Stories

จิตวิญญานเหนือเงินตรา : แมตช์พิเศษของ 2 ชาติอันดับบ๊วยของโลกที่เกิดจากความเซ็ง



ความรู้สึกของแฟนฟุตบอลไทย หรือชาติในอาเซียนอาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรนักเมื่อชาติของพวกเขาไม่ได้ไปร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลก เพราะส่วนใหญ่ต่างเชียร์ชาติมหาอำนาจอย่าง บราซิล, เยอรมัน, อิตาลี, อังกฤษ ฯลฯ กันมาแต่ไหนแต่ไรอยู่เเล้ว


 

แต่สำหรับแฟนบอลชาวเนเธอร์แลนด์นั้นมันคือความรู้สึกที่เเตกต่าง ประเทศของพวกเขาคือขาประจำในฟุตบอลโลก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถปันใจไปเชียร์ชาติอื่นๆในทัวร์นาเม้นต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้

ดังนั้นจะทำอย่างไรล่ะ? เมื่อฟุตบอลโลกปี 2002 อัศวินสีส้ม ไม่สามารถผ่านไปถึงรอบสุดท้ายที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพได้ ...

คำถามนี้ถูกหาคำตอบได้แบบเป็นรูปธรรมจากชายที่ชื่อว่า โยฮันน์ คราเมอร์ และ มัทไธจส์ เดอ ยอง 2 พนักงานบริษัทโฆษณาชาวดัตช์ที่ทำงานคลุกคลีเกี่ยวกับงานโปรดักชั่นถ่ายทำงานเจ๋งๆ เกิดอาการ "ว่าง" ขึ้นมาในวันที่ฟุตบอลโลก 2002 เริ่มแข่งขันกัน เนื่องจากพวกเขาเตรียมโปรแกรมลาพักร้อนไปเชียร์ฟุตบอลโลกล่วงหน้าเเล้ว….  นั่นทำให้ทั้งคู่ผนึกกำลังและไอเดียจัดเเข่งขันฟุตบอลเเมตช์กระชับมิตรระหว่าง ภูฎาน และ มอนต์เซอร์รัต ขึ้น

 

เริ่มต้นที่ความเซ็ง

"หดหู่จริงๆ ในวันที่เสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้นและได้รู้ว่าเราจะไม่สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก" เดอ ยอง กล่าวถึงจุดเริ่มต้นที่น่าผิดหวังสู่การสร้างอีกสิ่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่

"หลังจากนั้นเราจึงเริ่มมองไปที่การจัดอันดับฟีฟ่าแรงกิ้ง ตอนนั้นผมเห็นหลายทีมเลยที่แย่กว่าเรา และพวกเขาเจอกับความพ่ายแพ้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ หลากหลายประเทศมีชื่อประเทศที่เราอาจจะไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ"

หากคุณสงสัยว่าทำไมต้องเป็น 2 ชาติที่แทบไม่เคยมีเรื่องราวใดๆให้จดจำบนโลกลูกหนังเลย? คราเมอร์ ก็ให้คำตอบชัดเจนว่าทั้ง ภูฎาน และ มอนต์เซอร์รัต คือชาติที่มีอันดับบ๊วย (อันดับ 203) และรองบ๊วย (202) ในการจัดอันดับ ฟีฟ่า เวิลด์ แรงกิ้ง นั่นเอง

"สายตาผมกวาดไปถึงล่างสุดของตารางผมพบว่า ภูฎาน และ มอนต์เซอร์รัต อยู่ตรงนั้น ทันทีที่คิดได้ ผมก็เกิดไอเดียขึ้นมา" เดอ ยอง กล่าวต่อ

ภูฎาน อาจจะมีทีมฟุตบอลตั้งแต่มาตั้งแต่ปี 1982 ทว่าพวกเขาไม่เคยคว้าชัยชนะได้เลยในเกมแบบเป็นทางการ นับตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิกของฟีฟ่าพวกเขากว่าจะยิงประตูแรกได้ต้องเวลาถึง 5 ปีกว่าที่จะมีประตูประวัติศาสตร์ประตูแรกของพวกเขา แต่สถิติการแพ้ของพวกเขายังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยทำไว้ที่ 17 เกมรวด และหนึ่งในนั้นคือเกมที่พบกับคูเวต ใน เอเชี่ยน คัพ 2000 รอบคัดเลือกและพวกโดนยิงไปเละเทะถึง 0-20


Photo : www.kesselskramer.com

ขณะที่ มอนเซอร์รัต เป็นประเทศที่โด่งดังจากการมีภูเขาไฟ 7 ลูกภายในประเทศ พวกเขามาจากโซนคอนคาเคฟ (อเมริกาเหนือ) ที่เสพติดกับความพ่ายแพ้ในเกมฟุตบอลมาไม่ต่างกับภูฎาน นับตั้งแต่ปี 1995 จนถึงก่อนเกม "The Other Final" พวกเขาเอาชนะได้เพียง 2 เกมและเป็นการชนะทีมบ้านใกล้เรือนเคียงแบบไปกลับอย่าง แองกีญ่า ชาติที่ไม่ได้รับการยืนยันจากฟีฟ่าเท่านั้น  ดังนั้น มอนต์เซอร์รัต จึงกลายเป็นทีมลำดับสุดท้ายในฟีฟ่า แรงกิ้ง ณ ช่วงเวลานั้นนั่นเอง


Photo : www.kesselskramer.com

ด้วยความที่เป็นทีมงานด้านสื่อระดับมือต้นๆของฮอลแลนด์ คราเมอร์ มองไปไกลกว่านั้น การเเข่งขันของทั้งสองทีมอาจจะเป็นเพียงเกมๆหนึ่งที่ผ่านมาและผ่านไปหากไม่มีการบันทึกเอาไว้ นั่นจึงทำให้ คราเมอร์ และบริษัทของเขา KesselsKramer ตัดสินใจใช้โอกาสถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆในแง่ที่เกี่ยวกับการเเข่งขันเกมนี้รวมถึงบันทึกทุกเหตุการณ์สำคัญเอาไว้เพื่อนำไปต่อยอดเป็นภาพยนตร์สารคดีภายใต้ชื่อเรื่อง "The Other Final หรือ "อีกหนึ่งเกมชิงชนะเลิศ" เพื่อให้ทั้งโลกได้รับรู้ว่ามีเกมกระชับมิตรเกมนี้เกิดขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งเป็นกำหนดการของของการชิงแชมป์เวิลด์คัพ 2002

 

เรื่องเล่นต้องจริงจัง

"มันเกิดขึ้นจากเรื่องเล็กๆ แต่สิ่งแรกที่ผมเริ่มทำหลังจากนั้นคือการส่งแฟ็กซ์ 2 ฉบับไปยัง 2 สมาคมฟุตบอลของทั้งสองชาติ จากนั้นเราก็รอปฎิกิริยาตอบรับอย่างใจจดใจจ่อ"  เขาเริ่มร่างความฝันให้กลายเป็นความจริง

และแล้วสิ่งที่เขาเฝ้ารอก็ได้รับการตอบกับ ทั้ง 2 สมาคมก็มาถึง ความคิดหลุดโลกของเขากลับกลายเป็นความชอบใจที่ตรงกัน และการดำเนินงานที่เป็นรูปเป็นร่างก็เกิดขึ้น

"เมื่อผมส่งแฟ็กซ์ไปถึงการตอบกลับของทั้งสองประเทศตรงกัน นั่นคือชอบไอเดียนี้ อย่างไรก็ตามผมต้องใช้เวลาต่อไปอีกนานพอดู เพื่อทำให้พวกเขาเชื่อว่าผมเอาจริง และนี่จะเป็นเกมการเเข่งขันที่จริงจังเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะฟุตบอลระดับไหนก็ย่อมมีโอกาสที่จะเฉลิมฉลองทั้งนั้น" เดอ ยอง อธิบายเพิ่ม

หลังจากกล่อมกันอยู่นานและได้รับการตบปากรับคำเป็นที่เรียบร้อย แต่ปัญหาต่อไปคือเรื่องของเงินทุนในการนำทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชและนักเตะของ มอนต์เซอร์รัต บินข้ามฟ้ามาลงเเข่งขันที่สนาม ชางลิมิทัง สนามกีฬาแห่งชาติของภูฎานและเตรียมการสำหรับการจัดการเเข่งขัน "ไฟนอลดรีม" เกมนี้

นั่นทำให้หัวเรือใหญ่อย่าง KesselsKramer ต้องติดต่อสปอนเซอร์ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนในวงการสื่อและแบรนด์กีฬาชั้นดังจากทั่วโลกเพื่อที่จะทำให้พวกเขาควักเนื้อน้อยที่สุด

นี่คือขั้นตอนที่ยากที่สุดที่ เดอ ยอง และ คราเมอร์ จะขายไอเดียของเขาเพื่อแลกมาซึ่งเงินทุน ไม่มีบริษัทใดเลยตอบกลับสำหรับเรื่องนี้  เพราะเหล่าแบรนด์กีฬาดังเลือกที่จะนำชื่อของพวกเขาไปนำเสนอผ่านศึกฟุตบอลโลก 2002 ดีกว่าจะมาลงทุนที่สูญเปล่ากับการขายฝันนี้

และแน่นอนว่างานนี้พวกเขาเข้าเนื้อไปเต็มๆ  เพราะถึงแม้ว่าจะไร้ความสนใจจากเหล่าสปอนเซอร์ แต่อย่างไรเสียความฝันของทั้งคู่ยังแน่วแน่และเดินต่อไป

อย่างไรก็ตามความโชคดีในความโชคร้ายคือเมื่อเกมนี้ไม่มีผู้สนับสนุนหรือโฆษณาเชิงพาณิชย์ มันจึงเป็นเกมคู่ขนานของฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศที่มีเงินสนับสนุนทั้งในแง่การจัดการและรางวัลสำหรับผู้ชนะมากมายหลายพันล้าน นั่นยิ่งส่งให้  “The Other Final” กลายเป็นเกมที่แสดงถึงสปิริตและจิตวิญญาณ และกลายเป็นโอกาสดีของทั้งสองชาติที่จะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้น

และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆเมื่อไม่มีเงินมาเกี่ยวข้อง เกมๆนี้จึงเป็นที่สนใจของสื่อจากทั่วโลกถึง 55 ประเทศ ที่เดินทางมารายงานข่าวเรื่องนี้ และจากนั้นแง่มุมดีๆของทั้ง ภูฎาน และ มอนต์เซอร์รัต ถูกนำเสนอให้ทั้งโลกได้รู้จักมากขึ้น  ตอนนี้มันคืองานใหญ่แบบไม่ตั้งใจไปเสียเเล้ว

"มันค่อนข้างน่าโมโหนะ" ดิเนสช์ ชิตริ กองหน้าของภูฎาน เปิดใจภายหลัง "พวกแบรนด์ใหญ่ๆมีเงินเหลือเฟือมากมาย แต่พวกเขาไม่อยากสนับสนุนเกมพิเศษเกมนี้ พวกเขามองแต่ทีมที่ใหญ่และน่าสนใจมากกว่า"

ด้วยเม็ดเงินที่ลงขันออกกันเองของ KesselsKramer และฝ่ายจัดการแข่งขันของ ภูฎาน นั้นมีจำกัดจำเขี่ย ดังนั้นการเดินทางข้ามโลกของ มอนต์เซอร์รัต มายังสถานที่เเข่งขันต้องใช้ต้องลำบากกันหน่อยตามเงินทุนที่มี

KesselsKramer ก็ถือโอกาสเก็บเอาความเรียลของการเเข่งขันนี้ด้วยการแบกกล้องเริ่มถ่ายทำตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ทีมชาติมอนต์เซอร์รัต ต้องนั่งเครื่องบินถึง 7 ไฟลต์ต่อจากประเทศของเขาเพื่อมาให้ถึงภูฎาน เริ่มจากการนั่งจาก มอนต์เซอร์รัต ไป แอนติกัว และต่อไปเรื่อยๆยัง เซนต์ มาร์ติน, คูราเชา, อัมสเตอร์ดัม, กรุงเทพฯ, กอลกาต้า และสนามบินพาโร สนามบินแห่งเดียวของประเทศภูฎาน  เท่านั้นยังไม่จบพวกเขาต้องนั่งเรือ และต่อรถมาจนถึง ทิมพู เมืองหลวงของภูฎาน จนได้ในท้ายที่สุด

และเมื่อถึงที่ก็ใช่ว่าจะลงทีมซ้อมเตรียมแข่งขันได้เลย ระหว่างการฝึก มอนต์เซอร์รัต ต้องเจอกับสภาพอากาศที่ย่ำแย่เนื่องจากฝนตกหนัก และยิ่งไปกว่านั้นคือน้ำฝนพาเอาผงขี้เถ้าลงมาอีกต่างหาก จนทำให้ซ้อมกันไม่ได้ในช่วงวันแรกๆ

 

เหนื่อยแต่คุ้ม

แม้จะต้องเหนื่อยกับการเดินทางและประสบปัญหาแต่การมาถึงแดนไกลของ มอนต์เซอร์รัต ก็แสนจะคุ้มค่า นักข่าวของภูฎานจากทั่วประเทศเดินทางมาเพื่อทำข่าวของพวกเขา "ทีมที่แย่ที่สุด" อย่าง มอนต์เซอร์รัต เพราะนี่คือครั้งแรกที่พวกเขาได้ต้อนรับทีมจากต่างทวีปนับตั้งแต่ก่อตั้งทีมฟุตบอลมา และไม่ใช่แค่นักข่าวเท่านั้น ทีมชาติมอนต์เซอร์รัต ยังได้รับความสนใจจากทั้งพระสงฆ์, นายกรัฐมนตรี, ผู้ทรงเกียรติทางการเมือง และดารานักร้องจากทั่วประเทศภูฎาน  

นี่ไม่ใช่การต้อนรับที่เหล่าผู้เล่นทีมชาติมอนต์เซอร์รัต ซึ่งไม่ใช่ทีมดังคุ้นเคย นักเตะแต่ละคนไม่ใช่นักเตะอาชีพ   แต่นี่คือสิ่งที่ฟุตบอลนำพาพวกเขาให้ได้พบกับสิ่งสวยงามที่ซ่อนอยู่กับอีกซีกโลก มันคือแก่นแท้ของกีฬาที่ เดอ ยอง และ คราเมอร์ รวมถึงสมาคมฟุตบอลของ ภูฎาน และ มอนต์เซอร์รัต อยากจะเห็น

"ทุกความสนใจเริ่มมองมาที่เกมนี้ มันเป็นอะไรที่สำคัญกับ มอนต์เซอร์รัต มากๆในที่สุดโลกก็ได้รู้จักเราจากข่าวอื่นๆบ้างนอกจากข่าวภูเขาไฟระเบิดเสียที" ชาร์ลส์ ธอมป์สัน กัปตันทีมของมอนต์เซอร์รัต กล่าว

ขณะที่  H.E Lyonpo Jigme Y. Thinley นายกรัฐมนตรีของ ภูฎาน ก็ปลาบปลื้มและเห็นความสำคัญของเกมนี้ที่มีความหมายยิ่งใหญ่กว่าแค่เรื่องฟุตบอลเท่านั้น


Photo : Facebook : Jigme Y. Thinley

"สำหรับผม มันสำคัญที่จะสร้างภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ขึ้น เพราะมันจะไม่ได้สร้างเพื่อให้คนที่ชอบดูฟุตบอลเท่นั้น มันคือประสบการณ์ที่มากกว่าฟุตบอล มันเป็นเรื่องของความรัก, ความเป็นมนุษย์ และ ความสามัคคี"

ส่วนในเรื่องของการแข่งขันนั้น นอกจากลงเตะกันในวันเดียวกับเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2002 ระหว่าง บราซิล กับ เยอรมัน เเล้ว การแข่งขันเกมนี้ยังได้การรับรองจากฟีฟ่าอีกด้วย ส่วนกรรมการที่มาตัดสินในเกมนี้ได้แก่ สตีฟ เบนเน็ตต์ ผู้ตัดสินดีกรีพรีเมียร์ลีกที่ได้รับเลือกมาเป่าเกมประวัติศาสตร์นี้

ในสุดแมตช์พิเศษดังกล่าวก็เกิดขึ้นที่ ชางลิมิทัง สเตเดียม สนามที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,300 เมตร  ที่นี่เป็นสนามกีฬาแห่งชาติของภูฎานที่ตั้งอยูในเมืองหลวงอย่าง ทิมพู และปัจจุบันในเมืองนี้มีสนามหญ้าเทียมที่ใช้สำหรับการแข่งขันเพียง 2 สนามเท่านั้น


Photo : Hans van der Meer

เกมนี้มีผู้ชมเข้ามาชมการเเข่งขันกว่า 25,000 คน นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอดสดให้ชาวภูฎานทั้งประเทศได้รับชมผ่านโทรทัศน์ และในเมื่อมันคือเกมแห่งความรัก ความหวัง และมิตรภาพ  จึงไม่มีการเก็บเงินค่าเข้าชมจากทุกที่นั่ง

ไม่มีเกมใดในประวัติศาสตร์ลูกหนังของทั้งสองชาติที่จะได้รับการต้อนรับด้วยจำนวนคนดูมากมายขนาดนี้ นี่คือเกมที่พวกเขาเล่นต่อหน้าความสนใจมากที่สุด และนั่นทำให้ "The Other Final" กลายเป็นเกมแห่งความทรงจำสำหรับผู้เล่นทุกคนในสนามและสักขีพยานที่เข้าชมทุกชีวิต

90 นาทีจบลงด้วยภูฎานเจ้าบ้านเอาชนะไปได้ขาดลอย 4-0 วังเก ดอร์จี กองหน้าของพวกเขาทำแฮตทริกได้ และอีกหนึ่งประตูเป็นของ ดีเนช เชตรี    ซึ่งชัยชนะนัดนี้เป็นชัยชนะแมตช์แรกของ ภูฎาน นับตั้งแต่ที่พวกเขาก่อตั้งทีมฟุตบอลมาตั้งแต่ปี 1982 อีกด้วย

"นี่คือชัยชนะของทุกคน นี่คือความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศที่โลกไม่เคยได้ยินชื่อ ความยิ่งใหญ่ของเกมนี้สำคัญยิ่งกว่าชื่อของคนที่ประตูได้หลายเท่านัก"  วังเก ดอร์จี ผู้ทำแฮตทริกกล่าวหลังจบเกม


Photo : www.kesselskramer.com

เดอ ยอง และ คราเมอร์ 2 ชาวดัตช์ที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดเเข่งเกมแห่งตำนานเกมนี้ นั่งลงดูเกมด้วยกันตามประสาเพื่อนกับเพื่อน พวกเขายังคงตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากความคิดง่ายๆ แต่กลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ทุกเหตุการณ์สำคัญและทุกวินาทีของ "The Other Final" ถูกบันทึกเอาไว้ในม้วนฟิล์มที่แสนมีค่า

หลังจากเก็บทุกความประทับใจกลับไปถึงเเดนกังหัน คราเมอร์ นำไปตัดต่อจนกลายเป็นภาพยนตร์สารคดีและส่งประกวดเข้าชิงรางวัลในเทศกาล  อาวีญง ฟิล์ม เฟสติวัล ปี 2003 และแน่นอนว่า "The Other Final" คว้ารางวัล สารคดียอดเยี่ยม ไปครองในท้ายที่สุด

ช่วงเวลาหลังจากที่เรื่องของ  "The Other Final" โด่งดัง วงการฟุตบอลของภูฎาน และ มอนต์เซอร์รัต ก็ดีขึ้นตามลำดับ

มอนต์เซอร์รัต สามารถนำชัยชนะมาสู่เกาะของพวกเขาได้อีกครั้งอีกถึง 4 เกม ในปี 2014 พวกเขาเอาชนะ บอเเนร์ ไป 4-0 ในเกมรอบคัดเลือกศึกแคริเบียน คัพ และหลังจากนั้นพวกเขาก็เกือบจะได้ไปเล่นรอบคัดเลือกรอบสุดท้าายหลังจากแพ้ คูราเชา ด้วยสกอร์รวม 3-4  ณ ตอนนี้ มอนต์เซอร์รัต ไม่ใช่ทีมที่แพ้เละทุกนัดอีกต่อไปและพวกเขากำลังรอโอกาสครั้งต่อไปอย่างจดจ่อ

ขณะที่ภูฎาน นั้นดีขึ้นอย่างชัดเจน พวกเขาสามารถถล่มกวม 6-0 และจากนั้นอีกไม่นานพวกเขาพัฒนาจนถึงขั้นเอาชนะ ศรีลังกาไป 3-1 ซึ่งเป็นชัยชนะนัดแรกในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกปี 2014 อีกด้วย


Photo : www.kesselskramer.com

และนี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากความเซ็งของชายสองคนที่ทำให้โลกได้เห็นฟุตบอลในอีกแง่มุมหนึ่งในยุคที่เกมลูกหนังเริ่มเป็นทุนนิยม มันคือความคลาสสิกที่ไม่อาจทำซ้ำและให้ความรู้สึกเหมือนเก่าได้  

และที่สุดแล้วการเจอกันของสองทีมที่ห่วยที่สุดในโลกเมื่อ 16 ปีก่อน ...นำมาซึ่งเรื่องราวทียิ่งใหญ่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ  

 

อ้างอิงจาก :

http://halal.amsterdam/item/the-other-final/
https://dreamsofvictoriapark.wordpress.com/2017/06/25/the-other-final-fifteen-years-on/
https://en.wikipedia.org/wiki/The_Other_Final
https://www.youtube.com/watch?v=ZSQyW5ItTfw



ชื่นชอบบทความนี้ของ : kritikorn Thanamahamongkhol ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง