mainstand

Feature

ปัจจัยแวดล้อมเหมือนกัน แต่ทำไมช่างต่างกัน : 2 ทีมบาสเกตบอลแห่งแอลเอ ... 1 ทีมรวย 1 ทีมจน



ในลีกกีฬาอาชีพต่างๆ ทั่วทุกมุมโลกนั้น หนึ่งในการตั้งชื่อทีมที่ง่ายๆ แต่ได้ผลมากที่สุด ก็คือ การนำชื่อเมืองมาตั้งเป็นสโมสรกีฬา โดยใส่ ชื่อเมือง และตามท้ายด้วยชื่อเล่น หรือชื่อที่คิดขึ้นมา เพื่อบ่งบอกความเป็นตัวของตัวเอง 


 

สำหรับแวดวงอเมริกันเกมส์นั้น ก็มีแนวคิดการตั้งที่ไม่หนีจากกันนัก คือนำชื่อเมืองและคิดชื่อเล่นตามมา แต่ในประเทศที่กีฬาเปรียบเสมือนลมหายใจ สิ่งที่แฟนๆ และคนในวงการต่างเข้าใจตรงกันคือ "หนึ่งเมืองต่อหนึ่งทีมกีฬา แต่จะมีกี่ประเภทก็ได้" หรือพูดง่ายๆ ก็คือ "จะไม่มีการตั้งทีมมาแข่งทับไลน์ในกีฬาประเภทเดียวกัน ณ เมืองเดียวกัน" ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือน เมืองชิคาโก้ ที่มีทั้ง ชิคาโก้ บูลส์ (NBA), ชิคาโก้ แบร์ส (NFL), ชิคาโก้ ไวท์ ซอกซ์ (MLB), ชิคาโก้ แบล็กฮอว์คส์ (NHL) และ ชิคาโก้ ไฟร์ (MLS) ซึ่งทุกเมืองที่มีทีมกีฬาอาชีพในสหรัฐอเมริกาก็มักจะเป็นไปในลักษณะดังกล่าว ทว่า มันก็ไม่เสมอไป ...

อย่างในบาสเกตบอล NBA ที่มีทั้งหมด 30 ทีมในลีก กลับมีอยู่ 2 ทีมที่มาจากเมืองเดียวกัน นั่นคือเมือง "ลอส แอนเจลิส" หรือ "แอลเอ" ซึ่งมีทั้ง "ลอส แอนเจลิส เลเกอร์ส" และ "ลอส แอนเจลิส คลิปเปอร์ส" ที่นอกจากจะอยู่เมืองเดียวกันแล้ว ยังใช้สนามเดียวกันด้วย (ต่างจากเมือง นิว ยอร์ก ที่ บรูคลิน เน็ตส์ เน้นอัตลักษณ์ของย่าน บรูคลิน เพื่อให้ต่างจาก นิว ยอร์ก นิกส์ อย่างชัดเจน และใช้คนละสนาม)

ซึ่งการที่ ลอส แอนเจลิส นั้นมี 2 ทีม ทำให้แฟนๆ นั้นต่างแบ่งกันเป็น 2 ขั้วในการเชียร์ทีมที่ตนเองรัก และไม่เว้นแม้แต่เด็กๆ ที่เริ่มเล่นบาสเกตบอลในแถบบริเวณนี้ก็มักจะมีความฝันคือ ต้องเล่นให้ทีมในแอลเอสักทีมให้ได้

คำถามจึงมีอยู่ว่า เหตุใดแอลเอถึงมีทีมบาสเกตบอล 2 ทีม และสองทีมนี้ต่างกันขนาดไหน?

 

ย้ายเมืองสร้างความนิยม

ก่อนอื่นต้องขอเท้าความก่อนว่า ลอส แอนเจลิส หรือ แอลเอ เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ และมีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศสหรัฐอเมริกา แถมเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางทั้งแง่ของเศรษฐกิจ วัฒนธรรม บันเทิง รวมทั้งรายได้ประชากรหรือรายได้รวมของเมือง ไม่เพียงเท่านั้น แอลเอยังเป็นเมืองจุดหมายที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนไม่น้อยกว่าเมือง นิว ยอร์ก อีกด้วย 


Photo : www.dailynews.com

ความเป็นศูนย์กลางของหลายๆ ด้าน ทำให้แอลเอเป็นเมืองที่ปะปนไปด้วยวัฒนธรรมมากมาย และแน่นอนว่าเมืองที่มีประชากรมาก เศรษฐกิจเติบโตมากเช่นนี้ ก็จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินในแง่ของการลงทุนในด้านต่างๆ ทั้งอุตสาหกรรมต่างๆ การท่องเที่ยว หรือแม้แต่กีฬาได้ไม่ยาก

ซึ่งเรื่องที่ว่า ก็สามารถใช้ได้กับวงการ NBA ในแอลเอด้วยเช่นกัน เพราะเดิมทีนั้น เมืองนี้ไม่ได้มีทีมบาสเกตบอลอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ซึ่งทีมบาสทั้งสองของเมือง มาอยู่ที่นี่ได้ด้วยแรงดึงดูดของเมืองใหญ่อย่างแอลเอด้วยกันทั้งสิ้น

เริ่มที่ แอลเอ เลเกอร์ส ที่เรารู้จักกันดี ... ย้อนไปเมื่อปี 1947 เบน เบอเกอร์ กับ มอริส ชาลเฟน สองเศรษฐีชาวเมือง มินนิอาโปลิส รัฐ มินนิโซตา ได้ซื้อทีมบาสเกตบอล ดีทรอยต์ เจ็มส์ จากสมาคมบาสเกตบอลแห่งชาติ หรือ NBL ด้วยจำนวนเงิน 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ จาก มัวร์เรย์ วินสตัน เจ้าของเดิมที่ตัดสินใจไม่ทำทีมต่อ

และตามธรรมเนียมทั่วไปของการซื้อกิจการ ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะรีแบรนด์ทีม ด้วยการตั้งชื่อใหม่ว่า "เลเกอร์ส" (Lakers) โดยอิงจากชื่อเล่นของรัฐ มินนิโซต้า "ดินแดนหมื่นทะเลสาบ" 

แม้ว่า มินนิอาโปลิส เลเกอร์ส จะเป็นทีมที่ดังและดีในสมัยนั้น แต่ด้วยความที่เมืองดังกล่าวไม่ใช่เมืองเศรษฐกิจใหญ่โตอะไร ทำให้ผลประกอบการและภาพรวมนั้นไม่ดีเท่าไหร่นัก มิหนำซ้ำ เมือง มินนิอาโปลิส รวมถึงรัฐ มินนิโซตา ยังมีสภาพภูมิอากาศอันหนาวเหน็บ ไม่เอื้อกับการที่แฟนๆ จะเข้าสนามมาชมการแข่งขัน 

เหตุดังกล่าว นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ในปี 1960 เมื่อ บ็อบ ชอว์ เจ้าของทีมในขณะนั้น ได้ร้องขอไปยังสมาคมบาสเกตบอลอาชีพแห่งชาติ หรือ NBA เพื่อย้ายทีม เลเกอร์ส ไปยังเมืองที่ใหญ่กว่า และมีเศรษฐกิจเมืองที่ดีกว่า 


Photo : www.latimes.com

และเนื่องจากระบบกีฬาอาชีพของสหรัฐอเมริกาใช้ระบบแฟรนไชส์ ซึ่งหากมีข้อเสนออย่างเป็นกิจจะลักษณะและสามารถตกลงกันได้ ทั้งระหว่างเจ้าของเก่ากับเจ้าของใหม่ รวมถึงทีมกีฬากับลีกการแข่งขัน การย้ายเมืองจากเมืองเล็กไปเมืองใหญ่ หรือเมืองใหญ่ไปเมืองเล็กก็ไม่ใช่ปัญหา

และด้วยการที่ในขณะนั้น NBA ยังไม่มีทีมจากย่านชายฝั่งตะวันตกของประเทศ หรือ West Coast เลยแม้แต่ทีมเดียว ทำให้ ชอว์ สามารถทำเรื่องย้ายทีม เลเกอร์ส จาก มินนิอาโปลิส ไปยัง ลอส แอนเจลิส ได้สำเร็จ ซึ่งพวกเขาตัดสินใจที่จะเก็บชื่อ เลเกอร์ส เอาไว้

ความสำเร็จทั้งแชมป์ NBA และเงินทองมากมายที่ไหลเข้าสู่ แอลเอ เลเกอร์ส ทำให้อีกหลายต่อหลายทีมนั้นเริ่มมองเห็นช่องทางที่จะขยับขยายทีมสู่เมืองอื่น เพื่อผลประโยชน์ทั้งในแง่ของการขยายฐานคนดู การถ่ายทอดสด และสร้างกำไรให้กับทีม ซึ่ง ซาน ดิเอโก คลิปเปอร์ส ก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

ตามรอยเพื่อเป็นคู่ปรับ

ซาน ดิเอโก คลิปเปอร์ส เดิมทีก็คือทีม บัฟฟาโล เบรฟส์ ที่อยู่ในเมือง บัฟฟาโล รัฐ นิว ยอร์ก แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทำให้ทีม เบรฟส์ ย้ายมาที่เมือง ซาน ดิเอโก ตั้งแต่ปี 1978 จนกระทั่งผ่านไป 3 ปี มหาเศรษฐี โดนัลด์ สเตอร์ลิ่ง นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และนักพัฒนาธุรกิจผู้มีถิ่นฐานในเมือง ลอส แอนเจลิส เห็นถึงโอกาสและช่องทาง จึงได้ตัดสินใจซื้อทีม ซาน ดิเอโก คลิปเปอร์ส มาในราคา 12.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ


Photo : hoopshabit.com

ด้วยความที่ สเตอร์ลิ่ง เป็นนักธุรกิจที่มองเกมได้ขาด เจ้าตัวเล็งเห็นว่าการให้ทีม คลิปเปอร์ส อยู่ที่เมือง ซาน ดิเอโก ต่อไปนั้นคงไม่ส่งผลดีในแง่ผลประกอบการสักเท่าไร และมีความคิดที่จะย้ายทีมออกจากเมืองนี้ ตามโมเดลแบบที่หลายทีมเคยทำ และเมืองที่ สเตอร์ลิ่ง นั้นเล็งไว้ก็คือ "ลอส แอนเจลิส" เมืองที่เป็นถิ่นฐานของเขา

ปี 1984 สเตอร์ลิ่ง ได้ตัดสินใจย้ายทีม คลิปเปอร์ส ไปที่แอลเอ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากทาง NBA ทำให้ลีกสั่งปรับเงิน สเตอร์ลิ่ง ราว 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากเป็นการละเมิดกฏของลีก พร้อมฟ้องศาลเพื่อให้มีคำสั่งนำทีมกลับไปยังเมือง ซาน ดิเอโก ตามเดิม 

เรื่องดังกล่าวกลายเป็นคดีความที่ สเตอร์ลิ่ง และ NBA ฟ้องกันไปฟ้องกันมา กระทั่งได้ข้อสรุปว่า สเตอร์ลิ่ง ต้องจ่ายเงินค่าปรับให้กับ NBA 6 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเจ้าตัวก็ยินดี เพราะเมื่อมองเกมระยะยาวแล้ว เงินดังกล่าวน้อยนิดมากกับสิ่งที่จะได้รับ ถือเป็นความเสียหายที่คุ้มค่า

ทั้งหมดทั้งปวงที่เกิดขึ้น ทำให้ตั้งแต่ปี 1984 เป็นต้นมา เมืองแอลเอจึงมีทีมใน NBA 2 ทีมนั่นคือ แอลเอ เลเกอร์ส และ แอลเอ คลิปเปอร์ส แต่อย่างไรก็ตามผลงานของทั้งสองทีมนั้นกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง เรียกได้ว่าหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็ว่าได้ ... คลิปเปอร์ส ไม่เคยคว้าแชมป์ NBA ได้เลยสักครั้ง ในขณะที่ เลเกอร์ส สามารถคว้าแชมป์ NBA มาได้แล้วถึง 16 สมัย (หากนับตั้งแต่ย้ายเมืองคือ 11 สมัย) แถมมูลค่าของทีมก็แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน โดยจากการสำรวจของ Forbes ในปี 2019 ระบุว่า คลิปเปอร์ส มีมูลค่าทีมอยู่ที่ 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วน เลเกอร์ส นั้นมีมูลค่าทีมสูงถึง 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 


Photo : hoopshabit.com

ไม่เพียงเท่านั้น แม้ทั้งสองทีมจะแชร์ "สเตเปิลส์ เซนเตอร์" เป็นสนามเหย้าร่วมกัน แต่ราคาบัตรเข้าชมโดยเฉลี่ยต่อที่นั่งกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดย เลเกอร์ส นั้นมีค่าตั๋วเฉลี่ยสูงมากถึง 135 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อที่นั่ง ในขณะที่ คลิปเปอร์ส ซึ่งอยู่ในเมืองเดียวกัน ใช้สนามเดียวกัน แต่ค่าตั๋วเฉลี่ยต่อที่นั่งกลับอยู่เพียงแค่ 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น

แม้มูลค่าของทีมในลีกกีฬาอย่าง NBA จะถือได้ว่ามหาศาล แต่ด้วยตัวเลขที่ต่างกันถึงเกือบเท่าตัว ภาพของ แอลเอ เลเกอร์ส จึงถูกมองว่า "ทีมเศรษฐี" ขณะที่ แอลเอ คลิปเปอร์ส กลายเป็น "ทีมยาจก" ... เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้นกัน?

 

เหตุแห่งความคนละชั้น

ด้วยความที่แอลเอเป็นเมืองใหญ่ และมีทีมบาสเกตบอลถึง 2 ทีม จึงไม่แปลกที่แฟนๆ นั้นจะต้องปันใจให้ทีมใดทีมหนึ่ง ... เลเกอร์ส ในฐานะเป็นทีมที่มาอยู่เมืองนี้ก่อน ถูกแฟนๆ หลายส่วนปันใจไปเชียร์ คลิปเปอร์ส ทีมน้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในเมืองนี้ได้ไม่นาน 


Photo : bleacherreport.com

ถึงกระนั้น ด้วยความที่ เลเกอร์ส นั้นมาก่อน ทำให้พวกเขาสามารถสร้างฐานความนิยมนำหน้าไปหลายสิบปี อีกทั้งยังมีหลายสิ่งประกอบกัน ทั้งทีมบริหารไอคิวหลักแหลม, นักบาสระดับซุป'ตาร์ที่ดึงมาร่วมทีมนับไม่ถ้วน และความสำเร็จบนสนามที่เหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติด จึงทำให้ที่สุดแล้ว เลเกอร์ส จึงยังเป็นทีมที่เหนือกว่าในทุกๆ ด้านเช่นเดิม

แต่ไม่ว่าจะแตกต่างกันแค่ไหน ขึ้นชื่อว่าทีมอยู่เมืองเดียวกันแล้ว มันก็เป็นการแข่งขันที่ยอมกันไม่ได้กันทุกฝ่าย เรื่องดังกล่าว ดีอังเดร จอร์แดน อดีตศิษย์เก่าของ คลิปเปอร์ส เคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า "ในการแข่งขันของทั้งสองทีมในเมืองนี้มันไม่มีความเท่าเทียมกัน พวกแฟนๆ ในเมืองนี้ส่วนใหญ่มองว่าทีมเรา (คลิปเปอร์ส) เป็นทีมเล็กๆ และ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นั่นทำให้มันเหมือนเราถูกกดขี่คนละชั้นกับพวกเขา" 

เช่นเดียวกับ ด็อค ริเวอร์ส ที่เป็นเฮดโค้ชคุมทีม คลิปเปอร์ส ตั้งแต่ปี 2013 จนถึงปัจจุบัน ที่มองว่า แม้ คลิปเปอร์ส จะทำผลงานได้ดีเพียงใดก็ตาม แต่หลายคนในแอลเอยังรู้สึกว่า คลิปเปอร์ส ไม่ใช่ทีมที่ดี เป็นเพียงทีมอันดับที่ 2 รองจาก เลเกอร์ส 


Photo : NBA updates | LAKERS SHOW

เรียกได้ว่า แม้จะอยู่เมืองเดียวกัน แต่ คลิปเปอร์ส กลับเป็นทีมรอง เป็นทีมที่ไม่มีใครพูดถึง ไม่เพียงเท่านั้น "สเตเปิลส์ เซนเตอร์" สนามเหย้าที่ เลเกอร์ส ให้ คลิปเปอร์ส ใช้ร่วมนั้น ยังมีการออกแบบที่แตกต่างกันตามไปด้วย โดยลอคเกอร์รูมของ คลิปเปอร์ส มีขนาดเล็กกว่าของ เลเกอร์ส อย่างเห็นได้ชัด แถมยังไม่มีการแขวนแบนเนอร์ให้เห็นเด่นชัดเท่ากัน จากความสำเร็จที่ไม่เทียบเท่ากับเลเกอร์สนั่นเอง 

การได้รับการปฏิบัติอันแตกต่าง ทำให้อดีตดาวดังของ คลิปเปอร์ส อย่าง ดีอังเดร จอร์แดน และ เบลค กริฟฟิน เคยออกมาบ่นด้วยความน้อยใจว่า "บางครั้งเรารู้สึกเหมือนว่าเราเป็นลูกเลี้ยงเลย เราเข้าใจว่าพวกเขาประสบความสำเร็จอย่างมากนะ แต่มันอดคิดไม่ได้จริงๆ ว่ามันไม่เท่าเทียมกันเลย"


Photo : NBA.com 

ด้วยความที่เป็นเมืองเดียวกัน แต่มีการแบ่งแยกแฟน และมีความสำเร็จต่างกัน ทำให้ คลิปเปอร์ส กลายเป็นเพียงทีมไม้ประดับ เป็นรอง เลเกอร์ส ทุกอย่างตั้งแต่มูลค่าทีม, ราคาค่าตั๋วทั้งแบบธรรมดาและวีไอพี, ความโด่งดังของผู้เล่น รวมถึงความสำเร็จของทีมด้วย และด้วยภาพลักษณ์ที่ถูกมองอย่างแตกต่าง ทำให้ทุกครั้งที่สองทีมนี้โคจรมาพบกัน ต่างฝ่ายจึงใส่กันเต็มที่เพื่อพิสูจน์ว่าตนนั้นเหนือกว่า ทั้งผู้เล่นและแฟนๆ จนทำให้เกมธรรมดาแทบจะเป็นเหมือนเกมในรอบเพลย์ออฟเลย

โดนัลด์ สเตอร์ลิ่ง ผู้นำทีม คลิปเปอร์ส มายังแอลเอนั้นเคยกล่าวว่า ตราบใดที่คลิปเปอร์สยังไม่ได้แชมป์ ทุกอย่างก็จะวนไปลักษณะนี้ ทีมคลิปเปอร์สจะไม่ถูกยอมรับ แม้ว่าช่วงหลังผลงานทีมจะดีขึ้นผิดหูผิดตา แต่มันจะไม่มีทางจบถ้าคลิปเปอร์สนั้นไม่ได้แชมป์ ซึ่งสอดคล้องกับที่โค้ช ริเวอร์ส เคยให้สัมภาษณ์ว่า "นึกถึงแอลเอ คนจะนึกถึงเลเกอร์ส แต่ผมว่ามันจะเปลี่ยนไปถ้า เรา (คลิปเปอร์ส) ได้แชมป์ NBA"

 

เมื่อลูกไล่ขอขึ้นมาแข่ง

อย่างที่ได้กล่าวไปว่า การแข่งขันกันของทั้งสองทีมนั้นมีในทุกมิติ ซึ่งเรื่องของตัวผู้เล่นก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเฉพาะในฤดูกาล 2018-19 ที่ เลเกอร์ส นำ คลิปเปอร์ส ไปหนึ่งก้าว ด้วยการเอา เลบรอน เจมส์ ซูเปอร์สตาร์หมายเลข 1 ของ NBA แห่งยุคปัจจุบันเข้าร่วมทีม ทำให้มูลค่าทีมในการตลาดหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋ว, ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด หรือมูลค่าการตลาดด้านอื่นๆ ของทีม เลเกอร์ส พุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว 


Photo : www.ocregister.com

และหากถามว่า ชื่อของ เลบรอน กับ เลเกอร์ส นั้นขายได้ขนาดไหน? เปรียบมูลค่าล่าสุดของทีมก็คงพอเห็นภาพ เพราะ เลเกอร์ส นั้นรับเละจากรายได้ที่เข้ามา แม้ว่าทีมจะไม่เข้ารอบเพลย์ออฟก็ตาม ขณะที่ คลิปเปอร์ส แม้เข้ารอบเพลย์ออฟ แต่เมื่อเทียบรายได้นั้นก็ยังไม่เท่า เลเกอร์ส

เท่านั้นไม่พอ เลเกอร์ส ในฤดูกาล 2019-20 ที่กำลังจะมาถึง ยังทำทุกทางเพื่อทิ้งขาด คลิปเปอร์ส ไปอีก ด้วยการคว้าตัว แอนโทนี่ เดวิส ฟอร์เวิร์ดเบอร์ 1 ของลีกเข้ามร่วมทีม นั่นทำให้เสื้อเบอร์ 3 ของเดวิสขายดีเป็นเทน้ำเทท่า รวมถึงสถานีโทรทัศน์ต่างๆ จัดโปรแกรมการถ่ายทอดสดของ เลเกอร์ส เพิ่มขึ้น เพราะผู้ชมต้องการดูคู่ประสานยุคใหม่ของเลเกอร์ส เลบรอน-เดวิส กันอย่างมาก 


Photo : www.forbes.com

เรื่องดังกล่าวทำให้ สตีฟ บัลเมอร์ เจ้าของทีม คลิปเปอร์ส คนปัจจุบัน ที่เข้ามาซื้อทีมต่อจาก โดนัลด์ สเตอร์ลิ่ง เมื่อปี 2014 ทนไม่ได้กับการที่ต้องเห็น คลิปเปอร์ส ตกอยู่ใต้เงาของเลเกอร์สมาตลอด เรียกได้ว่ายอมใครยอมได้ แต่ยอมเลเกอร์สยอมไม่ได้ ทำให้บัลเมอร์นั้นตัดสินใจขั้นเด็ดขาดที่จะทำให้ คลิปเปอร์ส ขึ้นมาอยู่เหนือ เลเกอร์ส ให้ได้

สิ่งนั้นก็คือการ "สร้างทีม คลิปเปอร์ส ให้ได้แชมป์แบบทันตาเห็น" ด้วยปฏิบัติการกระชากตัว คาวาย เลียวนาร์ด ฟอร์เวิร์ดดีกรีแชมป์ NBA มาจาก โตรอนโต แร็ปเตอร์ส แบบสร้างความงงให้กับทุกๆ คนทั่วโลก เพราะก่อนหน้านี้ข่าวลือการย้ายสังกัดของ คาวาย จะอยู่กับทาง เลเกอร์ส มากกว่า แถมยังให้ คาวาย ไปเชิญชวน พอล จอร์จ ฟอร์เวิร์ดระดับออลสตาร์ของ โอคลาโฮมา ซิตี้ ธันเดอร์ เข้ามาร่วมทีมอีกด้วย 

นี่คือการชูแคมเปญ "สำนึกรักบ้านเกิด" เนื่องจากทั้ง คาวาย และ จอร์จ ต่างเกิดใน ลอส แอนเจลิส ทั้งคู่ ซึ่ง คลิปเปอร์ส คว้าตัวมาเพื่อช่วยทีมบ้านเกิดผงาดขึ้นมาในลีกให้จงได้ เมื่อรวมกับการเทรดเอาผู้เล่นบางส่วนเข้ามาเพิ่มเติม ทำให้ทุกๆ สื่อต่างประเมินในขั้นต้นว่า "คลิปเปอร์ส คือเต็งแชมป์ในฤดูกาล 2019-20" และทำให้มูลค่าการตลาด ทั้งยอดขายเสื้อ รวมถึงลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด เทไปทาง คลิปเปอร์ส มากขึ้น


Photo : abc7.com

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การที่สื่อต่างๆ นั้นจัดให้ คลิปเปอร์ส เป็นเต็ง 1 เลเกอร์ส เป็นเต็ง 2 ที่จะคว้าแชมป์ เป็นสิ่งที่แฟนๆ และผู้เล่นของ เลเกอร์ส ต่างยอมไม่ได้ สื่อได้มีการพยายามจับโยงความเป็นคู่แค้นร่วมเมืองให้กับเหล่าสตาร์ของทั้งสองทีม อย่างที่ แดนนี่ กรีน ชูตติ้งการ์ดคนใหม่ของ เลเกอร์ส ได้บอกว่า "ผมไม่ได้กังวลหรือมองว่า คลิปเปอร์ส เป็นคู่แข่งเลยนะ คู่แข่งที่สำคัญที่สุดคือตัวของพวกเราเอง ถ้าเราเล่นดีเราก็ไปถึงเป้าหมายการเป็นแชมป์ได้ เราแค่สู้กับตัวของเราเท่านั้น" ในขณะที่ซุป'ตาร์หมายเลข 1 ของ NBA อย่าง เลบรอน เจมส์ ก็ได้บอกว่า "ผมไม่คิดว่าเขาจะเป็นคู่แข่งเรานะ และผมไม่เคยแม้แต่จะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราเป็นทีมที่ดี และผมเชื่อว่าเราเจอกับใครก็ได้"

สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้การแข่งขันของ 2 ทีมร่วมเมืองแอลเอ เปรียบเสมือนการทำสงครามเย็นกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ร็อบ เพลินกา GM หรือผู้จัดการทั่วไปของ เลเกอร์ส ให้มุมมองถึงเรื่องดังกล่าวว่า "มันเหมือนสงครามเย็น และสื่อในยุคนี้ก็เป็นตัวปะทุชั้นดีเลย แต่มองอีกมุม มันทำให้เมืองนี้น่าสนใจมากขึ้นนะ เพราะเป็น 2 ทีมชั้นยอด ที่มีแต่คนเฝ้ามอง มันเหมือนกับเป็นเมืองแห่งสองทีมกีฬาชั้นนำเลย และการแข่งขันมันจะรุนแรงขึ้นกว่านี้แน่นอนในทุกๆ ด้าน"


Photo : www.ocregister.com

และก็เป็นอย่างที่สื่อนั้นต้องการ เพราะจากประวัติศาสตร์ทีมร่วมเมืองที่อยู่ด้วยกันมากว่า 40 ปี แถมเป็น 2 ทีมที่มีลุ้นแชมป์ด้วยกัน ไม่เพียงเท่านั้น ความได้เปรียบยังเหลื่อมมาอยู่กับ คลิปเปอร์ส ทีมที่ถูกเปรียบเสมือนลูกไล่ ทำให้ NBA ได้จัดให้แมตช์เปิดสนามฤดูกาล 2019-20 เป็นการเจอกันระหว่าง เลเกอร์ส และ คลิปเปอร์ส ซึ่งเป็นตารางที่เซตขึ้นมาใหม่ หลังจากที่รู้ข่าวการได้ตัว แอนโทนี่ เดวิส ของ เลเกอร์ส และ คาวาย-จอร์จ ย้ายสู่ทีม คลิปเปอร์ส 

และถึงแม้ในเกมส์การแข่งขันของคู่นี้จะมีผลแพ้ชนะอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ผู้ชนะและได้เงินเข้ากระเป๋าจากการถ่ายทอดสดแมตช์ที่ทุกคนจับตามอง ก็คือ NBA นั่นเอง



ชื่นชอบบทความนี้ของ : วัชรินทร์​ จัตุชัย​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง