Stories

จากติ่งเลบรอนสู่คู่แข่ง : เจย์สัน เททัม…ว่าที่ ‘พอล เพียร์ซ’ คนใหม่



แม้ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส จะเป็นฝ่ายคว้าชัยเหนือ บอสตัน เซลติกส์ ในรอบชิงแชมป์สายตะวันออก บาสเกตบอล เอ็นบีเอ ฤดูกาลนี้ แต่ผลงานการเล่นของ เจย์สัน เททัม สมอลล์ ฟอร์เวิร์ด รุกกี้ปีหนึ่งของเซลติกส์ก็ทำให้ เลบรอน เจมส์ สตาร์เบอร์ 1 ของอีกฝั่งต้องชื่นชมในความสามารถ ซึ่งใครจะเชื่อว่า คนที่เลบรอนกล่าวชมนี้ จะเป็นคนเดียวกับที่เมนชั่นหาในทวิตเตอร์ เพื่อขอให้เขากดฟอลโลว์ ติดตามเขาในอดีต

 

เด็กติดแม่

 

เจย์สัน เททัม เกิดมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบเท่าไหร่ เพราะตอนที่เขาเกิด จัสติน คุณพ่อ และ แบรนดี้ คุณแม่ เพิ่งจะมีอายุเพียง 19 ปี กำลังจะเข้าศึกษาชั้นปีที่ 1 ในระดับอุดมศึกษาเท่านั้น ที่สำคัญยิ่งกว่า คือทั้งคู่ที่เริ่มคบหาดูใจกันตั้งแต่อายุ 16 ปี ไม่ได้อยู่เคียงข้างกันในตอนที่เจย์สันเกิด เนื่องจากเรียนอยู่คนละที่

 

นั่นส่งผลให้แม่ของเจย์สันจำต้องสละสิทธิ์ในการรับทุนการศึกษานักกีฬาวอลเลย์บอลที่มหาวิทยาลัยเทนเนสซี่ด้วย แต่ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ได้ลาออกจากการเรียนเพื่อรับหน้าที่เป็นคุณแม่เพียงอย่างเดียวแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับหอบลูกชายของตัวเองเข้าห้องเรียนไปด้วยกัน

 

“เนื่องจากบ้านเราไม่มีเงินพอที่จะจ้างพี่เลี้ยงเด็ก อีกทั้งคุณยายของผมยังต้องทำงานประจำ ผมก็เลยต้องติดสอยห้อยตามแม่ไปทุกที่ นั่งเรียนด้วยกันตรงหลังห้อง ซึ่งพวกเขาอนุญาตให้เลี้ยงเด็กในคลาสได้ตราบใดที่ยังไม่สร้างความรำคาญกับคนอื่น ผมก็เลยต้องเงียบให้มากที่สุดเพื่อที่จะได้ไม่รบกวนแม่” เจย์สันเผยถึงความหลังครั้งยังเด็ก ซึ่งเขาได้อยู่เคียงข้างคุณแม่ในวันที่สำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์อีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ชีวิตของสองแม่ลูกก็มีแต่อุปสรรคให้ต้องแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาทางการเงิน ซึ่งแม้ผู้เป็นแม่จะพยายามแก้ปัญหาอย่างสุดความสามารถจนผ่านพ้นวิกฤตได้ทุกครั้ง แต่มันก็เป็นบาดแผลในใจของทั้งคู่ไม่น้อย

 

เจ้าตัวเผยถึงเรื่องนี้ว่า “เวลาที่มีกระดาษพร้อมกับข้อความตัวโตๆ ว่า ‘แจ้งย้ายออก’ แปะที่หน้าบ้านคราวใด แม่มักจะแอบไปร้องไห้อยู่เสมอ จริงๆ แล้วแม่พยายามเก็บเรื่องปัญหาทางการเงินไว้ ไม่พยายามให้ผมรู้นะ แต่ผมก็รู้โดยไม่ต้องบอกกล่าว ซึ่งผมก็ได้แต่เจ็บใจตัวเองที่ไม่สามารถช่วยเหลือแม่ได้มากกว่านี้เช่นกัน”

 

หลงรักยัดห่วง

Picture : Facebook : Boston Celtics

ไม่ต้องสืบว่าเจย์สันได้เชื้อสายนักบาสเกตบอลมาจาก จัสติน ผู้เป็นพ่อแบบลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เพราะแม้จะไม่ค่อยได้เจอหน้ากันในวัยเด็กมากนัก จากการที่พ่อของเขาเล่นบาสในระดับมหาวิทยาลัย ก่อนตัดสินใจออกไปเป็นนักกีฬาอาชีพที่ต่างประเทศ แต่เจย์สันก็เริ่มเล่นบาสเกตบอลตั้งแต่อายุเพียง 3 ขวบเท่านั้น

 

ความรักในกีฬายัดห่วงของเจย์สันนั้นมากเสียจนเขาเอาลูกบาสไปนอนกอดทุกคืน และหนักขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นไม่คิดจะทำอะไรนอกจากออกไปเล่นบาส ซึ่งนั่นทำให้แบรนดี้ต้องทำบางสิ่งเพื่อหยุดเรื่องนี้

 

“แม่ผมไม่ต้องการให้คนอื่นๆ คิดว่า ‘นอกจากเล่นบาสเกตบอลแล้ว หมอนี่มันก็ไม่มีอะไรเลย’ ครับ เลยออกกฎว่า หากผลการเรียนไม่ดี จะไม่ให้ออกไปเล่นบาส ตอนนั้นผมก็ตอบไปแบบประชดประชันว่า บ้านคนอื่นเขาไม่เห็นจะมีแบบนี้เลยนะแม่ แต่ท่านเอาจริง มีอยู่ครั้งหนึ่งผมสอบได้เกรดซี 2 วิชา เลยโดนสวดซะหูชา แถมยังไม่ให้ออกไปแข่งช่วงสุดสัปดาห์อีก นั่นทำให้ผมไม่กล้าลองดีในเรื่องนี้อีกเลย”

 

เรื่องดังกล่าวยังสะท้อนมาถึงผลการเรียน ที่เจย์สันมีผลงานเรียนระดับไฮสคูลที่ยอดเยี่ยมกับเกรดเฉลี่ย 3.5 แต่ถึงจะมีกฎสุดเข้ม แต่แม่ของเขาก็ให้การสนับสนุนในสิ่งที่เขารักอย่างเต็มที่เช่นกัน ซึ่งเจย์สันเล่าว่า

 

“สมัยผมเรียนชั้นประถม คุณครูตั้งคำถามให้ทุกคนในชั้นตอบว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร คนอื่นก็ตอบไป หมอบ้าง ทนายความบ้าง ครูบ้าง ขณะที่ผมนั้นตอบอย่างมั่นใจเสมอในทุกครั้งว่า ‘อยากเป็นนักบาสเกตบอลอาชีพครับ’ ซึ่งคุณครูก็ตอบกลับว่า ‘ดีจ้ะ แต่คิดถึงอะไรที่มันเป็นจริงมากกว่านี้ด้วยก็ดีนะ’”

 

“ทว่าแม่ผมพูดอยู่เสมอว่า ‘เจย์ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม อย่าให้คนอื่นมาบอกว่าลูกควรหรือไม่ควรเป็นอะไรเด็ดขาด’ สิ่งที่ท่านสอนยังอยู่ในใจของผมเสมอ ซึ่งเวลาผมมีโอกาสได้บอกเล่าประสบการณ์กับรุ่นน้อง ผมก็นำคำนี้มาใช้เสมอเช่นกัน”

 

พ่อลูกนอกสนาม คู่แข่งในสนาม

Picture : instagra : Jaytatum0

สำหรับจัสตินผู้เป็นพ่อ แม้จะไม่ได้อยู่เลี้ยงดูเขาตั้งแต่เกิดด้วยหน้าที่ทางการเรียนและอาชีพ แต่ทั้งคู่ก็ได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดอีกครั้งหลังจากที่พ่อของเจย์สันกลับจากการเล่นบาสอาชีพที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ และแม้จะเกิดความเปลี่ยนแปลงสำคัญกับพ่อแม่ของเขา เมื่อทั้งคู่ตัดสินใจแยกทาง จัสตินผู้เป็นพ่อตัดสินใจแต่งงานมีชีวิตคู่ครั้งใหม่ รวมถึงมีลูกด้วยกันอีก 2 คน ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อก็ยังคงแน่นแฟ้นเหมือนเดิม รวมถึง เจย์ค็อบ กับ เคย์เดน น้องชายและน้องสาวต่างแม่ด้วย

 

ความผูกพันดังกล่าวยังหมายรวมถึงการฝีกสอนวิชาบาสเกตบอลให้กับเจย์สันจนกระทั่งอายุ 14 ปี ก่อนที่จะเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อจัสตินตัดสินใจรับงานเป็นครูพละ และโค้ชบาสเกตบอลของ คริสเตียน บราเธอร์ส คอลเลจ ไฮสคูล สถาบันที่เขาเคยเรียนในอดีต หลายฝ่ายคาดว่าเขาจะต้องพาลูกชายคนโตย้ายมาเรียนที่นี่ด้วยแน่ แต่เจย์สันตัดสินใจเรียนที่ ชามิเนด คอลเลจ พรีพาราทอรี่ สคูล ซึ่งอยู่รัฐมิสซูรี่ บ้านเกิดเช่นกันต่อไป

 

ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ทั้งสองโรงเรียนมีโปรแกรมต้องเจอกันเองในการแข่งขันบาสเกตบอลระดับไฮสคูลทุกๆ ปี ทั้งคู่จึงต้องกลายมาเป็นคู่แข่งในสนามกันโดยปริยาย

 

จัสตินผู้เป็นพ่อเล่าถึงช่วงชีวิตขณะนั้นว่า “โรงเรียนของเราทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่ถึง 2 ไมล์ แถมยังอยู่ในสายเดียวกันครับ เท่ากับว่าอย่างน้อยก็ต้องแข่งกันปีละ 2 ครั้ง ซึ่งบางครั้ง มันเป็นเกมตัดสินว่าใครจะได้ไปต่อในรอบเพลย์ออฟด้วย และกลายเป็นเขาที่เล่นงานผมซะเละตลอด 3 ปีที่ต้องเจอกันช่วงไฮสคูล”

 

“จริงๆ ผมเกลียดเรื่องนี้มากเลยนะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าลูกผมมันเป็นนักสู้ตัวจริง แถมยังเกลียดความพ่ายแพ้แบบสุดๆ พอถึงวันแข่งเราจะไม่พูดอะไรกันเลย แต่พอแข่งจบ ทุกอย่างก็กลับสู่ภาวะปกติ”

 

หนึ่งปีที่ดุ๊ก

Picture : instagra : Jaytatum0
 

ฟอร์มการเล่นของเขาไปต้องตาของหลายมหาวิทยาลัยที่เสนอทุนการศึกษาพร้อมโอกาสเป็นนักบาสเกตบอลระดับคอลเลจ แต่ที่สุดแล้ว เจย์สันตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย ดุ๊ก หนึ่งในยอดทีมระดับคอลเลจของประเทศ ซึ่ง ไมค์ ชูเชฟสกี้ หรือ โค้ชเค ยอดโค้ชยัดห่วงระดับคอลเลจลงทุนต่อสายโทรศัพท์ชวนเขาเข้าทีมด้วยตัวเอง

 

เจ้าตัวเล่าถึงเหตุการณ์ช่วงนั้นว่า “ตอนที่จดหมายเสนอทุนการศึกษาหลั่งไหลมาที่บ้าน แม่ผมก็เริ่มร้องไห้ด้วยความดีใจ ยิ่งโค้ชเคโทรมา มันเหมือนกับฝันเป็นจริง ในสิ่งที่แม่ผมเตรียมความพร้อมไว้ให้ ซึ่งแม้แต่ผมเองยังไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้น”

 

แต่ถึงจะส่งลูกถึงฝั่งฝันระดับหนึ่ง แบรนดี้ก็ยังคงเข้มงวดกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแบบสุดๆ เหมือนเดิม

 

“เวลาผมกำลังดูทีวีที่บ้าน แม่ผมมักจะเข้ามาคว้ารีโมทแล้วถามว่า ‘เจย์ ถ้านักข่าวมาถามลูกหลังเกมว่าคิดอย่างไรกับเกมที่เพิ่งจบไป ลูกจะตอบเขาว่าอย่างไร’ ตอนนั้นผมก็ย้อนท่านไปว่า ‘แม่… ไม่มีใครจะถามผมแบบนี้หรอกน่า’ แต่ท่านก็ยังไม่เปลี่ยนท่าที แถมเอารีโมทมาทิ่มคางผมเหมือนเป็นไมโครโฟนของนักข่าวอีก”

 

“มองย้อนกลับไปตอนนั้นมันก็ตลกดีนะ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่แม่ผมทำ มันช่วยให้ผมเตรียมพร้อมกับอะไรต่างๆ ตอนนี้เวลานักข่าวถามผม ผมก็ไม่รู้สึกประหม่าอะไรละครับ”

 

แต่บาสเกตบอลอาชีพก็ยังเป็นสิ่งที่ยั่วยวนใจไม่เสื่อมคลาย นั่นทำให้เจ้าตัวตัดสินใจเข้าสู่การดราฟท์ของ NBA ในปี 2017 ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับนักบาสเกตบอลระดับคอลเลจตัวท็อปทั้งหลาย แม้จะเพิ่งเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาได้เพียงปีเดียว แถมยังไปไม่ถึงฝั่งฝันกับตำแหน่งแชมป์ประเทศ หลังดุ๊กซึ่งเป็นทีมเต็งตกรอบสองแบบพลิกความคาดหมาย

 

ถึงกระนั้น แม่ของเขาก็ยังยืนยันคำเดิมว่าไม่ต้องการให้ลูกชายทิ้งการเรียนไปเสียเลยทีเดียว เพราะการศึกษาที่ดีจะช่วยเขาได้เวลาเลิกเล่น ซึ่งตอกย้ำด้วยบทสัมภาษณ์ที่ว่า

 

“ฉันบอกลูกค่ะว่า ‘ถึงลูกจะเป็นแชมป์เอ็นบีเอ แต่โค้ชเคเขาจะไม่รีไทร์เบอร์เสื้อของลูกให้หรอกนะถ้ายังเรียนไม่จบ’ เรื่องนี้สำคัญกับฉันมากค่ะ เพราะศิษยเก่าดุ๊กหลายคนที่เข้าเอ็นบีเอไป ก็ยังกลับมาเรียนให้จบ ฉันเลยย้ำเขาว่า ไม่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน กลับไปเรียนให้จบด้วยนะลูก”

 

จากรุกกี้สู่เดอะแบก

Picture : Facebook : Boston Celtics

แม้เจย์สันจะได้รับการคาดหมายว่าจะได้เข้าไปเล่นในเอ็นบีเอตั้งแต่การดราฟท์รอบแรก แต่หลายคนก็คิดไม่ถึงว่าเขาจะถูกดราฟท์สูงถึงอันดับ 3 โดย บอสตัน เซลติกส์

 

จริงๆ แล้วการดราฟท์ปีดังกล่าวก็เกิดเรื่องฮือฮาตั้งแต่ก่อนถึงวันจริงแล้ว เมื่อเซลติกส์ตัดสินใจแลกสิทธิ์ดราฟท์อันดับ 1 ที่มีอยู่แต่แรกให้กับ ฟิลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอร์ส แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าก็คือ ถึงจะไม่มีการเทรดดังกล่าว เซลติกส์ก็ยืนยันที่จะเลือกเขาเข้าทีมอยู่ดี แต่เมื่อเทรดได้ ก็เท่ากับว่าพวกเขาได้ผู้เล่นที่ต้องการ รวมถึงของแถมอย่างสิทธิ์ดราฟท์ที่จะเอาไว้สร้างทีมต่อเนื่องในอนาคตได้อีกด้วย

 

ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความที่เป็นรุกกี้หน้าใหม่ ทีมเองก็หวังให้เจย์สันมีพัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่สถานการณ์กลับบังคับให้ทีมต้องใช้งานเขาในฐานะตัวหลักอย่างรวดเร็ว เมื่อ กอร์ดอน เฮย์เวิร์ด ผู้เล่นดีกรีออลสตาร์ที่ทีมเพิ่งคว้ามาเป็นตัวยืนของตำแหน่งสมอลล์ ฟอร์เวิร์ด บาดเจ็บหนักตั้งแต่เกมเปิดฤดูกาล ทำให้ทีมต้องใช้งานเจย์สันในทันที บวกกับการที่ คายรี่ เออร์วิ่ง พอยท์การ์ดดาวดังซึ่งทีมเพิ่งคว้าตัวมาเช่นกันได้รับบาดเจ็บในช่วงท้ายฤดูกาลปกติ เขาจึงต้องกลายเป็นคนแบกทีมอย่างรวดเร็วตั้งแต่ฤดูกาลแรกไปโดยปริยาย

 

แต่เขาก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง กับผลงานทำแต้มเฉลี่ยเกิน 10 คะแนนต่อเกมทั้งในฤดูกาลปกติและรอบเพลย์ออฟ พาทีมจบอันดับ 2 ของสายตะวันออก และมาไกลถึงรอบชิงแชมป์สายตะวันออก ซึ่งแม้ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส จะเป็นฝ่ายกำชัย แต่ก็ต้องสู้อย่างดุเดือดถึง 7 เกม

 

ถึงตอนนี้ เขามีชื่อติดทีมรุกกี้ยอดเยี่ยมของเอ็นบีเอไปแล้ว และยังเป็นตัวเต็งที่จะคว้ารางวัลรุกกี้ยอดเยี่ยมแห่งปีเช่นกัน เชื่อได้เลยว่า อนาคตของเจย์สัน จะไปไกลยิ่งกว่านี้แน่นอน

 

จากไล่ตาม สู่การยอมรับ

 

สำหรับเด็กที่เกิดในยุคปลาย 90 อย่างเจย์สัน แน่นอนว่า ไอดอลของเขาหนีไม่พ้นนักบาสเกตบอลที่โด่งดังสุดๆ ในยุค 2000 ต้นๆ ซึ่งเป็นช่วงที่เจ้าตัวกำลังเติบโตอย่าง โคบี้ ไบรอันท์

 

อย่างไรก็ตาม เลบรอน เจมส์ ที่กำลังเริ่มสร้างชื่อในช่วงเวลาดังกล่าว ก็เป็นอีกคนที่เขาให้ความสนใจ ยิ่งไปกว่านั้น ตำแหน่งสมอลล์ ฟอร์เวิร์ด ตำแหน่งถนัดของเลบรอน ยังเป็นตำแหน่งเดียวกับที่เจย์สันเล่นอีกด้วย

 

แน่นอนว่าความสุขสำหรับเด็กๆ ที่บ้ากีฬา คือการที่ได้มีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกับฮีโร่ในดวงใจ และถ้าเขาผู้นั้นหันมามอง มันก็ยิ่งดีต่อใจขึ้นอีก และนั่นคือที่มาของทวีตสำคัญ ที่เจย์สันเอาชื่อของ แลร์รี่ ฮิวจ์ส อดีตนักบาสเกตบอลทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ผู้เป็นพ่อทูนหัว ซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมทีมของเลบรอน รวมถึงพ่อของเขามาเป็นตัวช่วยหวังให้กดติดตามเขากลับ

 

เจย์สันเผยถึงทวีตดังกล่าวว่า “ตอนที่ถ่ายรูปกับเลบรอนนั้นผมยังเรียนอยู่เกรด 4 (เทียบเท่า ป.4 ของไทย) น่าจะอายุซักราว 9-10 ขวบได้มั้ง ตอนนั้นผมไปรอเขาหลังเกม NBA นัดหนึ่งและได้ถ่ายรูปร่วมกัน และผมก็ทวีตหาเขาเมื่อราว 5 ปีก่อน”

 

“แต่ตอนที่ผมกับเขามาเจอกันใน NBA ผมก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องทวีตนั่นกับเลบรอนเลยนะ ก็แค่ทักทายตามปกติ”

 

เพราะสิ่งที่เขาใช้เพื่อทำให้เลบรอนรู้จัก คือผลงานในสนาม ซึ่งเจ้าตัวปะทะกับดาวดังดีกรีแชมป์เอ็นบีเอและแชมป์โอลิมปิกได้อย่างสนุกสูสี แถมยังมีช็อตเด็ดที่เขาขึ้นดังค์ใส่เลบรอนแบบเต็มๆ ในเกมตัดสินอีกด้วย

 

ซึ่งเจย์สันเปิดใจถึงจังหวะ “โปสเตอร์ ดังค์” หรือการดังค์ใส่ตัวประกบแบบเต็มๆ ชนิดที่เอาไปปรินท์เป็นโปสเตอร์ขายได้เลยว่า “ไม่ใช่ว่าผมไม่เคารพเขานะ แต่ถึงเวลานั้นผมก็ต้องแสดงตัวตนออกมา ยิ่งเขาเคยดังค์ใส่ผมมาในเกมก่อนๆ หน้า ก็ต้องมีการเอาคืนกันบ้าง”

Picture : Facebook : Boston Celtics

“นี่ถือเป็นปีแรกของผมในลีกด้วย ซึ่งถ้าย้อนไปถึงตอนที่ผมเติบโตมาด้วยการดูเลบรอนเล่น ไปเข้าแคมป์บาสของเขา ถึงขนาดเคยทวีตให้เขาฟอลโลว์ผมกลับ การได้สู้กับผู้เล่นอย่างเขาแบบสูสีเช่นนี้ มันก็เป็นเรื่องที่น่าจดจำไปตลอดชีวิตแล้ว”

 

“แต่แน่นอนว่าที่สุดแล้วผมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ดังนั้นปีหน้าผมจะกลับมาใหม่อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิมเพื่อแก้ตัวอีกครั้ง”

 

ขณะที่เลบรอนก็ชื่นชมรุกกี้รายนี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นลูกทูนหัวของ แลร์รี่ ฮิวจ์ส แล้ว ยังเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ ไทรอน ลู เฮดโค้ชของเขาที่คาวาเลียร์สเช่นกัน

 

“ผมรักทุกสิ่งในตัวของเจย์สันนะ ทั้งแนวทางการเล่น, การวางตัวของเขา รวมถึงเส้นทางที่เขาเคยผ่านมา”

 

“แน่นอนว่าผมรู้จักกับครอบครัวของเขา และผมรู้ด้วยว่าเขาถูกสร้างมาเพื่อเป็นดาวดัง ถูกหล่อหลอมเพื่อประสบความสำเร็จ ทั้งในและนอกสนามเลยด้วย”

 

แม้ถึงตอนนี้ เลบรอนยังไม่ได้กดติดตามเจย์สันในทวิตเตอร์เช่นเดิม แต่จากคำพูดที่มีต่อกันนี้ คงเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า เจย์สัน เททัม ได้พิสูจน์ตัวเองจนเป็นที่ยอมรับของ เลบรอน เจมส์ สตาร์หมายเลข 1 ของวงการบาสเกตบอลยุคปัจจุบันแล้ว

 

และเชื่อได้เลยว่า เขาต้องติดตามผลงานพัฒนาการของเขาจากนี้ไปอย่างแน่นอน

แหล่งที่มา

https://bleacherreport.com/articles/2711366-built-for-basketball-jayson-tatum-was-born-and-raised-to-be-an-nba-star

https://www.theplayerstribune.com/en-us/articles/jayson-tatum-duke-jordan-brand-classic

https://heavy.com/sports/2017/06/jayson-tatum-family-parents-dad-mom-siblings-stats-height-bio/

https://www.bostonglobe.com/sports/2018/04/20/jayson-tatum-door-has-passion-great/zsHl5BDFBgaD4R3LsesmAM/story.html

https://www.bostonglobe.com/sports/celtics/2017/06/24/jayson-tatum-student-game-from-his-father/Kjein43sMrUHWtT2mklHFP/story.html

https://clutchpoints.com/celtics-news-jayson-tatums-old-tweet-asking-lebron-james-follow/

https://www.express.co.uk/sport/othersport/965949/NBA-playoffs-Jayson-Tatum-dunk-LeBron-James-Cleveland-Cavaliers-Boston-Celtics



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง