงการต้องตะลึง เมื่อเขาลงมาเป็นตัวสำรอง นำทีมโค่นมหาวิทยาลัยเคนตั๊กกี้ หนึ่งในยักษ์ใหญ่ของบาสเกตบอลระดับคอลเลจในรอบชิงชนะเลิศของรายการ อินวิเทชั่น ทัวร์นาเมนต์ ปี 1947 ซึ่งจัดขึ้นที่ เมดิสัน สแควร์ การ์เด้น ในมหานครนิวยอร์ก

และก็เป็นเหมือนพรหมลิขิต เมื่อในการดราฟท์ครั้งแรกของ NBA (ที่สมัยนั้นใช้ชื่อว่า ABA) เมื่อปี 1947 วาตารุ มิซากะ ถูก นิวยอร์ก นิกส์ เลือกเข้าสู่ทีม พร้อมได้รับค่าเหนื่อยการันตีที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณกับอัตราเงินเฟ้อในตอนนี้จะพบว่า สัญญาฉบับแรกของเขาในการเล่นอาชีพ มีมูลค่าถึงปีละ 46,000 ดอลลาร์ หรือราว 1,600,000 บาทเลยทีเดียว

แต่หลังจากที่ได้ลงเล่นไป 3 นัด พร้อมกับสถิติทำได้ 7 คะแนน จู่ๆ เน็ด ไอริช เจ้าของทีมนิกส์ในสมัยนั้นก็เรียกมิซากะเข้าไปพบที่ออฟฟิศ พร้อมกับกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “เนื่องจากโค้ชมีแนวทางการทำทีมที่เปลี่ยนไป จึงจำเป็นต้องปล่อยตัวเขาออกจากทีม”

เจ้าของทีมนิกส์ไม่ได้ให้เหตุผลใดๆ เพิ่มเติมอีกถึงการตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้คนรุ่นหลังวิเคราะห์สาเหตุต่างๆ นานาว่า เหตุใดมิซากะถึงถูกปล่อยตัวออกจากทีม? ซึ่งแน่นอนว่า เรื่องสีผิวและเชื้อชาติก็ได้ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นหลักว่าอาจเป็นต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด

ทว่าตัวมิซากะเองไม่คิดว่าเรื่องดังกล่าวจะเป็นสาเหตุแต่อย่างใด โดยให้เหตุผลว่า “แม้ผมจะไม่ค่อยสนิทกับเพื่อนร่วมทีมมากเท่าไหร่ แต่ก็ไม่รู้สึกถึงการเหยียดสีผิวหรือเชื้อชาติใดๆ เลย สมัยนั้นผมมี คาร์ล บรอว์น ที่เข้ามาเล่นในลีกพร้อมกันเป็นรูมเมท ซึ่งได้พาผมไปทำความรู้จักกับครอบครัว และพวกเขาก็เป็นมิตรกับผมมากเลยด้วย”

“ยิ่งไปกว่านั้น นครนิวยอร์กยังเป็นเมืองที่ยอมรับความหลากหลาย ชาวเมืองไม่ได้คิดว่าผมเป็นคนญี่ปุ่น แต่คิดถึงในสิ่งที่ผมเป็นและอยากให้เขาคิด นั่นคือการเป็นนักบาสเกตบอล และเรื่องดังกล่าวก็เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่ผมยังเล่นให้กับมหาวิทยาลัยแล้วเช่นกัน”


Photo : Lia Chang

จากมุมมองของมิซากะนั้น เขามองว่า ‘เหตุผลทางบาสเกตบอล’ คือสาเหตุที่ทำให้ช่วงเวลาการเล่นบาสเกตบอลอาชีพนั้นแสนสั้นมากกว่า โดยเจ้าตัวชี้แจงว่า “ในตอนนั้นทีมมีผู้เล่นตำแหน่งพอยท์การ์ดเหมือนผมหลายราย และด้วยส่วนสูง 5 ฟุต 7 นิ้ว โค้ชคงมองเห็นว่าผมไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมกับการสร้างทีมในระยะยาว ทำให้ตัดสินใจเช่นนั้น”

แม้ช่วงเวลาที่อยู่กับทีมนั้นจะแสนสั้น แต่ทีมนิกส์ก็ได้มอบของขวัญวันลาจากชิ้นหนึ่ง นั่นคือรองเท้าไซส์ 7 ที่เขาสวมใส่ในการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นอีกหลักฐานสำคัญว่า การแยกทางของทั้งสองฝ่ายจบลงด้วยดี ไม่มีอะไรติดค้างต่อกัน

 

ผู้บุกเบิกที่ถูกลืม?

หลัง นิวยอร์ก นิกส์ ปล่อยตัวจากทีม มิซากะก็ตัดสินใจกลับรัฐยูท่าห์บ้านเกิดทันที พร้อมทิ้งกีฬาบาสเกตบอลไว้เบื้องหลัง เพราะในตอนนั้น ฮาร์เล็ม โกลบทร็อตเตอร์ส ทีมบาสเกตบอลสายโชว์ระดับตำนานได้ทาบทามให้เขามาอยู่ด้วยเช่นกัน แต่เขาปฏิเสธ

โดยอาชีพที่เขาเลือกลงหลักปักฐานนั้น คือการเป็นวิศวกร จากปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยยูท่าห์ที่ได้ร่ำเรียนมา ซึ่งเจ้าตัวไม่เสียใจแม้แต่น้อยที่ชีวิตการเป็นนักกีฬาอาชีพของเขานั้นแสนสั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า “สมัยนั้นเงินเดือนในฐานะนักบาสเกตบอลรุกกี้ กับวิศวกรหน้าใหม่นั้นแทบไม่ต่างกันเลย”

แต่ถึงกระนั้น บาสเกตบอลก็เป็นอะไรที่เขาตัดไม่ขาด เพราะตัวมิซากะนั้นยังติดตามการแข่งขันอยู่เสมอจนถึงทุกวันนี้กับวัย 94 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกมของ ยูท่าห์ แจ๊ซ ทีมบ้านเกิด และมหาวิทยาลัยยูท่าห์ สถาบันเก่า

ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าตัวยังติดตามผลงานของนักบาสเกตบอลเชื้อสายเอเชียเช่นเดียวกับเขาอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งเจ้าตัวเคยแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน เมื่อ ฟีนิกซ์ ซันส์ ตัดชื่อของ ยูตะ ตาบุเสะ นักบาสเกตบอลชาวญี่ปุ่น ประเทศที่เป็นต้นตระกูลของเขาออกจากทีม รวมถึงยังเคยเขียนโน้ตเพื่อให้กำลังใจ เจเรมี่ ลิน ในสมัยที่ยังเป็นผู้เล่นโนเนมไม่ถูกเลือกในการดราฟท์ ก่อนจะแจ้งเกิดกลายเป็นยอดนักบาสเกตบอลเชื้อสายเอเชียในขณะนี้


Photo : blog.angryasianman.com

ทั้งคู่ได้มีโอกาสพบกันในตอนที่ลินนำทีมทีม ฮุสตัน ร็อคเก็ตส์ มาเยือน ยูท่าห์ แจ๊ซ ซึ่งนักบาสเกตบอลเชื้อสายไต้หวันยกย่องมิซากะด้วยความเคารพว่า “เป็นผู้ทลายกำแพงด้านสีผิวรวมถึงทัศนคติเหมารวมต่างๆ ถือเป็นผู้บุกเบิกให้นักบาสเกตบอลทุกสีผิวจากหลายประเทศได้มีโอกาสในลีกอย่าง NBA”

แม้ตัวมิซากะเองจะยินดีที่หลายคนยกให้เขาเป็นผู้บุกเบิกของนักบาสเกตบอลที่ไม่ใช่คนผิวขาว แต่ตัวเขาเองก็ยอมรับว่า การเรียกเขาว่าผู้บุกเบิกอาจจะไม่ถูกต้องเท่าใดนัก โดยให้สาเหตุว่า “เพราะเขาไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรใน NBA นั่นเอง”

ยิ่งไปกว่านั้น นักบาสเกตบอลเชื้อสายเอเชียเช่นเดียวกับเขาที่ประสบความสำเร็จในลีกอันดับ 1 ของโลกยังมีเพียงนับนิ้วได้ ต่างจากนักบาสเกตบอลเชื้อสายแอฟริกันที่เข้าสู่ NBA หลังจากเขา 3 ปี ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามหลายรายจนสามารถครองวงการได้สำเร็จ


Photo : losangeles.carpediem.cd

อย่างไรก็ตาม การยกย่องจากหลายหน่วยงาน ทั้งการได้เข้าหอเกียรติยศกีฬารัฐยูท่าห์, ชุดแข่งและรองเท้าไซส์ 7 คู่ที่ทีมนิกส์มอบให้เป็นของขวัญที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ชาวญี่ปุ่นในสหรัฐอเมริกา, รูปของเขาที่ตั้งอยู่ในหอเกียรติยศบาสเกตบอล รวมถึงเสียงปรบมือที่มีให้เขาอย่างล้นหลามทุกครั้งที่เข้าสนามของ ยูท่าห์ แจ๊ซ ทีมบ้านเกิดและในดวงใจ รวมถึง นิวยอร์ก นิกส์ ต้นสังกัดเดียวของเขาใน NBA ก็ถือเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า วาตารุ มิซากะ คือผู้บุกเบิกของนักบาสเกตบอลที่ไม่ใช่คนผิวขาวอย่างแท้จริง

 

แหล่งที่มา

http://articles.latimes.com/2000/may/07/sports/sp-27522
http://archive.sltrib.com/article.php?id=55718969&itype=CMSID
https://www.complex.com/sports/2013/09/the-complete-history-of-asian-players-in-the-nba/wataru-misaka
https://continuum.utah.edu/departments/thats-just-how-it-was/
http://www.nba.com/features/global_misaka_010417.html
https://www.npr.org/sections/thetwo-way/2012/02/15/146888834/pro-basketballs-first-asian-american-player-looks-at-lin-and-applauds
https://www.nytimes.com/2005/01/05/sports/basketball/size-7-sneakers-are-still-hard-to-fill.html
https://www.nytimes.com/2009/08/11/sports/basketball/11vecsey.html
https://www.ozy.com/the-huddle/breaking-the-basketball-color-line-70-seasons-ago/83352
https://www.si.com/more-sports/2012/02/11/jeremy-linwatarumisaka
http://themicrogiant.com/wataru-wat-misaka-1st-poc-drafted-nba/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง