Stories

เหตุเกิดเพราะกาแฟ? : สืบตำนานจากเรื่องจริง...ทำไม ‘ซึบาสะ’ ต้องไปบราซิล




ฟุตบอลบราซิลถือเป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับการ์ตูนฟุตบอลระดับตำนานอย่าง ‘กัปตันซึบาสะ’ มาโดยตลอด แต่เหตุใดถึงต้องเป็นดินแดนแซมบ้า? เป็นเพราะที่นั่น คือ ที่สุดแห่งศาสตร์ลูกหนัง? หรือมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่?

 

สำหรับคอฟุตบอลและการ์ตูน เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่เคยอ่าน ‘กัปตันซึบาสะ’ การ์ตูนกีฬาฟุตบอลระดับตำนานของ อ.โยอิจิ ทากาฮาชิ เพราะการ์ตูนที่เริ่มตีพิมพ์แรกเมื่อปี 1981 และยังคงมีภาคต่อจนถึงปัจจุบันเรื่องนี้ คือหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้ อันเดรส อิเนียสต้า กับ เฟร์นานโด ตอร์เรส กลายเป็นนักฟุตบอลดีกรีแชมป์ฟุตบอลโลก รวมถึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ทั้งสองตัดสินใจย้ายมาค้าแข้งในดินแดนอาทิตย์อุทัย ณ ปัจจุบัน

และเมื่อพูดถึงการ์ตูนเรื่องนี้ สิ่งหนึ่งที่เรามักจะนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ ก็คือ บราซิล เมื่อประเทศแห่งลุ่มแม่น้ำอะเมซอนนี้มีเรื่องราวเกี่ยวกันพับการเดินทางบนเส้นทางสายลูกหนังของ โอโซระ ซึบาสะตั้งแต่ต้นจวบจนปัจจุบัน เมื่อคนที่สอนวิชาฟุตบอลให้คือชาวบราซิล, ต่อยอดด้วยการไปศึกษาต่อและเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกก็ที่บราซิล ที่สำคัญที่สุดก็คือ ทีมที่เขาต้องการพิชิตเพื่อก้าวสู่การเป็นนักเตะอันดับ 1 ของโลกก็คือ ทีมชาติบราซิล
 


ซึ่งถึง อ. ทากาฮาชิ จะเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าแรงบันดาลใจจากการเขียนกัปตันซึบาสะนั้น เกิดขึ้นจากการได้ชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกปี 1978 ที่อาร์เจนติน่าคว้าแชมป์โลกสมัยแรกในบ้านของตัวเอง แต่บางทีความผูกพันระหว่างตัวละครในเรื่องกับประเทศบราซิล อาจมีอะไรที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น...

ความสัมพันธ์ของซึบาสะกับฟุตบอลบราซิลเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยที่เจ้าหนูสิงห์นักเตะผู้นี้เรียนอยู่ชั้นประถม เมื่อครูฟุตบอลคนแรกของเขาคือ โรแบร์โต้ ฮอนโก อดีตนักเตะทีมชาติบราซิลเชื้อสายญี่ปุ่นที่พ่อของซึบาสะเคยช่วยชีวิตไว้เมื่อครั้งอดีต แถมยังช่วยแนะนำจักษุแพทย์ให้โรแบร์โต้ไปรักษาปัญหาทางสายตา ซึ่งเป็นสาเหตุให้เขาต้องตัดสินใจแขวนสตั๊ดก่อนกำหนดอีกด้วย

ด้วยบุญคุณและน้ำใจซึ่งมีให้กับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน โรแบร์โต้จึงตัดสินใจที่จะสอนวิชาลูกหนังให้กับลูกชายคนโตของตระกูลโอโซระอย่างสุดความสามารถ พร้อมกับให้คำสัญญาต่อหน้าพ่อของซึบาสะว่า จะพาลูกชายของผู้มีพระคุณคนนี้กลับไปที่บราซิล เพื่อพัฒนาฝีเท้าต่อยอดให้กลายเป็นสุดยอดนักเตะให้ได้

และแม้จะมีเหตุให้โรแบร์โต้ต้องเดินทางกลับประเทศไปเสียก่อน แต่ซึบาสะก็ยังรักษาสัญญาที่มีต่อกันอย่างมั่นคง ด้วยการตัดสินใจบินข้ามทวีปไปยังบ้านของครูผู้ประสาทวิชาลูกหนัง เพื่อขอให้ช่วยเสริมสร้างศาสตร์และศิลป์เกมลูกหนัง สู่การเป็นนักฟุตบอลเบอร์ 1 ของโลกอย่างที่ตั้งใจ ก่อนที่เขาจะได้เริ่มเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับสโมสร เซา เปาโล

ความสัมพันธ์หนหลังระหว่างพ่อของซึบาสะกับโรแบร์โต้ ดูจะเป็นเหตุผลสำคัญตามท้องเรื่องที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ซึบาสะมีความผูกพันกับดินแดนแซมบ้าอย่างลึกซึ้ง แต่หากพิจารณาในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ ... บางทีสาเหตุที่ซึบาสะต้องไปที่บราซิล และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เซา เปาโล อาจมีอะไรลึกซึ้งกว่าที่คิด

เรื่องดังกล่าวต้องย้อนกลับไปนานสักหน่อย ถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต่อต้นศตวรรษที่ 20 เลยทีเดียว เมื่อเวลาดังกล่าวยังเป็นยุคที่ กาแฟ คือสินค้าส่งออกหลักอันดับ 1 ของประเทศ (ปัจจุบันบราซิลยังเป็นประเทศที่ส่งออกกาแฟมากเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่สินค้าส่งออกอันดับ 1 ของประเทศเปลี่ยนเป็น ถั่วเหลือง แล้ว) ซึ่งในขณะนั้นชาวไร่บราซิลใช้บริการทาสมากเสียจนดินแดนแห่งนี้ถูกขนานนามว่ามีการใช้แรงงานทาสที่มากที่สุดในโลก

คำกล่าวนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด เมื่อในยุคนั้นบราซิลมีไร่กาแฟมากกว่า 300,000 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ และแน่นอนว่า แรงงานทาสส่วนใหญ่ในบราซิลย่อมต้องมาจากทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นทวีปที่มีการนำทาสมาซื้อขายมากที่สุด โดยสถิติที่บันทึกตั้งแต่ทศวรรษที่ 16 ถึง 18 ระบุว่ามีการนำทาสจากทวีปแอฟริกาเข้ามาทำงานในบราซิลมากถึงเกือบ 5 ล้านคนเลยทีเดียว

ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึงเมื่อปี 1850 เมื่อกระแสการเลิกทาสแผ่ขยายไปทั่วโลก จนแม้แต่บราซิลเองก็ไม่อาจต้านทานกระแสดังกล่าวได้ พวกเขาจึงต้องเริ่มกระบวนการเลิกทาสด้วยการยกเลิกการนำเข้าทาสจากต่างประเทศ ก่อนประกาศเลิกทาสอย่างเป็นทางการในปี 1888

แน่นอนว่ากระบวนการเลิกทาสในบราซิลนั้นส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมกาแฟ เมื่อไร่กาแฟต้องสูญเสียแรงงานปริมาณมหาศาลเช่นนี้ไป สหภาพผู้ผลิตกาแฟจึงร่วมกันกดดันรัฐบาลให้แก้ปัญหาด้วยการให้สิทธิพิเศษกับผู้อพยพที่หวังมาแสวงโชคในดินแดนลุ่มแม่น้ำอะเมซอน โดยเริ่มจากกลุ่มประเทศยุโรปเป็นที่แรก

แต่แม้จะมีชาวยุโรป (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอิตาลี) นับล้านคนที่ตัดสินใจเดินทางข้ามโลกเพื่อมาทำงานในไร่กาแฟในบราซิล สถานการณ์ขาดแคลนแรงงานก็ไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ เมื่อนายจ้างกล่าวหาว่าแรงงานอพยพจากยุโรปนั้นเกียจคร้าน ขณะที่ฝั่งลูกจ้างก็โจมตีกลับว่า อีกฝ่ายเป็นนายทุนหน้าเลือด ให้ค่าจ้างน้อย แต่ต้องทำงานเป็นระยะเวลานาน รวมถึงสภาพการทำงานไม่ปลอดภัย ทำให้รัฐบาลของประเทศในยุโรปไม่สนับสนุนการส่งแรงงานไปต่างแดนอีกต่อไป ชาวไร่กาแฟบราซิลจึงต้องหาลู่ทางนำเข้าแรงงานใหม่ด้วยเช่นกัน

ข้ามมาที่อีกซีกโลกในประเทศญี่ปุ่น เวลานั้นพวกเขาเพิ่งผ่านพ้นการปฏิวัติเมจิ ที่ล้มล้างระบบโชกุนและศักดินา เปลี่ยนประเทศสู่ยุคสมัยใหม่ได้ไม่นาน ถึงกระนั้นก็ส่งผลกระทบต่อชาวญี่ปุ่นไม่น้อย เมื่อในหลายพื้นที่ของประเทศประสบกับภาวะอดอยาก มีประชากรมากเกินไปเมื่อเทียบกับทรัพยากรที่มี ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนั้นพร้อมสนับสนุนให้คนในชาติไปแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในต่างแดน

และบราซิลก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มองเห็นโอกาสนี้ จึงได้ทำความตกลงกับรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อให้ชาวญี่ปุ่นเข้ามาเป็นแรงงานและตั้งรกรากใหม่เมื่อปี 1907 ก่อนที่ชาวญี่ปุ่นกลุ่มแรกจะลงเรือเดินทางมาเหยียบแผ่นดินบราซิลเป็นครั้งแรกในปีถัดมา นับถึงปัจจุบันก็เท่ากับว่า ชาวญี่ปุ่นเริ่มมาสร้างถิ่นฐานในบราซิลครบ 111 ปีพอดี

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวญี่ปุ่นก็เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่บราซิลอย่างต่อเนื่อง แม้พวกเขาจะประสบปัญหากับการปรับตัวในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยอยู่ไม่น้อยในช่วงแรก แต่ที่สุดแล้วก็สามารถประสานตัวเองเข้ากับบ้านหลังใหม่ได้อย่างมั่นคง พร้อมกับสร้างวัฒนธรรมใหม่ในดินแดนแซมบ้า ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บราซิเลี่ยน ยูยิตสู กีฬาศิลปะการต่อสู้ที่พัฒนามาจาก ยูโด นั่นเอง

Photo : Facebook : Bairro da Liberdade Em Sao Paulo

ปัจจุบันบราซิลเป็นประเทศที่มีผู้อพยพชาวญี่ปุ่นมากที่สุดในโลก โดยสำนักข่าว CNN ระบุว่ามีชาวบราซิลเชื้อสายญี่ปุ่นมากกว่า 1.8 ล้านคน ซึ่ง 600,000 คน หรือ 1 ใน 3 ของจำนวนดังกล่าวอาศัยอยู่ที่เมือง เซา เปาโล หนึ่งในแหล่งปลูกกาแฟที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น เมืองนี้ยังมี ‘เจแปนทาวน์’ หรือชุมชนคนญี่ปุ่นในต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ย่าน ลิเบร์ดัด ซึ่งเราจะเห็นความเป็นญี่ปุ่นอยู่ในย่านนี้อย่างเต็มเปี่ยม ชนิดเหมือนหลุดเข้าไปในประเทศญี่ปุ่นจริงๆ ด้วยซ้ำ

เรื่องราวที่กล่าวมาข้างต้น จึงน่าจะพอผูกเรื่องราวได้ว่า … ทำไม 'ซึบาสะ' ต้องมุ่งหน้าสู่เมืองเซา เปาโล เพื่อพัฒนาฝีเท้า เพราะแม้จะอยู่ห่างจากบ้านเกิดแสนไกล แต่ชุมชนคนญี่ปุ่นที่นั่นก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเหตุผลในการ์ตูนรองรับ เพราะสมัยที่โรแบร์โต้ยังค้าแข้ง เขาก็เล่นให้กับทีม เซา เปาโล ด้วยเช่นกัน

และเมื่อนำเหตุผลด้านฟุตบอลเข้ามาพิจารณาด้วยแล้ว เรื่องต่างๆ ก็ดูลงล็อก เมื่อ เซา เปาโล ทีมนี้ คือสโมสรที่สร้างนักเตะระดับแนวหน้าของโลกในชีวิตจริงมาแล้วมากมาย แถมบราซิลยังเป็นประเทศที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมากที่สุด (3 สมัยในตอนเริ่มเขียน ก่อนที่จะได้เพิ่มรวมเป็น 5 สมัยแล้วในปัจจุบัน) ... แม้ช่วงที่ อ.ทากาฮาชิ เริ่มเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ บราซิลจะอยู่ในช่วงตกต่ำ ไม่ได้แชมป์โลกมาเป็นสิบปี แต่ภาพจำแห่งความเก่งกาจของนักเตะอย่าง เปเล่, ทอสเทา, แจร์ซินโญ่ ฯลฯ ก็น่าจะฝังอยู่ในความทรงจำของผู้เขียนที่ติดตามกีฬาลูกหนังมานานอยู่ไม่น้อย

ที่สำคัญที่สุดคือ บราซิลเป็นประเทศแห่งเกมลูกหนัง ดังที่ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ กัปตันทีมแซมบ้าชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1970 เคยกล่าวว่า “คนบราซิลหายใจเข้าออกเป็นฟุตบอลตลอด 24 ชั่วโมง” ผู้คนสามารถเล่นฟุตบอลได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นในสนาม, ข้างถนน, ตรอกซอกซอย หรือแม้กระทั่งบนชายหาด ที่นี่จึงเหมาะสมอย่างยิ่งกับการเป็นเวทีให้ซึบาสะได้พัฒนาฝีเท้าไปอีกขั้น

แม้กระทั่งทุกวันนี้ ตัว อ.ทากาฮาชิ จะไม่เคยเปิดเผยถึงสาเหตุของเรื่องที่ว่า "ทำไมซึบาสะต้องไปบราซิล?" ออกมาจากปากเองเลย แต่เรื่องราวทุกอย่างที่ร้อยเรียงกลายเป็นการ์ตูนเรื่องนี้ ก็กลายเป็นบทพิสูจน์ความอัจฉริยะของ อ. ทากาฮาชิ ที่สามารถนำเรื่องราวทางฟุตบอล รวมถึงเกร็ดทางประวัติศาสตร์ ถ่ายทอดสู่ความบันเทิงที่ตราตรึงในใจผู้คนได้ทั่วโลกกว่า 30 ปีจนถึงปัจจุบัน

แหล่งที่มา

 

https://elcomercio.pe/mundo/actualidad/supercampeones-yoichi-takahashi-oliver-hospital-leyenda-real-noticia-460340

https://www.nippon.com/en/views/b00103/

https://www.theguardian.com/football/2016/sep/15/brazil-brilliant-football-school

http://news.bbc.co.uk/sport2/hi/football/internationals/6700897.stm

https://www.bbc.com/news/business-33114120

https://www.bbc.com/news/world-latin-america-42859249

https://edition.cnn.com/travel/article/brazil-japanese-community/index.html

https://www.japantimes.co.jp/news/2008/01/15/reference/japan-brazil-mark-a-century-of-settlement-family-ties/#.W17hC9UzbIU

http://sites.jmu.edu/migrationflows/the-japanese-influence-on-the-brazilian-culture/

https://sites.jmu.edu/fandtinbrazil/coffee-plantationsslavery/

http://www.brazzil.com/2003/html/articles/aug03/p132aug03.htm



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง