Grooming

Hamilton : แบรนด์นาฬิกาสุดเท่ ที่ทหารเรืออเมริกันยุคสงครามโลกบอกว่า "ของมันต้องมี" | Main Stand



"มันคงเป็นไปไม่ได้ที่กองทัพอเมริกาจะประสบความสำเร็จในสงครามโลกครั้งที่ 2 หากไม่มีแฮมิลตัน" 


 

กลยุทธ์และกองกำลัง คือ ปัจจัยหลักในการทำสงคราม แต่สำหรับสหรัฐอเมริกา แบรนด์นาฬิกาอย่าง แฮมิลตัน กลับมีส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเขาเป็นฝ่ายชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 

อะไรที่ทำให้แบรนด์นาฬิกา มีบทบาทในสงครามครั้งสำคัญ ร่วมติดตามไปพร้อมกับ Main Stand 

 

จากนาฬิกาพนักงานรถไฟ 

จุดเริ่มต้นของแฮมิลตัน ต้องย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1891 เมื่อความคลาดเคลื่อนจากนาฬิกาพกของวิศวกร กลายเป็นเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุรถไฟชนกันครั้งใหญ่ที่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ จนมีผู้เสียชีวิตหลายราย 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้คณะกรรมการอุตสาหกรรมปล่อยไว้ไม่ได้ และพยายามหาวิธีแก้ไขปัญหา ก่อนจะได้คำตอบว่าพวกเขาจำเป็นต้องมีนาฬิกาพกพา (สมัยนั้นยังไม่มีนาฬิกาข้อมือ) ที่มีความแม่นยำเป็นมาตรฐานสำหรับพนักงานรถไฟ เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมแบบนี้ขึ้นอีก 

และแฮมิลตัน ก็กลายเป็นหัวหอกในครั้งนี้ พวกเขาเป็นบริษัทนาฬิกาน้องใหม่ จากเมืองแลงคาสเตอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย ที่เพิ่งก่อตั้งในปี 1892 แต่ก็สามารถประดิษฐ์นาฬิกาพกเรือนแรกออกมาได้สำเร็จในปี 1894  

นาฬิกาพกของแฮมิลตัน ไม่เพียงตรงตามมาตรฐานของคณะกรรมการ แต่ยังมีความเที่ยงตรงสูง จนทำให้มันได้รับฉายาว่า "Watch of Railroad Accuracy" หรือนาฬิกาผู้อยู่เบื้องหลังความแม่นยำของทางการรถไฟ 

ก่อนที่ความแม่นยำนี้ จะทำให้พวกเขาได้ไปอยู่บนข้อมือของเหล่าทหารกล้าอเมริกัน ในสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังกองทัพสหรัฐฯ ตัดสินใจแต่งตั้งให้ แฮมิลตัน เป็นผู้ผลิตนาฬิกาให้กับกองทัพอย่างเป็นทางการ  

ในขณะเดียวกันชื่อเสียงในความเที่ยงตรง ยังทำให้แฮมิลตัน ได้รับความไว้วางใจจากสายการบินต่าง ๆ และทำให้นาฬิกาข้อมือของพวกเขา เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ทำงานเกี่ยวกับสายการบินในช่วงทศวรรษที่ 1930s และกลายเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาปี 1940

โดยเบื้องหลังความสำเร็จของแฮมิลตัน คือ การที่พวกเขามีนักออกแบบวิศวกร นักฟิสิกส์ และนักโลหะวิทยาเป็นของตัวเอง ที่ทำให้แบรนด์นาฬิการายนี้สามารถทำวิจัยเกี่ยวกับการผลิตนาฬิกา โดยไม่ต้องพึ่งพาบุคลากรจากภายนอก 

และสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทำให้ชื่อของแฮมิลตัน ดังไปไกลกว่าเดิม …

 

ของคู่กายทหารอเมริกัน 

แม้ว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 จะอุบัติขึ้นในยุโรปตั้งแต่ปี 1939 แต่สหรัฐอเมริกาในตอนนั้น เป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนของฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเฉพาะการให้เช่ายืมอาวุธสงครามและสิ่งจำเป็นอื่น ๆ ในการทำสงครามกับเยอรมัน  

ทว่าการบุกโจมตีของญี่ปุ่น โดยไม่ทันตั้งตัวที่อ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ รัฐฮาวายในวันที่ 8 ธันวาคม 1941 ทั้งที่ไม่ได้ประกาศสงครามต่อกัน ก็ทำให้สหรัฐฯ แปรเปลี่ยนจากฝ่ายสนับสนุนเข้ามาร่วมสงครามเต็มตัว และกลายเป็นหัวหอกในการรบกับฝ่ายอักษะ 

การเข้าสู่ภาวะสงครามของอเมริกา นอกจากยุทโธปกรณ์ ที่มีความต้องการสูงแล้ว นาฬิกา ก็เป็นหนึ่งในสิ่งจำเป็นสำหรับทหาร เนื่องจากในยุทธการต่าง ๆ ล้วนจำเป็นต้องมีเครื่องบอกเวลา เพื่อเป็นสัญญาณในการทำภารกิจ 

"เวลาและอุปกรณ์การวัด เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก สำหรับการวางแผนทางการทหารและภารกิจในภาวะสงคราม" เรเน่ รองเดอร์ (René Rondeau) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของนาฬิกาแฮมิลตันกล่าว

ด้วยเหตุนี้ทำให้ บริษัทนาฬิกาชั้นนำในตอนนั้น ทั้ง Bulova, Waltham, Elgin ต่างพากันมาผลิตนาฬิกาเพื่อสงคราม เช่นเดียวกับแฮมิลตัน ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ ทุ่มเทไปกับการผลิตนาฬิกาลักษณะนี้ 

อันที่จริงในตอนนั้น พวกเขาก็ถูกรัฐบาลสั่งห้ามใช้วัสดุสำคัญประดิษฐ์นาฬิกาแบบใหม่ให้กับพลเรือน ยกเว้นเฉพาะนาฬิกาสำหรับพนักงานรถไฟเท่านั้น 

อย่างไรก็ดี ในขณะที่บริษัทนาฬิกาอเมริกันเจ้าอื่นจะมุ่งเน้นการผลิตนาฬิกาข้อมือให้กับกองทัพ แต่ แฮมิลตัน กลายเป็นเจ้าเดียวที่ผลิตนาฬิกาให้กับทั้ง กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ รวมไปถึงชาติพันธมิตรของอเมริกาทั้ง อังกฤษ แคนาดา และรัสเซีย ที่ทำให้มีนาฬิกานับแสนเรือนของพวกเขากระจายออกไปเป็นวงกว้าง 

ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่มีกลไกที่ชื่อว่า Hack ที่สามารถตั้งเวลาแบบละเอียดในระดับวินาที ที่มักถูกใช้ในการเข้าโจมตี หรือ เคลื่อนกำลังพลทั้งทางบกและทางรถไฟ รุ่น Frogman ที่กันน้ำได้สำหรับนักประดาน้ำในกองทัพเรือ หรือรุ่น 4992B ที่นักบินนิยมใช้เป็นแหล่งเทียบเวลาในเครื่องบินทิ้งระเบิด 

"มันจำเป็นสำหรับการนำทาง เครื่องนำทางและเครื่องบินทุกเครื่องต่างมีมัน" รองเดอร์ กล่าว  

อย่างไรก็ดี สิ่งเหล่านี้ยังเทียบไม่ได้กับบทบาทของพวกเขาในการเดินเรือ 

 

เครื่องนำทาง 

ในการเดินเรือ โครโนมิเตอร์ (Chronometer) หรือนาฬิกาเดินเรือ ซึ่งมีความเที่ยงตรงสูง ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้เลย เพราะมันคือเครื่องมือสำคัญในการคำนวณลองติจูด และเส้นทางที่จะเดินเรือไป ท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล  

"ถ้าไม่มีเวลาที่ชัดเจน ความผิดพลาดแค่ไม่กี่วินาที ก็สามารถทำให้เรือออกห่างจากเส้นทางได้เป็นไมล์" รองเดอร์ อธิบาย

ก่อนปี 1939 โครโนมิเตอร์ ถือเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทำขึ้นในยุโรป โดยมีอังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์ เป็นผู้ผลิตเจ้าใหญ่ แต่ด้วยภาวะสงครามที่จุดศูนย์กลางอยู่ในยุโรป ทำให้ โครโนมิเตอร์กลายเป็นสิ่งขาดแคลน 

อเมริกา ก็ประสบปัญหาในครั้งนี้ แม้ว่าพวกเขาจะมีบริษัทนาฬิกาชื่อดังมากมาย แต่ไม่มีเจ้าไหนทำได้มาก่อน เพราะมันเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ต้องใช้ความละเอียดในการผลิต เพื่อให้มันมีความเที่ยงตรงมากที่สุด

อย่างไรก็ดี การที่จะปล่อยให้มันขาดแคลนต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องดีแน่ ทำให้ในเดือนมิถุนายน 1940 The United States Naval Observatory หรือ USNO หน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับเครื่องจับเวลา โครโนมิเตอร์ และเครื่องนำทาง กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา (หน้าที่มีความคล้ายคลึงกับ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือของไทย) ได้ส่งจดหมายไปหาบริษัทนาฬิกาอเมริกัน 8 แห่ง เพื่อเชิญชวนให้มาผลิตโครโนมิเตอร์ให้กับกองทัพเรือ

แน่นอนว่าแฮมิลตัน ก็เป็นหนึ่งในนั้น พวกเขาตอบกลับมาว่าสนใจที่จะผลิตโครโนมิเตอร์ โดยขอเวลาในการศึกษาตัวอย่างและกลไกของมัน จนสุดท้ายพวกเขาก็ได้เข้ามาดูแลโปรเจกต์นี้ อย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 1941

เหล่าวิศวกร ช่างเทคนิค และช่างทำนาฬิกาของแฮมิลตัน ใช้เวลาหลายเดือนในการศึกษาโครโนมิเตอร์ตัวอย่าง แต่ไม่ได้เพียงแค่เลียนแบบเท่านั้น พวกเขายังได้พัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้น

27 กุมภาพันธ์ 1942 หลังจากเหตุการณ์ที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์ 13 สัปดาห์ และเกือบหนึ่งปีหลังเริ่มโครงการ แฮมิลตัน ก็ส่งโครโนมิเตอร์ ต้นแบบสองเครื่องไปให้ USNO ทดสอบ ซึ่งผลที่ออกมานั้นมากกว่าที่พวกเขาคาดหวังไว้ทีแรกเสียอีก 

"เจ้าหน้าที่ของ USNO รู้สึกประหลาดใจในความแม่นยำ นวัตกรรม และความสามารถผลิตซ้ำ" รองเดอร์ กล่าว 

 

อุปกรณ์สำคัญกองทัพเรือ 

แม้ว่า โครโนมิเตอร์ของแฮมิลตัน รุ่นแรก ที่รู้จักกันในชื่อ โมเดล 21 จะผลิตโดยอ้างอิงจากโครโนมิเตอร์ที่ใช้กันในท้องตลาด แต่ภายในพวกเขาได้มีการปรับปรุงหลายอย่าง ทั้งความสมดุลในตัวเรือน และสปริงภายในตัวเรือน รวมไปถึงล้อเกาะฟันเฟืองในตัวเรือน 

"การประกอบแบบใหม่ ทำให้อัตราการบอกเวลามันยอดเยี่ยมมาก" มาร์วิน อี. ไวท์ลีย์ ผู้เขียนเขียนหนังสือ Military Timepieces กล่าว 

ทำให้มันกลายเป็นโครโนมิเตอร์ ที่มีความแม่นยำสูง และแม่นยำกว่าโครโนมิเตอร์เดิมของกองทัพเรือเสียอีก ริชาร์ด กูด ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำนาฬิกา และอดีตภัณฑารักษ์กล่าวว่ามันคือเครื่องจับเวลาพกพาที่มีความแม่นยำที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา

นอกจากนี้ โครโนมิเตอร์ของแฮมิลตัน ยังเป็นโครโนมิเตอร์อันแรก ที่สามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากในคราวเดียวกัน เนื่องจากก่อนหน้านี้มันเป็นสิ่งที่ผลิตได้อย่างจำกัด และต้องทำด้วยมือ เพราะเชื่อกันว่าหากผลิตเป็นจำนวนมากอาจจะทำให้มีความคลาดเคลื่อน 

ทำให้ แฮมิลตัน สามารถผลิตโครโนมิเตอร์ได้คราวละจำนวนมากจาก 60 เรือนต่อเดือน กลายเป็น 300 - 500 เรือนต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าอังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์ ผลิตรวมกันในหนึ่งปีเสียอีก 

"เป็นเวลาหลายปีที่อเมริกาต้องพึ่งโครโนมิเตอร์จากยุโรป เพราะว่าแฮมิลตัน ทำให้ตอนนี้เราพ้นจากการกดขี่เสียที" เรือเอก (ภายหลังเป็นพลเรือจัตวา) จูเลียส เฟรดเดอริค เฮลเว็ก ผู้อำนวยการ USNO ที่ดำรงตำแหน่งในช่วงปี 1930-1946 กล่าว

ทำให้หลังจากนั้น โครโนมิเตอร์ของแฮมิลตัน ได้กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเรือเกือบทุกลำของอเมริกา ซึ่งหลังสงครามจบในปี 1945 มีรายงานว่าโครโนมิเตอร์ของพวกเขาได้ถูกจำหน่ายไปถึง 10,902 เรือน 

"เรือทุกลำในทะเลต้องมีมัน มันคือปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง" เรือเอก เอช.ที เชส แห่ง Navy Bureau of Ships กล่าว 

และไม่ใช่แค่ในกองทัพเรือเท่านั้น โครโนมิเตอร์ของพวกเขา ยังถูกนำไปใช้ในกองทัพอากาศถึง 500 เรือน เช่นเดียวกับคณะกรรมมาธิการการเดินเรือที่มีอยู่ 1,500 เรือน ในขณะที่เรือนหนึ่งได้นำไปมอบให้ประธานาธิบดีแฟรงกิน ดี รูสเวลต์ ที่เขาเอาไปใช้ในห้องแผนที่ของทำเนียบขาว 

"ในแง่ผลกระทบ บริษัทนาฬิกาแฮมิลตัน ได้เปลี่ยนแปลงการผลิตและการรักษาสภาพของความแม่นยำของนาฬิกา จากการประดิษฐ์ที่ดูลึกลับไปสู่การทำซ้ำ” เดนนิส แชปแมน นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษที่เชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยี กล่าวในบทความเกี่ยวกับนาฬิกาของทหารในวารสาร Horological Journal of the British Horological Institute

“นอกจากนี้มันยังสามารถตอบสนองความต้องการของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแอตแลนติก และแปซิฟิก รวมไปถึงความต้องการของพันธมิตรทางทะเลของสองมหาสมุทร" 

"ความสำเร็จนี้ เปรียบเทียบได้กับการผลิตเป็นจำนวนมากของเรือ Liberty และรถ Jeep ที่กลายเป็นชัยชนะของ 'know-how' และ 'can-do' ของชาวอเมริกัน" 

 

อาวุธลับสัมพันธมิตร 

โครโนมิเตอร์ของแฮมิลตัน ได้กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญในช่วงสงคราม กองทัพเรือมีคู่มือความยาว 95 หน้าสำหรับการดูแลรักษามัน ในขณะที่กฎของกองทัพเรือเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าห้ามเคลื่อนย้ายโครโนมิเตอร์เด็ดขาดหากไม่จำเป็น 

ลูกเรือจะถูกสั่งอย่างชัดเจนว่าต้องดูแลโครโนมิเตอร์เป็นพิเศษ รวมไปถึงเรื่องความปลอดภัย ที่พวกเขาต้องนำไปซ่อนหากมีการสู้รบ หรือนำติดตัวไปด้วย ถ้ามีการสละเรือเกิดขึ้น 

"มันได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นเครื่องมือที่ทนทาน และน่าเชื่อถือที่สุดภายใต้สภาวะรุนแรงที่สุดที่นาฬิกาต้องเผชิญ" มาร์วิน ไวท์ลีย์ กล่าว 

"โครโนมิเตอร์ของแฮมิลตัน สามารถเอาตัวรอดได้ โดยไม่ได้รับผลกระทบ แม้ว่าจะโดนทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์รู้จัก" 

ทำให้เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงชื่อของ แฮมิลตัน ก็ได้เข้าไปอยู่ในใจของเหล่าทหารหาญ ในฐานะเครื่องมือสำคัญที่ทำให้กองกำลังของฝ่ายพันธมิตรเป็นผู้ชนะในสมรภูมิต่าง ๆ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ 

"มันคงเป็นไปไม่ได้ที่กองทัพอเมริกาจะประสบความสำเร็จในสงครามโลกครั้งที่ 2 หากไม่มีแฮมิลตัน" รองเดอร์ กล่าว 

ในขณะที่ เฮนรี ฮาโนลด์ ผู้บัญชาการกองทัพอากาศของสหรัฐฯ ก็เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ และเสริมว่า "มันเป็นเครื่องมือสำหรับอากาศยานที่มีบทบาทสำคัญกับชัยชนะอย่างสมบูรณ์แบบ (ของฝ่ายพันธมิตร)" 

ด้วยเหตุนี้ทำให้ แฮมิลตัน กลายเป็นบริษัทนาฬิกา เจ้าแรกของโลก ที่ได้รับรางวัล "E" Flag ของกองทัพบกและกองทัพเรือ และได้ดาวระดับ "E" จากความเยี่ยมยอดในแง่ของผลิตภัณฑ์ 

นอกจากนี้ในวันที่ 14 มิ.ย. 1945 พลเรือจัตวาจูเลียส เฟรดเดอริค เฮลเว็ก ผู้อำนวยการ USNO ยังได้เดินทางไปยังรัฐเพนซิลเวเนีย เพื่อขอบคุณและเชิดชูเกียรติเจ้าหน้าที่ และพนักงานของแฮมิลตันอีกด้วย 

"กองทัพเรือขอขอบคุณและแสดงความยินดี โครโนมิเตอร์และนาฬิกาของพวกคุณที่มีชื่อเสียงในหมู่กองเรือรบด้านความปลอดภัยจากความเที่ยงตรง" เฮลเว็กกล่าว 

"ตลอดช่วงเวลา 2 ปีที่สำคัญ กองทัพเรือสหรัฐฯ บรรทุกผลิตภัณฑ์ของแฮมิลตันไปไหนมากไหนมากกว่าอะไรในโลก และเครื่องมือของแฮมิลตัน มีส่วนช่วยในสงครามเป็นอย่างมาก" 

"หากไม่มีความช่วยเหลืออย่างจริงใจจากแฮมิลตัน ผมไม่รู้ว่ามันจะจบลงอย่างไร" 

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แฮมิลตัน ยังได้สานต่อคุณภาพของพวกเขา ด้วยการนำจุดเด่นที่มี มาผลิตเป็นนาฬิกาเพื่อวางขายให้กับคนทั่วไป ทำให้ นาฬิกาของพวกเขาไม่ได้แค่เที่ยงตรงเท่านั้น แต่ยังมีความทนทานที่เป็นจุดขายมาตั้งแต่สมัยสงครามโลก

ในขณะเดียวกัน มันยังแฝงไปด้วยความหรูหรา ที่เหมาะสำหรับผู้หญิงและผู้ชายสายลุย และจุดเด่นของมันไปทำให้ปรากฎตัวอยู่ใน Pop - Culture หรือวัฒนธรรมกระแสนิยม โดยอยู่ในภาพยนตร์ดังของฮอลลีวู้ด โดยเฉพาะแนวแอคชั่นหลายเรื่อง 

ไม่ว่าจะเป็นยุคเริ่มต้นในเรื่อง Blue Hawaii ที่ เอลวิส เพรสลีย์ นำแสดงในปี 1961 เรื่อยมาจนถึง Men In Black ในปี 1997 รวมไปถึงล่าสุดอย่าง The Avengers และ Spider-Man: Homecoming ที่ปรากฏอยู่บนข้อมือของ โทนี สตาร์ค หนึ่งในตัวละครสำคัญของเรื่อง 

สิ่งเหล่านี้คือภาพสะท้อนในตัวตนของแฮมิลตัน ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มีดีแค่ความเที่ยงตรงเท่านั้น แต่ยังทนทานและเหมาะสมกับทุกสถานการณ์ ที่ทำให้นาฬิกาของพวกเขา พร้อมอยู่บนข้อมือของคุณไม่ว่าจะเป็นชุดทำงาน ไปรเวท หรือแนวสปอร์ต 



ผู้ที่สนใจสามารถเลือกหาเลือกซื้อนาฬิกาของแฮมิลตัน ได้ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือร้านค้าออนไลน์ ทางเว็บไซต์ www.hamiltonwatch.com/en-th


แหล่งอ้างอิง

https://www.hamiltonwatch.com/en-int/military-heritage.html 
https://www.jckonline.com/magazine-article/how-hamilton-watch-co-won-world-war-ii/ 
https://www.revolution.watch/in-depth-hamilton-khaki-military/ 
https://precisionwatches.com/the-history-of-hamilton-watches/ 
https://www.heddels.com/2018/01/hamilton-watches-history-philosophy-and-iconic-products-2/
https://www.bankslyon.co.uk/blog/an-introduction-to-hamilton-watches/ 



AUTHOR

มฤคย์ ตันนิยม

ลีดส์ ยูไนเต็ด, ญี่ปุ่น, มังงะ
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x