mainstand

Feature

ยินดีไม่มีปัญหา : “เบรเมน” ... ทีมเดียวที่อนุญาตให้ “ไอล์ตัน” เป็นเจ้าตุ๊ต๊ะจอมขี้เกียจ 



ไอล์ตัน คือหนึ่งในดาวยิงบราซิลระดับตำนานของวงการฟุตบอลบุนเดสลีกาที่เข้ามาสร้างชื่อเสียงในยุคมิลเลนเนียมและเป็นที่พูดถึงกระทั่งทุกวันนี้จากการเป็น ดาวซัลโว และพา เเวร์เดอร์ เบรเมน คว้าดับเบิ้ลเเชมป์ในฤดูกาล 2003-04

“อ้วนตุ๊ะต๊ะแต่เร็วเหมือนจรวด หลุดยังไงก็เข้า แหวกยังไงก็ทะลุ เลี้ยงยังไงก็ผ่าน” นี่คือนิยามของ ไอล์ตัน กับทีม นกนางนวล ทว่าคุณสังเกตไหม เหตุใดเขาจึงเก่งเฉพาะตอนเล่นให้กับ เบรเมนเพียงที่เดียว?

นี่คือคำตอบของเรื่องทั้งหมดที่ทำให้ “เจ้าอ้วนจอมขี้เกียจ” ยิงมากกว่า รอย มาคาย, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ และ แยน โคลเลอร์ ในฤดูกาลสุดมหัศจรรย์นั้น 

บราซิล ถึง เยอรมัน

นักเตะบราซิลกับฟุตบอลเยอรมันนั้นผูกพันและเกี่ยวข้องกันมาตั้งแต่ยุค 90’s ด้วยเหตุผลของค่าเหนื่อยที่ไม่ได้สูงจนเกินไป และที่สำคัญที่สุดคือนักเตะบราซิเลี่ยนมีจุดเด่นที่หาชาติใดเหมือนยาก นั่นคือทักษะ เทคนิค และการสร้างสรรค์หรือสร้างความบันเทิงให้กับการแข่งขัน

ด้วยความที่ฟุตบอลเยอรมันนั้นเป็นฟุตบอลระบบ นักเตะชาวด๊อยช์นั้นจะเล่นกันตามที่โค้ชสั่งทุกกระเบียดนิ้ว นักเตะคนไหนมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง ตำแหน่งนี้เล่นอย่างไร มีความรับผิดชอบจุดไหน สิ่งที่คุณต้องทำคือต้องเล่นตามแผนให้ได้ ขณะที่ บราซิล นั้นมีความเป็นศิลปินสูง ไม่มีกรงใดที่ขังความสามารถของพวกเขาได้ และแข้งบราซิเลี่ยนไม่กลัวที่จะใช้มัน ซึ่งมันทำให้พวกเขาสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

ในยุค 90’s นั้น ทีมจากเยอรมันใช้งานนักเตะบราซิลจนก้าวขึ้นไปเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติมาแล้ว ทั้ง จอร์จินโญ่, ดุงก้า และ เปาโล แซร์จิโอ ที่อยู่ในชุดคว้าแชมป์โลกปี 1994 ซึ่งผู้เล่นเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นการดึงตัวมาจากสโมสรในบราซิลโดยตรงเลยทีเดียว และหลังจากนั้นจึงกลายเป็นยุคทองโดยเฉพาะในตำแหน่งดาวยิงที่ย้ายเข้ามาและทำหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องทั้ง โจวานนี่ เอลแบร์, มาโช่ อโมโรโซ่, มาร์เซลินโญ่ และพระเอกของเรื่องนี้ที่แตกต่างจากใครพวก ... "ไอล์ตัน กอนซาลเวส ดา ซิลวา" คือชื่อของเขา

โวล์ฟกัง ซิดก้า กุนซือของ แวร์เดอร์ เบรเมน ในปี 1998 ต้องปวดหัวกับอย่างมากกับผลงานทีมที่ไม่ดีในเวลานั้น เบรเมน มีปัญหาเรื่องการยิงประตูและนั่นทำให้เขาเริ่มเสริมทัพอีกครั้งในเดือนตุลาคมด้วยการจ่ายเงิน 2.5 ล้านปอนด์ เพื่อเป็นค่าตัวของ ไอล์ตัน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่แฟนๆ พอใจนัก

ซิดก้า ต้องปวดหัวซ้ำสองเพราะเจอแรงกดดันจากแฟนบอลที่คิดว่า ไอล์ตัน ผู้มาจากทีมในลีกเม็กซิโกอย่าง ติเกรส ยากที่จะไปรอดในบุนเดสลีกา เพราะขนาดเล่นในลีก เม็กซิโก ไอล์ตัน ก็ยังยิงได้แค่ 5 ลูกจาการลงเล่น 23 นัดในฤดูกาล 1997-98 ซึ่งนั่นถือว่าเป็นจำนวนประตูที่น้อยมาก ดังนั้น 2.5 ล้านปอนด์ กับนักเตะที่ค่าการยิงประตูต่ำขนาดนี้ ... โอกาสเจ๊งมีสูง! 

ยิ่งในวันเปิดตัว คนก็ได้เห็นว่า ไอล์ตัน มีส่วนสูงเพียง 168 เซ็นติเมตร แถมยังมีลักษณะท้วมทำให้ดูน่าเป็นห่วงมากเข้าไปอีก อย่างไรก็ตาม ซิดก้า พยายามทำให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า "คนนี้แหละคือคนที่ใช่" ... ทว่าถึงจะยืนกรานแต่ความจริงก็คือความจริง ไอล์ตัน เล่นไม่ได้เลยในปีแรก

ณ เวลานั้นเป็นช่วงที่ยากลำบากของ ไอล์ตัน เป็นอย่างมาก เขาปรับตัวไม่ได้เพราะพูดภาษาเยอรมันไม่ได้แม้แต่คำเดียว นอกจากนี้เขายังต้องเช่าโรงแรมนอนไปวันๆ แถมยังสั่งอาหารเป็นเพียงอย่างเดียวคือสปาเก็ตตี้ ซ้ำร้ายคือเมื่อเขาเริ่มสนิทกับ ซิดก้า ที่เป็นกุนซือ กลับกลายเป็นว่า ซิดก้า โดนปลดออกจากตำแหน่งเซ่นผลงานแย่ ก่อนที่ เบรเมน จะเอา เฟลิกซ์ มากัธ เข้ามาคุมทีมแทน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของฝันร้าย

ไอ้อ้วนจอมขี้เกียจ

มากัธ เป็นกุนซือที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดมาก ไม่มีผ่อนปรน ไม่มีข้อยกเว้นให้กับใคร ทุกสิ่งที่เขาสั่งต้องได้ตามนั้น ดังนั้นการที่สายตาของเขามาปะกับ ไอล์ตัน จึงเป็นการสปาร์กกันระหว่างสายวินัยเถรตรง กับสายชิลล์ปล่อยตัวตามสบาย ... แน่นอนอยู่แล้วว่าคนที่เป็นเจ้านายคือผู้ชนะในศึกวงในครั้งนี้

กุนซือฉายา "พ่อมด" เห็นสภาพของ ไอล์ตัน แล้วก็ได้แต่ส่ายหัว เพราะเขาน้ำหนักเกินเกณฑ์ เขาสูงแค่ 160 กว่าๆ แต่น้ำหนักกลับมากถึง 80 กิโลกรัม แถมยังสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีมไม่ได้ ทำให้ มากัธ ตัดชื่อ ไอล์ตัน ในฐานะตัวจริงทิ้งแบบไม่ต้องคิดในเวลานั้น

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ ไอล์ตัน คนเดียวที่ต้องดิ้นรนกับสถานการณ์ในปีแรกที่ทำงาน เพราะ มากัธ เองก็ไม่แพ้กัน เขาคุมทีมไปได้ไม่นานก็โดนไล่ออกตาม ซิดก้า ไปภายในไม่กี่เดือน เพราะทีมกำลังจะตกชั้น จากนั้น เบรเมน จึงเอาอดีตนักเตะของพวกเขาอย่าง โทมัส ชาฟ เข้ามาคุมทีมแทน

ด้วยความที่ ชาฟ เข้ามาในช่วงท้ายฤดูกาล ไม่มีเวลาให้ลองอะไรมากมายนัก ทำให้เขาต้องใช้นักเตะที่มีประสบการณ์ลงเล่นเพื่อหนีตายไปก่อน จึงทำให้ ไอล์ตัน แทบไม่ได้โอกาสและยิงไปแค่ 2 ลูกเท่านั้นในเวลา 1 ปี ทว่าที่สุด ชาฟ ก็เป็นฝ่ายคิดถูกเพราะเขาสามารถพาทีมหนีตกชั้นได้ด้วยคะแนนที่มากกว่าโซนสีแดง 1 แต้ม

แม้ทีมจะจบลงด้วยความสำเร็จแต่ ไอล์ตัน ไม่ได้มีความสุขด้วยในตอนแรก เขาถูกวิจารณ์เรื่องความอ้วนเป็นประจำ หนำซ้ำยังไม่ใช่กองหน้าที่เล่นเข้ากับนักเตะเยอรมันในทีมได้เพราะเขาไม่ช่วยไล่บอล ดังนั้น ไอล์ตัน ก็ไม่ได้สนอะไร ทีมไม่ใช้เขาก็จะไม่อยู่ต่อ เขาสั่งเอเย่นต์ไปเจรจาหาทีมมาซื้อตัวเขากลับไป บราซิล และได้ข้อเสนอที่ดีมาจาก โบตาโฟโก้ แต่เมื่อทั้งสองสโมสรดีลกันจนเกือบถึงขั้นตอนสุดท้าย โทมัส ชาฟ ก็เข้ามาขวางเรื่องนี้จนได้ 

ชาฟ เป็นกุนซือคนหนุ่มที่เปิดกว้างพร้อมคุยกับนักเตะทุกคน แม้ ไอล์ตัน จะทำผลงานได้ไม่ดีในปีแรก แต่ ชาฟ ได้เรียกเขามาพบส่วนตัวและพยายามที่จะปลุกความมั่นใจลงไปในตัวของไอล์ตัน โดยข้อเสนอของ ชาฟ คือ ไอล์ตัน จะต้อง "เป็นทีม" มากกว่าที่เคยเป็น และคำขอสุดท้ายคือ "ได้ลงต้องยิงได้" แค่นี้เขาก็จะได้ลงเล่นแน่นอน 

แค่นี้ก็ทำให้ ไอล์ตัน หัวใจพองโต เดิมทีเขาไม่ใช่คนที่ต่อต้านอะไรอยู่แล้ว เพียงแต่นิสัยของเขากับมากัธมันสุดขั้วเกินกว่าจะเข้ากันได้ ดังนั้นการได้เปิดใจกับ ชาฟ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของ ไอล์ตัน ในเบรเมนอย่างแท้จริง

"โทมัส ชาฟ เนี่ยเป็นคนที่แตกต่างกับ มากัธ อย่างกับนรกและสวรรค์เลยผมจะบอกให้นะ แม้เขาจะเป็นโค้ชเยอรมันแต่เขามีความคิดที่เปิดกว้างมาก เขาไม่สนเรื่องเชื้อชาติ เขาให้โอกาสนักเตะจากประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะนักเตะบราซิลอย่างผม หรือนักเตะเปรู ทุกคนในทีมต่างรู้สึกดีเหมือนได้อยู่กับบ้านเลยทีเดียว" ไอล์ตัน กล่าวถึงนายใหญ่คนโปรด

ปีที่ 2 กับ เบรเมน เปลี่ยนไปมาก ไอล์ตัน จับคู่กับนักเตะ เปรู อย่าง เคลาดิโอ ปิซาร์โร่ และหลังจากนั้นทั้งคู่ก็ประสานงานกันผลัดกันยิง ผลัดกันส่ง แถมยังมีเพลย์เมคเกอร์อย่าง อันเดรียส แฮร์ซอร์ก จอมทัพชาวออสเตรีย คอยถวายบอลสวยๆ ให้อีก จน เบรเมน กลายเป็นทีมที่มีเกมรุกอันตรายที่สุดทีมหนึ่งในบุนเดสลีกา

ตัวของ ไอล์ตัน นั้นกระทุุ้งประตูแล้วกระทุ้งประตูเล่า เผลอแว็บเดียวเขาเปลี่ยนตัวเองจากเจ้าของฉายา "ไอ้อ้วนสันหลังยาว" กลายเป็น "ไอ้ลูกบอลสายฟ้า" ด้วยการยิงไปถึง 16 ลูกในปีนั้น

"ถามจริงๆ คุณช่วยเขายังไง?" นักข่าวถามกับ ชาฟ ที่เปลี่ยน ไอล์ตัน เป็นคนละคน

"คุณจะไม่บอกกับลูกของคุณตรงๆ หรอกว่าต่อไปนี้คุณจะไม่ช่วยเหลืออะไรเขาอีกแล้ว คุณจะต้องสอนหรือช่วยเขาแบบอ้อมๆ น่ะ" ชาฟ ตอบแบบเป็นปริศนา ขณะที่คนสัมภาษณ์จี้ต่อว่า "ก็แล้วทำยังไงล่ะ?"

"ผมก็ช่วยเขาผ่านการลงโทษไง" ชาฟ ยิ้มและเผยถึงกุศโลบายการสอนของเขา แม้จะให้ความมั่นและความสะดวกสบายกับนักเตะ แต่เขาก็ยังวางกรอบกว้างๆ เอาไว้ไม่ให้ ไอล์ตัน หลุดจากความเป็นมืออาชีพ

ไอล์ตัน เคยไปพักร้อนและกลับมารายงานตัวกับทีมช้า และเหตุการณ์นั้น ชาฟ เล่นไม้แข็งกับเขาด้วยการลงโทษ (ไม่ได้เปิดเผยว่าอะไร) ซึ่งไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ช่าง ตอนนี้ ไอล์ตัน เปลี่ยนไปแล้ว

ใจได้แล้ว สไตล์ต้องได้ด้วย

ยิ่งสนิทกันการทำงานก็ยิ่งง่าย ชาฟ ยังไม่หยุดจูน ไอล์ตัน ให้โหดกว่าเดิม เขาเริ่มรู้แล้วว่าในเมื่อไอ้หมอนี่ไม่ชอบวิ่งไล่บอลเขาก็จะดึงประสิทธิภาพในการเล่นเกมรุกของ ไอล์ตัน ออกมาทดแทน 

สิ่งที่ชาฟเห็นคือ ไอล์ตัน อาจจะอ้วนแต่ความเร็วของเขายากที่ใครจะตามทัน เขาใช้จุดแข็งข้อนี้วาง ไอล์ตัน ไว้เล่นในเกมสวนกลับ และแทบไม่ให้มีบทบาทอะไรกับระบบการเล่นของทีมในส่วนของเกมรับเลย 

ไอล์ตัน ตอบแทนสิทธิพิเศษอย่างสาสม ยิ่งปรับตำแหน่งปรับสไตล์มันเหมือนเป็นการติดปีกให้กับเขาดีๆ นี่เอง ไอล์ตัน ยิงประตูได้มากขึ้นเรื่อยๆ จาก 16 ลูกกลายเป็น 17 ลูก, 20 ลูก และในฤดูกาล 2003-04 คือการระเบิดฟอร์มที่โหดที่สุดของเขา ... ประตูจำนวน 34 ลูกจากการลงเล่น 43 นัดคือสถิติที่เขาทำได้ 

"ไอล์ตัน เป็นคนที่สนุกกับฟุตบอลมาก คุณสังเกตได้ง่ายๆ เลย วันไหนที่เขาเล่นได้ดีนั่นแปลว่าเขามีความสุขกับมัน" ชาฟ เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของ ไอล์ตัน หลังจากเขาจูนระบบทีมให้ใหม่เพื่อ ไอล์ตัน โดยเฉพาะก่อนจะเปิดเผยเพิ่มเติมว่า "ทีม" ได้อะไรกลับมาจากเขาบ้างนอกจากประตู "ไอล์ตัน กลายเป็นคนที่มีความสุขและแฮปปี้กับเพื่อนร่วมทีม นั่นคือสิ่งยอดเยี่ยมเกี่ยวกับเขา หมอนี่ไม่เคยเห็นแก่ตัวเลย"

ไอล์ตัน สนิทกับทุกคนในเบรเมนชุดฤดูกาล 2003-04 เขาเข้ากันได้ดีกับนักเตะเจ้าถิ่นที่เป็นซีเนียร์อย่าง แฟร้งค์ เบามันน์, ฟาเบียน แอร์นส์ท และ ทิม โบรอฟสกี้ ขณะที่นักเตะต่างชาตินั้น เขาถือเป็นหัวโจกของทีม คู่ซี้ของเขาคือ อิวาน คลาสนิช และ โยฮัน มิกูด์ 

ทุกครั้งที่ ไอล์ตัน ยิงได้เขาจะวิ่งไปกอดกับเพื่อนร่วมทีมหรือไม่ก็พยายามเล่นกับแฟนบอลไม่ว่าจะเป็นการปลุกเร้าในช่วงที่ทีมตามหลัง หรือแม้จะทำอะไรตลกๆ ในช่วงที่ทีมขึ้นนำ 

ประตูที่ทำให้เขาจดจำมากที่สุดคือเกมกับ บาเยิร์น ในนัดที่ 32 ของฤดูกาล ซึ่งเป็นเกมที่มีความหมายมาก หาก เบรเมน ชนะพวกเขาจะเป็นแชมป์ลีกทันที ก่อนจะเป็น 3 ประสานต่างชาติอย่าง คลาสนิช, มิกูด์ และ ปิดท้ายด้วย ไอล์ตัน ที่ยิงคนละลูกให้ เบรเมน บุกชนะถึง มิวนิค 3-1 

หลังจากเกมจบ ผู้เล่นคนอื่นกำลังดีใจ กลายเป็นว่า ไอล์ตัน เดินร้องไห้ปลดปล่อยอารมณ์แบบที่ไม่มีใครเคยเห็น เขาเดินเข้ามากอด ชาฟ คนที่ให้ชีวิตที่เยอรมันกับเขา เขาเข้ามากอดกับ เคล้าส์ อัลลอฟ ที่ไม่ขายเขาทิ้งในวันที่เขาไร้ค่า ตอนนี้ ไอ้อ้วนสันหลังยาว พาทีมนกนางนวลคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้สำเร็จ และประตูดังกล่าวทำให้เขาแซงหน้า รอย มาคาย กลายเป็นดาวซัลโวของฤดูกาลนั้นไปครองอีกด้วย 

ผมอยากย้ายแล้ว

การพาทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกา ควบด้วย เดเอฟเบ โพคาล ในฤดูกาล 2003-04 อาจจะทำให้ผู้บริหารมองถึงสเต็ปต่อไป แต่สำหรับ ไอล์ตัน เขาไม่คิดเช่นนั้น เขาเกิดความคิดในใจว่า เบรเมน คงไปไม่ได้ไกลมากกว่านี้ โดยเฉพาะในรายการถ้วยยุโรปที่เขาอยากจะประสบความสำเร็จให้ได้ ... เขาเตรียมใจมานานพอสมควรสำหรับการย้ายออก โดยสิ่งที่ยืนยันว่ามันเป็นเช่นนั้นคือเขาเลือกที่จะไม่ต่อสัญญาหลังฉลองแชมป์ ซึ่งมันทำให้เขากลายเป็นนักเตะฟรีเอเย่นต์ย้ายทีมได้แบบไม่มีค่าตัวทันที

"บอส ผมขอย้ายทีม" ไอล์ตัน เดินมาบอกกับ ชาฟ กุนซือที่เขาเรียกว่าเป็นพ่อคนที่ 2 

"เหมือนกับระเบิดลงเลย โทนี่ (ชื่อที่ ชาฟ เรียก ไอล์ตัน) เพิ่งมีความคิดจะย้ายทีมเอาตอนที่เราแทบไม่เหลือเวลาอะไรแล้ว และที่สำคัญคือเขาคิดทบทวนมากอย่างเดียวว่าอย่างไรเสียก็ต้องย้ายออกจาก เบรเมน ให้ได้" ยอดกุนซือทีมนกนางนวลเผยถึงช่วงเวลานั้น

ความคิดของ ไอล์ตัน ในเวลานั้นคือ ชาลเก้ เป็นทีมที่ใหญ่กว่า เบรเมน และพร้อมที่จะลงทุนเพื่อความสำเร็จในอนาคตได้มากกว่า แต่ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่เขาเตรียมใจมานาน ทว่าเมือถึงวันที่ต้องย้าย ไอล์ตัน ก็ร้องไห้ออกมา

"ผมมีพ่อ 2 คน พ่อคนแรกของผมอยู่ที่บราซิล และอีกคนอยู่ที่เยอรมัน คนนั้นคือ โทมัส ชาฟ" ไอล์ตัน กล่าวเริ่ม

"ตอนจะย้ายผมนอนร้องไห้เป็นเดือนเลย ไม่ว่าจะในบ้าน ในห้องนอน ในห้องน้ำหรือว่าที่ไหนๆ ผมถามตัวเองแบบสับสนว่าทำไมเราต้องไปชาลเก้? ทำไมเราจึงต้องย้ายไปชาลเก้ด้วย? สิ่งที่ตอบผมคือเพราะมันจะเป็นการพิสูจน์ตัวเองของผม เพราะผมเองเป็นคนที่ชอบทำงานหนักเพื่อไปยังจุดสูงสุดอยู่แล้ว" 

เขาอายุ 30 ปีแล้ว และต้องการเปลี่ยนแปลงไปยังอีกจุดหนึ่ง เขาจึงมาที่นี่ ... จุ๊ปป์ ไฮย์เกส กุนซือของ ชาลเก้ ยินดีอย่างมากที่มีนักเตะอย่างเขาเข้ามาเสริมทัพ ขณะที่แฟนๆ ของ ชาลเก้ เดินทางมาชมการเปิดตัวของ ไอล์ตัน กว่า 2,000 คน 

"ทุกคนก็รู้ว่าผมเร็วอย่างกับจรวด ถ้าผ่านบอลให้ผมเร็วๆ แล้วล่ะก็ ไม่แน่ผมอาจจะยิงซักเกมละ 2 ลูกเลยก็ได้" ไอล์ตัน ให้สัมภาษณ์เปิดตัวแบบติดตลกตามสไตล์ 

ไม่มีที่ไหนดีเท่า เบรเมน 

ปีแรกกับ ชาลเก้ ไม่ได้เลวร้ายเลย เพราะเขายิงในลีก 14 ลูก และยิงรวมทุกรายการ 20 ลูก และพาทีมจบด้วยการเป็นรองแชมป์ทั้ง บุนเดสลีกา และ เดเอฟเบ โพคาล

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาไม่ถูกใจคนที่ เกลเซนเคียร์เช่น คือ วินัยของ ไอล์ตัน หย่อนยานกว่าเพื่อนคนอื่นๆในทีม ซึ่งพวกเขามองว่าหาก ไอล์ตัน ขยันกว่านี้ทีมคงไม่จบด้วยการเป็นรองแชมป์ทั้ง 2 รายการแน่

แฟนชาลเก้ ไม่ค่อยชอบเพราะบอกว่าขี้เกียจ, ขาดความกระตือรือร้น อีกทั้งเขายังไม่ยอมย้ายบ้านจากเดิมจาก เบรเมน มาอยู่ที่ ชาลเก้ และทำให้เขาต้องเสียเวลาเดินทางไปกลับมากถึงวันละ 500 กิโลเมตร หรือคิดเป็นเวลาก็ 6 ชั่วโมงต่อวัน ที่เขาใช้ชีวิตบนถนน ...

ปัญหาดังกล่าวคือเรื่องใหญ่ของ ชาลเก้ แต่สำหรับที่ เบรเมน นั้นไม่ใช่ เบรเมน สามารถอนุญาตให้เขาเป็นเจ้าอ้วนจอมขี้เกียจได้จนสาแก่ใจตราบใดที่เขายังยิงประตูได้เรื่อยๆ

"ผมนี่ตัวขาดวินัย ผมไม่เคยกินน้ำผลไม้หรือน้ำแอปเปิ้ลแล้วก็เข้านอนเหมือนกับนักฟุตบอลสมัยนี้หรอก ตอนที่ชนะ บาเยิร์น (สมัยอยู่เบรเมน) เราฉลองกันแต่ค่ำยันเช้า นั่นคือชีวิตค้าแข้งทั้งหมดของผม แต่อย่าเข้าใจผิดนะ ผมก็ไม่ได้เละถึงขั้นไปเที่ยวดิสโก้เธคในทุกค่ำก่อนเเข่งอะไรแบบนั้น ผมแค่เป็นคนมีจังหวะชีวิตที่แตกต่างจากคนอื่นๆ เท่านั้นเอง"

หลังจากนั้น ชาลเก้ ก็ขายเขาให้กับ เบซิคตัส ด้วยราคา 3.5 ล้านยูโร และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่เราได้เห็น ไอล์ตัน ในร่างปีศาจเเหวกยิงเป็นว่าเล่น ตัวของเขาเองก็รู้ดีว่าการย้ายออกจาก เบรเมน ที่เป็นเหมือนบ้านคือความผิดพลาดอย่างแท้จริง เขายอมรับว่าทุกครั้งที่ได้ดูคลิปวีดีโอการยิงประตูสมัยเล่นให้กับ เบรเมน ของตัวเอง เขาถึงกับร้องไห้ออกมาเลยทีเดียว

"ผมไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไงนะ แต่สำหรับ ไอล์ตัน บอกได้เลยว่าเขากำลังร้องไห้ แค่เห็นวีดีโอสมัยเก่าๆ แค่นี้ผมก็ร้องไห้ได้เเล้ว" ไอล์ตัน กล่าวกับ บิลด์ ในภายหลัง 

เพราะหลังจากนั้นไม่ว่าไปที่ไหนเขาก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก ชื่อของเขาถูกลืมไปทีละนิดๆ เหลือเพียงแห่งเดียวที่ยังเปี่ยมไปด้วยความทรงจำดีๆ นั่นคือ เบรเมน ถิ่นเก่าถิ่นเดิมของเขาเอง และเมื่อนั้นเขาจึงต้องกลับมาเล่นให้กับ เบรเมน อีกครั้งหนึ่งในวัย 41 ปี

เหตุผลที่กลับมา 

หลังจากแขวนสตั๊ดในปี 2014 ไอล์ตัน เดินทางกลับมายัง เบรเมน อีกครั้ง เพื่อลงเล่นเกมเกียรติยศที่สโมสรและแฟนๆ จัดขึ้นเพื่อเขาโดยเฉพาะ บัตรถูกขายเกือบเต็มความจุ 6 หมื่นที่นั่ง และเหตุการณ์นี้ทำให้บรรยากาศเก่าๆ กลับมาเยือน "โทนี่" ของแฟนๆ เบรเมน ขวัญใจคนดีคนเดิม

"นี่คือเกมสุดท้ายในชีวิตค้าแข้ง ยิ่งใกล้เริ่มเกมก็ยิ่งตื่นเต้นใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย" เขาบอกกับสำนักข่าว บิลด์ ก่อนที่จะโดนถามว่า "แล้วคุณจะเอายังไงกับเกมนี้" ไอล์ตัน ยิ้มและตอบว่า

"ก็นี่มันเกมของผม กรรมการก็ต้องเป็นกรรมการของผมด้วย ผมแอบตกลงกับพวกเขาไว้เเล้วว่าวันนี้ห้ามจับล้ำหน้าผมเด็ดขาด (หัวเราะ) ผมจะยืนห้อยอยู่หน้าประตูรอให้ คลาสนิช กับ มิกูด์ ถวายพานมาให้ก็พอแล้ว" 

สิ่งที่ ไอล์ตัน พูดบังเอิญตรงกับที่ โทมัส ชาฟ เคยว่าไว้ว่า ... "ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไมเขาจึงเล่นที่ไหนก็ไม่รุ่งเหมือนอยู่กับ เบรเมน แต่ที่นี่เขามีทั้ง มิกูด์ ที่ผ่านบอลได้ยอดเยี่ยม ขณะที่ เบามันน์, (คริสเตียน) ลิสซต์, แอร์นสต์ และ โบรอฟสกี้ คอยเป็นผู้ช่วยทีดี 

เรื่องอดีตจบลงไปแล้ว ไม่มีเหลืออะไรให้เสียดาย ไอล์ตัน และเพื่อนที่มีชื่อทีมว่า "ไอล์ตัน ออลสตาร์" ลงเล่น ทันทีที่เขาลงสนาม แฟนเบรเมนเริ่มร้องเพลงเชียร์ประจำตัวเขา "Ailton Oho" "Ailton Oho" เขามองไปรอบๆ และชูแขนซ้ายขึ้นมาเพื่อขอบคุณแฟนๆ ทั้งหมด 40,000 คนที่มาเพื่อสั่งลาเขาในวันนี้

"ทำไมแฟนๆ จึงรักผมเหรอ? คำถามดีนะ แต่ผมไม่รู้จะตอบมันยังไง ผมก็เป็นตัวของผมเองแบบนี้ ผมเป็นคนง่ายๆ ตลกๆ ผมอาจจะพูดภาษาเยอรมันไม่เก่ง แต่ผมก็พยายามใช้ภาษานี้สัมภาษณ์ ผลออกมาคือทุกคนหัวเราะทุกครั้งไป นี่คือ ไอล์ตัน ชายผู้ไม่เคเสแสร้งกับใคร บางทีนั่นอาจจะเป็นเหตุผลของคำถามนี้ ... ผมเป็นเหมือนคนๆ หนึ่ง ไม่ใช่นักฟุตบอลที่ยากที่แฟนๆ จะสัมผัสได้"

"ผมย้ายออกจาก เบรเมน มาก็นานเกิน 10 ปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านที่นี่ ทุกคนยังคิดว่าผมเป็นผู้เล่นของทีมอยู่ ดังนั้นหลังจากจบเกมนี้ดูผมก็อยากจะถามแฟนๆ เหมือนกันทำไมเขาจึงรักผมนัก" ไอล์ตัน ยิ้มแก้มปริ

อดีตของ ไอล์ตัน กับ เบรเมน เติมเต็มกันและกันเสมอ ในวันที่ ไอล์ตัน รู้สึกล้มเหลวกับอาชีพค้าแข้งจนไม่มีใครต้องการเขา เขายังรู้เสมอว่ามีแฟนบอลที่นี่ที่พร้อมต้อนรับเขาเสมอ

และเมื่อไรก็ตามที่ เบรเมน ยิงประตูไม่ได้ ฟอร์มไม่ดี แฟนๆ ของพวกเขาก็มักจะพูดกันในกลุ่มสนทนาว่า "ทำไมเราไม่มีกองหน้าแบบไอล์ตันอีกนะ?" 

"อดีตนั้นไร้ความหมาย" ประโยคดังกล่าวไม่เป็นความจริงไปเสียทั้งหมด อย่างน้อยๆ เรื่องราวของ ไอล์ตัน และ เเวร์เดอร์ เบรเมน ก็ต้องขอค้านกับเรื่องนี้ 


https://www.kreiszeitung.de/werder-bremen/ailton-weserstadion-interview-abschiedsspiel-gaensehaut-3831647.html
http://bundesligafanatic.com/20120706/you-are-the-one-for-me-fatty/
https://www.kreiszeitung.de/werder-bremen/spezial-interview-abschiedsspiel-thomas-schaaf-spricht-ueber-ailton-3829487.html
https://www.bild.de/sport/fussball/ailton/die-werder-legende-sagt-heute-tschues-37553922.bild.html
https://www.spiegel.de/sport/fussball/torjaeger-in-koenigsblau-schalke-fans-feiern-ailton-ankunft-a-306893.html
https://www.dw.com/en/perfect-farewell-to-ailton-as-bremen-clinch-historic-double/a-1221317-0
https://thesefootballtimes.co/2019/10/03/overweight-lazy-and-brilliant-the-career-of-werder-bremen-legend-ailton/
https://ygfoot.com/brazilian-players-and-the-bundesliga-why-this-historic-love-affair-is-weaker-than-ever/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง